product :

วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561

Jenny McCarthy (อดีตนักแสดงดังฮอลีวูด) เข้ารับอิสลาม

Jenny McCarthy (อดีตนักแสดงดังฮอลีวูด) เข้ารับอิสลาม



"ฉันไม่เคยคิด ไม่เคย ไม่เคยเลยจริงๆ ในชีวิต ที่คิดว่าจะกลายเป็นมุสลิม ฉันรับรู้และเข้าใจผิดเกี่ยวกับอิสลาม ฉันไม่ชอบพวกเขา เพราะฉันเชื่อสื่อ เชื่อว่ามันเลวร้าย และไม่มีวันที่ฉันจะเป็นหนึ่งในนั้น"

"แต่ในตอนนี้ที่ฉันเป็น ฉันภูมิใจมาก มีความสุขมาก ฉันต้องการใส่ฮิญาบ เพราะฉันต้องการให้ผู้คนรับรู้ว่าฉันเป็นมุสลิม ถึงแม้ว่าจะมีใครไม่ชอบก็ตาม ฉันไม่ใส่ใจ เพราะยังมีใครๆ อีกมากมายที่ยังอยู่ ไม่ใช่มีแต่พวกเขา"

Jenny McCarthy (อดีตนักแสดงดังฮอลีวูด) กล่าว

+++++++++++++++++++

เจนนี่เกิดในครอบครัวคริสเตียน แต่เธอไม่เคยรู้สึกถึงการมีอยู่ของพระเจ้า เธอเชื่อในสิ่งที่เธอทำ และไม่เคยรู้สึกถึงพระองค์

เธอเล่าว่า เมื่อก่อนเธอไม่ใช่คนดีนัก เป็นสาวเจ้าสำราญ นักเที่ยว
เธอลองยา เธอคิดว่าเข้มแข็งพอที่จะไม่ติดมัน แต่สุดท้ายเธอก็ติดยา
ในช่วงเวลา 5 ปี สิ่งเหล่านี้นำเธอสู่ความเลวร้าย
เธอผ่านชีวิตคู่ที่สามีใช้ความรุนแรงกับเธอ
เธอตัดสินใจออกมา และไม่หันกลับไปอีก
และหลังจากนั้นเธอก็มีลูกชาย...ซึ่งเป็นสิ่งสวยงามในชีวิตเธอ

+++++++++++++++++++

Jenny McCarthy เคยเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง เมื่อเธอเข้ารับอิสลาม ผู้คนมากมายประหลาดใจ แต่ที่แปลกและน่าทึ่งสำหรับเธอ หลังจากที่เธอกล่าวชะฮาดะฮฺ (ปฏิญาณตนเข้ารับอิสลาม) เธอเลิกดื่ม เลิกเมา สิ่งที่เธอเคยชอบถูกถอดออกไป เธอมีความสุขกับความสงบสุขในหัวใจที่เป็นมุสลิม

เธอค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับอิสลามช่วงนึงก่อนเข้ารับอิสลาม ในตอนแรกเธอสงสัยว่า ทำไมผู้คนถึงเกลียดอิสลามมากนัก ? เธอเห็นข่าว เห็นความรุนแรง เหตุการณ์สะเทือนใจ ซึ่งทำให้เธออยากรู้ว่า อิสลามจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร? เธอไปที่สถาบันอิสลาม Islamic Institute of Orange County
เธอศึกษามากขึ้นและมากขึ้น สิ่งที่ค้นพบเมื่อลงลึกเข้าไปก็คือ "ความจริง" เรื่องหลักๆ ที่ฉันชอบอิสลาม ก็คือการให้เกียรติสตรี และชีวิตของมุสลิมะฮฺก็ง่ายดาย สิ่งที่เราต้องกังวลก็คือครอบครัว สามี และลูก ต้องทำกับข้าว ทำความสะอาด งานบ้านที่ต้องดูแล นั่นเป็นงานที่วิเศษ และอิสลามก็ให้เกียรติสตรีในเรื่องเหล่านี้ ในมัสยิด อิสลามแยกชายหญิง เพราะอิสลามรู้ถึงพลังทางเพศที่สตรีมีอิทธิพลต่อผู้ชาย อิสลามให้เกียรติในเรื่องนี้

เจนนี่บอกว่า "และเมื่อฉันเข้าใจ ฉันจึงต้องการเข้าสู่แนวทางของอิสลาม เมื่อเข้ารับอิสลาม ทำให้ฉันรู้สึกแตกต่าง รู้สึกสงบสุขอย่างแท้จริง ปัดเป่าความรู้สึกไม่มั่นคง ไม่รู้เป้าหมายของชีวิต ไม่รู้เหตุผลของการมีชีวิตอยู่ ฉันไม่รู้ว่าทำไมฉันควรอยู่ที่นี่ อิสลามให้ความสงบสุข สะดวกสบาย ชีวิตที่สมดุล ทุกอย่างสมเหตุสมผล ทุกอย่างเป็นข้อเท็จจริง สุดท้ายทุกอย่างสมบูรณ์เมื่อฉันเข้าใจว่ามันคืออะไร"

เธอไม่รู้ว่าจะมีโอกาสพบปะพี่น้องมุสลิม ซึ่งมันสำคัญสำหรับเธอ เพื่อทำความเข้าใจพวกเขาได้อย่างไร
เมื่อเธอเห็นว่าต้องไปที่มัสยิด เพื่อเข้าใกล้และเข้าใจมุสลิมและมุสลิมะฮฺ สิ่งที่เธอได้รับเมื่อเธอไปยังมัสยิด ผู้คนที่ล้อมรอบพาฉันเข้าไปในมัสยิด และแสดงออกถึงความมีน้ำใจ นั่นแหละอิสลาม

+++++++++++++++++++

เจนนี่เคยถูกพ่อไล่ออกจากบ้าน ตอนอายุ 17 ปี เพราะความเสเพลและติดยา และกลายเป็นคนไร้บ้าน
พ่อและเจนนี่ไม่ได้คุยกันอีกเลย เป็นเวลา 8 ปี นั่นเป็นความเจ็บปวดในชีวิตของเธอ แต่เธอกลับตามหาพ่ออีกครั้งเมื่อเธอตั้งครรภ์ลูกชาย เธอรู้ว่าลูกชายต้องการคุณตา หลังจากที่เธอกลับไปพบพ่ออีกครั้ง ทั้งสองสนทนากันด้วยดี และพูดคุยกันถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้น และขอโทษซึ่งกันและกัน และสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนั้นอีก พ่อเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเจนนี่ และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
...............................................

เธอเล่าว่า "ตอนแรกที่ไปเรียนรู้การเปลี่ยนศาสนา ฉันเพิ่งไปมัสยิดเพื่อเข้ารับอิสลาม ระหว่างทางกลับบ้าน ไม่กี่วินาที ฉันทำอะไรที่บ้ามาก ฉันส่งข้อความหาพ่อว่า..."

"พ่อลองเปิดใจกับอิสลามได้ไหม อย่าตัดสินมุสลิมจากข่าว อย่าเชื่อทุกอย่างจากสื่อได้ไหม ?
"พ่อถามกลับมาว่า ทำไม ? "
"ฉันตอบไปว่า พ่อ...ฉันเป็นมุสลิม"

"ในตอนนั้นพ่อค่อนข้างไม่พอใจ เมื่อรู้ว่าฉันเข้ารับอิสลาม พ่อไม่ค่อยจะมีความสุขเท่าไหร่
และจากจุดนี้ ฉันรู้สึกว่าฉันกับลูกชายต้องย้ายออกไปอยู่ที่บ้านเดิม"

หลังจากนั้นเธอก็ได้เห็นข้อความที่พ่อได้พยายามปกป้องเธอ ตามที่เธอเข้าใจ จากการที่พ่ออธิบายเรื่องราวของเธอที่เกิดขึ้นด้วยกับอิสลาม...

เรื่องราวของเธอได้เผยแพร่ในช่วงปี 2012 ที่ผ่านมา หลังจากที่เธอเข้ารับอิสลามได้ประมาณ 1 สัปดาห์
และเธอได้ลาออกจากแวดวงบันเทิง

มาชาอัลลอฮฺ อัลลอฮุอักบัร!
เราหวังว่าเรื่องราวของเจนนี่จะเป็นบทเรียนให้ใครๆ ได้มากมาย
อินชาอัลลอฮฺ
...............................................

แปลและเรียบเรียงโดย Sama Y. - New muslim | มุสลิมใหม่
ที่มา : http://www.bellenews.com/
http://www.youtube.com/watch?v=q0ddBMC-bFI


read more "Jenny McCarthy (อดีตนักแสดงดังฮอลีวูด) เข้ารับอิสลาม"

วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561

กฎหมายอิสลามเบื้องต้น : คุณค่าองค์ประกอบหลัก 5 ประการ ในศาสนาอิสลาม

กฎหมายอิสลามเบื้องต้น : คุณค่าองค์ประกอบหลัก 5 ประการ ในศาสนาอิสลาม

(อาลี เสือสมิง)



ศาสนาอิสลาม มีองค์ประกอบหลัก 5 ประการเรียกในภาษาอาหรับว่า “อัรฺกานุลฺ-อิสลาม” ได้แก่

(1) การปฏิญาณตน (อัช-ชะฮาดะฮฺ)

(2) การละหมาดฟัรฎู 5 เวลา

(3) การบริจาคซะกาฮฺ

(4) การถือศีลอดในเดือนร่อมาฎอน

(5) การประกอบพิธีฮัจญ์ ณ บัยติลลาฮฺ-อัลหะรอม


(หลักฐาน) รายงานจากอบี อับดิรเราะฮฺมาน อับดิลลาฮฺ อิบนิ อุมัร อิบนิ อัลค็อตตอบ (ร.ฎ.) ว่า : ฉันเคยได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) กล่าวว่า :


بُنِيَ الإِسْلاَمُ عَلى خَمْسٍ : شَهَادَةِ أَنْ لاَ إِلهَ إِلاَّ الله وَأَنَّ مُحَمَّدًارَسُوْلُ اللهِ ، 
وإقَامِ الصَّلاَةِ و إيْتَاءِ الزَّكَاةِ ، و حَجِّ الْبَيتِ ، وَصَوْمِ رَمَضَانَ

رَواه البُخارِيّ ومُسْلِم


อัล-อิสลามตั้งอยู่บน 5 ประการ : (คือ) การปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าองค์ใดที่ถูกเคารพสักการะโดยเที่ยงแท้นอกจากอัลลอฮฺและแท้จริงมุฮำหมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ,การดำรงละหมาด,การนำมาซึ่งการบริจาคซะกาฮฺ,การประกอบพิธีฮัจญ์ ณ บัยติลลาฮฺ และการถือศีลอดในเดือนรอมาฎอน” (รายงานโดย บุคอรีและมุสลิม)

องค์ประกอบหลักทั้ง 5 ประการในศาสนาอิสลามมีความเกี่ยวพันซึ่งกันและกัน ผู้ใดนำพาทั้ง 5 ประการอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ผู้นั้นคือมุสลิมผู้มีศรัทธาอันสมบูรณ์ และผู้ใดละทิ้งทั้ง 5 ประการ ผู้ นั้นเป็นผู้ปฏิเสธ (กาเฟร) โดยเด็ดขาด และผู้ใดปฏิเสธประการหนึ่งประการใดจาก 5 ประการนั้น ผู้นั้นมิใช่มุสลิมโดยมติเห็นพ้อง (อัล-อิจญ์มาอฺ)

และผู้ใดมีความเชื่อในหลัก 5 ประการทั้งหมด แต่ละเลยประการหนึ่งนอกเหนือจากการปฏิญาณตน (อัชชะอาดะฮฺ) โดยเกียจคร้าน ผู้นั้นเป็นผู้ฝ่าฝืน (ฟาซิก) และผู้ใดนำพาเพียงแต่การปฏิบัติและยืนยันด้วยลิ้นของตนโดยการเสแสร้ง ผู้นั้นคือผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) (ดร. มุสตอฟา อัลบุฆอ, มุฮัยยิดดีน มิสตู; อัลวาฟีย์ ฟี ชัรฮัล อัลอัรบะอีน อันนะวาวียะฮฺ หน้า 19)

ประเภทขององค์ประกอบหลักของศาสนาอิสลาม


องค์ประกอบหลักของศาสนาอิสลามทั้ง 5 ประการนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

(1) วจีกรรม (เกาลียะฮฺ) คือการปฏิญาณตนด้วย 2 ประโยคนั้น

(2) กิจกรรม (อะมะลียะฮฺ) คือองค์ประกอบหลักจากประการที่เหลือ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
  1. กิจกรรมทางกาย (บะดะนียะฮฺ) คือการละหมาดและการถือศีลอด
  2. กิจกรรมทางทรัพย์ (มาลิยะฮฺ) คือการบริจาคซะกาฮฺ
  3. กิจกรรมทางกายและทางทรัพย์ (บะดะนียะฮฺ-มาลิยะฮฺ) คือการประกอบพิธีฮัจญ์ และคำกล่าวของหัวใจตลอดจนงานของหัวใจถือเป็นเงื่อนไขในทุกประการ (ชัยค์ฮาฟิซ อิบนุ อะฮฺหมัด อาล-ฮุกมีย์ ; มุคตะซอร มะอาริญิลกอบูล ; หน้า 170)

คุณค่าของการปฏิญาณตน (อัช–ชะฮาดะฮฺ)


การปฏิญาณตน (อัชชะฮาดะฮฺ) ถือเป็นหลักมูลฐานสำหรับองค์ประกอบหลักในศาสนาอิสลามที่เหลืออีก 4 ประการกล่าวคือ บุคคลจะไม่เข้าสู่สิ่งหนึ่งสิ่งใดจากหลักนิติธรรมอิสลาม (จะไม่ถือว่าผู้นั้นเป็นมุสลิม) นอกจากต้องมีการปฏิญาณตนนั้น และบุคคลจะไม่ออกจากศาสนา (ตกมุรตัด) นอกจากด้วยการกระทำที่ขัดแย้งกับนัยของ 2 ประโยคที่ถูกกล่าวในการปฏิญาณตน

ด้วยเหตุนี้ ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) จึงไม่ได้เรียกร้องสู่สิ่งใดก่อนการปฏิญาณตนด้วยประโยคทั้งสอง และอัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) จะทรงไม่ตอบรับการกระทำของผู้หนึ่งผู้ใดที่ไม่มีการปฏิญาณตนด้วย 2 ประโยคนั้น และการกล่าวปฏิญาณด้วยประโยคที่ว่า (لاَ إلهَ اِلاَّالله) เป็นการให้เอกภาพต่อพระผู้ทรงถูกเคารพสักการะโดยเที่ยงแท้ พระผู้ทรงเอกะและไม่มีภาคีใดๆสำหรับพระองค์ ในการกล่าวประโยคที่ 2 คือ (مُحَمَّدٌرَسُوْلُ اللهِ) เป็นการยอมรับในความเป็นหนึ่งเดียวของวิถีทางที่จะนำสู่การรู้จักอัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) และแนวทางในการเคารพสักการะต่อพระองค์

และส่วนหนึ่งจากคุณค่าของการปฏิญาณตนด้วยประโยคทั้งสองนั้น คือ

  1. คือหนทางแห่งความผาสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้าการเคร่งครัดในการปฏิบัติตามนัยของประโยคทั้งสองคือ ความรอดพ้นจากนรกภูมิ และการได้รับสวนสวรรค์เป็นสิ่งตอบแทน
  2. ประโยคทั้งสองถือเป็นความโปรดปราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งพระองค์อัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) ทรงประทานแก่มวลบ่าวของพระองค์
  3. คือบทรำลึกถึงพระองค์อัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) ที่ประเสริฐสุดอีกทั้งเป็นสิ่งที่ทำให้ตาชั่งแห่งคุณงามความดีมีน้ำหนักมากที่สุด เป็นต้น

นักวิชาการได้ระบุถึงเงื่อนไขของการกล่าวคำปฏิญาณทั้ง 2 ประโยคในการบังเกิดคุณค่าข้างต้นว่าต้องมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน คือ

  1. มีความตระหนักรู้ถึงจุดมุ่งหมายและนัยของประโยคทั้งสอง (อัล-อิลมุ้)
  2. มีความมั่นใจ (อัล-ยะกีน) ไม่สงสัยคลางแคลง
  3. ยอมรับโดยดุษฎี (อัล-ก่อบูล)
  4. น้อมนำปฏิบัติตาม (อัล-อิงกิยาดฺ)
  5. มีความสัตย์ (อัศ-ศิดกุ้)
  6. มีความบริสุทธิ์ใจ (อัล-อิคลาศ)
  7. มีความรัก (อัล-มะฮับบะฮฺ) ในประโยคทั้งสองนั้น
(อ้างแล้ว หน้า 99-102 โดยสรุป)

คุณค่าของการละหมาด (อัศ–เศาะลาฮฺ)


การละหมาด (อัศ-เศาะลาฮฺ) ถือเป็นการประกอบศาสนกิจที่สำคัญที่สุดสำหรับชาวมุสลิม ในแต่ละวันชาวมุสลิมจะต้องปฏิบัติละหมาด 5 เวลาซึ่งเรียกว่า การละหมาดฟัรฎู 5 เวลา อันประกอบด้วย ละหมาด อัศ-ศุบหฺ,ละหมาด อัซ-ซุฮฺร์,ละหมาดอัลอัศรฺ,ละหมาดมัฆริบ และละหมาดอิชาอฺ การละหมาดถือเป็นเสาหลักของศาสนา เป็นเครื่องหมายของผู้ศรัทธา ผู้ใดละทิ้งการละหมาดโดยปฏิเสธถึงความเป็นภารกิจของการละหมาดหรือดูถูกดูแคลนการละหมาด ผู้นั้นถือเป็นผู้ปฏิเสธที่ตกจากศาสนาอิสลาม (มุรตัด)

โดยจำเป็นที่ผู้ปกครองมุสลิมต้องสั่งใช้ให้ผู้นั้นสำนึกผิดและกลับเนื้อกลับตัว (เตาบะฮฺ)ถ้าหากผู้นั้นแข็งขืนและไม่ยอมสำนึกผิดก็ย่อมมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต (ในกรณีที่ผู้นั้นอยู่ในประเทศมุสลิมที่มีการบังคับใช้กฎหมายอิสลาม) โดยถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ตกจากศาสนา (มุรตัด) ไม่อนุญาตให้จัดการศพของเขาอย่างชาวมุสลิม และไม่อนุญาตให้ฝังศพของเขาในสุสานของชาวมุสลิม

ส่วนผู้ใดละทิ้งการละหมาดเนื่องจากเกียจคร้านโดยเขาเชื่อว่าการละหมาดนั้นเป็นภารกิจจำเป็น ผู้นั้นจะต้องถูกบังคับจากผู้ปกครองมุสลิมให้ทำการชดใช้ (กอฎออฺ) การละหมาดและสำนึกผิดจากกรณีฝ่าฝืนดังกล่าว แต่ถ้าผู้นั้นไม่ลุกขึ้นชดใช้การละหมาดก็ให้ประหารชีวิตผู้นั้นเสียโดยถือเป็นโทษในลักษณะอาญา (อัล-ฮัดดฺ) เนื่องจากเป็นการละทิ้งสิ่งที่เป็นภารกิจจำเป็น (ฟัรฎู) และถือว่าเขาผู้นั้นเป็นมุสลิมผู้ฝ่าฝืน (ฟาซิก) มิใช่ผู้ตกศาสนา (มุรตัด) โดยปฏิบัติกับศพของเขาอย่างชาวมุสลิมตามปกติ (เก็บความจาก อัลฟิกฮุ้ล มันฮะญีย์ เล่มที่ 1 หน้า 103)

สำหรับการละหมาดนั้นมีคุณค่าและวิทยปัญญาอันมากมาย กล่าวโดยสรุป คือ
  1. การละหมาดจะชำระและขัดเกลาจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์
  2. การละหมาดทำให้บ่าวผู้ภักดีมีความพร้อมสำหรับการเข้าเฝ้าพระองค์อัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) ในโลกดุนยาและได้ใกล้ชิดกับพระองค์ในโลกหน้า
  3. การรักษาละหมาดอย่างเคร่งครัดและปฏิบัติอย่างครบถ้วนสมบูรณ์จะเป็นสิ่งที่หักห้ามผู้ปฏิบัติละหมาดจากสิ่งน่ารังเกียจทั้งหลายตลอดจนสิ่งที่ผิดต่อหลักศีลธรรมอันดีงาม
  4. การละหมาดคือเสาหลักของศาสนาและเป็นสิ่งที่แบ่งแยกระหว่างผู้ศรัทธากับผู้ปฏิเสธ
  5. การละหมาดครบ 5 เวลาจะเป็นสิ่งที่ชำระให้ผู้ปฏิบัติละหมาดสะอาดบริสุทธิ์จากบาปเล็กทั้งหลายตราบใดที่ผู้ที่ปฏิบัติละหมาดนั้นมิได้กระทำบาปใหญ่ เป็นต้น
(เก็บความจาก มินฮาญุ้ลมุสลิม; อบูบักร ญาบิร อัลญะซาอิรีย์ หน้า 166-167)

คุณค่าของการบริจาคซะกาฮฺ


การบริจาคซะกาฮฺถือเป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาภารกิจสำคัญของศาสนาซึ่งถือเป็นสิ่งที่รู้กันโดยภาวะจำเป็น ผู้ใดปฏิเสธความเป็นภาระกิจจำเป็นของการบริจาคซะกาฮฺผู้นั้นตกจากศาสนาอิสลามและต้องโทษประหารชีวิตยกเว้นกรณีที่ผู้นั้นเพิ่งเข้ารับอิสลาม ส่วนผู้ที่ปฏิเสธจากการบริจาคซะกาฮฺพร้อมกับมีความเชื่อว่าการบริจาคซะกาฮฺเป็นสิ่งที่จำเป็น ผู้นั้นมีบาปและถือเป็นผู้ฝ่าฝืน (ฟาซิก)

โดยผู้ปกครองมุสลิมจำต้องบังคับเอาทรัพย์ซะกาฮฺจากผู้นั้น และถ้าหากกลุ่มชนหนึ่งปฏิเสธที่จะบริจาคซะกาฮฺพร้อมกับมีความเชื่อว่าการบริจาคซะกาฮฺเป็นสิ่งจำเป็น และกลุ่มชนนั้นมีกำลังพลและอาวุธก็ให้ประมุขของรัฐอิสลามทำการสู้รบกับพวกเขาจนกว่าพวกเขาจะยอมจ่ายซะกาฮฺ (เก็บความจาก ฟิกฮุสสุนนะฮฺ,ฮัซซัยยิด ซาบิก เล่มที่ 1 หน้า 466)

ส่วนหนึ่งจากคุณค่าและประโยชน์ของการบริจาคซะกาฮฺ คือ

  1. การบริจาคซะกาฮฺที่มุสลิมได้ปฏิบัติโดยสนองรับพระบัญชาของพระองค์อัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) และมุ่งแสวงหาความโปรดปราณของพระองค์ จะเป็นสิ่งที่ชำระให้ผู้บริจาคซะกาฮฺสะอาดหมดจดจากบาปโดยเฉพาะบาปที่เกิดจากความตระหนี่ถี่เหนียว
  2. การบริจาคซะกาฮฺเป็นการฝึกให้มุสลิมมีจริยธรรมในการเสียสละและการเป็นผู้ให้ตลอดจนเป็นการรักษาหัวใจให้พ้นจากการหลงโลกดุนยา
  3. การบริจาคซะกาฮฺเป็นการแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของอัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) ที่มีต่อบ่าวและยกระดับจิตวิญญาณของผู้บริจาคซะกาฮฺให้สูงส่ง
  4. การบริจาคซะกาฮเป็นการลดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยและนำมาซึ่งความรัก ความผูกผันระหว่างกลุ่มชนทั้งสอง อีกทั้งยังเป็นการชำระให้ทรัพย์สินมีความบริสุทธิ์และทำให้ทรัพย์สินนั้นมีความจำเริญและเพิ่มพูน
  5. การบริจาคซะกาฮฺเป็นการทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการหมุนเวียนและเป็นการประกันสังคม
(เก็บความจาก ฟิกฮุซ-ซะกาฮฺ ; ดร. ยูซุฟ อัลกอรฏอวีย์ เล่มที่ 2 หน้า 707-934)

คุณค่าและประโยชน์ของการถือศีลอด (อัสเศามฺ)


การถือศีลอด (อัส-เศามฺ) ในเดือนรอมาฎอนเป็นส่วนหนึ่งจากองค์ประกอบหลัก 5 ประการในศาสนาอิสลาม ผู้ใดปฏิเสธความเป็นภารกิจจำเป็นของการถือศีลอด ผู้นั้นเป็นผู้ปฏิเสธ กล่าวคือ ผู้นั้นจะได้รับการปฏิบัติเยี่ยงผู้ตกศาสนา (มุรตัด) โดยจะถูกร้องขอให้มีการสำนึกผิด (เตาบะฮฺ) ถ้าหากผู้นั้นยังคงยืนกรานก็ต้องถูกประหารชีวิตตามกฎหมายลักษณะอาญาทั้งนี้ในกรณีที่ผู้นั้นมิใช่ผู้ที่เพิ่งเข้ารับอิสลามหรือเติบโตในสถานที่ห่างไกลจากบรรดาผู้รู้ทางศาสนา

ส่วนผู้ใดละทิ้งการถือศีลอดโดยไม่มีอุปสรรคที่ศาสนาผ่อนผันให้และมิได้ปฏิเสธความเป็นภารกิจจำเป็นของการถือศีลอด ผู้นั้นเป็นผู้ฝ่าฝืน (ฟาซิก) มิใช่เป็นผู้ปฏิเสธ (กาฟิร) และจำเป็นที่ผู้ปกครองมุสลิมจะต้องคุมขังผู้นั้นและห้ามมิให้ผู้นั้นได้รับอาหารและเครื่องดื่มในช่วงเวลากลางวัน เพื่อให้มีการถือศีลอดเกิดขึ้นกับผู้นั้น ถึงแม้จะเป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกก็ตาม (อัลฟิกฮุลมันฮะญี่ย์ เล่มที่ 2 หน้า 74)

ส่วนหนึ่งจากคุณค่าและประโยชน์ของการถือศีลอด (อัส-เศามฺ) คือ

  1. การถือศีลอดอย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์ที่ศาสนากำหนดเอาไว้จะปลุกจิตสำนึกของผู้ศรัทธาให้รับรู้ถึงการสอดส่องของพระองค์อัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) และเตือนให้ผู้ศรัทธาตระหนักอยู่เสมอว่าตนเป็นบ่าวผู้ยอมจำนนต่อคำบัญชาและพระประสงค์ของพระองค์
  2. การถือศีลอด (อัส-เศามฺ) เป็นการยกระดับจิตวิญญาณให้มีความสูงส่งและเป็นการฝึกให้มีความเคยชินต่อความอดทนอดกลั้นตลอดจนการต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำ
  3. เป็นการกระทำให้ผู้ถือศีลอดรับรู้ถึงคุณค่าของความโปรดปราณที่พระองค์อัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) ทรงประทานให้ โดยบุคคลจะรับรู้ถึงคุณค่าของความอิ่มที่เกิดจากการทานอาหารและการดื่มน้ำก็ต่อเมื่อเขามีความหิวโหยและความกระหาย อีกทั้งยังทำให้บุคคลรับรู้ถึงความลำบากของผู้ขัดสนที่ต้องประสบกับความหิวโหยอยู่เสมอ อันจักนำไปสู่ความเมตตาสงสารแก่พวกเขาเหล่านั้น
  4. มีข้อมูลทางการแพทย์และงานวิจัยทางวิชาการได้ยืนยันถึงคุณประโยชน์ของการอดอาหารและช่วงเวลาที่บุคคลจะมีความเคยชินในการปฏิบัติจนเป็นนิสัย การถือศีลอดในเดือนรอมาฎอนจึงเป็นกิจกรรมที่มีส่วนสำคัญต่อการสร้างสุขภาพพลานามัยและนิสัยที่ดีของผู้ถือศีลอดอย่างไม่ต้องสงสัย
(เก็บความจาก ฟิกฮุซ-ซิยาม;ดร. ยูซุฟ อัลกอรฏอวีย์ หน้า 11-15)

คุณค่าและประโยชน์ของการประกอบพิธีฮัจญ์


การประกอบพิธีฮัจญ์สำหรับผู้ที่มีความสามารถและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามศาสนบัญญัติถือเป็นภารกิจจำเป็น (ฟัรฎู) ด้วยมติเห็นพ้องของประชาชาติมุสลิมและถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลัก 5 ประการของศาสนาอิสลาม ผู้ใดปฏิเสธความเป็นภารกิจจำเป็นของการประกอบพิธีฮัจญ์ผู้นั้นตกจากศาสนาอิสลาม (มุรตัด) ทั้งนี้เนื่องจากผู้นั้นได้ปฏิเสธสิ่งที่ได้รับการยืนยันเอาไว้อย่างเด็ดขาดในคัมภีร์อัลกุรฺอาน, อัสสุนนะฮฺและอิจญ์มาอฺ (อัลฟิกฮุลมันฮะญีย์ เล่มที่ 2 หน้า 115)

คุณค่าและประโยชน์ของการประกอบพิธีฮัจญ์นั้นมีมากมาย ส่วนหนึ่งจากสิ่งดังกล่าว คือ

  1. ในทุกขั้นตอนของการประกอบพิธีฮัจญ์นับแต่เริ่มต้นจวบจนเสร็จสิ้นล้วนแต่มีการแสดงออกถึงความเป็นบ่าวผู้นอบน้อมและเป็นการให้เอกภาพต่อพระองค์อัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) ในการเคารพสักการะ (อิบาดะฮฺ) เพียงพระองค์เดียว
  2. การเดินทางสู่บัยติลลาฮฺ อัลหะรอมและการประกอบพิธีกรรมตามที่ศาสนาบัญญัติเอาไว้ในพิธีฮัจญ์เป็นสิ่งที่มีรูปลักษณ์ในเชิงปริศนาธรรมสำหรับโลกหน้าและชีวิตหลังความตาย ซึ่งรูปลักษณ์ดังกล่าวมีเป้าหมายให้ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ได้รำลึกถึงบั้นปลายของชีวิต การห่างไกลจากความเพลิดเพลินในชีวิตที่สุขสบาย และเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตอันเป็นนิรันดร์ในโลกหน้า
  3. ในการเดินทางของผู้ประกอบพิธีฮัจญ์สู่นครมักกะฮฺเป็นการเปิดโลกทัศน์และความคิดให้กว้างไกลและเป็นการฝึกให้มีความอดทนอดกลั้นต่อความลำบากในการดำเนินชีวิตและการฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ
  4. การประกอบพิธีฮัจญ์ถือเป็นโอกาสสำคัญที่บรรดามุสลิมทั่วโลกจะได้มาพบปะและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันโดยไม่มีการแบ่งแยกชาติพันธุ์, สีผิวและภาษา ตลอดจนเป็นการร่วมชุมนุมของมนุษยชาติที่เป็นประชาชาติเดียวกันซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นสากลของหลักคำสอนแห่งอิสลามที่มีความเป็นภราดรภาพและความเสมอภาคอย่างเป็นรูปธรรม
(เก็บความจากกิตาบอัล-อิฎออฺ ฟี มะนาซิกิลฮัจญ์ วัลอุมเราะฮฺ ; อิหม่ามอันนะวาวีย์ หน้า 30-39)


แหล่งที่มา http://alisuasaming.org/


#นิติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "กฎหมายอิสลามเบื้องต้น : คุณค่าองค์ประกอบหลัก 5 ประการ ในศาสนาอิสลาม"

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561

ไขปริศนา สามเหลี่ยมผีสิง เบอร์มิวด้า เชื่อมโยงกับอัลกุรอาน

ไขปริศนา สามเหลี่ยมผีสิง เบอร์มิวด้า เชื่อมโยงกับอัลกุรอาน





นักวิทยาศาสตร์ไขปริศนา สามเหลี่ยมผีสิง เบอร์มิวด้า ได้แล้ว

นักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะนักสมุทรศาสตร์ (Oceanography scientist) ได้อธิบายถึงปรากฏการทางวิทยาศาสตร์ใต้ทะเล โดยเชื่อมโยงเข้ากับอัลกุรอาน บทซูเราะอัล-นูรฺ อายะฮฺที่ 40 ซึ่งกล่าวถึงโลกใต้ทะเลและบนชั้นฟ้าอย่างชัดเจน อายะฮฺบทนี้มีความว่า :


 أَوْ كَظُلُمَاتٍ فِي بَحْرٍ لُجِّيٍّ يَغْشَاهُ مَوْجٌ مِنْ فَوْقِهِ مَوْجٌ مِنْ فَوْقِهِ سَحَابٌ ظُلُمَاتٌ بَعْضُهَا فَوْقَ بَعْضٍ إِذَا أَخْرَجَ يَدَهُ لَمْ يَكَدْ يَرَاهَا وَمَنْ لَمْ يَجْعَلِ اللَّهُ لَهُ نُورًا فَمَا لَهُ مِنْ نُورٍ


(24.40)


" หรือเปรียบเสมือนความมืดมนทั้งหลายในท้องทะเลลึก มีคลื่นซ้อนคลื่นท่วมมิดตัวเขา และเบื้องบนของมันก็มีเมฆหนาทึบซ้อนกันชั้นแล้วชั้นเล่า เมื่อเขาเอามือของเขาออกมา เขาแทบจะมองไม่เห็นมัน และผู้ใดที่อัลลอฮ์ไม่ทรงทำให้เขาได้รับแสงสว่าง เขาก็จะไม่ได้รับแสงสว่างเลย "


อายะฮฺบทนี้กล่าวถึง ความมืดมิดของท้องทะเลและการเกิดคลื่นใต้น้ำตามที่หลายท่านคงเคยได้ยินมา แต่ในบทความนี้จะขอนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและบทวิเคราะห์อัลกรุอานตามหลักวิทยาศาสตร์ของ ซูเราะฮฺอัล-นูรฺ อายะฮฺที่ 40 ดังนี้


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ว่า นักวิทยาศาสตร์สามารถวิจัยค้นพบปริศนาลึกลับดำมืดของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ที่สร้างปรากฎการณ์ดูดกลืนเรือและเครื่องบินที่บินผ่านบริเวณดังกล่าวจนหายสาบสูญ และถูกกล่าวขานเรียกว่าเป็น"สามเหลี่ยมผีสิง ที่ร่ำลือกันว่า ได้ดูดกลืนสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาทะลุไปยังอีกมิติหนึ่ง"โดยพบว่า สาเหตุแท้จริงมาจากการการก่อตัวของก๊าซธรรมชาติ ที่ใหญ่ขนาดเป็นฟองก๊าซขนาดยักษ์ และทำให้เรือและเครื่องบินสูญเสียการควบคุม ก่อนจมดิ่งสู่สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า

รายงานระบุว่า จากการค้นพบของศจ.โจเซฟ โมนาแกน หนึ่งในสองผู้วิจัยงานศึกษาไขปริศนาดังกล่าว ระบุว่า เขาพบว่า บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ปรากฎว่ามีก๊าซมีเธนเป็นจำนวนมาก ขนาดปะทุเป็นฟองก๊าซขนาดยักษ์ลอยเหนือบริเวณดังกล่าว ก๊าซดังกล่าวอยู่ใต้ท้องทะเลในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า โดยเมื่อก๊าซเหล่านี้ขึ้นสู่พื้นผิว มันจะทะยานสู่อากาศ และขยายตัวเป็นวงกว้างและก่อตัวเป็นฟองก๊าซขนาดยักษ์ เมื่อเรือลำใดผ่านเข้าไปในบริเวณนั้น ก็จะเข้าไปสู่ฟองก๊าซมีเธนขนาดยักษ์ จนทำให้เรือเหล่านี้สูญเสียการควบคุม และจมลงสู่ห้วงทะเล

และหากฟองก๊าซดังกล่าวมีขนาดยักษ์มาก ๆ ที่สามารถครอบคลุมความหนาแน่นระดับสูงบนผืนฟ้าเพียงพอ มันก็จะทำให้เครื่องบินที่บินอยู่บนน่านฟ้าเหนือสามเหลี่ยมฯ สูญเสียการควบคุม ตกทะเลและจมลงสู่ท้องทะเลอย่างรวดเร็ว


ย้อนในอดีตเคยมีคนพบกับดัจญาลมาก่อน..

ฟาตีมะฮฺ บุตรีเกียส ได้กล่าวว่า ฉันได้ยินเสียงเรียกของท่านศาสดามูฮัมหมัด(ซ.ล.) ว่า ละหมาดคือศูนย์รวม ฉันก็ได้ออกไปยังมัสยิด และละหมาดพร้อมกับท่านศาสดามูฮัมหมัดโดยนั่งทัดจากชายกลุ่มหนึ่ง เมื่อท่านศาสดาเสร็จจากละหมาด ท่านก็มานั้งบนมิมบัรโดยหัวเราะ แล้วก็กล่าวว่า จำเป็นต่อทุกคนต้องยึดที่ละหมาดของตน (ให้นั่งอยู่กับที่) แล้วกล่าวต่อไปว่า พวกท่านรู้หรือไม่ว่า ฉันรวมพวกท่านมาเพื่อเหตุใด? พวกเขากล่าวว่า อัลลอฮฺและศาสดาเท่านั้นที่รู้ดียิ่ง ท่านศาสดากล่าวต่อไปว่า ฉันและอัลลอฮฺไม่ได้รวมพวกท่านมาเพื่อต้องการหรือขมขู่หรอก แต่ทว่าฉันรวมพวกท่านมาก็เพราะว่าท่านตามีมอัดดารีย์ที่เป็นชาวคริสเตียน เขาได้มาแล้วทำาการให้สัตยาบัน และได้เข้ารับอิสลาม เขาได้เล่าเรื่อง ๆ หนึ่งที่ตรงกับเรื่องที่ฉันเคยเล่าให้พวกท่านได้ฟังมาแล้วจากเรื่องของดัจญาล เขาเล่าให้ฉันฟังว่า

เขาแล่นเรือเดินทะเล พร้อมกับคนอีก 30 คนที่เป็นโรคเรื่อน เรือของพวกเขาได้โต้คลื่นนานถึง 1 เดือนในทะเล แล้วพวกเขาก็ได้ไปติดเกาะ ๆ หนึ่งจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก โดยพวกเขาก็นั่งอยู่ที่เรือ แล้วก็เดินเขาไปในเกาะ จนกระทั่งมีสัตว์ตัวหนึ่งที่มีขนมากมายมาพบกับพวกเขา โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าด้านไหนหลังด้านไหนหน้า (เพราะว่าขนมันเยอะ)

พวกเขาจึงอุทานว่า.. อะไรกันนี่ !! แกคืออะไรกันแน่? มันก็ได้พูดว่า ฉันคือยัซซาซะฮฺ พวกเขาก็ได้พูดต่อไปว่า อะไรคือยัซซาซะฮฺ มันก็พูดว่า ทุกคนจงไปหาชายที่อยู่ในโบสถ์สิ เขาอยากได้ยินข่าวจากพวกท่านใจจะขาด ท่านตามีมก็ได้กล่าวว่า เมื่อยัซซาซะฮฺมันได้บอกกับเราถึงชายคนหนึ่ง เราก็ได้แยกจากมัน ปรากฏว่ามันเป็นชัยตอน

ท่านตามีมก็ได้กล่าวว่า เราก็ได้รีบด่วนไปจนเข้าไปในโบสถ์ ในนั้นมีชายร่างใหญ่ เราได้เห็นมันในสภาพที่เป็นมนุษย์ ถูกมัดไว้แน่น โดยรวบมือทั้ง 2 ไว้ที่ต้นคอ ล่ามขาหรือหน้าแข้งด้วยกับเหล็ก เราจึงอุทานว่า อะไรกันนี่ !! ท่านคืออะไรกัน มันจึงพูดว่า พวกท่านสามารถบอกข่าวให้กับฉันได้ ดังนั้นจงบอกข่าวให้ฉัน พวกท่านเป็นใคร ? พวกเขาได้กล่าวว่าเราเป็นชาวอาหรับ เราได้นั่งเรือมา บังเอิญทะเลเกิดปั่นป่วน พวกเราจึงโต้คลื่นอยู่นานถึง 1 เดือน ต่อมาเราก็มาติดเกาะของท่านนี่แหละ เราก็ได้นั่งอยู่ใกล้ ๆ เรือ แล้วเราก็เดินเขามาในเกาะ แล้วก็พบกับสัตว์มีขนมาก (แล้วพูดคุยกับมัน)

ชายในโบสถ์นั้นจึง กล่าวว่า พวกท่านจงบอกฉันถึงเรื่องอินทผลัมบัยซานซิ เราก็กล่าวว่า ท่านต้องการรู้เรื่องอะไรของมัน ? ชายในโบรถจึงกล่าวว่า ฉันจะถามพวกท่านว่าอินทผลัมนี้มีผลหรือไม่ เราก็ตอบว่า.. ใช่ มันมีผล ชายผู้นั้นก็ได้กล่าวว่า... แน่นอนมันเกือบที่จะไม่ออกผลแล้ว? แล้วก็กล่าวต่อไปว่า ?พวกท่านจงบอกกับฉันถึงเรื่องทะเลสาบต็อบรีย์ซิ ? เราจึงกล่าวว่า... ท่านต้องการรู้เรื่องอะไรของมัน ? มันจึงกล่าวว่า... ในนั้นมีน้ำหรือไม่ ? พวกเขาก็บอกว่า... มันมีน้ำมาก มันก็กล่าวต่อไปว่า... น้ำในทะเลสาบนั้นเกือบที่จะแห้งหมดแล้ว

แล้วก็พูดว่า... พวกท่านจงบอกฉันถึงเรื่องตาน้ำซูค๊อร ? พวกเขาก็บอกว่า... ท่านต้องการรู้เรื่องอะไรของมัน ? ชายผู้นั้นตอบว่า... ในตาน้ำมีน้ำหรือไม่ แล้วชาวบ้านซูค๊อรใช้ตาน้ำนี้ทำการเพาะปลูกหรือเปล่า ? เราก็บอกว่า... ใช่ มันมีน้ำมากและใช้ทำการเพาะปลูกด้วย ชายผู้นั้นกล่าวว่า.. จงบอกกับฉันซิ ถึงเรื่องนบี อัลอุมมีย์ (นบีที่ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ คือนบีมูฮัมหมัด) ว่าเขาทำอะไรบ้าง? พวกเขาบอกว่า... นบีได้ออกมาจากมักกะห์มุ้งไปยังเมืองยัซร๊อบ ชายผู้นั้นก็พูดว่า.. อาหรับจะฆ่าเขาใช่ไหม? เราก็บอกว่า.. ใช่ แล้วมันก็เล่าให้ชายผู้นั้นฟังว่า... อย่างไรที่เขาทำกับอาหรับ ? เราก็บอกว่า... อาหรับจะติดตามเขา และภักดีต่อท่านนบี ชายผู้นั้นก็กล่าวว่า... ใช่อย่างที่เล่ามาหรือ? เราก็บอกว่า.. ใช่ แล้วชายผู้นั้นก็กล่าวว่า... หากมันเป็นเช่นนั้น มันก็ดีกับพวกเขาจากการที่พวกเขาภักดีต่อนบี และฉันก็จะบอกกับพวกท่านถึงเรื่องฉัน ฉันคือมาเซียฮฺ (ดัจญาล) อีกไม่นานฉันก็จะถูกอนุญาตให้ออกไปแล้ว แล้วฉันก็จะออกเดินทางไปบนหน้าแผ่นดิน ฉันจะไม่เว้นไปสักหมู่บ้านเดียว แต่ฉันจะไปทุก ๆ หมู่บ้านภายใน 40 คืน

นอกจากมักกะห์และตอยยีบะห์ สองเมืองนี้ถูกห้ามสำหรับฉัน ทุก ๆ ครั้งที่ฉันต้องการจะเข้าไปในเมือง ๆ หนึ่ง จะมีบรรดามะลาอิกะฮฺถือดาบวิ่งมาขัดขวางไม่ให้ฉันเข้าไป และถูก ๆ ถนนจากสองเมืองก็จะมีมะลาอิกะฮฺ มารักษาความปลอดภัยอยู่? ท่านฟาติมะฮฺได้เล่าว่า ท่านนบีได้กล่าว และเอานิ้วก้อยจิ้มไปที่มีมบัร ?นี่แหละตอยยีบะฮฺ (หมายถึงมาดีนะห์) โปรดทราบ ฉันเคยเล่าเรื่องดังกล่าวให้พวกท่านฟังแล้วใช่ไหม? ผู้ฟังก็ตอบว่า.. ใช่... (รายงานโดยมุสลิม อบูดาวุด และตีรมีซีย์)

วัลลอฮุอะลัม



ที่มา: matichon.co.th, Imran Khan
islamhouse.muslimthaipost.com


#ปาฏิหาริย์แห่งอิสลาม_Islamic_Society_Online
#มหัศจรรย์อัลกรุอาน_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "ไขปริศนา สามเหลี่ยมผีสิง เบอร์มิวด้า เชื่อมโยงกับอัลกุรอาน"

วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561

ดุอาร์ที่ไม่ถูกตอบรับ

ดุอาร์ที่ไม่ถูกตอบรับ



วันหนึ่งท่านอิบรอฮีม บิน อัดฮัม ได้เดินผ่านตลาดเมืองบัศเราะฮฺ เมื่อประชาชนเห็นท่านก็ได้มาห้อมล้อมท่าน และถามปัญหาต่าง ๆ นานา มีอยู่คนหนึ่งถามท่านว่า ทำไมเราขอดุอาอฺแล้วอัลลอฮฺไม่ทรงตอบรับ
ท่านตอบว่า หัวใจของท่านบอดไปแล้ว 10 ประการ คือ

  1. ท่านรู้จักอัลลอฮฺ แต่ท่านมิได้ใช้สิทธิของท่านต่อพระองค์
  2. ท่านอ้างว่ารักรสูลแห่งอัลลอฮฺ แต่ท่านไม่ปฏิบัติตามแบบอย่างของท่าน
  3. ท่านอ่านอัลกุรอาน แต่ท่านไม่ปฏิบัติตามนั้น
  4. ท่านบริโภคสิ่งของที่อัลลอฮฺประทานมา แต่ท่านไม่ขอบคุณพระองค์
  5. ท่านกล่าวว่าชัยฏอนเป็นศัครูของท่าน แต่ท่านกลับเห็นด้วยกับมัน
  6. ท่านกล่าวว่าสวรรค์เป็นของมีจริง แต่ท่านมิได้ปฏิบัติเพื่อที่จะไปที่นั่น
  7. ท่านกล่าวว่านรกเป็นของมีจริง แต่ท่านกลับไม่ยอมหนีไปให้พ้นจากมัน
  8. ท่านตื่นนอนแล้วไปยุ่งเกี่ยวกับความอับอายของเพื่อนมนุษย์ ไม่พิจารณาถึงความอับอายของตนเอง
  9. ท่านกล่าวว่าความตายนั้นเป็นสัตย์จริง แต่ท่านก็มิได้เตรียมตัว เพื่อความตาย
  10. ท่านไปฝังศพที่สุสาน แต่ท่านมิได้พิจารณาจากบทเรียนของพวกเขา

ดุนยาที่มันไร้ค่าเท่ากับเพียงปีกยุง หรือน้ำที่มันติดนิ้วขึ้นมาเมื่อเราจุ่มลงไปในทะเล มันน้อยแค่ไหนพวกเราทุกคนคงนึงภาพได้ แต่ทำไมเราจึงหลงอยู่กับมัน

จากหนังสือ..ด้วยใจที่ภักดี เขียนโดย อ.ศอดีกีน อับดุลบารีย์

แหล่งที่มา : อิสระจากโลกใบเก่า


#เรื่องเล่าคติเตือนใจ_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "ดุอาร์ที่ไม่ถูกตอบรับ"

วันพุธที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2561

ทหารองครักษ์พิทักษ์มัสยิดอักซอคนสุดท้าย

หะซัน อิฆดิรลี ทหารองครักษ์พิทักษ์มัสยิดอักซอคนสุดท้าย ประวัติศาสตร์แห่งความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของนายทหารกองทัพออตโตมาน

(Ghazali Benmad)


หะซัน อิฆดิรลี ทหารองครักษ์พิทักษ์มัสยิดอักซอคนสุดท้าย ประวัติศาสตร์แห่งความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของนายทหารกองทัพออตโตมาน

เรื่องจริง เขียนโดย ศอลิห์ กูเลน นักวิชาการชาวตุรกี เผยแพร่ในวารสารหิรออ์ http://hiramagazine.com ฉบับที่ 20

-----------------------------------------------

ในปี 1972 อิลฮาน บัรดักญี นักข่าวตุรกี ได้มีโอกาสไปเยือนเมืองอัลกุดส์พร้อมกับกลุ่มนักการเมืองและนักธุรกิจตุรกี มีการนำไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญๆ ในเมือง รวมถึงมัสยิดอักซอ

อิลฮาน บัรดักญี เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นว่า

ในลานที่เรียกขานกันว่า ลานเทียนไข 12,000 แท่ง จากการที่สุลตานสะลีมที่ 1 ทำการจุดเทียนไข จำนวนดังกล่าว เพื่อเป็นแสงสว่างในมัสยิดให้ทหารกองทัพออตโตมานได้ละหมาดอีชา ในวันปลดปล่อยเมืองอัลกุดส์จากกองทัพครูเสดได้สำเร็จ” ข้าพเจ้าเห็นชายชราอายุ 90 กว่าปี ในชุดทหารเก่าๆ ขาดๆ มีแต่รอยปะชุน ยืนอยู่อย่างองอาจผึ่งผาย ท่ามกลางความร้อนของดวงอาทิตย์ที่แผดเผา ข้าพเจ้ารู้สึกสงสัยเป็นล้นพ้น จึงถามไกด์ ไกด์ตอบว่า เท่าที่จำความได้ เห็นชายคนนั้นยืนอยู่ที่นั่นตั้งแต่เช้าจรดเย็นเหมือนดั่งรูปปั้น ไม่พูดไม่จากับใคร คิดว่าน่าจะเป็นคนวิกลจริต

ทราบดังนั้นแล้ว ข้าพเจ้าจึงเข้าไปทักทายให้สลาม ชายคนนั้นตอบด้วยสำเนียงตุรกี ได้ยินเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็ยิ่งสงสัยมากขึ้น ทำไมชายผู้นี้มีสำเนียงตุรกี เขาเป็นใครกันแน่

ข้าพเจ้าจึงถามต่อ ชายผู้นั้นแนะนำตัวเองว่า เขาชื่อ สิบโทหะซัน หัวหน้าหน่วยปืนเล็กที่ 11 กองที่ 8 แถว 36 กองทัพที่ 20 ของกองทัพออตโตมาน เขาเล่าว่า

"ในสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่ออังกฤษโจมตีหน่วยของเราทางด้านแม่น้ำ กองทัพออตโตมานถูกกระหนาบทุกๆ ด้าน เรามีอาวุธยุทโธปกรณ์จำกัดมาก ในที่สุดก็ต้องถอยร่น แผ่นดินของบรรพบุรุษถูกยึด เมืองเเล้วเมืองเล่า เมื่ออังกฤษบุกยึดอัลกุดส์ หน่วยของเราเป็นหน่วยสุดท้ายที่ยังคงอยู่ โดยที่อาณาจักรออตโตมานให้หน่วยเราอยู่ดูแลเมืองไม่ให้เกิดความวุ่นวายจากการจี้ปล้นจนกว่าอังกฤษจะเข้ามา

พวกเราทั้งหมด 53 คน อยู่เป็นกองกำลังสุดท้าย ต่อมาเราทราบข่าวว่า อาณาจักรออตโตมานยอมถอนทหารตามข้อตกลงในสนธิสัญญามอนโดรส นายสิบเอกหัวหน้าหน่วยประกาศว่า

ทหารเสือทั้งหลาย อาณาจักรออตโตมานตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากอย่างยิ่ง จึงตัดสินใจยอมถอย หัวหน้าหน่วยทหารทั้งหมดถูกเรียกตัวกลับกรุงอิสตันบูล ผมเองก็ต้องเชื่อฟังคำสั่ง ไม่งั้นจะเป็นการละเมิดสัญญาสงบศึกและขัดขืนคำสั่ง

ฉะนั้น ผู้ใดต้องการกลับ ก็สามารถกลับได้

แต่จะขอบอกว่า อัลกุดส์ เป็นอะมานะฮ์สิ่งมีค่าจากสุลต่านสะลีม ข่าน ที่ได้ตกทอดมาอยู่ในความรับผิดชอบของพวกเรา ที่พวกเราไม่อาจละวางเสีย หรือทรยศบิดพลิ้วได้

ผมจึงอยากแนะนำให้พวกท่านคงทำหน้าที่พิทักษ์เมืองอยู่ที่นี่ เพื่อไม่ให้ชาวเมืองกล่าวว่า “อาณาจักรออตโตมานทอดทิ้งเรา ทรยศต่อเรา”

ด้วยอาณาจักรออตโตมานนั้น หากได้ทอดทิ้งอัลกุดส์ อันเป็นกิบละฮ์แรกของท่านนบีมุฮัมมัด ศอลฯ บุคคลผู้ประเสริฐสุด ก็จะเป็นชัยชนะที่แท้จริงของศัตรู

พวกท่านอย่าได้ปล่อยให้เกียรติภูมิของอิสลามและอาณาจักรออตโตมานถูกเหยียบย่ำอย่างเด็ดขาด

ด้วยเหตุดังกล่าว หน่วยของเราจึงคงอยู่ที่อัลกุดส์

เราไม่ยอมให้ผู้คนตราหน้าว่า “อาณาจักรออตโตมานทอดทิ้งเรา ทรยศเรา”

เราไม่ต้องการให้มัสยิดอักซอต้องร้องไห้อีกครั้งหลังจากสี่ศตวรรษที่แล้วมา

เราไม่ต้องการให้หัวหน้าแห่งบรรดานบี ศอลฯ ต้องเจ็บปวด

เราไม่ยินยอมให้สังคมมุสลิมตกอยู่ในความระกำลำบาก..

แต่วันเวลาหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็วเกินคาดคิด สหายร่วมหน่วยก็ค่อยๆ ทยอยกลับคืนสู่ความเมตตาของอัลลอฮ์จนหมดสิ้น ศัตรูไม่สามารถกำจัดพวกเราได้ ยกเว้นการลิขิตหรือความตาย

ณ วันนี้

ณ ตรงนี้

ข้าสิบโทหะซัน ยังคงรักษาหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้พิทักษ์เมืองอัลกุดส์ ให้พิทักษ์มัสยิดอักซอ

ถึงตอนนี้ น้ำตาของเขาก็เอ่อล้นดวงตาทั้งสอง คลุกผสมกับหยาดเหงื่อที่หลั่งรินจากหน้าผาก แต่รอยย่นบนใบหน้าก็สามารถกักเก็บหยาดน้ำตาอันบริสุทธิ์เหล่านั้นมิให้ตกลงบนผืนแผ่นดินแม้แต่หยดเดียว ประหนึ่งเป็นการยกย่องเชิดชูวีรบุรุษชราผู้นี้

เขาทอดสายตามายังข้าพเจ้าอย่างมีความหวัง พลางกล่าวว่า

ฉันรักษาอะมานะฮ์สิ่งมีค่านี้มานานหลายปีดีดักแล้ว ไม่ทราบว่าเจ้าของของมันจะมารับแล้วหรือยัง ?

แน่นอนครับ คำขอร้องของท่านคือคำบัญชา” ข้าพเจ้าตอบ

เขากล่าวต่อว่า “เมื่อเธอกลับไปยังดินแดนแห่งอนาโตลี จงไปยังเมืองเซนจุก ตูกาต ที่สิบเอกมุศตอฟา หัวหน้าหน่วยของฉันที่มอบภารกิจพิทักษ์มัสยิดอักซอให้แก่ฉัน เขาอยู่ที่นั่น จงจูบมือเขาแทนฉันแล้วบอกว่า “โอ้หัวหน้า สิบโทหะซัน อิฆดิรลี หัวหน้าหน่วยปืนเล็กที่ 11 ผู้พิทักษ์มัสยิดอักซอยังคงรักษาหน้าที่ตรงที่ที่ท่านจากมาในวันนั้น เขาจะไม่ทิ้งเวรอย่างเด็ดขาด และหวังให้ท่านขอดุอาอ์ให้แก่เขาด้วย

รับคำสั่งครับ” ข้าพเจ้าตอบ

ข้าพเจ้าพยายามจดบันทึกและปิดบังไม่ให้เขาเห็นน้ำตาข้าพเจ้าที่เอ่อล้น

เขาถามข้าพเจ้าว่ามาจากไหน

ข้าพเจ้าตอบว่ามาจากกรุงอิสตันบูล

เขายิ้มสดชื่น พลางกล่าวว่า “อิสตันบูล เมืองแห่งความสุข แล้วอาณาจักรออตโตมานเป็นอย่างไรบ้าง ?

ข้าพเจ้ารู้สึกอาย ไม่กล้าตอบเขาไปตรงๆ ไม่กล้าบอกว่าพวกเราที่นั่น ไม่ยืนหยัดเช่นดังที่เขาเป็น จึงตอบไปว่า “อัลฮัมดุลิลลาฮ์ อยู่ดีครับ

อยู่ดี แล้วทำไมไม่มาปลดปล่อยอัลกุดส์จากพวกกาฟิรเหล่านี้” เขาถามต่อ

ข้าพเจ้าจนแต้ม ไม่รู้จะกล่าวอย่างไร ทำได้แค่บอกว่า “อินชาอัลลอฮ์ สักวันพวกเขาจะกลับมา...

ถึงตอนนี้ข้าพเจ้าจูบมืออันเหี่ยวย่นของเขาอย่างรักใคร่ศรัทธา กล่าวว่า “ท่านครับ ขอโทษจริงๆ ผมคงต้องขออนุญาตจากลา อย่าลืมเราในดุอาอ์ของท่าน ดูแลตัวเองด้วย ขอให้อัลลอฮ์คุ้มครองครับ

ลูกเอ๋ย ขอให้ได้รับความพึงพอใจจากอัลลอฮ์ ฝากสลามของฉันไปยังดินแดนแห่งอนาโตลี ฝากสลามของฉันไปยังอาณาจักรออตโตมาน” เขากล่าวตอบ

ต่อมาเมื่อกลับสู่กรุงอิสตันบูล ข้าพเจ้าทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับสิบโทหะซัน ไปหาสิบเอกมุศตอฟา ที่เมืองตูกาต ตามสถานที่ที่เขาบอกไว้

ข้าพเจ้าล้มเหลว

ไม่อาจทำตามที่ได้รับปากไว้กับสิบโทหะซัน

สิบเอกมุศตอฟาเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว

ในปี 1982 ขณะที่กำลังทำงานอยู่ในสำนักข่าว ข้าพเจ้าก็ได้รับไปรษณียบัตรฉบับหนึ่ง มาจากเมืองอัลกุดส์

ข้าพเจ้ารู้สึกฉงน จากใครกัน

ปรากฏว่าเป็นไปรษณียบัตรจากไกด์นำเที่ยว ที่ข้าพเจ้าเล่าให้เขาฟังถึงเรื่องราวของชายชราดังกล่าว

ในนั้นมีข้อความจดบันทึกประวัติศาสตร์ที่สำคัญ

เขาบอกว่า “วันนี้ ผู้พิทักษ์มัสยิดอักซอคนสุดท้ายได้เสียชีวิตลงแล้ว

ขอให้อัลลอฮ์เมตตาท่าน สิบโทหะซัน

ส่วนสัญญาที่นักข่าวให้ไว้กับท่าน

อินชาอัลลอฮ์ สักวันหนึ่ง ออตโตมานจะไปปลดปล่อยมัสยิดอักซอ...

อินชาอัลลอฮ์ สักวันหนึ่ง ออตโตมานจะไปปลดปล่อยมัสยิดอักซอ...

อินชาอัลลอฮ์ สักวันหนึ่ง ออตโตมานจะไปปลดปล่อยมัสยิดอักซอ...

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

http://www.turkey-post.net/p-89437/







read more "ทหารองครักษ์พิทักษ์มัสยิดอักซอคนสุดท้าย"

วันอังคารที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561

บิชอปกลัวการรื้อฟื้นอาณาจักรอิสลามที่สเปน

บิชอปกลัวการรื้อฟื้นอาณาจักรอิสลามที่สเปน
(Spanish bishops fear rebirth of Islamic kingdom)



มาดริด, สเปน - กลุ่มบิชอปเริ่มตระหนกว่าอาจมีการรื้อฟื้นเมืองกอร์โดบา (แบบมุสลิม) ขึ้นมาใหม่ - เมืองซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรมุสลิม อัล-อันดาลุส - เพื่อให้เป็นสถานที่สำคัญแห่งใหม่ของมุสลิมในยุโรป

ผู้อำนวยการสมาคมมุสลิมแห่งกอร์โดบากล่าวว่า ในแผนของมุสลิมที่จะทำยังรวมไปถึงการก่อสร้างมัสยิดที่เลียนแบบมัสยิดกลางของเมืองกอร์โดบายุคศตวรรษ 8 แต่กะให้มีขนาดเพียงครึ่งเดียว เงินทุนสนับสนุนโครงการนี้จะมาจากรัฐบาลของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวต รวมไปถึงองค์กรมุสลิมในโมร็อคโคและอียิปต์ และทางมุสลิมสเปนยังมีโครงการก่อสร้างมัสยิดหลังใหญ่ที่เมือง มาดีนา อัล-ซาฮ์รา หรือ เมดินา อาซาฮารา (Medinat Al-Zahra หรือ Medina Azahara) ใกล้ๆ กอร์โดบา เซบียา และกรานาดา

บิชอปในเมืองต่างๆ เหล่านั้นเริ่มตระหนกต่อการก่อสร้างมัสยิดที่หรูหรา เกรงว่าอิทธิพลที่ลดถอยลงของคริสตจักรในทุกวันนี้อาจยิ่งถูกบดบังรัศมีโดยการรื้อฟื้นอิสลามขึ้นมาใหม่บนแผ่นดินสเปนโดยทุนอุดหนุนจากต่างประเทศ

คาดว่ามีจำนวนมุสลิมในสเปนตอนนี้ราว 1 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 2.5 ของประชากรสเปนทั้งหมด 40 ล้านคน) มุสลิมจำนวนมากที่มาอาศัยที่นี่ถูกดึงดูดโดยอดีตอันโรแมนติกของอันดาลุส, สวรรค์ที่สูญหาย, อาณาจักรมุสลิมบนดินแดนสเปนที่ยาวนานเกือบ 800 ปี

เดือนธันวาคม 2006 ที่ผ่านมา ชาวมุสลิมสเปนอ้างสิทธิที่จะละหมาดในมัสยิดกลางกอร์โดบา ซึ่งข้างในมีการสร้างโบสถ์คริสต์เอาไว้ด้วย โบสถ์นี้สร้างขึ้นมาทีหลังตอนคริสเตียนกลับมายึดสเปนคืนจากมุสลิมมัวร์ได้ในปี 1492

ในปัจจุบันไม่อนุญาตให้มุสลิมละหมาดในมัสยิดแสนอลังการแห่งนี้

มันซูร เอสคูเดโร ประธานสภามุสลิมสเปน ได้ท้าให้ บิชอปริคาร์โด บลาสเควซ แห่งบิลเบา ประธานอิปิสโคปัลสเปน อธิบายว่าทำไมไม่อนุญาตให้มุสลิมละหมาดในมัสยิดกลางแห่งกอร์โดบา มันซูรบอกว่า ทีโป๊ปเบเนดิกยังสวดมนต์ในมัสยิดบลูโมสค์ตอนพระองค์เสด็จเยือนตุรกีได้ "นั่นแสดงให้เห็นว่ามัสยิดทั้งหลายเปิดกว้างให้คริสตชนทุกคนใช้เป็นที่สวดมนต์ได้" เขากล่าว "มุสลิมจะละหมาดในมัสยิดกอร์โดบาไม่ได้เลยหรือ?"

บิชอปบลาสเควซตอบกลับมาว่า ละหมาดแบบเป็นหมู่คณะที่มัสยิดกอร์โดบาไม่ได้ แต่ละหมาดเดี่ยวๆ ได้ มันซูรเลยประกาศว่า งั้นมุสลิมก็ไปละหมาดที่มัสยิดกอร์โดบา "แบบให้เกียรติ, เป็นส่วนตัว, และคนเดียวได้"

บิชอปเลยสวนกลับว่า "ไม่อนุญาตให้มุสลิมละหมาดในโบสถ์คริสต์กอร์โดบาเด็ดขาดในทุกกรณี!"

มันซูร เอสคูเดโร กล่าวว่า เขามิได้ชื่นชอบการก่อสร้างมัสยิดที่หรูหราด้วยเงินทุนจากต่างประเทศ "ผมชอบมัสยิดที่เรียบง่าย สะอาด ที่ใช้เงินจากมุสลิมในสเปนมากกว่า" เขากล่าว แต่ก็บอกต่อไปอีกว่า "มุสลิมมีสิทธิที่จะสร้างมัสยิดให้ใหญ่หรือเล็กที่ไหนก็ได้ที่พวกเราถูกใจ"

มัสยิดหลายร้อยแห่งผุดขึ้นมาทั่วประเทศสเปน แต่ศาสนจักรและชาวคริสต์จำนวนมากมีความเห็นว่า มัสยิดที่เปล่งแสงจรัสบนแผ่นดินสเปนเหล่านี้เป็นมากกว่าศูนย์กลางด้านศาสนาและวัฒนธรรม และบอกว่ามัสยิดเหล่านี้ได้ทุนในการก่อสร้างมาจากประเทศมุสลิมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

หมายเหตุ: มุสลิมมัวร์จากอาฟริกาเข้ายึดและปกครองดินแดนที่เป็นประเทศสเปนทุกวันนี้ช่วงปีค.ศ.711-1492 เรียกว่า อาณาจักรอัล-อันดาลุส มรดกทางภาษาและวัฒนธรรมของมุสลิมยังคงหลงเหลืออยู่ในสเปนมากมาย เมืองในสเปนจำนวนมากยังเป็นชื่ออาหรับ

ที่มา: Spanish bishops fear rebirth of Islamic kingdom. The Independent U.K. 5 January 2007.

โดย Elizabeth Nash, The Independent
แปลโดย วาริษาฮ์ อัมรีล



read more "บิชอปกลัวการรื้อฟื้นอาณาจักรอิสลามที่สเปน"

วันจันทร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2561

Federal Territory Mosque

Federal Territory Mosque




Federal Territory Mosque

มัสยิดในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

เป็นมัสยิดถูกสร้างขึ้นระหว่างปีพ. ศ. 2541-2543 ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ และเปิดให้ประชาชนเข้าชม ครั้งแรกเมื่อ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2543 สามารถจุคนที่มาทำพิธีได้ถึง 17,000 คน

การออกแบบของมัสยิดนี้เป็นการผสมผสานระหว่างรูปแบบสถาปัตยกรรมของชาวเติร์กและมาเลย์ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากมัสยิดบลูมอสก์ (Sultan Ahmed Mosque) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองอิสตันบูลประเทศตุรกี





แหล่งที่มา : https://www.facebook.com/


#อารยธรรมอิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "Federal Territory Mosque"

วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561

ความสัมพันธ์ระหว่างอุสมานียะห์ กับ ญีปุ่น

ความสัมพันธ์ระหว่างอุสมานียะห์ กับ ญีปุ่น (อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของอิสลามในญีปุ่น)



จดหมายสัมพันธ๋ไมตรี จากจักรพรรดิเมจิ (明治天皇) ถึงสุลต่านอับดุลฮามิดที่ 2 อาณาจักรอุสมานียะห์ ซึ่งส่งเมื่อวันที่ 10/5/1880 (10 พฤษภาคม พ.ศ. 2431)

เอกสารทางประวัติศาสตร์จำนวนมากแสดงให้เห็นว่าจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นได้ขอให้สุลต่านอับดุลฮามิดที่ 2 ส่งนักวิชาการอิสลามไปสอนเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ในญี่ปุ่น และนี่คือคำแปลของจดหมายจากจักรพรรดิเมจิไปยังสุลต่านอับดุลฮามิด:

"เราแต่ละคนเป็นผู้นำแห่งโลกตะวันออก และเพื่อประโยชน์ของเราและผลประโยชน์ของประชาชนของเราในการทำความรู้จักกัน สร้างความสัมพันธ์อันดี

และเพื่อกระชับความร่วมมือกับประเทศตะวันตกกับสังคมของเราให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ชาวตะวันตกจึงส่งนักสอนศาสนาไปยังประเทศของเรา โดยกระจายสอนศาสนาตามที่ต่างๆ โดยนโยบายของเราๆ ให้อิสรภาพทางศาสนา

แต่ในปัจจุบัน ฉันเห็นว่าคุณไม่ได้ทำเช่นเดียวกับชาติตะวันตก ฉันจึงต้องการให้คุณส่งนักวิชาการให้แนะนำศาสนาของคุณ (อิสลาม) ซึ่งอาจเป็นความสัมพันธ์ทางศีลธรรม ในระหว่างอาณาจักรของเรา
"

จักรวรรดิออตโตมัน และญี่ปุ่น ถือเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญในเอเชีย ก่อนปี ค.ศ. 1900 (พ.ศ. 2443) ทั้งสองได้เจริญสัมพันธไมตรีต่อกัน เริ่มแลกเปลี่ยนการมาเยือน ต่อกัน

นายมูฮัมหมัด อาลี เป็นหนึ่งในทูตของสุลต่านอับดุลฮามิด ที่ได้เดินทางเยือนญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1902 (พ.ศ.2445) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมัสยิดในเมืองโยโกฮาม่า

แหล่งที่มา:  Islam in Japan 日本でのイスラム, MIDDLEEASTUPDATE.NET
แปล : Daud Abdulrahman


#ประชาชาติอิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "ความสัมพันธ์ระหว่างอุสมานียะห์ กับ ญีปุ่น"

วันเสาร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2561

มรดกแห่งอันดาลุสทำให้มุสลิมสเปนรู้สึกอบอุ่น

มรดกแห่งอันดาลุสทำให้มุสลิมสเปนรู้สึกอบอุ่น
(Spain's Moorish past helps Muslims feel at home)


มัสยิด Mezquita de Granada ในเกรนาดา ตอนใต้ของสเปน

จำนวนชาวมุสลิมในประเทศสเปนในตอนนี้มีประมาณ 1 ล้านคน เป็นผลมาจากการทะลักเข้ามาของผู้อพยพจากอาฟริกาเหนือและปากีสถาน โพลล่าสุดบอกว่า ร้อยละ 74 ของชาวมุสลิมมีความสุขที่ได้อาศัยอยู่ในสเปน

บนเนินเขาด้านใต้ของเมืองกรานาดา (Granada เกรนาดา) มีพระราชวังอัล-ฮัมบราตั้งตระหง่านอยู่, เป็นมรดกแห่งผู้ปกครองชาวมุสลิมมัวร์เหนือดินแดนสเปน และเป็นอนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหลายศตวรรษของความปรองดองทางศาสนา ข้ามแม่น้ำ Darro ไป บนยอดของเนินเขาสูงชันเป็นกลุ่มบ้านสีขาวเล็กๆ นี่คือสัญลักษณ์ของอิสลามในโลกสมัยใหม่ มัสยิดแห่งแรกที่สร้างขึ้นบนแผ่นดินสเปนหลังการล่มสลายของจักรวรรดิมุสลิมแห่งสเปน, ที่ถูกเรียกว่า อัล-อันดาลุส, เมื่อ 500 ปีก่อน (ค.ศ.1492 มุสลิมมัวร์สูญเสียอัล-อันดาลุสให้กับคริสเตียน)

มัสยิดแห่งนี้สร้างเสร็จในปี 2003 งบก่อสร้าง 3 ล้านยูโร (140 ล้านบาท) สนับสนุนโดยผู้ครองนครจากอาหรับ มีผู้สนใจเข้าชมสวนของมัสยิดวันละหลายร้อยคน และยังมีการจัดเวิร์คชอป คอนเสิร์ต และสัมมนาเกี่ยวกับบทบาทของอิสลามในยุโรป

อับดุลซาฮิบ คาสตานีรา (Abdulhasib Castañeira) ผู้อำนวยการของมูลนิธิที่บริหารมัสยิดแห่งนี้ เชื่อว่าการที่แต่ละชุมชนได้มีการพบปะรู้จักกันจะทำให้ป้องกันการใช้ความรุนแรงได้ "เราต้องไม่โดดเดี่ยวสังคมของเรา" เขากล่าว "เรา (ชาวมุสลิม) ต้องอยู่กับความจริงในสังคมตรงนี้ และแสดงออกถึงคุณลักษณะของมุสลิมอย่างใจเย็น"

ประชากรมุสลิมในสเปนเริ่มมีมากขึ้นช่วงปลายทศวรรษ 1970 ซึ่งก็เป็นช่วงที่อับดุลซาฮิบเปลี่ยนมารับอิสลามเช่นกัน ชาวสเปนที่หันมาเป็นมุสลิมมีประมาณ 50,000 คน ในขณะที่มีชาวอาฟริกาเหนือและปากีสถานอพยพเข้ามาอีกมากมาย ทำให้ประชากรมุสลิมที่นี่เพิ่มเป็น 1 ล้านคน จากการออกแบบสอบถามชาวมุสลิมอพยพ 1,500 คน ปรากฎว่าร้อยละ 74 บอกว่าพวกเขารู้สึกดีและมีความสุขที่อาศัยอยู่ในสเปน "พูดตรงๆ เลยนะ ตอนนี้เป็นมุสลิมในสเปนใช้ชีวิตง่ายกว่าอยู่ในอิรักหรืออัลจีเรียเสียอีก" ซิดี การีม เวียเดส กล่าว เขาเป็นผู้อำนวยการในองค์กรของมุสลิมใหม่สเปน

ความท้าทายในตอนนี้ก็คือ ต้องสร้างความเข้าใจเรื่องอิสลามกับผู้ที่มิใช่มุสลิมในกรานาดา กล่าวโดยอับดุลซาฮิบ "หนทางเดียวที่จะไม่โดดเดี่ยวที่นี่คือตัวมุสลิมเองต้องเข้าใจหลักคำสอนของอิสลามและตระหนักถึงคุณลักษณะของวัฒนธรรมยุโรป" เขากล่าว

เหนืออื่นใด การที่สเปนต้องยอมรับการเติบโตของประชากรมุสลิมที่นี่ก็เพราะประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอัล-อันดาลุส "หากใครได้เห็นความอลังการของพระราชวังอัล-ฮัมบราแล้ว ก็คงยากที่จะบอกว่าอิสลามเป็นศาสนาแห่งความดุร้ายและรุนแรง" อับดุลซาฮิบกล่าว

ที่มา: Spain's Moorish past helps Muslims feel at home. Financial Times Deutchland. 31 January 2007.

โดย von Victoria Burnett, Financial Times Deutchland
แปลโดย วาริษาฮ์ อัมรีล


#ประชาชาติอิสลาม_Islamic_Society_Online
#อารยธรรมอิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "มรดกแห่งอันดาลุสทำให้มุสลิมสเปนรู้สึกอบอุ่น "

วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

ความเมตตาอย่างล้นเหลือของอัลลอฮฺ (ซ.บ.)

ความเมตตาอย่างล้นเหลือของอัลลอฮฺ (ซ.บ.)



มีชายคนหนึ่งมาพบท่านนบี (ซ.ล.) พร้อมเงื่อนไขหนึ่งข้อในการประกาศตนเข้ารับอิสลาม นั่นคือเขาขอละหมาดเพียงแค่สองเวลา ในขณะที่มีบทบัญญัติให้มุสลิมต้องละหมาดวันละห้าเวลา

เราลองจินตนาการดูว่าในขณะที่ท่านนบี (ซ.ล.) กำลังนั่งอยู่ท่ามกลางบรรดาซอฮาบะฮฺ (สาวก) ของท่าน แล้วจู่ ๆ มีหนุ่มมาดกวน ๆ คนหนึ่งเดินเข้ามาหาท่านนบี (ซ.ล.) แล้วกล่าวว่า ผมจะปฏิญาณตนเข้ารับอิสลามนะ แต่ผมยอมละหมาดเพียงแค่สองเวลาเท่านั้น ลองทายกันดูว่าท่านนบี (ซ.ล.) จะว่าอย่างไร

ท่านนบี (ซ.ล.) บอกว่า เอาเถอะไม่เป็นไร เรายอมรับเงื่อนไขดังกล่าวและท่านสามารถปฏิญาณตนเข้ารับอิสลามได้เลย

บรรดาซอฮาบะฮฺที่นั่งอยู่ต่างก็ตกตะลึงไปตาม ๆ กัน เอิ่ม ละหมาดห้าเวลาเป็นเรื่องใหญ่มากนะ ท่านศาสดาปล่อยเรื่องนี้ไปได้ยังไง แล้วเจ้าหนุ่มนั่นเดินออกไปแล้ว ได้ตามเงื่อนไขที่ต่อรองซะด้วย

ท่านนบี (ซ.ล.) จึงได้อธิบายให้บรรดาซอฮาบะฮฺได้เข้าใจว่า “เมื่อไรที่หนุ่มคนนั้นได้ลิ้มลองความหอมหวานแห่งการก้มกรานต่อพระผู้เป็นเจ้า เขาจะอยากละหมาดให้ครบห้าเวลาด้วยตัวของเขาเอง

นั่นคือความงดงามแห่งบทบัญญัติและคำสอนของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) เมือเราเริ่มมีข้อกังวลกันว่าเราจะเพิ่มพูนความยำเกรงในอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้อย่างไร คนเราจะเติบโตทางจิตวิญญาณได้อย่างไร พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงมีแผนการไว้แล้วว่ามนุษย์จะเติบโตในทางจิตวิญญาณได้อย่างไร เมื่อไรก็ตามที่ความศรัทธาในพระองค์และในศาสนทูตของพระองค์ได้ซึมซับเข้าไปในหัวใจของเราแล้ว สิ่งเหล่านี้จะเจริญเติบโตขึ้นไปเป็นการกระทำที่ดีงามได้เองโดยธรรมชาติ ดังนั้นจงอย่าทำให้ผู้คนรู้สึกสิ้นหวังเสียตั้งแต่แรกเริ่มด้วยการวางเงื่อนไขอย่างมากมาย สิ่งที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) มอบให้กับมนุษย์คือความหวัง เมื่อมนุษย์มีความหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) แล้ว เขาจะเริ่มต้นปรับปรุงตนเอง เขาจะเริ่มต้นรับผิดชอบสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น และเมื่อจิตวิญญาณของเขาเจริญเติบโตมากขึ้นเขาจะพร้อมรับภาระในเชิงศีลธรรมมากขึ้น ดังนั้นอัลลอฮฺ (ซ.บ.) จึงได้ให้เวลามนุษย์ได้พัฒนาจิตวิญญาณของเขาเพื่อให้เขาพร้อมที่จะรับผิดชอบภารกิจต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองในที่สุด นี่คือความงดงามในหลักคำสอนตามแนวทางของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) พระผู้ทรงเปี่ยมล้นด้วยความเมตตา

ส่วนหนึ่งจากคำบรรยายของ อ.นุอฺมาน อาลี คาน https://www.youtube.com/
เรียบเรียงโดย : สุรัยยา สุไลมาน

#เรื่องเล่าคติเตือนใจ_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "ความเมตตาอย่างล้นเหลือของอัลลอฮฺ (ซ.บ.)"

บทความแนะนำ

World Clock

Featured Posts

เรื่องราวของสองอารยธรรม : อารยธรรมของชาวไวกิ้งและมุสลิม

เรื่องราวของสองอารยธรรม : อารยธรรมของชาวไวกิ้งและมุสลิม โดย : Cem Nizamoglu และ Sairah Yassir-Deane ย้อนหลังไปถึงมีนาคม 2015 ข่าวเกี่ยวก...