product :

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วีรบุรุษอิสลาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วีรบุรุษอิสลาม แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2561

Al-Idrisi บิดาแห่งภูมิศาสตร์ ผู้เปลี่ยนมุมมองให้โลก

Al-Idrisi บิดาแห่งภูมิศาสตร์ ผู้เปลี่ยนมุมมองให้โลก



หากกล่าวถึง “บิดา” ผู้เชี่ยวชาญและเป็นอัจฉริยะแห่งศาสตร์ต่างๆ ในโลกใบนี้ ก็คงมีชื่อของบุคคลในประวัติศาสตร์มากมายที่ถูกนึกถึง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า “มุสลิม” เรานั้นก็เป็นผู้มีบทบาทที่เปลี่ยนแปลงโลกด้วยเช่นกัน วันนี้เราจะพามารู้จักกับผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “บิดาแห่งภูมิศาสตร์” เจ้าแห่งการเดินทางท่องโลก “Al-Idrisi”

ยุคสมัยอดีต มีกลุ่มคนที่สนใจและพยายามศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับโลก ระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติ สภาพภูมิอากาศ รูปแบบการเคลื่อนตัวของโลก ลักษณะทางชาติพันธุ์ของมนุษย์ และอีกหลายศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เราเรียกคนกลุ่มว่าเป็น “นักภูมิศาสตร์” ซึ่งโลกในยุคกลางนั้นถือเป็นยุคทองแห่งการค้นคว้าและการสำรวจ บุคคลที่ถูกขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งนักภูมิศาสตร์ เป็นผู้ที่มีผลงานโดดเด่นเป็นอย่างมากในศาสตร์นี้ก็คือ Muhammad ibn Muhammad al-Idrisi หรือที่รู้จักกันในชื่อ al-Sharif al-Idrisi

Al-Sharif al-Idrisi เกิดเมื่อปี ค.ศ.1100 ในแคว้นซับตะฮ์ของอันดาลูเซีย (หรือที่รู้จักกันในชื่อ เซวตา เขตปกครองตนเองที่ขึ้นกับประเทศสเปนในปัจจุบัน) และเสียชีวิตเมื่อปีค.ศ. 1165/1166 ในซิซิลีหรือซับตะฮ์ (ที่ใดที่หนึ่ง) ท่านมีเชื้อสายสืบสกุลมาจากท่านศาสดามูฮัมหมัด (ซ.ล.) บรรพบุรุษของตระกูลท่านคือ ฮัมมูดีส (Hammudids) ทายาทของราชวงศ์อิดรีสีส (Idrisids) ราชวงศ์โมร็อคโคที่อ้างตนว่าสืบเชื้อสายมาจาก ท่านฮะซัน อิบนุ อาลี ผู้มีศักดิ์เป็นหลานชายคนโตของท่านศาสดามูฮัมหมัด (ซ.ล.) เป็นที่น่าเสียดายที่เราไม่ทราบข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับชีวิตในวัยเด็กของท่านในแคว้นเซวตาเท่าใดนัก สิ่งเดียวที่ประวัติศาสตร์บอกเราก็คือท่านสำเร็จการศึกษาด้านศาสนาจากที่นั่นเพียงเท่านั้น

ในช่วงวัยรุ่นท่าน Al-Idrisi มีโอกาสได้เยี่ยมเยือนสถานที่สำคัญต่างๆ มากมายในทวีปแอฟริกาเหนือและแถบอันดาลูเซีย และท่านก็ได้เริ่มเก็บรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำจากดินแดนทั้งสองที่ได้ไปเยือน ในตอนนั้นท่าน Al-Idrisi เลือกที่จะพำนักในเมืองคอร์โดบาเพื่อศึกษาหาความรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆ และเจาะจงเฉพาะทางในด้านเกี่ยวกับภูมิศาสตร์โดยตรง ต่อมาหลังจากสำเร็จการศึกษาท่านจึงตัดสินใจจากเมืองคอร์โดบาเพื่อออกเดินทางท่องโลกไปยังดินแดนต่างๆ ในแถบยุโรปตะวันตก ทางสเปนตอนเหนือ โปรตุเกส ฝรั่งเศสแถบฝั่งแอตแลนติก ดินแดนทางอังกฤษตอนใต้ และประเทศในแถบเอเชียน้อย โดยในขณะนั้นท่านมีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น จากนั้นไม่นานท่านก็เริ่มเดินทางท่องโลกต่อไปเรื่อยๆ ท่านรอนแรมไปตามดินแดนต่างๆ ทั่วโลก และทุกครั้งที่เดินทางท่านมักจะพกพาสองสิ่งสำคัญไปด้วยเสมอ นั่นก็คือปากกาและกระดาษเพื่อจดบันทึกสิ่งที่ท่านพบเห็นและได้เรียนรู้ในทุกๆ สถานที่ที่ท่านเคยเยี่ยมเยือน


Al-Idrisi กับภารกิจรับใช้กษัตริย์โรเจอร์ที่ 2


ในปี ค.ศ.1145 ถือเป็นช่วงปีที่ชีวิตการทำงานของท่านได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง เมื่อท่านได้รับคำเชิญจากกษัตริย์โรเจอร์ที่ 2 แห่งแคว้นซิซิลีผู้ซึ่งเลื่องลือในความอัจฉริยภาพด้านต่างๆ มากมาย พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ลงทุนว่าจ้างผู้รู้ให้แปลผลงานด้านวิทยาศาสตร์และปรัชญาจากภาษาอาหรับและกรีกให้กลายมาเป็นภาษาละตินด้วย และเมื่อกษัตริย์โรเจอร์ที่ 2 ได้ทราบถึงกิตติศัพท์ของ Al-Idrisi ผู้มีประวัติการเดินทางท่องโลกอย่างโชกโชนและรอบรู้ในด้านภูมิศาสตร์ พระองค์จึงได้สั่งให้นายทหารส่งจดหมายอันเชิญไปยัง Al-Idrisi เพื่อให้ท่านมาเยือนและพำนักอาศัยที่แคว้นซิซิลี จากนั้น Al-Idrisi จึงได้เข้าเฝ้ากษัตริย์โรเจอร์ที่ 2 และตอบรับข้อเสนอของพระองค์ทันที

Al-Idrisi ใช้วิธีอธิบายตำแหน่งของโลกในอวกาศแก่พระมหากษัตริย์ด้วยการใช้ไข่แทนลักษณะของโลก ท่านได้เปรียบเทียบโลกให้เป็นเสมือนไข่ที่ห่อหุ้มด้วยใยสีขาว ดังเช่นโลกที่ล้อมรอบด้วยกาแล็กซี ในครั้งนั้นกษัตริย์โรเจอร์ที่ 2 ได้ไหว้วานให้ Al-Idrisi ช่วยวาดรูปแผนที่โลกให้กับพระองค์ โดยรับปากว่าจะอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอน Al-Idrisi ได้ตอบตกลงรับข้อเสนอที่น่าสนใจนั้นและเริ่มเล็งเห็นถึงความยิ่งใหญ่ในภาระหน้าที่ที่ตนได้รับครั้งนั้น ท่านจึงบรรจงลงมือปฏิบัติภารกิจนั้นอย่างละเมียดละไมเพื่อให้ได้ผลงานสมความคาดหวังที่พระมหากษัตริย์ให้มา

สิ่งแรกที่ Al-Idrisi ลงมือทำคือการสร้างทีม (ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ชาย 12 คน) ที่พอจะช่วยให้ท่านสามารถทำงานสำเร็จลุล่วงได้ ท่านได้เลือกเฟ้นผู้ชำนาญการในด้านต่างๆ เช่น ด้านเทคโนโลยีการเดินเรือสมัยใหม่ ด้านคณิตศาสตร์ และด้านการเขียนแผนที่ บุคคลคุณภาพทั้ง 12 คนนี้ทำงานภายใต้การควบคุมดูแลของท่าน โดยทุกคนต้องทำหน้าที่ศึกษาทุกองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการเดินเรือสมัยใหม่แล้วจึงทำการจดบันทึก จากนั้นจึงนำไปคิดคำนวณแล้วรวบรวมข้อมูลเป็นลำดับต่อไป

นอกจากรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการเดินทางแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ท่าน Al-Idrisi ได้ลงมือทำคือการรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์กะลาสีเรือที่ท่านเคยได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในขณะที่เยี่ยมเยือนแต่ละสถานที่ แต่กระนั้นทั้งหมดข้างต้นก็ยังไม่เป็นที่พอพระทัยของกษัตริย์โรเจอร์ที่ 2 เท่าใดนัก จนในที่สุดพระองค์จึงตัดสินใจส่งเรือของพระองค์ออกไปสำรวจพื้นที่ที่ยังไม่มีการเข้าถึง Al-Idrisi จึงรับหน้าที่นำทีมกะลาสีผู้กล้าหาญอดทนพร้อมทีมช่างเขียนแบบเหล่านั้นออกเดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจดังกล่าวตามสถานที่ต่างๆ รอบโลก เมื่อพวกเขากลับมาจากทวีปตะวันออกกลาง ทวีปตะวันออกไกล ยุโรปเอเชีย แอฟริกา และจาก “เมืองฤดูหนาวที่มีเพียงหิมะตกลงมาจากฟากฟ้าและไร้ซึ่งตะวันทอแสง” (ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นไอซ์แลนด์หรือกรีนแลนด์) พวกเขาก็ได้เข้าเฝ้ากษัตริย์โรเจอร์ที่ 2 เพื่อถวายบังคมอธิบายถึงรายละเอียดของสิ่งที่เห็นพร้อมถวายภาพวาดไว้เป็นผลงาน รายละเอียดแผนที่ทั้งหมดได้ถูกทำการจดบันทึกโดยผู้ช่วยทรงคุณวุฒิทั้ง 12 คนนั้น และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของผลงานโดย Al-Idrisi ที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน


มรดกอันล้ำค่าน่าชื่นชม


Al-Idrisi ได้เริ่มต้นงานด้านภูมิศาสตร์ด้วยการเก็บรวบรวมแผนที่โลกและตำราภูมิศาสตร์อย่างที่โลกไม่เคยได้ประจักษ์มาก่อน หน้าที่การงานของท่านในแคว้นซิซิลีได้ก่อกำเนิดซึ่งผลงานด้านภูมิศาสตร์ถึง 3 ผลงานภายในช่วงเวลาเพียง 15 ปี หนึ่งในนั้นคือแผนที่บอกตำแหน่งดวงดาวสีเงินที่มีรูปแผนที่โลกแยกออกเป็น 70 ส่วนย่อย และแยกส่วนฝั่งตอนเหนือของโลกที่มีเส้นศูนย์สูตรแบ่งออกเป็น 7 ส่วนเขตภูมิอากาศที่มีขนาดความกว้างเท่ากัน โดยแต่ละส่วนได้แบ่งออกเป็นปลีกแยกย่อย 10 เส้นลองติจูดที่เท่ากัน และลงท้ายด้วยสลักอักษรทางภูมิศาสตร์ที่เขียนกำกับไว้ให้เป็นกุญแจไขสู่ข้อมูลแผนที่บอกตำแหน่งดวงดาวอย่างชัดเจน

ผลงานชิ้นเอกด้านภูมิศาสตร์เชิงพรรณนาของ Al-Idrisi นั้นเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ Kitāb Rujār หรือ Al-Kitāb ar-Rujārī (แปลว่า “ตำราแห่งโรเจอร์” หรือที่เรียกในภาษาละตินว่า “Tabula Rogeriana”) แต่น่าเสียดายที่แผนที่บอกตำแหน่งดวงดาวสีเงินนั้นได้สูญหายไปแล้ว ปัจจุบันยังคงดำรงไว้เพียงแผนที่และตำราเท่านั้น นอกจากนี้แล้วท่านยังได้พยายามรวบรวมองค์ความรู้ด้านภูมิศาสตร์เชิงพรรณนาและภูมิศาสตร์เชิงดาราศาสตร์เข้าไว้ด้วยกันอีกด้วย และเพื่อเป็นเกียรติให้กับวีรบุรุษนักภูมิศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านงานเขียนแผนที่โลกผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ องค์กรนาซ่าจึงให้เกียรติเรียกพื้นที่อวกาศบนดาวพลูโตด้วยชื่อว่า “Al-Idrisi Mountains”


แปลและเรียบเรียงโดย : Andalas Farr
ที่มา : Master of Geography: Al-Idrisi Changed How The World Was Perceived
read more "Al-Idrisi บิดาแห่งภูมิศาสตร์ ผู้เปลี่ยนมุมมองให้โลก"

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561

จากแกนนำม็อบทำลายมัสยิดบาบรีในตำนาน สู่ชายผู้มุ่งมั่นบูรณะ 100 มัสยิด

จากแกนนำม็อบทำลายมัสยิดบาบรีในตำนาน สู่ชายผู้มุ่งมั่นบูรณะ 100 มัสยิด



คงไม่มีใครคาดคิดว่า ผู้ชายคนหนึ่งที่จงเกลียดจงชังอิสลามถึงขั้นเป็นแกนนำฝูงชนนับหมื่นแสนร่วมเดินขบวนประท้วงและดูหมิ่นปีนขึ้นไปเหยียบยืนบนโดมเพื่อทุบทำลายมัสยิดในตำนาน จะกลับกลายเป็นคนที่ช่วยฟื้นฟูบูรณะซ่อมแซมอีกหลายสิบมัสยิดทั่วอินเดียและเรียกร้องเชิญชวนผู้คนสู่หนทางแห่งอิสลามเสียเอง


เรื่องราวความผกผันของชีวิตหนุ่มนักเคลื่อนไหวเลือดร้อนชาวฮินดูที่ชื่อ Balbir Singh หนึ่งในแกนนำม็อบฮินดูขวาจัดที่เข้าไปบุกทำลายมัสยิดบาบรีของอินเดียเมื่อปี 1992 จนพังพินาศยับเยิน อาจทำให้หลายคนได้รำลึกใคร่ครวญถึงพลังของคำว่า “ฮิดายะห์” หรือทางนำจากผู้เป็นเจ้า ที่สามารถเปลี่ยนหัวใจของคนที่เกลียดชังอิสลามเป็นที่สุด ให้กลับกลายมาเป็นผู้ปกป้องศาสนาที่พร้อมอุทิศชีวิตเพื่ออิสลาม ดังเช่นเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับวีรบุรุษแห่งอิสลามผู้ห้าวหาญอย่างท่านอุมัรฺ อิบนุ ค็อฏฏ็อบเมื่อครั้งก่อนกาล

รำลึก 6 ธันวา วันเลือดท่วมแดนภารตะ


ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 1992 ซึ่งเป็นหนึ่งในจารึกประวัติศาสตร์สำคัญของรัฐอุตตรประเทศในอินเดีย เป็นวันที่ชาวฮินดูนับแสนร่วมเดินประท้วงและเข้าไปบุกทำลายมัสยิดบาบรีในเมืองอโยธยาทางตอนเหนือของประเทศ ที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ในยุคสมัยราชวงศ์โมกุล

ชาวฮินดูเชื่อว่ามัสยิดแห่งนี้สร้างทับวัดฮินดูในอดีตที่ถูกทุบทำลายลง และเชื่อว่าบริเวณใต้โดมกลางของมัสยิดคือสถานที่ประสูติของพระรามเทพแห่งสงครามองค์สำคัญของศาสนาฮินดู มวลชนนับแสนจึงเข้าไปบุกทำลายมัสยิดหมายจะยึดครองพื้นที่คืน โศกนาถกรรมในครั้งนั้นสร้างความสูญเสียให้มัสยิดและบ้านเรือนมุสลิมในบริเวณใกล้เคียงอย่างย่อยยับ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 คน และถือเป็นชนวนเริ่มต้นของการทะเลาะวิวาทและความรุนแรงทางศาสนาระหว่างชาวฮินดูและมุสลิมในอินเดียที่ยืดเยื้อยาวนานหลายสิบปี

เหตุการณ์ประท้วงในวันนั้นมี Balbir Singh เป็นหนึ่งในแกนนำของกลุ่มฮินดูขวาจัดชื่อ Shiv Sena Balbir เขาเล่าว่าได้เป็นหนึ่งในบรรดาคนแรกๆ ที่ปีนขึ้นไปยืนตระหง่านอยู่บนโดมกลางของมัสยิดเยี่ยงฮีโร่อย่างภาคภูมิใจในศักดิ์ศรี ความฮึกเหิมจากการถูกปลุกระดมและความมุ่งมั่นในอุดมการณ์ที่จดจ่อคิดแต่จะทำลายล้างอิสลามให้สิ้นซาก ทำให้เขาและหนุ่มบ้าพลังอีกนับร้อยพันพร้อมใจกันทุบตีและทำลายมัสยิดบาบรีด้วยพลั่ว เสียม และขวาน จนพังพินาศไม่เหลือชิ้นดี

วันนั้นผมไม่ต่างอะไรจากสัตว์เลยนะ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมรู้สึกหวาดกลัวตอนเห็นเฮลิคอปเตอร์กำลังบินตรงมาที่พวกเรา แต่แล้วพอได้ยินเสียงตะโกนร้องจากฝูงชนข้างล่าง ผมก็รู้สึกฮึกเหิมอีกครั้ง และผมก็ใช้พลั่วในมือทุบทำลายโดมมัสยิดนั้นจนหนำใจ


รางวัลของวีรบุรุษคือหัวใจที่หวาดระแวง


การกลับมายังบ้านเกิดของ Balbir หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นทำให้เขาได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีและเป็นที่ชื่นชมของประชาชนในหมู่บ้านเยี่ยงวีรบุรุษ แต่กระนั้นครอบครัวของเขากลับไม่ได้ปลาบปลื้มหรือแสดงความยินดีใดๆ ต่อวีรกรรมที่ถูกจารึกบนหน้าประวัติศาสตร์ของเขาเลย ตรงกันข้าม พ่อของ Balbir โกรธเป็นฟืนเป็นไฟและรับไม่ได้กับสิ่งที่เขาทำ พ่อผู้ซึ่งศรัทธาและเคร่งครัดในหลักคำสอนของมหาตมะคานธีและเป็นครูสอนในชุมชนที่ชอบช่วยเหลือผู้คนโดยไม่ยึดติดกับศาสนา การถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากพ่อต่ออุดมการณ์สุดโต่งของเขาในครั้งนั้นทำให้ Balbir รู้สึกผิดเป็นอย่างยิ่ง เขาถูกกดดันจากพ่อจนต้องตัดสินใจหนีออกจากบ้านในที่สุด

เหตุการณ์จลาจลของวันที่ 6 ธันวาคมในเมืองอโยธยาครั้งนั้นสร้างความโกรธเคืองปลุกปั่นชาวฮินดูและชาวมุสลิมทั่วประเทศให้ล้างแค้นกันไปมาอย่างไม่จบสิ้น Balbir ต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงและต้องหนีเอาตัวรอดไปอยู่ในที่ที่เขารู้สึกว่า “มุสลิมเล่นงานเขาไม่ได้” ครั้งแล้วครั้งเล่า ความรู้สึกผิดตามรังควาญความคิดของ Balbir ตลอดเวลา แม้กระทั่งเห็นใครเครายาวๆ เขาก็ยังแอบรู้สึกหลอนไปเอง เขาหลบหนีซ่อนตัวเร่ร่อนนานหลายเดือนจนเมื่อทราบข่าวว่าพ่อเสียชีวิตเขาจึงกลับมาที่บ้านเกิดอีกครั้ง แต่เมื่อถึงบ้านเขากลับถูกครอบครัวผลักไสและถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุทำให้พ่อต้องล้มป่วยจนสิ้นใจ ก่อนจากไปพ่อของเขายังฝากฝังครอบครัวเป็นดิบดีด้วยว่าห้ามให้ลูกชายที่ชื่อ Balbir Singh เข้าร่วมพิธีศพของตนโดยเด็ดขาด ชีวิตของ Balbir จึงยิ่งดิ่งลงสู่จุดตกต่ำลงไปอีก

ชะตากรรมของ Balbir ยังไม่จบแค่นั้น ต่อมาเขาได้รับรู้ว่าเพื่อนสนิทของเขา Yogendra Pal ที่เคยเป็นแนวหน้าก่อม็อบมัสยิดบาบรีที่เคยร่วมยืนบนอุดมการณ์เดียวกันกลับเข้ารับอิสลาม Balbir อึ้งกับสิ่งที่ไม่คาดคิด แต่ Pal บอกกับเขาว่าการเข้ารับอิสลามช่วยให้ตัวเขาเองบรรเทาจากความคิดคลุ้มคลั่งและความหวาดระแวงลงไปได้มากทีเดียว

ตอนนั้นที่นั่งคุยกับเพื่อนสนิทของผมคนนี้ ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวผมว่า นี่ฉันจะต้องกลายเป็นบ้าเพราะบาปกรรมที่ฉันเคยก่อไว้หรือเปล่านะ? แล้วฉันจะไถ่บาปกรรมเหล่านั้นได้อย่างไร? เอ๊ะ หรือนี่ฉันเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ ?” …

สู่เส้นทางแห่งสันติ


เดือนมิถุนายนของปี 1993 หกเดือนหลังจากเหตุการณ์ประท้วงครั้งนั้น Balbir Singh ตัดสินใจเดินทางไปเมือง Sonepat เพื่อพบกับอิหม่าม Maulana Kalim Siddiqui ซึ่งเป็นผู้นำศาสนาที่ช่วยเพื่อนของเขาเข้ารับอิสลาม อิหม่าม Siddiqui เป็นหัวหน้ามูลนิธิการกุศลเพื่ออิสลาม Waliullah ท่านเป็นคนกว้างขวางและเปิดโรงเรียนสอนศาสนาหลายแห่งในอินเดียเหนือ Balbir ได้เล่าเรื่องราวที่เขาประสบมาให้ท่านอิหม่ามฟังและบอกไปว่าขออาศัยอยู่ในโรงเรียนของท่านไปสักระยะหนึ่ง

ตอนนั้นผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเข้ารับอิสลามดีหรือเปล่า แต่ท่านก็ยินดีตอบรับคำขอของผม ท่านบอกกับผมว่า ‘แม้ผมจะเคยมีส่วนร่วมไปทำลายมัสยิดหนึ่งหลัง แต่ผมก็สามารถช่วยฟื้นฟูบูรณะมัสยิดทดแทนได้อีกหลายหลังนี่นา’... มันเหมือนเป็นคำพูดที่ฟังดูธรรมดานะ แต่ผมนั่งลงและร้องไห้ตรงนั้นเลย

หลังจากใช้ชีวิตและศึกษาศาสนาได้ไม่กี่เดือน Balbir ก็ตัดสินใจเข้ารับอิสลามในที่สุด เขาเปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่พร้อมกับชื่อใหม่ว่า Mohammed Amir ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

แล้วชีวิตผมก็เริ่มเข้าร่องเข้ารอยอีกครั้ง” เขาพูดสรุปสั้นๆ ง่ายๆ ….


ภารกิจบูรณะ 100 มัสยิด


Mohammed Amir เล่าว่าตลอดช่วงปี 1993 ถึง 2017 เขาพยายามเดินทางไปฟื้นฟูบูรณะซ่อมแซมมัสยิดที่เสื่อมสภาพมาแล้วกว่า 40 แห่งทั่วอินเดียเหนือ ด้วยการอุปถัมภ์จากมูลนิธิ Waliullah ของอิหม่ามที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้

ในอินเดียเหนือมีมัสยิดที่ตกอยู่ในสภาพเก่าคร่ำครึไร้การบูรณะดูแลอยู่หลายแห่ง แม้แต่ละแห่งจะมีกรรมการหรือเจ้าหน้าที่มัสยิดเป็นกิจจะลักษณะแล้วก็ตาม ผมจะมองหามัสยิดประเภทนี้ ผมจะเข้าไปเคลียร์พื้นที่จากการรุกละเมิดและจัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย จากนั้นก็เรียกร้องเชิญชวนคนในพื้นที่แถวนั้นให้เข้ามาละหมาดสักการะในมัสยิดที่เราบูรณะ บางที่ผมก็สร้างโรงเรียนสอนศาสนาในมัสยิดไปด้วย เพราะผมคิดว่าการศึกษามันสำคัญมาก ทุกวันนี้หายนะที่บ่อนทำลายสังคมมุสลิมเราก็คือการละเลยไม่เอาใจใส่กับการศึกษานี่แหละ

บางพื้นที่ที่ Mohammed Amir ไปก็มีชาวบ้านจิตอาสามาช่วยกันบูรณะมัสยิด แต่บางแห่งเขาก็ลงมือทำด้วยตัวคนเดียว เขาวางเป้าหมายว่าจะบูรณะมัสยิดให้ครบ 100 แห่ง เพื่อจะได้รู้สึกว่าชดเชยและทดแทนกับสิ่งที่เขาเคยก่อกรรมทำเข็ญไว้ในอดีตที่ผ่านมา

หลายคนที่พบเห็น Mohammed Amir อาจจะเข้าใจว่าเขาเป็นชาวบ้านธรรมดาทั่วไป แต่ความจริงเขาเป็นผู้ชายที่เรียนจบปริญญาโทถึง 3 สาขา ทั้งด้านประวัติศาสตร์, รัฐศาสตร์, และภาษาอังกฤษ ในช่วงแรกที่เข้ารับอิสลามเขายังได้ใช้ทักษะภาษาอังกฤษสอนเด็กๆ ในโรงเรียนสอนศาสนาอีกด้วย Mohammed Amir เป็นผู้ชายที่ไม่พูดมาก แต่จริงจังกับหน้าที่การงาน เขามีความเป็นสุภาพบุรุษและชอบอุทิศตนทำงานเพื่อสังคม

เขาเล่าย้อนกลับไปถึงที่มาของการจับพลัดจับผลูเข้าไปร่วมอุดมการณ์กับกลุ่มฮินดูขวาจัดว่า ทุกอย่างไม่ได้เริ่มต้นจากการที่เขาเป็นคนเคร่งครัดในศาสนาแต่อย่างใด แต่สิ่งที่เป็นชนวนจุดเพลิงแห่งความเกรี้ยวกราดจนชักนำให้เขาเข้าร่วมขบวนการครั้งนั้นล้วนเกิดจากมุมมองทางการเมืองที่เข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดของเขาทั้งสิ้น การถูกล้างสมองให้เข้าใจว่าอิสลามเข้ามาแย่งและครอบครองดินแดนแห่งอินเดียในยุคสมัยพระจักรพรรดิโมกุล ผนวกกับช่วงวัยเด็กที่เคยถูกหล่อหลอมด้วยประสบการณ์ชีวิตให้จงเกลียดจงชังอิสลาม จึงทำให้ความเดือดดาลพุ่งกระฉูดให้อุดมการณ์ทำลายล้างอิสลามในสายเลือดยิ่งรุนแรง


ปัจจุบัน Mohammed Amir ใช้ช่วงชีวิตที่เหลืออุทิศตนเพื่ออิสลามด้วยการหมั่นศึกษาศาสนา ใคร่ครวญถึงจุดหมายและที่มาที่ไปของการเป็นมนุษย์ เมื่อใดที่สุขภาพเอื้ออำนวยและมีเวลาว่างจากการบูรณะมัสยิด Mohammed Amir มักจะเดินทางไปพบปะผู้คนเพื่อบอกเล่าถึงความดีงามของอิสลามโดยใช้เงินที่เป็นน้ำพักน้ำแรงของเขาเอง เขาเล่าในสิ่งที่เขาทำว่า

คุณดูผมสิ แก่โทรมซะขนาดนี้ผมจะสอนอะไรได้หากไม่ใช่เรื่องความสันติ? ความสันติคือสิ่งที่อิสลามได้ให้กับผม มันคือสิ่งที่ผมอยากจะบอกกล่าวกับใครต่อใคร ผมมักบอกใครๆ ว่าครั้งหนึ่งผมเคยเป็นชาวฮินดูที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังต่อชาวมุสลิม และไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอิสลามเลย แต่คนอย่างผมคงเป็นเพียงส่วนน้อยของสังคมเท่านั้น

Mohammed Amir พยายามสะกิดเตือนให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของการไม่ถูกปลุกปั่นเพื่อใช้ความรุนแรง “ผมกลัวสิ่งที่แย่ที่สุด แต่ในขณะเดียวกันผมก็บอกกับผู้คนว่า พี่น้องมุสลิมเขาก็แกร่งเหมือนกันนะ แต่แทนจะที่ตอบโต้ด้วยความโกรธแค้น การให้อภัยคือวิธีที่ดีกว่าในการรับมือกับคนที่คิดร้ายกับเรา แม้มันอาจจะยากที่ต้องทำเช่นนั้นเวลาที่เราคิดว่าตัวเองแกร่ง แต่มันจะช่วยส่งสารอันทรงพลังได้เป็นอย่างดี

ต่อคำถามที่ว่า สิ่งที่เขาได้ทำตลอด 25 ปีที่ผ่านมานั้นเป็นการเสาะหาหนทางเพื่อให้อภัยกับตัวเองหรือเปล่า Mohammed Amir ตอบว่า “จะมองว่าเป็นเช่นนั้นก็ได้นะ มันถือเป็นการไถ่โทษที่ผมเคยทำให้พ่อต้องเสียใจ ที่ผมเคยเป็นส่วนหนึ่งในสาเหตุการตายของอีกหลายร้อยชีวิต แต่ผมก็ตระหนักเช่นกันว่ามันเป็นสิ่งที่ยังคงต้องดำเนินต่อไป” ….

เพราะการให้อภัยที่ยากที่สุด คือการให้อภัยแก่ตนเอง และแม้เส้นทางที่จะเดินไปสู่การให้อภัยแก่ตนเองนั้นอาจต้องเจอกับความเดียวดาย แต่มันก็เป็นเส้นทางเดียวกันที่จะทำให้คนบ้าคลั่งได้พบกับผู้เป็นเจ้าเบื้องบน ….

فَمَن يُرِدِ اللَّهُ أَن يَهْدِيَهُ يَشْرَحْ صَدْرَهُ لِلْإِسْلَامِ

ผู้ใดที่อัลลอฮทรงประสงค์จะให้ทางนำแก่เขา พระองค์จะทรงเปิดหัวอก (หัวใจ) ของเขา ให้เข้าใจอิสลาม” (อัลกุรอาน 6:125)


แปลและเรียบเรียง : Andalas Farr


#God_Islamic_Society_Online
#การเมือง_ลัทธิและความเชื่อ_Islamic_Society_Online
#ประวัติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
#วีรบุรุษอิสลาม_Islamic_Society_Online
#นานาทัศนคติ_Islamic_Society_Online
#เรื่องเล่าคติเตือนใจ_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "จากแกนนำม็อบทำลายมัสยิดบาบรีในตำนาน สู่ชายผู้มุ่งมั่นบูรณะ 100 มัสยิด"

วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561

ประวัติศาสตร์ของศอฮาบะฮฺสำคัญไฉน ?

ประวัติศาสตร์ของศอฮาบะฮฺสำคัญไฉน ?

(เรียบเรียงโดย ฟาฏิน นิยมเดชา)


ยุคสุดท้ายเป็นยุคที่ประเสริฐ เป็นยุคที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้ทรงรวบรวมประวัติศาสตร์ของบรรดาศาสดาและศอฮาบะฮฺบางท่านในอัลกุรอ่านไว้อย่างชัดเจน และถูกเก็บรักษาไว้มิให้ถูกเปลี่ยนแปลงและบิดเบือนเหมือนคัมภีร์ก่อนหน้า ซุบฮานัลลอฮฺ อัลลอฮฺผู้ทรงทรงเมตตายิ่ง เพราะสาเหตุนี้เองบรรดาศอฮาบะฮฺจึงต้องการมีชีวิตอยู่ในยุคของท่านบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แต่มุสลิมในปัจจุบันกลับมองข้ามโอกาสที่ดีที่สุด


ท่านอิมรอน อิบนฺ ฮุศัยนฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า


" خيركم قرني ثم الذين يلونهم ثم الذين يلونهم ، قال عمرانُ : لا أدري أذكر النبي صلى الله عليه وسلم بعدُ قرنينِ أو ثلاثةً ، قال النبي صلى الله عليه وسلم : إنَّ بعدَكُم قوماً يخونون ولا يُؤْتَمنونَ ، ويشهدون ولا يُسْتَشهدون ، ويَنْذِرونَ ولا يِفونَ ، ويَظْهَرُ فيهِمُ السِّمَنُ "


"กลุ่มชนที่ดีที่สุดได้แก่ศตวรรษของฉัน ถัดไปก็เป็นพวกที่มาภายหลังพวกเขา ถัดไปก็เป็นพวกที่มาภายหลังพวกเขา(อีกรุ่นหนึ่ง)” (รายงานโดย บุคคอรีย์)


การมองข้ามความสำคัญของการปฏิบัติศาสนา อาทิ การทำอิบาดะฮฺต่อพระองค์ทั้งที่เป็นวาญิบและสุนัต พวกเขาทุ่มเทเวลา ปัจจัย ทรัพย์สิน ตำแหน่งหน้าที่การงาน ให้แก่ดุนยามากกว่าความพึงพอใจ ความโปรดปรานและเกียตริยศ ณ อัลลอฮฺ (ซ.บ.) มีเพียงแค่เศษเสี้ยวของเวลาและปัจจัยต่างๆ บางส่วนเท่านั้นที่ใช้จ่ายเพื่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) และอยู่ในวิถีทางของพระองค์

สาเหตุดังกล่าวข้างต้นจึงมีผลต่อการให้ความสนใจและให้ความสำคัญต่ออัลกุรอ่านและอัลฮะดีษน้อยลง แต่กลับให้ความสำคัญต่อกฎเกณฑ์ของมนุษย์มากกว่าขอบเขตของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และให้ความสำคัญต่อคำพูด แบบอย่างวิถีชีวิตของวีรบุรุษที่ไม่ใช่มุสลิม นักวิชาการ นักการเมือง นักกีฬา ดารา นักแสดง นักธุรกิจหรือผู้ประสบความสำเร็จระดับร้อยล้าน พันล้าน มากกว่า อัลลอฮฺ (ซ.บ.) นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม บรรดาศอฮาบะฮฺ และบรรดาอุลามาอฺต่างๆ

ในขณะเดียวกันมุสลิมที่ให้ความสำคัญต่ออัลกุรอ่านซึ่งเป็นกฎเกณฑ์สำคัญของประชาชาติของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กลับเน้นเพียงแค่การอ่านและการท่องจำมากกว่าการนำมาปฏิบัติและการนำมาเป็นธรรมนูญของชีวิต ฮะดีษก็เช่นเดียวกัน พวกเขาให้ความสนใจต่อฮะดีษที่เกี่ยวข้องกับฟิกฮฺอิบาดะฮฺมากกว่าฮะดิษที่เกี่ยวกับความเข้าใจในหลักอากีดะฮฺและอัคลาก และละทิ้งฮะดีษที่เกี่ยวกับการจ่ายซะกาต การบริจาคทรัพย์สินซึ่งมีอิทธิพลต่อคนยากจนในสังคม

การดำเนินชีวิตของมุสลิมในปัจจุบันจะมุ่งเน้นสู่หลักการภายนอกมากกว่าจิตวิญญาณ มุ่งสู่ชัยชนะในสนามแห่งวาทะและการประลองมากกว่าสนามของวิถีชีวิต มุ่งสู่เกรด วุฒิการศึกษามากกว่าการปฏิบัติและรับใช้อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ดังนั้นจึงต้องทำอย่างไรเพื่อให้วิถีชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง และห่างไกลจากปัญหาดังกล่าว คือ

  1. ห้ความสำคัญในการอ่าน ท่องจำและเข้าใจความหมายของอัลกุรอ่านอย่างลึกซึ้ง พร้อมกับตระหนักถึงเป้าหมายและคุณค่าของอัลกุรอ่าน เพื่อให้เหนือกว่าทฤษฎีและคำพูดของมนุษย์
  2. ให้ความสำคัญต่อฮะดีษด้วยการท่องจำและศึกษาความหมาย พร้อมกับค้นหาความรู้ถึงเป้าหมายและวิทยปัญญาของฮะดีษต่างๆ
  3. ให้ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของบรรดาศอฮาบะฮฺ ผู้ซึ่งอัลลอฮฺได้ทรงรับรองสวนสวรรค์ให้แก่พวกเขา บรรดาผู้ที่เชื่อฟังและปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

3 ประการดังกล่าวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สามารถนำมุสลิมไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงได้ เราจะเห็นได้ว่าอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงส่งท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลัลลอฮูอะลัยฮิวะซัลลัม มาเพื่ออธิบายความหมายสู่วิถีชีวิตที่แท้จริง ในขณะเดียวกันบรรดาศอฮาบะฮฺ ได้อธิบายถึงอัลกุรอ่านและฮะดีษของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นคนมะอฺซูม (ได้รับการอภัยในบาป) ซึ่งแตกต่างกับบรรดาศอฮาบะฮฺที่เป็นบุคคลธรรมดามีความสามรถหลากหลาย แต่อาจมีความผิดพลาด และมีความขัดแย้งกันบ้าง แต่ในยุคนี้เป็นยุคสมัยที่ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและการติดต่อสื่อสาร อีกทั้งสังคมยังมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเราสามารถค้นหาความรู้ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย สามารถรับรู้อัลกุรอ่าน ฮะดีษ ตลอดจนแบบอย่างอื่นๆ จากบรรดาศอฮาบะฮ์ ได้เพียงปลายนิ้ว เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตให้ชัดเจนและถูกต้องยิ่งขึ้น 

อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ตรัสในซูเราะฮ อัลนะห์ลฺ ว่า


وَلَقَدْ بَعَثْنَا فِي كُلِّ أُمَّةٍ رَّسُولًا أَنِ اعْبُدُوا اللَّهَ وَاجْتَنِبُوا الطَّاغُوتَ فَمِنْهُم مَّنْ هَدَى اللَّهُ وَمِنْهُم مَّنْ حَقَّتْ عَلَيْهِ الضَّلَالَةُ فَسِيرُوا فِي الْأَرْضِ فَانظُرُوا كَيْفَ كَانَ عَاقِبَةُ الْمُكَذِّبِينَ


"และโดยแน่นอน เราได้ส่งร่อซูลมาในทุกประชาชาติ (โดยบัญชาว่า) “พวกท่าจงเคารพภักดีอัลลอฮ์ และจงหลีกหนีให้ห่างจากพวกเจว็ด” ดังนั้น ในหมู่พวกเขามีผู้ที่อัลลอฮ์ทรงชี้แนะทางให้และในหมู่พวกเขามีการหลงผิดคู่ควรแก่เขาฉะนั้น พวกเจ้าจงตระเวนไปในแผ่นดิน แล้วจงดูว่าบั้นปลายของผู้ปฏิเสธนั้นเป็นเช่นใด! " (อัน-นะห์ลฺ 36)


อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงกล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาในอดีตไว้ในอัลกุรอ่าน เพื่อให้เป็นข้อคิดและบทเรียนแก่ชนรุ่นหลัง บอกถึงสภาพการเปลี่ยนแปลงจากญาฮีลียะฮ์สู่ความเป็นมุสลิม เปิดเผยตัวอย่างของพวกเขาเหล่านั้น และหลังจากที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เสียชีวิตไปแล้ว บรรดาศอฮาบะฮฺได้แสดงบทเรียนมากมายให่แก่มุสลิมยุคหลัง อาทิ ความเข้มแข็งของอีหม่าน การเสียสละ การอิบาดะฮฺ การญิฮาด มารยาทที่สูงส่ง การปกป้องอิสลามรวมทั้งความอ่อนแอ ความแตกแยก การวิวัฒนาการของศัตรู ตลอดจนการเกิดการปฏิเสธ บิดอะฮฺ ชีริก การบิดเบือนศาสนาอิสลามของคนมูนาฟิกและยะฮูดี เป็นต้น

นอกเหนือจากประวัติศาสตร์ของบรรดาศาสดาและศอฮาบะฮฺแล้ว ประวัติศาสตร์ของคนยุคต่อจากนั้นก็มีความสำคัญไม่น้อย เช่น ยุคของตาบีอีน อีหม่ามทั้งสี่และอีหม่ามท่านอื่นๆ ยุคสมัยการปกครองในระบอบกษัตริย์ ยุคทองของอิสลามในแง่มุมของวิทยาการและความเจริญทางด้านวัตถุ ยุคของความแตกแยกในชนชั้นการปกครอง การฟื้นฟูอิสลามของวีรบุรุษทั้งหลาย ยุคสงครามครูเสด ยุคของการถดถอย ยุคของอุสมานียะฮฺ และเมื่ออุสมานียะฮฺล่มสลายลง ยุโรปจึงได้ขึ้นมาเจริญในทุกๆ ด้าน

จากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวข้างต้น ชี้ให้เห็นถึงชีวิตของบรรดามุสลิมที่มีอีหม่านเข้มแข็งสู่อีหม่านที่อ่อนแอ จากความเป็นเอกภาพสู่ความแตกแยก จากความเจริญทางด้านวัตถุสู่ความล้าหลัง จากอัคลากที่สูงส่งสู่โรคร้ายต่างๆ ที่เกาะกุมหัวใจของมุสลิม เราสามารถเห็นถึงวิวัฒนาการของแผนการศัตรูที่มีต่ออิสลาอย่างต่อเนื่องนับเป็นพันปี ฉะนั้น ใครสักกี่คน ? มุสลิมสักกี่กลุ่ม ? ที่จะนำบทเรียนเหล่านี้มาเป็นข้อปรับปรุงและแก้ไข ?

เพราะเหตุใดกันที่เราต้องให้ความสำคัญ ต่อบรรดาศอฮาบะฮฺ ?

  1. เพราะบรรดาศอฮาบะฮฺเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดต่อผู้ยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลาและท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
  2. เพราะบรรดาศอฮาบะฮฺเป็นผู้มีความรู้และเข้าใจการตีความอัลกุรอ่าน และฮะดีษมากที่สุด
  3. เพราะบรรดาศอฮาบะฮฺเป็นบุคคลที่อัลลอฮฺทรงรับรองและรับประกันสวนสวรรค์ให้แก่พวกเขา แต่บรรดาคนยุคหลัง บอกเพียงผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นชาวสวรรค์เท่านั้น

มีรายงานจากท่าน อัลอิรบาฎ บิน ซารียะห์ รอฎิยัลลอฮุอันฮู ได้กล่าวว่า


وعن العرباض بن سارية رضي الله عنه قال: وعظنا رسول الله صلى الله عليه وسلم موعظة بليغة، قلنا: يا رسول الله كأنها موعظة مودع فأوصنا قال: « أُوصِيكُمْ بِتَقْوَى اللهِ، وَالسَّمْعِ وَالطَّاعَةِ وَإنْ تَأمَّر عَلَيْكُمْ عَبْدٌ حَبَشِيٌّ، وَإِنَّهُ مَنْ يَعِشْ مِنْكُمْ فَسَيَرَى اختِلافاً كَثيراً، فَعَليْكُمْ بسُنَّتِي وسُنَّةِ الخُلَفاءِ الرَّاشِدِينَ المَهْدِيِيِّنَ عَضُّوا عَلَيْهَا بالنَّواجِذِ، وَإِيَّاكُمْ وَمُحْدَثَاتِ الأُمُورِ؛ فإنَّ كلَّ بدعة ضلالة ». أخرجه : أبو داود



ท่านรอซูลุลลอฮฺ ได้ให้คำตักเตือนแก่พวกเรา เป็นคำตักเตือนที่ลึกซึ้ง เราได้กล่าวว่า โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ เสมือนว่า มันเป็นคำตักเตือนอำลา ดังนั้นท่านโปรดสั่งเสียแก่พวกเราเถิด

"ฉันขอสั่งเสียพวกท่านให้ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ให้มีการเชื่อฟังปฏิบัติตาม หากแม้นว่าเขาเป็นทาสชาวหาบาชีย์ได้เป็นผู้นำแก่พวกเจ้า และแท้จริงใครมีชีวิตอยู่จากพวกเจ้า แล้วเขาจะได้เห็นความขัดแย้งเกิดขึ้นอย่างมากมาย ดังนั้นจำเป็นสำหรับพวกท่านจะต้องยึดมั่นต่อซุนนะห์ของฉัน และซุนนะห์ของบรรดาคูลาฟาฮฺอัรรอชีดีน (คอลีฟะห์ที่ได้รับการชี้นำอยู่ในทางนำที่ถูกต้อง) พวกท่านจงกัดมัน ด้วยกับฟันกราม และพวกท่านพึงระวัง จากการกระทำขึ้นมาใหม่ของกิจการงาน (อุตริขึ้นมาในศาสนา) เพราะว่าทุกการอุตริ คือความหลงผิด"  (บันทึกโดย อาบูดาวุด)


ดังนั้น คำพูดและแบบอย่างของศอฮาบะฮฺย่อมดีและสำคัญกว่าคำพูดและแบบอย่างของชนรุ่นหลังจากพวกเขา แน่นอนเหลือเกินว่าใครที่ต้องการความสำเร็จทั้งในดุนยาและอาคีเราะฮฺแล้ว ประวัติศาสตร์ของศอฮาบะฮฺจึงเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องฟื้นฟูและควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและแสวงหาสวนสวรรค์ของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และหากการชีวิตมิได้มีเพื่อความรัก ความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และผลตอบแทนจากอัลลอฮฺ  (ซ.บ.) แล้ว เราจะมีชีวิตเพื่อสิ่งใดกัน ? 

อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ในซูเราะฮฺ อัลฮะดีด อายะฮฺที่20 ว่า


اعْلَمُوا أَنَّمَا الْحَيَاةُ الدُّنْيَا لَعِبٌ وَلَهْوٌ وَزِينَةٌ وَتَفَاخُرٌ بَيْنَكُمْ وَتَكَاثُرٌ فِي الْأَمْوَالِ وَالْأَوْلَادِ كَمَثَلِ غَيْثٍ أَعْجَبَ الْكُفَّارَ نَبَاتُهُ ثُمَّ يَهِيجُ فَتَرَاهُ مُصْفَرًّا ثُمَّ يَكُونُ حُطَامًا وَفِي الْآخِرَةِ عَذَابٌ شَدِيدٌ وَمَغْفِرَةٌ مِّنَ اللَّهِ وَرِضْوَانٌ وَمَا الْحَيَاةُ الدُّنْيَا إِلَّا مَتَاعُ الْغُرُورِ



"พวกเจ้าจงทราบไว้เถิดว่า ที่จริงแล้วชีวิตทางโลกนี้เป็นเพียงความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน การประดับประดา การถือยศกันเองระหว่างพวกเจ้า และการแข่งขันกันในเรื่องทรัพย์สินและบุตร (ทั้งหมดนั้นปรากฏขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น) เปรียบได้ดั่งน้ำฝนที่ทำให้ชาวสวนมีความชื่นชมในพืชผลอันอุดมสมบูรณ์ แต่หลังจากนั้นมันก็เปลี่ยนแปลงสภาพ (อันอุดมสมบูรณ์นั้นเป็นความเหี่ยวเฉา) แล้วเจ้าก็มองเห็นมันมีสีเหลือง หลังจากนั้นมันก็กลายเป็นเศษพืชแห้ง และในโลกหน้ามีการลงโทษอันสาหัสที่สุด และมีการให้อภัย และความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ และชีวิตทางโลกนี้มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นความสุขลวงเท่านั้น"


#ประชาชาติอิสลาม_Islamic_Society_Online
#วีรบุรุษอิสลาม_Islamic_Society_Online
#ปราชญ์ในนิติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
#เรื่องเล่าคติเตือนใจ_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "ประวัติศาสตร์ของศอฮาบะฮฺสำคัญไฉน ?"

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561

การสร้างปืนใหญ่ในการถล่มกำแพงเมืองคอนแสตนติโนเปิล

การสร้างปืนใหญ่ในการถล่มกำแพงเมืองคอนแสตนติโนเปิล



การเตรียมพร้อมของสุลต่านมูฮัมหมัด อัลฟาตีห์ ที่เมืองอูดร์นะห์ซึ่งเป็น เมืองหลวงของราชอาณาจักรอุษมานียะห์ สุลต่านมูฮัมหมัด อัลฟาตีห์ พยายามเดินหน้าต่อไปและไม่นิ่งเฉยต่อการเตรียมพร้อมในการโจมตีกรุงสแตนติโนเปิล ท่านได้รวบร่วมนายทหารพร้อมอาวุธ จากชาวเอเชีย, และยุโรปเพื่อปลุกระดมถึง”รูฮูลยีฮาด” ในหนทางของอัลลอฮฺด้วยหน้าที่รับผิดชอบ และผลบุญที่ดีงามจากพระองค์ในช่วงเวลานั้นมีบุคคลหนึ่งซึ่งมีความสามารถในการสร้างปืนใหญ่ บุคคลผู้นั้นมีเชื้อสายฮังการี เขามีชื่อว่า อุรบาน 1 เขาชอบเดินทางและผจญภัยหลายๆ ประเทศ เช่น ประเทศแถบยุโรป การเดินทางของเขาแต่ละครั้ง เขาได้เสนอเสนอตัวต่อกษัตริย์ยุโรปแต่ไม่ได้รับการตอบรับจากกษัตริย์ยุโรปแม้แต่คนเดียว อูรบานไม่ย่อท้อเขาเดินทางต่อไปสู่กรุงคอนสแตนติโนเปิลเพื่อเสนอตัวอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้รับการตอบรับ ไม่สนใจการเสนอตัวของเขา สุดท้ายเขาเดินไปหาสุลต่านมูฮัมหมัด อัลฟาตีห์ เขาได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี และได้มีโอกาสแสดงความสามารถในการสร้างปืนใหญ่ให้เสร็จดังความต้องการของสุลต่าน มีอยู่วันหนึ่งสุลต่าน อัลฟาตีห์ ได้ถามเขาว่า: ท่านสามารถสร้างปืนใหญ่ได้หรือเปล่าซึ่งก่อนหน้านี้ท่านไม่เคยสร้างปืนใหญ่มาก่อน ? อุรบานตอบว่า : ฉันสามารถสร้างปืนใหญ่ที่สามารถโจมตีและถล่มกำแพงที่แข็งแกร่งของกรุงคอนสแตนติโนเปิล ไม่ว่ากำแพงนั้นจะมีความแข็งแกร่งดังกรุงบาบาล แท้จริงแล้ว ฉันเป็นนักวิศวกรรมไม่ใช่ทหาร ฉะนั้นฉันไม่รู้ว่าปืนใหญ่ที่จะสร้างนั้นจะตั้งอยู่ตรงจุดใหน ? สุลต่าน อัลฟาตีห์ ยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า : ไม่เป็นไร ฉันเป็นทหาร ฉันรู้ดีว่าจะตั้งจุดใหน แต่ฉันต้องการให้ท่านสร้างปืนใหญ่ให้เสร็จ ส่วนที่ตั้งของปืนใหญ่นั้นเป็นหน้าที่ของฉันเพราะฉันรู้ดีในเรื่องนี้ อูรบานเริ่มสร้างปืนใหญ่โดยมีผู้ช่วยสองคนจากตุรกี ท่านผู้นั้นก็คือ ซอรียะห์ และมัสลาฮูดดีน โดยมีสุลต่านเป็นผู้ควบคุมดูแลงานในครั้งนี้ หลังจากนั้นสามเดือนอูรบานได้ทุ่มเท เสียสละทั้งแรงกายและแรงใจในการสร้างปืนใหญ่เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของสุลต่าน ซึ่งในที่สุดก็ประสบความสำเร็จได้รับปืนใหญ่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ปืนใหญ่นั้นมีน้ำหนัก 700 ตัน กระสุนลูกหนึ่งมีน้ำหนัก 12,000 กาตี การยกกระสุนดังกล่าวต้องใช้พลังวัว 100 ตัว และกำลังคนผู้ชายที่แข็งแรง 100 คน ซึ่งตอนที่กำลังดึงปืนใหญ่ให้เคลื่อนที่นั้นดูเหมือนกับเต่าที่กำลังเดิน การทดลองใช้ปืนใหญ่ครั้งแรกได้ทำที่เมืองอูดร์นะซึ่งทำให้มีเสียงดังถึง 13 ไมล์ ด้านล่างจมใต้ดิน 6 เมตร ใช้เวลาในการดึงจากเมืองอูดร์นะถึงบริเวณกำแพงเมืองคอนสแตนติโนเปิลเป็นระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งถ้าคิดเป็นระยะทางเดินปกติจะใช้เวลาเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น และอูรบานได้สร้างปืนใหญ่อีกลูกหนึ่งมีชื่อว่า “ปืนใหญ่สุลต่าน” (maryam sultan) ดังนั้นความพร้อมทางด้านอาวุธของบานีย์อุษมาน (อาณาจักรออตโตมาน) นั้นเกินกว่าใครๆ ในโลกนี้ ด้วยความพร้อมอันนี้ทำให้การพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลประความสำเร็จในสมัยสุลต่านมูฮัมหมัด อัลฟาตีห์ หลังจากนั้นออกคำสั่งให้สร้างเรือรบใหม่เพิ่มและทำการซ่อมแซมเรือเก่าและไปตั้งหลักอยู่ที่อ่าวมัรมาราเพื่อสกัดกั้นเรือของศัตรูที่จะมาให้ความช่วยเหลือต่อกรุงคอนสแตนติโนเปิล เรือรบของออตโตมานมีหลายรูปแบบมีทั้งหมด 400 ลำ 12 ลำ ใช้บรรทุกอาวุธสงคราม ในวันศุกร์ 20 รอบีอูอาวัล ปี ฮ.ศ. 857 สุลต่านมูฮัมหมัด อัลฟาตีห์ ได้เตรียมสิ่งของต่างๆ และทำความสะอาดสถานที่รอบๆ บริเวณกรุงคอนสแตนติโนเปิล พร้อมกับสกัดกั้นประเทศที่ใกล้เคียงกับกรุงคอนสแตนติโนเปิล เพื่อไม่ให้ความช่วยเหลือช่วงเวลาสงคราม สุดท้ายสุลต่านมูฮัมหมัด อัลฟาตีห์ รวบร่วมทหาร (ทหารทางการและทหารไม่ทางการ) เพื่อปลูกฝังทางด้านจิตใจเกี่ยวกับเรื่องการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ (ยีฮาด ) ด้วยการศรัทธาในอิสลามที่แท้จริง (ฮาซัน นิมาตูลลอฮฺ , 1420:14-30)







อ้างอิงจาก หนังสือหลักการบริหารในอิสลาม 3 สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา


#ประวัติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
#อารยธรรมอิสลาม_Islamic_Society_Online
#ประชาชาติอิสลาม_Islamic_Society_Online
#วีรบุรุษอิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "การสร้างปืนใหญ่ในการถล่มกำแพงเมืองคอนแสตนติโนเปิล"

วันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560

อุมัร อิบนุ อับดุลอะซีซ นักฟื้นฟูแห่งศตวรรษแรกของอิสลาม

อุมัร อิบนุ อับดุลอะซีซ นักฟื้นฟูแห่งศตวรรษแรกของอิสลาม




อุมัร อิบนุ อับดุลอะซีซ คือ นักฟื้นฟูแห่งศตวรรษแรกของอิสลาม อิหม่ามอะหฺมัด อิบนุ หัมบัล เป็นบุคคลแรกที่ประกาศออกมาเช่นนี้ บรรดานักวิชาการก็ไม่ได้ขัดแย้งใดๆ ต่อทัศนะดังกล่าว

ในสมัยการปกของของบนูอมัยยะฮฺนั้น การสืบทอดอำนาจการเป็นคอลีฟะฮฺ จะเป็นไปในลักษณะของการสืบสันตติวงศ์ และจำกัดวงอยู่แต่ในบรรดาผู้ที่เป็นเชื้อสายมาจากบนูอุมัยยะฮฺเท่านั้น จนกระทั่งคอลีฟะฮฺสุลัยมานขึ้นมามีอำนาจ ซึ่งในการแต่งตั้งรัชทายาทของพระองค์นั้น คอลีฟะฮฺสุลัยมานได้ขอคำแนะนำจากบรรดาบุตรหลานของศอฮาบะฮฺของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม) พวกเขาแนะนำให้คอลีฟะฮฺสุลัยมานเลือกอุมัร อิบนุ อับดุลอะซีซขึ้นเป็นรัชทายาท

เมื่ออุมัร อิบนุอับดุลอะซีซได้รับการคัดเลือก ประชาชนก็แบกท่านขึ้นไปบนมิมบัร ท่านได้กล่าวสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ (สุบหานะฮูวะตะอาลา) และกล่าวว่า “โอ้ประชาชนทั้งหลาย ภารกิจการเป็นคอลีฟะฮฺนี้ ได้ตกอยู่กับข้าพเจ้าโดยที่ข้าพเจ้าไม่รู้ตัวมาก่อน ข้าพเจ้าไม่ได้ร้องขอ และไม่ได้รับการปรึกษาหารือใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ตอนนี้ข้าพเจ้าขอสละสิทธิ เพื่อว่าพวกท่านจะได้เลือกคอลีฟะฮฺ จากบุคคลในบรรดาพวกท่านเอง” ประชาชนทั้งหลายก็ร้องตะโกนขึ้นว่า “เราได้เลือกท่านแล้วโอ้อุมัร และได้ยอมรับให้ท่านเป็นคอลีฟะฮฺของเรา!”

นั่นเป็นการฟื้นฟูครั้งแรกของอุมัร อิบนุอับดุลอะซีซ ซึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลงการสืบทอดตำแหน่งคอลีฟะฮฺจากระบบการสืบสันตติวงศ์มาเป็นระบบการปรึกษาหารือ (ชูรอ) ที่มุสลิมเลือกผู้ปกครองของพวกเขาเอง อุมัรเริ่มขบวนการการฟื้นฟูของท่านอย่างตั้งใจจริง ท่านได้ล้มเลิกสิ่งฟุ่มเฟือยต่าง ๆ ซึ่งคอลีฟะฮฺก่อนหน้าท่านเคยใช้ ได้ยกเลิกอภิสิทธิ์ต่าง ๆ ที่ครอบครัวและเครือญาติของคอลีฟะฮฺเคยได้รับ ท่านได้ให้ภรรยาของท่านเลือกระหว่างการอยู่กับท่านต่อไป กับการคงไว้ซึ่งความมั่งคั่งที่บิดาของนางมอบให้ นางได้เลือกที่จะอยู่กับท่าน และได้มอบเครื่องประดับของนางให้แก่บัยตุลมาลในที่สุด

ประการถัดมา อุมัรก็ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ในรัฐบาลโดยไม่เหลือเค้าโครงเดิมให้เห็น ท่านได้แต่งตั้งนักกฎหมายจากบรรดาผู้ที่เป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นผู้ที่ยึดมั่นในความถูกต้องและยำเกรงต่ออัลลอฮฺ และได้ปลดนักกฎหมายที่ทุจริตออกไป ท่านได้ยกเลิกภาษีบางประการ และได้กระจายความมั่งคั่งอย่างเป็นธรรม ท่านได้ทำให้การเก็บรวมรวมซะกาตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งไม่มีใครเลยที่มาเรียกร้องซะกาตจากท่าน และจนกระทั่งพนักงานแจกจ่ายซะกาตไม่สามารถหาผู้ที่มีสิทธิรับซะกาตได้

หลังจากนั้นท่านได้ดำเนินการในการชำระล้างจิตใจของมุสลิมให้บริสุทธิ์ ตลอดจนส่งเสริมบรรยากาศแห่งจริยธรรมให้เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้เองท่านจึงผลักดันให้นักวิชาการ เผยแผ่ความรู้ที่ถูกต้องของอิสลาม ให้แก่บรรดามุสลิม และเชิญชวนคนต่างศาสนิกให้มานับถือศาสนาอิสลาม ท่านได้ต่อสู้กับความเชื่อที่ออกนอกลู่นอกทาง และสิ่งบิดอะฮฺซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่สมัยผู้ปกครองก่อนหน้าท่าน ท่านได้คืนสิทธิต่าง ๆ แก่ชาวคัมภีร์ตามที่อัลกุรอานบัญญัติ ท่านได้บัญชาให้นักวิชาการรวบรวมและบันทึกหะดีษของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม) และคำอ้างอิงของศอฮาบะฮฺ (รอฎิยัลลอฮุ อันฮุม) นี่นับว่าเป็นขบวนการในการบันทึกหะดีษที่มีระบบขบวนการแรกเลยทีเดียว

การฟื้นฟูดังกล่าวของอุมัรมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่ออุมมะฮฺมุสลิม และด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงได้รับการยกย่องให้เป็นนักฟื้นฟูในศตวรรษแรกแห่งอิสลาม


ที่มา : เศาะลาฮุดดีน กับ สงครามครูเสด

#ประวัติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "อุมัร อิบนุ อับดุลอะซีซ นักฟื้นฟูแห่งศตวรรษแรกของอิสลาม"

วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560

มูฮัมหมัด อัลฟาติฮ (Muhammad Alfatih) ผู้พิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล

มูฮัมหมัด อัลฟาติฮ (Muhammad Alfatih) ผู้พิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล




สุลต่านมุหัมมัดที่ 2 (อัลฟาตีห์) (ปกครองระหว่างปี 855-886 ฮ.ศ.)

1) กำเนิดสุลต่านมุหัมมัด

ท่านคือสุลต่านมุหัมมัด บุตร สุลต่านมุรอด บุตร สุลต่านมุหัมมัดที่ 1 ประสูตเมื่อวันที่ 26 เดือนรอญับ ปี ฮ.ศ. 833 ขึ้นครองราชย์หลังจากการเสียชีวิตของบิดาเมื่อปี ฮ.ศ. 855  ในขณะที่มีอายุได้เพียง 22 ปี ก่อนหน้าที่สุลต่านมุหัมมัดจะขึ้นครองราชย์ ท่านได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นสุลต่านแทนผู้เป็นบิดาแล้วถึงสองครั้ง ต่อมาก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการ ณ เมืองแมกนีเซีย และยังเคยออกศึกพร้อมกับผู้เป็นบิดาในครั้งที่ยกทัพไปตีเมืองอิสกันดารและโฮเนียดหรือออสเตรีย

2) บุคลิกของสุลต่านมุหัมมัด

นักประวัติศาสตร์ต่างมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าสุลต่านมุหัมมัดที่ 2 นี้ เป็นสุลต่านแห่งอาณาจักรออตโตมานคนหนึ่งที่มีจริยธรรมที่สูงส่งตั้งแต่ยังเยาว์ สุลต่านได้รับการอบรมและการศึกษาจากบรรดาอุลามาอฺผู้โด่งดังในสมัยนั้น โดยเฉพาะเชคอากชำสุดดีน และเชคมุลลาโกรอนีย์ ซึ่งท่านทั้งมีบทบาทอย่างมากในการปลูกฝังนิสัยของสุลต่านมุหัมมัด สุลต่านเป็นคนที่ชอบศึกษาด้านภาษาต่างๆ เป็นคนที่มีพรสวรรค์ในการพูดจาปราศรัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาตุรกี พร้อมกันนี้สุลต่านยังเก่งและแตกฉานด้านภาษาอาหรับ เปอร์ซีย กรีก อิบรู และภาษาอิตาลี. สุลต่านเป็นคนที่ชอบอ่านคำกลอนเปอร์เซีย และกรีก จนท่านกลายเป็นนักกลอนที่ดีคนหนึ่ง สุลต่านยังเป็นคนที่มีนิสัยชอบศึกษาเกี่ยวกับปรัชญา ประวัติศาสตร์ ตั้งแต่อายุยังเยาว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวประวัติคนสำคัญๆ และการสู้รบ ประวัติจักรพรรดิไกเซอร์ และอื่นๆ. สุลต่านชอบศึกษาเกี่ยวกับการสงครามที่มีเล่ห์เหลี่ยม หลอกล่อ อาวุธการต่อสู้ การวางแผนการรบ และการจัดเสบียงอาหารในสนามรบ เป็นต้น

สุลต่านมุหัมมัดเป็นคนที่มีนิสัยชอบทำสวนในเวลาที่ว่างจากการสงคราม สุลต่านจะใช้เวลาว่างของท่านให้หมดไปกับการทำสวนในเขตพระราชวัง ปลูกต้นไม้ ดอกไม้ และอื่นๆ ถึงกระนั้นสุลต่านยังคงมีใจรักการวางแผนและระเบียบไม่ว่าในด้านการบริหารหรือการทหาร

ในช่วงที่สุลต่านมุหัมมัดสถาปนาเป็นสุลต่านแห่งอาณาจักรออตโตมานนั้น ประเทศในแถบเอเซียน้อยส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรอิสลามออตโตมานแล้ว ยกเว้นบางส่วนของประเทศกอรมาน ประเทศสีนูบ และประเทศเตาะรอบะซูน ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลดำเท่านั้น ส่วนใหญ่ในแถบยุโรปนั้นประเทศที่ยังไม่ได้ถูกพิชิตก็มีเพียงกรุงคอนสแตนติโนเปิลและประเทศใกล้เคียงเท่านั้น . ส่วนประชากรโลกในขณะนั้น (ปี ค.ศ. 1453) ยังมีไม่มากเหมือยอย่างปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 400,000,000 คน โดยจำแนกได้ดังนี้คือ ประมาณ 275,000,000 อาศัยอยู่ในแถบเอเชีย อีกประมาณ 70,000,000 อาศัยอยู่ในแถบยุโรป อีกประมาณ 40,000,000 อาศัยอยู่ในแถบอัฟริกา และอีกประมาณ 15,000,000 อาศัยอยู่ในแถบอเมริกา

3) บทบาทและเหตุการณ์สำคัญของสุลต่านมูหัมัด อัลฟาตีห์

3.1 การพิชิตประเทศต่างๆ ในแถบยุโรป
3.1.1 ประวัติการก่อตั้งกรุงคอนสแตนติโนเปิล
คำว่า “คอนสแตนติโนเปิล” มาจากคำว่า “คอนสแตนติน” ซึ่งเป็นชื่อของจักรพรรดิผู้ก่อตั้งกรุงแห่งนี้ และคำว่า “โอเปิล” ซึ่งแปลว่า “เมือง หรือนคร” ดังนั้นคอนสแตนติโนเปิลจึงหมายถึง “นครหรือกรุงคอนสแตนติน” นั้นเอง

กรุงคอนสแตนติโนเปิลเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรไบแซนไทน์หรืออาณาจักรโรมันตะวันออก ซึ่งสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิคอนสแตนตินบุตรของคอนสแตนตินัสแห่งโรมัน ก่อนหน้าที่เมืองหลวงอาณาจักรโรมันตะวันออกหรือไบแซนไทน์จะย้ายมาอยู่ ณ กรุงคอนสแตนติโนเปิลแห่งนี้ อาณาจักรไบแซนไทน์มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงโรมา ต่อมาหลังจากที่จักรพรรดิคอนสแตนตินขึ้นครองราชย์ระหว่างปี ค.ศ. 306-307 ก็เริ่มมองหาทำเลใหม่ที่เหมาะสมเพื่อเปลี่ยนสถานที่ตั้งเมืองหลวง อันสืบเนื่องมาจากความแตกแยกภายในซึ่งเป็นเหตุทำให้ทั่วราชอาณาจักรไบแซนไทน์ เกิดความทรุดโทรมและหายนะเป็นอย่างมาก ความหายนะดังกล่าวทำให้อาณาจักรไบแซนไทน์หรือโรมันตะวันออกไม่มีเสถียรภาพและเกิดความระส่ำระสายและบ่งย้ำเตือนถึงความพินาศย่อยยับในเวลาอันใกล้ และแล้วจักรพรรดิคอนสแตนตินก็พบกับเมืองใหม่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเป็นเมืองหลวงซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองหลวงระหว่างเอเชียกับยุโรป ดังนั้นในปี ค.ศ. 324 จักรพรรดิคอนสแตนตินจึงได้ยกทัพไปยึดเมืองดังกล่าว และได้ทำการบูรณะซ่อมแซมและปรับปรุงเมืองใหม่ ด้วยการสร้างกำแพงและป้อมปราการต่างๆ ในปี ค.ศ. 324 การซ่อมแซมและบูรณะในครั้งนี้ใช้เวลาถึง 6 ปี และได้จัดงานเลี้ยงฉลองอย่างใหญ่โต หลังจากที่การก่อสร้างและซ่อมแซมให้แล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 11 เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 330 และงานเลี้ยงฉลองในครั้งนี้กินเวลาถึง 40 วันด้วยกัน หลังจากนั้นจักรพรรดิคอนสแตนตินก็ทำการย้ายเมืองหลวงจากกรุงโรมา มาอยู่ที่เมืองใหม่แห่งนี้และได้ตั้งชื่อใหม่ว่า “คอนสแตนติโนเปิล” ตามชื่อของจักรพรรดิ

นับตั้งแต่นั้นมากรุงคอนสแตนติโนเปิลแห่งนั้นก็กลายเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโรมันตะวันออกหรือไบแซนไทน์ตลอดมา

3.1.2 ลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และความสำคัญ




กรุงคอนสแตนติโนเปิลเป็นเมืองที่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่สวยงามอย่างยิ่งอย่างไม่มีที่เทียบได้ ตั้งอยู่ในเขตทวีปเอเชียและทวีปยุโรปมาบรรจบกันและถูกล้อมรอบด้วยมหาสมุทรทั้งสามทิศ ซึ่งตั้งอยู่เป็นรูปสามเหลี่ยม โดยด้านทิศตะวันออกติดกับช่องแคบบอสฟอรัส (BOSFORUS) ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับทะเลมารมารา (MARMARA SEA) และทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับท่าเรือที่ทอดยาวคล้ายรูปคันธนู ชื่อก้อรนุน ซะฮะบีย์ (GORDEN HORN) ซึ่งถือว่าเป็นท่าเรือที่ยาวและปลอดภัยที่สุดท่าเรือหนึ่งของโลก ส่วนทิศที่สามซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกติดกับยุโรป โดยมีกำแพงใหญ่อันแข็งแก่งสองชั้นกั้นไว้อย่างหนาแน่นมีความยาวถึง 4 ไมล์ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ชายฝั่งทะเลมารมาราทอดยาวไปจนถึงชายฝั่งของท่าเรือก้อรนุน ซะฮะบีย์

ภาพพระอาทิตย์ตกดิน ณ เมืองเฟเนบาร์เช่
ซึ่งตั้งอยู่ในทะเล Marmara ในกรุงคอนสแตนติโนเปิล
กรุงคอนสแตนติโนเปิลไม่เพียงแต่มีสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่งดงามเท่านั้น มันยังมีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ด้วย และมีสภาพอากาศที่อบอุ่นอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งสภาพทางอากาศจะไม่ร้อนจัดในช่วงฤดูร้อนและจะไม่หนาวจัดอีกเช่นกันในช่วงฤดูหนาว และสืบเนื่องจากกรุงคอนสแตนติโนเปิลมีเขตแดนที่บรรจบกับทะเลถึงสองฟาก จึงทำให้กรุงคอนสแตนติโนเปิลกลายเป็นเมืองท่าที่เป็นเส้นทางค้าขายที่สำคัญยิ่ง เพราะสินค้าทุกอย่างที่เดินทางมากับเรือที่มาจากจีน อินเดีย และอาหรับล้วนแต่ต้องผ่านและจอดเทียบท่าเรือกรุงคอนสแตนติโนเปิลหรือท่าเรือก้อรนุน ซะฮะบีย์ทั้งสิ้นก่อนที่จะเดินทางมุ่งไปยังยุโรปต่อไป

ภาพของเมืองที่ตั้งอยู่บริเวณของช่องแคบ Bosphorus 

กรุงคอนสแตนติโนเปิลไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางการค้าขายเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ใหญ่โตในแถบทะเลเมดิเตอเรเนียนทั้งหมด ซึ่งได้ทำการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระดาษปาปิรัส สิ่งทอต่างๆ และผลิตภัณฑ์กระจก ยิ่งกว่านั้นกรุงคอนสแตนติโนเปิลยังมีนโยบายเฉพาะด้านเศรษฐกิจหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการผูกขาดด้านการผลิตและซื้อขายเหรียญกษาปณ์

3.1.3 ความสำคัญด้านยุทธศาสตร์
เนื่องจากสภาพที่ตั้งของกรุงสแตนติโนเปิลอยู่ในทำเลที่เต็มไปด้วยการป้องกันด้านยุทธศาสตร์ที่ยากแก่การรุกรานและโจมตี จึงทำให้กรุงแห่งนี้เป็นที่หมายปองของบรรดาผู้ปกครองทั้งหลายเพื่อที่จะยึดเอากรุงแห่งนี้ไว้เป็นศูนย์บัญชาการทางทหารหรือเมืองหลวงของตนนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เกี่ยวกับความสำคัญด้านยุทธศาสตร์ของกรุงคอนสแตนติโนเปิลนี้จอมทัพนโปเลียนโบนาปาร์ตกล่าวว่า :
“หากแม้นว่าโลกนี้ทั้งโลกมีเพียงอาณาจักรเดียว แน่นอนอย่างยิ่งว่ากรุงคอนสแตนติโนเปิลเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นเมืองหลวง”
นโปเลียนยังได้กล่าวในบันทึกส่วนตัวของท่านซึ่งได้เขียนในขณะที่ท่านถูกเนรเทศอยู่ที่เกาะสันติลานาว่า:“เขาได้ใช้ความพยายามหลายต่อหลายครั้งเพื่อทำความตกลงกับรัสเซียในเรื่องการแบ่งปันเมืองอาณานิคมของอาณาจักรออตโตมาน แต่ทุกครั้งที่กล่าวถึงกรุงคอนสแตนติโนเปิลก็จะเกิดปัญหาการโต้แย้งขึ้นมาทันที จนกระทั่งไม่สามารถทำการตกลงกันได้ เพราะรัสเซียพยายามจะผลักดันให้แบ่งกรุงคอนสแตนติโนเปิลให้กับเขา ส่วนนโปเลียนเห็นว่า “กรุงคอนสแตนติโนเปิลเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่ดีเยี่ยม ซึ่งมันเปรียบเสมือนกุญแจโลก หากใครได้ครอบครองมันแล้วก็เท่ากับว่าเขาได้ครอบครองโลกนี้ทั้งโลกเลยทีเดียว”

3.1.4 ฮะดีษที่กล่าวถึงกรุงคอนสแตนติโนเปิล
มีฮะดีษมากมายที่กล่าวถึงกรุงคอนสแตนติโนเปิลทั้งที่เกี่ยวกับการพิชิตเมืองและสัญญาณวันสิ้นโลก ดังต่อไปนี้

1 عنابىهريرةأنرسولاللهصلياللهعليهوسلمقال "لاتقومالساعةحتىينزلالرومبالاعماقأوبدابقفيخرجاليهمجيشمنالمدينةمنخيارأهلالأرضيومئذفاذاتصافواقالتالرومخلوابينناوبينالذيسبوامنانقاتلنفيقولوالمسلمونلاواللهلانخليبينكموبيناْخواننانقاتلونهمفينهزمثلثلايتوباللهعليهمأبداويقتلثلثهماْفضلالشهداءعنداللهويفتتحالثلثلايفتنونأبدافيفتتحونالقسطنطينية


1. อบูฮุรอยเราะห์เล่าว่าท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า :
“วันกิยามัตจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าชาวโรมันจะยกทัพไปยังเมืองอิอ์มากหรือดาบิก และแล้วกองทหารจากนครมดีนะห์ซึ่งเป็นประชาชาติที่ประเสริฐที่สุดในขณะนั้นจึงได้ยกทัพไปเผชิญหน้ากับพวกเขา แล้วชาวโรมันก็กล่าวขึ้นว่า “จงหลีกทางระหว่างเราและผู้ที่ถูกจับเป็นเชลยศึกในหมู่พวกเรา (หมายถึงชาวโรมันที่เข้ารับอิสลาม) เราจะฆ่าพวกเขา” มุสลิมจึงค้านขึ้นมาว่า “ไม่! ด้วยพระนามของอัลลอฮ เราจะไม่หลีกทางให้พวกเจ้าฆ่าฟันสหายของเราเป็นอันขาด” ดังนั้นจึงเกิดการต่อสู้กัน จนหนึ่งในสามของพวกเขาต้องพ่ายแพ้ และอัลลอฮจะไม่ทรงให้อภัยแก่พวกเขาตลอดไป อีกหนึ่งในสามของพวกเขาถูกฆ่าตายและเป็นชาวซูฮาดาอ์ (ผู้ที่ตายในหนทางของอัลลอฮ) ที่ประเสริฐที่สุดของอัลลอฮ และอีกส่วนหนึ่งของพวกเขาทำการพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลโดยที่พวกเขาไม่ได้รับการคุกคามแต่อย่างใด และแล้วพวกเขาก็สามารถเปิดกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้สำเร็จ”

2 عنأمحرامأنهاسمعتالنبيصلىاللهعليهوسلميقول: أولجيشمنأمتييغزونمدينةقيصرمغفورلهم ,فقلت: أنافيهميارسولالله؟قال : لا..."وهيالقسطنطينية

2. อุมมุฮิรอมเล่าว่าท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิวาซัลลัม กล่าวว่า :
“กองทัพแรกจากประชาชาติของฉันที่ทำสงครามกับนครแห่งกษัตริย์ไกเซอร์จะได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮ” ดังนั้นฉันจึงกล่าวว่า “โอ้ท่านรอซูล! ฉันเป็นหนึ่งในหมู่พวกเขาด้วยใช่ไหม” ท่านตอบว่า “ไม่…มันคือกรุงคอนสแตนติโนเปิล”

3 عنعوفبنمالكقال : قالرسولاللهصلىاللهعليهوسلم : اعداد
ستانينيديالساعة : .......... ( ومنها ) : وفتحالقسطنطينية

3. เอาฟ์ บิน มาลิก เล่าว่าท่ารอซูล ศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิวาซัลลัม กล่าวว่า :
“จงนับ 6 อย่างที่จะเกิดขึ้นระหว่างการสิ้นโลก (หนึ่งในจำนวนนั้นคือ) และการพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล”

4عنمعاذبنجبلقال : قالرسولاللهصلىعليهوسلم : عمرانبيتالمقدسخرابيثرب , وخرابيثربخروبالملحمة،وخروجالملحمةفتحالقسطنطينية،وفتحالقطنطينيةخروجالدجال .

4. มุอาซ บิน ญะบัลเล่าว่าท่านรอซุล ศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิวาซัลลัม กล่าวว่า :
“การบูรณะอัลกุดส์คือการล่มสลายของยัซริบ (มดีนะห์) และการล่มสลายของยัซริบคือเกิดการสู้รบ และการสู้รบคือการเปิดกรุงคอนสแตนติโนเปิล และการเปิดกรุงคอนสแตนติโนเปิลคือการออกมาของดัจญัล”

5 عنبشراالغنويعنالنبيصلىاللهعليهوسلمقال : " لتفتحنالقسطنطينيةولنعمالأميرأميرها،ولنعمالجنشذلكالجيش "

5. บิซร์ อัลเฆาะนะวีย์ เล่าว่าท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิวาซัลลัม กล่าวว่า :
“แท้จริงกรุงคอนสแตนติโนเปิลจะถูกพิชิตโดยพวกเจ้า และแท้จริงอะมีรที่ดีที่สุด คืออะมีรที่สามารถพิชิตมัน และแท้จริงกองทหารที่ดีที่สุดคือกองทหารของอะมีรนั้น”

6. อบูฮุรอยเราะห์เล่าว่า ท่านรอซูลศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิวาซัลลัม กล่าวว่า :
“พวกเจ้าเคยได้ยินชื่อเมืองที่ส่วนหนึ่งของมันติดกับพื้นดินและอีกส่วนหนึ่งของมันติดกับทะเลหรือไม่ ?” พวกซอฮาบะห์ตอบว่า “ใช่ โอ้ท่ารอซูล” ดังนั้นท่านรอซูลศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิว่าซัลลัมจึงกล่าวว่า “วันสิ้นโลกจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะมีลูกหลานของบนีอิสฮากจำนวน 70,000 ทำสงครามกับมัน พอพวกเขาได้ไปถึงยังเมืองดังกล่าว พวกเขาจะตั้งค่ายอยู่ตรงนั้นโดยที่พวกเขาไม่ได้ทำสงครามด้วยอาวุธและไม่ได้ยิงด้วยธนูแต่อย่างใด เพียงแต่พวกเขากล่าวคำว่า “ลาอิลาฮาอิลลัลลอฮ วัลลอฮูอักบัร” เท่านั้นเองฟากที่ติดกับทะเลของเมืองนี้ก็จะถูกพิชิตลง แล้วพวกเขาก็กล่าวอีกเป็นครั้งที่สอง “ลาอิลาฮาอิลลัลลอฮ วัลลอฮูอักบัร” ดังนั้นอีกฟากหนึ่งที่ติดกับพื้นดินก็ถูกพิชิตลงอีก หลังจากนั้นพวกเขาจึงกล่าวเป็นครั้งที่สาม “ลาอิลาฮาอิลลัลลอฮ วัลลอฮูอักบัร” อัลลอฮจึงเปิดเมืองให้กับพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงเดินทางเข้าไปในเมืองและทำการยึดทรัพย์สิน ในขณะที่พวกเขากำลังแบ่งปันทรัพย์สินอยู่นั้น ทันใดพวกเขาได้ยินเสียงร้องตะโกนขึ้นมาว่า แท้จริงดัจญาลได้ออกมาแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างและเดินทางกลับ”

7. อับดุลลอฮ บินอัมรู บินอัลอาส เล่าว่า
“ในขณะที่พวกเรากำลังรายล้อมท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิวาซัลลัม เพื่อเขียนคำพูดของท่าน ก็ได้มีชายคนหนึ่งกล่าวถาม ท่านรอซูลศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิวาซัลลัม ขึ้นมาว่า :  “ระหว่างกรุงคอนสแตนติโนเปิลกับเมืองโรมา เมืองไหนจะถูกเปิดก่อน ?” ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิวาซัลลัม ตอบว่า “เมืองเฮรเกิลจะถูกเปิดก่อน (หมายถึงกรุงคอนสแตนติโนเปิล)”

จากฮะดีษข้างต้นทำให้เข้าใจว่า การเปิดกรุงคอนสแตนติโนเปิลนั้นเกิดขึ้นสองครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเป็นการพิชิตด้วยการทำการศึกสงครามซึ่งเกิดขึ้นในสมัยการปกครองของอาณาจักรออตโตมานภายใต้การนำของจอมทัพสุลต่านมุหัมมัดอัลฟาติห์ และครั้งที่สองเป็นการพิชิตด้วยเสียงตักบีรและตะห์ลีลเท่านั้นโดยปราศจากการต่อสู้แต่อย่างใด ซึ่งจะเกิดขึ้นก่อนหน้าที่ดัจญัลจะออกมาอาละวาด แต่สิ่งที่น่าสังเกตจากฮะดีษข้างต้น คือฮะดีษกล่าวว่า “กรุงคอนสแตนติโนเปิลจะถูกเปิดโดยลูกหลานของบนีอิสฮาก จำนวน 70,000 คน ซึ่งที่จริงแล้วลูกหลานบนีอิสฮากก็คือชาวโรมันนั่นเอง เพราะพวกเขามาจากเชื้อสายของอัลอัยซ์ บิน อิสฮาก บิน อิบรอฮิม ดังนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรกันที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลอันเป็นศูนย์กลางของพวกเขาจะถูกพิชิตโดยมือพวกเขาเอง

มุสตอฟา ชะลาบีย์กล่าวว่า :“อุลามาอฺจำนวนไม่น้อยได้ยกฮะดีษดังกล่าวเป็นหลักฐานยืนยันว่าแท้จริงชาวโรมันในช่วงสุดท้ายแห่งวันสิ้นโลกจะเข้ารับการอิสลามและร่วมกับกองทัพมุสลิมในการพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล” วัลลอฮุอะลัม

อิบนูกาซีรมีความเห็นว่า:“ฮะดีษนี้บ่งบอกว่าแท้จริงชาวโรมันจะเข้ารับอิสลาม (ในช่วงสุดท้ายแห่งวันสิ้นโลก) และบางทีการพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลจะเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของพวกเขาส่วนหนึ่ง ดังฮะดีษข้างต้นที่ได้กล่าวไว้ว่า ลูกหลานของบนีอิสฮากจำนวน 70,000 คน จะทำสงครามพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล…”

ฮะดีษที่เล่าโดยอบูฮุรอยเราะห์เกี่ยวกับการสู้รบของชาวโรมันก็เป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่บ่งบอกว่าชาวโรมันจะเข้ารับการอิสลามในช่วงสุดท้ายแห่งการสิ้นโลกหรือกิยามัต ซึ่งชาวโรมันหรือผู้ปฏิเสธได้ขอให้มุสลิมหลีกทางให้พวกเขาได้สู้รบกับชาวโรมันที่ถูกจับเป็นเชลยและเข้ารับอิสลามแล้ว แต่ชาวมุสลิมไม่ยอมและอ้างว่าพวกเขาเป็นพี่น้องของตน จนเกิดการสู้รบกันขึ้นในที่สุด…

อิมามอัลนาวาวีย์กล่าวว่า :“ข้อเท็จจริงอันนี้ได้เกิดขึ้นในสมัยของเรา ยิ่งกว่านั้นค่ายทหารอิสลามในเมืองชามและอียิปต์ส่วนใหญ่ล้วนมาจากกองเชลยศึกที่เข้ารับอิสลามและปัจจุบัน อัลฮัมดุลิลละห์ พวกเขากลับจับชาวผู้ปฏิเสธมาเป็นเชลยศึกต่อ…”

การพิชิตหรือเปิดกรุงคอนสแตนติโนเปิลที่กล่าวถึงในฮะดีษเกิดขึ้นโดยปราศจากการสู้รบด้วยอาวุธสงคราม แต่ใช้การตักบีรหรือตะห์ลิลเท่านั้น ซึ่งแน่นอนการพิชิตอันนี้ยังไม่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน
ติรมิซีย์ได้ยกรายงานจากอานัส บิตน มาลิก ท่านกล่าวว่า :“การพิชิตคอนสแตนติโนเปิล (ที่ถูกกล่าวถึงในฮะดีษ) จะเกิดขึ้นพร้อมกับการสิ้นโลก”

ส่วนการพิชิตที่เกิดขึ้นโดยฝีมือของกองทหารแห่งอาณาจักออตโตมานภายใต้การนำของสุลต่านมุหัมมัดอัลฟาติห์นั้นเกิดด้วยการสู้รบ ซึ่งการพิชิตดังกล่าวถือเป็นการเปิดทางสำหรับการพิชิตครั้งยิ่งใหญ่ และการที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวยุโรปผู้ปฏิเสธหลังการล่มสลายของเคาะลีฟะห์อิสลามียะห์นั้นเป็นการตอกย้ำถึงการหวนกลับมาของการพิชิตครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง อินชาอัลลอฮ วัลลอฮุอะลัม

3.1.5 ทำไมชาวมุสลิมถึงมุ่งมั่นที่จะพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล



สาเหตุสำคัญที่ผลักดันให้บรรดานักรบมุสลิมมุ่งมั่นที่จะพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลพอสรุปได้ดังต่อไปนี้ 

  1. ความศรัทธาอันแน่วแน่ต่อคำสัญญาของอัลลอฮตามที่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิวาซัลลัมได้กล่าวไว้ว่า “(สักวันหนึ่ง) เมืองนี้ต้องถูกพิชิตและแท้จรริงอามีรที่ดีที่สุดคืออามีรที่สามารถพิชิตเมืองนี้ และทหารที่ดีที่สุดคือทหารของอามีรนี้” และในฐานะที่เป็นมุสลิมผู้ศรัทธามั่นคนหนึ่ง จึงหวังว่าคงจะได้เป็นหนึ่งในบรรดากองทหารผู้พิชิตตามที่ท่านรอซูลศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิวาซัลลัมได้กล่าวชมเชยไว้
  2. ในขณะที่กรุงมะดาอีนและอาณาจักเปอร์เซียนั้นกองทหารมุสลิมสามารถพิชิตได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ส่วนกรุงคอนสแตนติโนเปิลอันเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโรมันตะวันออกหรือไบแซนไทน์และเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรม กลับยืนหยัดอยู่ได้นับร้อยปีโดยไม่มีกองทหารใดสามารถพิชิตมันได้ ดังนั้นจึงถือว่าอำนาจความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรอิสลามยังไม่สมบูรณ์จนกว่าจะสามารถพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้
  3. กรุงคอนสแตนติโนเปิลเป็นเมืองที่สวยงามและมีทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างทวีปยุโรปกับเอเชีย ดังนั้นการครอบครองกรุงคอนสแตนติโนเปิลจึงเท่ากับว่าได้ครอบครองทั้งสองทวีปอย่างสมบูรณ์

3.1.6 กษัตริย์กรุงคอนสแตนติโนเปิลคนสุดท้าย
สมัยสุลต่านมูฮัมหมัด อัลฟาตีฮฺ เป็นเคาะลีฟะฮฺ ในราชอาณาจักรอับบาซียะฮฺอยู่นั้น เป็นช่วงเวลาของกษัตริย์คนที่ 11 ได้ปกครองไบแซนไตน์ท่านเป็นกษัตริย์ ในปี ฮ.ศ. 853  ซึ่งมีอายุยังน้อย และท่านมีความรู้สึกว่าประเทศชาติจะถูกรุกรานจากศัตรูที่อันตรายที่สุดประจวบทหารของท่านอยู่ในยุคอ่อนแอ ไม่สามารถจะปกป้องคุ้มเมืองได้ ด้วยเหตุดังกล่าวท่านได้ทุ่มเทแรงกำลังกาย และใจในการเตรียมการป้องกันจากการโจมตีของทหารบานีย์อุสมาน และท่านได้สร้างความสัมพันธ์กับประเทศยุโรปอีกด้วย

ขั้นตอนแรกในการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศยุโรป เพื่อให้มาสนับสนุนท่านนั้น ท่านได้ขอหมั้นกับมารียะฮฺ อัซซอรบียะฮฺ ซึ่งในเวลานั้น มารียะฮฺมีอายุ 50 ปี แต่กษัตริย์กรุงคอนสแตนโนเปิลมีอายุน้อยกว่าหลายปี จากการหมั้นดังกล่าวทำให้กษัตริย์กรุงคอนสแตนติโนเปิล มีความหวังทีจะได้รับการช่วยเหลือจาก ยูนบรันกูฟีตัซ (TondBaronKupitas) ซึ่งเป็นบิดาของมารียะฮฺ เพื่อป้องกันกรุงคอนสแตนติโนเปิล แต่ความหวังดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จเพราะการหมั้นนั้นไม่ได้รับการตอบรับจากมารียะฮฺ ซึ่งก่อนหน้านี้มารียะฮฺได้ตั้งจิตใจ (نذر ) เพื่อที่จะห่างไกลจากโลกภายนอกโดยการอิอฺตีกาฟ์ต่อพระองค์อัลลอฮฺในโบสถ์แห่งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม กรุงคอนสแตนติโนเปิลก็ยังมีความหวังที่จะได้รับการช่วยเหลือจากชาวยุโรป เพราะเขามีความมันใจว่า หากมุสลิมเข้าโจมตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลเมื่อไร ชาวยุโรปต้องให้ความช่วยเหลืออยู่ดี

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กษัตริย์กรุงคอนสแตนติโนเปิลส่งตัวแทนเพื่อขอความช่วยเหลือจากกษัตริย์ยุโรป และบาบอนาดูลา ที่ 5 โดยกล่าวไว้ว่า : ถ้าหากกรุงคอนสแตนติโนเปิลตกอยู่ภายใต้การปกครองของอิสลามแล้ว แน่นอนอีตาลีจะถูกโจมตีจากมุสลิมต่อไป และได้กล่าวเกี่ยวกับความพยายามในการรวมมือจาก 2 โบสถ์ที่ดังกล่าว (ตะวันตกและตะวันออก) แต่ความพยายามดังกล่าวไม่สำเร็จเช่นกัน

3.1.7 ยกเลิกการสัญญา
เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดใจมากที่กษัตริย์กรุงคอนสแตนติโนเปิล รู้ถึงความประสงค์ ของสุลต่าน มูฮัมหมัดในการโจมตีและพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล ดังนั้นกษัตริย์กรุงคอนสแตนติโนเปิลจึงได้ยกเลิกสัญญาที่ทำไว้กับอาณาจักรอุษมานียะห์ ซึ่งเป็นสัญญาที่สุลต่านมูฮัมหมัด อัลฟาตีห์ล่อลวงให้ทำ จากนั้นกษัตริย์กรุงคอนสแตนติโนเปิลที่ 11 ได้ส่งตัวแทนไปยังสุลต่านอัลฟาตีห์เพื่อข่มขู่สุลตาน แต่สุลต่านให้การต้อนรับตัวแทนดังกล่าวเป็นอย่างดี และได้มีการทำสัญญาในการเจรจาไว้ด้วย หลังจากนั้นท่านได้ทำการเตรียมพร้อมในการพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล

ในการพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลครั้งนี้ สุลต่านรู้สึกว่าฝ่ายอิสลามไม่สบายใจ หลังจากที่ได้ฟังข่าวว่า ฝ่ายยิวได้ปิดล้อมพวกเขาจากทางทะเลและทางบก บิดาของสุลต่านอัลฟาตีห์ห์คือ มูรอดที่ สอง ได้สาบานก่อนเกิดการสงครามวารนะฮฺ ซึ่งสุลต่านอัลฟาตีห์เองก็ได้สาบาน เช่นกัน ว่า “ถ้าหากพระองค์ อัลลอฮฺ ได้ยกบาลอนี้จากฉันแน่นอนฉันจะยกทัพในเวลาเดียวกันไปยังกรุงคอนสแตนติโนเปิล” จากนั้นท่านได้พยายามปฎิบัติและดำเนินตามที่ท่านได้สาบานไว้ เพื่อปิดล้อม และพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล แต่ไม่ได้รับความสำเร็จ ท่านสุลต่านอัลฟาตีห์ได้จดจำคำตักเตือน ( วูซียะห์ ) ของปู่ไว้ตลอดเวลาในการพิชิต กรุงคอนสแตนโนเปิล จากวูซียะห์ดังกล่าวสุลต่านอัลฟาตีห์ รู้สึกไม่สบายใจตลอดเวลาจนกว่ากรุงคอนสแตนติโนเปิลจะถูกพิชิตโดยท่านเอง

3.1.8 การเตรียมพร้อมของกษัตริย์ที่ 11 ในการป้องกันกรุงคอนสแตนติโนเปิล
จากการโจมตีของสุลต่านอัลฟาตีฮฺ กษัตริย์องค์ที่ 11 ของกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้พยายามซ่อมแซม ปรับปรุงป้อมปราการและประตูเข้าเมืองพร้อมทั้งเสบียงอาหารและศาสตราวุธต่างๆ และได้เตรียมทหารที่ใช้อาวุธสงครามในการเผชิญหน้ากับทหารของสุลต่านอัลฟาตีห์และท่านได้ส่งตัวแทนจากยุโรปเพื่อขอความช่วยเหลือจากเปาส์ : แท้จริงมัจมะอฺฟลูรนะห์ได้ตัดสินใจที่จะร่วมมือกับสองโบสถ์ คือตะวันตกและตะวันออก และได้ขอต่อเขาเพื่อจัดส่งกำลังคนเพื่อให้กิจกรรมดังกล่าวได้สำเร็จโดยเร็ว แต่กษัตริย์ของยุโรป และผู้ใหญ่มีจุดยืนต่อการเรียกร้องของรัฐบาลกรุงคอนสแตนติโนเปิลเพราะต่างคนต่างก็มีความขัดแย้งกัน ฉะนั้นข้อเรียกร้องของกษัตริย์กรุงคอนสแตนติโนเปิลจึงไม่ได้รับการตอบรับ

แต่อย่างไรก็ตามยังมีการช่วยเหลือบ้าง เช่น ได้ส่งกำลังทหารประจำรัฐมาที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล การช่วยเหลือดังกล่าว ทำให้ชาวกรุงคอนสแตนติโนเปิลหายจากความรู้สึกที่กลัว และหวาดผวาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และในเวลาเดียวกันได้มีเรือสองลำจากเมือง บุนดูกียะห์ ซึ่งเดินทางมาโดยผ่านคลื่นทะเลที่มีแรงลมพัดพาอย่างรุนแรงผ่านทะเลบอสฟารา และเข้าไปช่องแคบคอรนูซาฮาบีย์ด้วยความปลอดภัย




หลังจากนั้นกัรดีนาร์ซึ่งเป็นตัวแทนเปาร์จากโรมันได้เดินทางมาถึงพร้อมกับมีนายทหารจำนวน 200 กว่าคน เพื่อให้ความช่วยเหลือทำให้เกิดมิตรภาพที่ดีระหว่างตะวันตกและตะวันออก ในขณะเดียวกันเรือรบ จากเกาะกรีกจำนวน 8 ลำก็ได้ มาถึงเพื่อให้การช่วยเหลือชาวกรุงคอนสแตนติโนเปิล

ทันใดนั้นก็ได้มีบุคคลหนึ่งชื่อว่า จอร์น ยูนสตันนียาน ซึ่งเดินทางมาถึงโดยเรือใบที่เต็มไปด้วยสิ่งของสัมภาระและอาวุธสงคราม พร้อมกับเรือที่บรรทุกทหาร 800 นาย การมาถึงของจอร์นได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากชาวกรุงคอนสแตนติโนเปิลและได้แต่งตั้งจอร์นเป็นแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่ในการปกป้องบ้านเมือง
ผู้นำแม่ทัพใหม่เริ่มจัดระบบและวางแผนในการปกป้องกรุงคอนสแตนติโนเปิลเขาได้ติดตั้งปืนเล็กๆ บนถนน และได้จัดแบ่งทหารต่างชนชาติ พร้อมกับกำหนดหน้าที่ต่างๆ และฝึกปฏิบัติทหารที่ยังไม่รู้วิธีการทำสงคราม พวกเขาเหล่านั้นได้ทุ่มเทในการโจมตีมุสลิมและปกป้องกรุงคอนสแตนติโนเปิลไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม

กษัตริย์กรุงคอนสแตนติโนเปิลที่ 11 ได้กำหนดสถานที่ให้จอร์น ยูนสตันนียานพร้อมนายทหารอยู่ปักหลักที่ประตู และสถานที่ที่สำคัญ เพราะจอร์นเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำสงครามและในการปกป้องกรุงคอนสแตนติโนเปิลนี้กษัตริย์องค์ที่ 11ได้ลงสนามรบด้วยตนเอง และกษัตริย์องค์ที่ 11 ยังได้ทำสัญญากับจอร์นว่า หากจอร์นปกป้องการโจมตีของชาวตุรกีได้สำเร็จเขาจะมอบเกาะต่างๆ ให้จอร์น

3.1.9 การเตรียมพร้อมของสุลต่านมูฮัมหมัด อัลฟาตีห์
ที่เมืองอูดร์นะห์ซึ่งเป็น เมืองหลวงของราชอาณาจักรอุษมานียะห์ สุลต่านมูฮัมหมัด อัลฟาตีห์พยายามเดินหน้าต่อไปและไม่นิ่งเฉยต่อการเตรียมพร้อมในการโจมตีกรุงสแตนติโนเปิล ท่านได้รวบร่วมนายทหารพร้อมอาวุธ จากชาวเอเชีย , และยุโรปเพื่อปลุกระดมถึง”รูฮูลยีฮาด” ในหนทางของอัลลอฮฺด้วยหน้าที่รับผิดชอบ และผลบุญที่ดีงามจากพระองค์

ในช่วงเวลานั้นมีบุคคลหนึ่งซึ่งมีความสามารถในการสร้างปืนใหญ่ บุคคลผู้นั้นมีเชื้อสายฮังการี เขามีชื่อว่า อุรบาน เขาชอบเดินทางและผจญภัยหลายๆ ประเทศเช่นประเทศแถบยุโรป การเดินทางของเขาแต่ละครั้ง เขาได้เสนอตัวต่อกษัตริย์ยุโรปแต่ไม่ได้รับการตอบรับจากกษัตริย์ยุโรปแม้แต่คนเดียว อูรบานไม่ย่อท้อเขาเดินทางต่อไปสู่กรุงคอนสแตนติโนเปิลเพื่อเสนอตัวอีกครั้งหนึ่ง เช่นเดิม เขาไม่ได้รับการตอบรับ และไม่สนใจการเสนอตัวของเขา สุดท้ายเขาเดินไปหาสุลต่านมูฮัมหมัด อัลฟาตีห์ทำให้เขาได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี และได้มีโอกาสแสดงความสามารถในการสร้างปืนใหญ่ให้เสร็จดังความต้องการของสุลต่าน

มีอยู่วันหนึ่งสุลต่าน อัลฟาตีห์ได้ถามเขาว่า: ท่านสามารถสร้างปืนใหญ่ได้หรือเปล่าซึ่งก่อนหน้านี้ท่านไม่เคยสร้างปืนใหญ่มาก่อน ? อุรบานตอบว่า : ฉันสามารถสร้างปืนใหญ่ที่สามารถโจมตีและถล่มกำแพงที่แข็งแกร่งของกรุงคอนสแตนติโนเปิลไม่ว่ากำแพงนั้นมีความแข็งแกร่งดังกรุงบาบาล แท้จริงแล้ว ฉันเป็นนักวิศวกรรมไม่ใช่ทหาร ฉะนั้นฉันไม่รู้ว่าปืนใหญ่ที่จะสร้างนั้นจะตั้งอยู่ตรงจุดใหน ? สุลต่าน อัลฟาตีห์ยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า : ไม่เป็นไร ฉันเป็นทหาร ฉันรู้ดีว่าจะตั้งจุดใหน แต่ฉันต้องการให้ท่านสร้างปืนใหญ่ให้เสร็จ ส่วนที่ตั้งของปืนใหญ่นั้นเป็นหน้าที่ของฉันเพราะฉันรู้ดีในเรื่องนี้


อูรบานเริ่มสร้างปืนใหญ่โดยมีผู้ช่วยสองคนจากตุรกี ท่านผู้นั้นก็คือ ซอรียะห์ และมัสลาฮูดดีน โดยมีสุลต่านเป็นผู้ควบคุมดูแลงานในครั้งนี้ หลังจากนั้นสามเดือนอูรบานได้ทุ่มเท เสียสละทั้งแรงกำลังกายและใจในการสร้างปืนใหญ่เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของสุลต่าน ซึ่งในที่สุดก็ประสบความสำเร็จได้รับปืนใหญ่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ปืนใหญ่นั้นมีน้ำหนัก 700 ตัน กระสุนลูกหนึ่งมีน้ำหนัก 12,000 กาตี การยกกระสุนดังกล่าวต้องใช้พลังวัว 100 ตัว และกำลังคนผู้ชายที่แข็งแรง 100 คน ซึ่งตอนที่กำลังดึงปืนใหญ่ให้เคลื่อนที่นั้นดูเหมือนกับเต่าที่กำลังเดิน

การทดลองใช้ปืนใหญ่ครั้งแรกได้ทำที่เมืองอูดร์นะซึ่งทำให้มีเสียงดังถึง 13 ไมล์ ด้านล่างจมใต้ดิน 6 เมตร ใช้เวลาในการดึงจากเมืองอูดร์นะถึงบริเวณกำแพงเมืองคอนสแตนติโนเปิลเป็นระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งถ้าคิดเป็นระยะทางเดินปกติจะใช้เวลาเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น และอูรบานได้สร้างปืนใหญ่อีกลูกหนึ่งมีชื่อว่า “ปืนใหญ่สุลต่าน” (maryam sultan) ดังนั้นความพร้อมทางด้านอาวุธของบานีย์อุษมาน (อาณาจักรออตโตมาน) นั้นเกินกว่าใครๆ ในโลกนี้ ด้วยความพร้อมอันนี้ทำให้การพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลประสบความสำเร็จในสมัยสุลต่านมูฮัมหมัด อัลฟาตีห์

หลังจากนั้นออกคำสั่งให้สร้างเรือรบใหม่เพิ่มและทำการซ่อมแซมเรือเก่าและไปตั้งหลักอยู่ที่อ่าวมัรมาราเพื่อสกัดกั้นเรือของศัตรูที่จะมาให้ความช่วยเหลือต่อกรุงคอนสแตนติโนเปิล เรือรบของออตโตมานมีหลายรูปแบบมีทั้งหมด 400 ลำ 12 ลำ ใช้บรรทุกอาวุธสงคราม

ในวันศุกร์ 20 รอบีอูอาวัล ปี ฮ.ศ. 857 สุลต่านมูฮัมหมัด อัลฟาตีห์ ได้เตรียมสิ่งของต่างๆ และทำความสะอาดสถานที่รอบๆ บริเวณกรุงคอนสแตนติโนเปิลพร้อมกับสกัดกั้นประเทศที่ใกล้เคียงกับกรุงคอนสแตนติโนเปิลเพื่อไม่ให้ความช่วยเหลือช่วงเวลาสงคราม สุดท้ายสุลต่านมูฮัมหมัด อัลฟาตีห์รวบร่วมทหาร (ทหารทางการและทหารไม่ทางการ) เพื่อปลูกฝังทางด้านจิตใจเกี่ยวกับเรื่องการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ ( ยีฮาด ) ด้วยการศรัทธาในอิสลามที่แท้จริง (ฮาซัน นิมาตูลลอฮฺ , 1420:14-30)

3.1.10 การโจมตีในสมัยสุลต่านมุหัมมัด อัลฟาติห์
สุลต่านมุหัมมัด อัลฟาติห์ เป็นสุลต่านผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในบรรดาสุลต่านแห่งอาณาจักรออตโตมาน ถึงระดับแกนนำด้านการเมืองระหว่างประเทศในสมัยนั้น ความสัมพันธ์ด้านการเมืองและการสงครามในสมัยท่านครอบคลุมทั้งสามทวีป ทวีปยุโรป เอเชีย และอัฟริกา ท่านเป็นสุลต่านแห่งอาณาจักรออตโตมานคนแรกที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนเป็นที่รู้จักกันของชาวยุโรปและมีการกล่าวขานอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นท่านเป็นผู้บุกเบิกอารยธรรมมุสลิมคนแรกที่ชาวยุโรปได้ขนานนามว่า “ผู้ทำผู้ยิ่งใหญ่” ท่านไม่เพียงแต่สามารถพิชิตกรุงอันแข็งแกร่งอย่างคอนสแตนติโนเปิลเท่านั้น แต่ทว่าท่านยังเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ยุโรปอีกด้วย

ก่อนที่สุลต่านมุรอดอัลซานี ผู้เป็นบิดาจะสิ้นชีวิตท่านได้สั่งเสียให้ปฏิบัติตามคำสั่งเสียของสุลต่านอุสมาน บิน อริตฆอล ผู้เป็นปู่ด้วยการพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล และท่านเคยได้ยินคำสาบานของผู้เป็นบิดาในขณะที่อยู่ในสมรภูมิที่เผชิญกับกองทัพครูเสดว่า :

“หากแม้นว่าอัลลอฮได้ยกภัยพิบัติอันนี้ออกจากฉัน แน่นอนฉันจะยกทัพไปยังกรุงคอนสแตนติโนเปิลทันที”

3.1.11 การเตรียมความพร้อมเพื่อพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลของสุลต่าน
สุลต่านมุหัมมัด อัลฟาติห์ เล็งเห็นว่าการพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลนั้นไม่เพียงแต่เป็นการสานความฝันที่ศรัทธามั่นของท่านและของปู่ของท่านให้เป็นจริงเท่านั้น แต่มันยังทำให้การพิชิตเมืองต่างๆ ของอาณาจักรออตโตมานในเขตอ่าวบอลข่านสะดวกและง่ายดายขึ้นด้วย จนทำให้อาณาจักรออตโตมานของท่านมีการต่อเชื่อมกันอย่างไม่ขาดตอนระหว่างเอเชียและยุโรป เพราะกรุงคอนสแตนติโนเปิลเป็นแผ่นดินศัตรูที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเส้นทางที่สกัดกั้นระหว่างแผ่นดินแถบยุโรปกับแผ่นดินทางเอเชียของอาณาจักรออตโตมาน ดังนั้นสุลต่านจึงเริ่มจัดเตรียมความพร้อมเพื่อกวาดล้างขวากหนามดังกล่าวด้วยการพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล

ในการเตรียมความพร้อมสู่การพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลในครั้งนี้สุลต่านมุหัมมัดได้จัดเตรียมแผนการต่างๆ ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. พยายามตัดความสัมพันธ์ระหว่างกรุงคอนสแตนติโนเปิลกับเมืองใกล้เคียงด้วยการทำสนธิสัญญาสงบศึกกับเมืองบนีดุกิยะห์ อัมลาก เมเจอร์ บอสเนียร์ และอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เมืองดังกล่าวให้ความช่วยเหลือแก่กรุงคอนสแตนติโนเปิลได้ในภายหลัง และสุลต่านได้สัญญาสงบศึกชั่วคราวกับกษัตริย์โฮเนียดแห่งเมืองเมเจอร์เป็นระยะเวลา 3 ปี
  2. ทำการสร้างป้อมปราการโรมัลลี ปี ฮ.ศ. 856  (ค.ศ. 1452 ) ในเขตช่องแคบบอสฟอรัสทางชายฝั่งยุโรป ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับป้อมปราการที่สุลต่านบายะซีดที่หนึ่งได้สร้างไว้บนเขตที่แคบที่สุดของช่องแคบอนาโตเลียทางชายฝั่งเอเชีย เป้าหมายในการสร้างป้อมปราการโรมัลลีในครั้งนี้เพื่อจะปิดช่องทางเดินเรือระหว่างทะเลดำและทะเลมัรมารา และเพื่อสกัดกั้นความช่วยเหลือต่างๆ ที่มาจากทะเลดำแก่กรุงคอนสแตนติโนเปิล การสร้างในครั้งนี้กินเวลาประมาณ 4 เดือน (26 ชะบาน ฮ.ศ. 856) โดยมีรูปทรงสามเหลี่ยม สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 82 เมตร ผนังมีความหนาถึง 20 ฟุต ทุกมุมจะมีหอคอยอันมหึมาจำนวนสามหอคอยที่ทอดยาวไปยังชายฝั่งมีความสูงประมาณ 26.70 เมตร ใช้พื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ 30,250 ตารางเมตร เพื่อตรวจตราและสอดส่องการเดินผ่านของเรือต่างๆ
  3. ในเดือนเชาวัล ฮ.ศ. 856 สุลต่านได้ส่งตอรคอนไปยังป้อมเมาเราะห์ ณ เมืองอันดาลูซีย เพื่อเกลี้ยกล่อมไม่ให้ผู้ปกครองทั้งสองของเมืองอันดาลูเซียยื่นมือให้ความช่วยเหลือแก่กษัตริย์กรุงคอนสแตนติโนเปิล พร้อมกับส่งกองกำลังจำนวนหนึ่งเพื่อไปเคลียพื้นที่ใกล้เคียงกับกรุงคอนสแตนติโนเปิลให้ปลอดภัยปราศจากกระแสต่อต้านใดๆ.
  4. หลังจากนั้นสุลต่านก็เริ่มทำการซ่อมแซมเรือรบและสร้างเกราะป้องกันเรือจากการโจมตี และทำการสร้างปืนใหญ่มีนักวิศวกรรมชื่ออูรบานเป็นช่างใหญ่
  5. วันศุกร์ที่ 20 เราะบีอุลเอาวัล ฮ.ศ. 857 (ค.ศ. 1453) ก็ได้สิ้นสุดการเตรียมการด้านการทหารและความพร้อมต่างๆ ทั้งด้านอาวุธปืน ลูกระเบิด เสบียงอาหาร และสิ่งจำเป็นอื่นๆ


3.1.12 การปิดล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลครั้งยิ่งใหญ่
วันพฤหัส ที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1453 (26 เราะบีอุลเอาวัล ฮ.ศ. 857) กองทหารออตโตมานได้เดินทางเข้าไปประชิดกรุงคอนสแตนติโนเปิล และวันต่อมา (ศุกร์ที่ 27 เราะบีอุลเอาวัล ฮ.ศ. 857) เริ่มทำการปิดล้อมทั้งทางบกและทางทะเล โดยประกอบด้วยทหารเรือจำนวน 20,000 นาย พร้อมกับเรือรบและเรือบรรทุกสัมภาระจำนวน 400 ลำ ในจำนวนนี้มี 14 ลำใช้บรรทุกอาวุธ ส่วนกองทหารบก มีทั้งสิ้นจำนวน 80,000 นาย และปืนใหญ่อีกจำนวน 200 กระบอก

แต่เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ของกรุงคอนสแตนติโนเปิลและรูปร่างที่เป็นสามเหลี่ยม ผนวกกับมีกำแพงทั้งสองด้านที่แข็งแกร่ง ทำให้ยากแก่การเปิดเป้าโจมตี ดังนั้นสุลต่านมุหัมมัดจึงได้ใช้ยุทธวิธีการโจมตีใหม่ด้วยการแบ่งกองทหารออกเป็นสามหน่วยย่อยคือ

(1.) หน่วยขวา ประกอบด้วยกองทหารอนาโตเลีย โดยมี อิสฮาก บาซา เป็นแม่ทัพ และมะหมูด เบก เป็นรองแม่ทัพ หน่วยขวานี้จะประจำการอยู่ในแนวระยะทางระหว่างทะเลมัรมาราทางปีกใต้สุดจนถึงเขตตุบกุบู
(2.) หน่วยซ้าย ประกอบด้วยกองทหารจากยุโรป และนักรบอิสระ โดยมีกุรอฮยะห์ บาซา เป็นแม่ทัพ หน่วยซ้ายนี้จะประจำการอยู่ในแนวของกำแพงที่เริ่มจากปีกเหนือสุดของท่าเรือกอรนุนซะฮะบีย์ จนถึงประตูแอนเดรีย
(3.) หน่วยกลาง ประกอบด้วยกองทหารจากอิสกันดัร และกองทหารพิเศษ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยพิเศษและหน่วยกล้าตาย โดยมีสุลต่านมุหัมมัดเองเป็นแม่ทัพ หน่วยกลางนี้จะประจำการอยู่ในแนวกำแพงส่วนกลาง ซึ่งเริ่มจากประตูตุบกุบูจนถึงประตูแอนเดรีย

ส่วนปืนใหญ่ก็ได้ถูกวางเรียงรายตามแนวกำแพง และได้ตั้งปืนสุลต่านที่ใหญ่ที่สุดตรงข้ามกับประตูกำแพงโรมานูส ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในนามของประตูปืนใหญ่ตุบกุบูในทะเลมัรมาราเรือรบของกองทัพออตโตมานทำการตระเวนอย่างพลุกพล่านเพื่อทำการตรวจตราและสังเกตการเล็ดรอดเขามาของเรือฝ่ายตรงข้าม


การปิดล้อมเริ่มเปิดฉากขึ้นด้วยการคำรามของปืนใหญ่อย่างต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน สลับกับเสียงตักบีร “อัลลอฮุอักบัร” เป็นระยะๆ… การยิงปืนใหญ่ที่ติดต่อกันมีผลทำให้กำแพงรอบนอกตรงที่ราบลุ่มลีกูสส่วนหนึ่งถูกทำลายลง และกองทหารออตโตมานได้ปีนป่ายขึ้นบนกำแพงด้วยตะขอเหล็ก ซึ่งบางคนสามารถปีนขึ้นไปถึงที่รองคานบนกำแพงและเกิดการปะทะกันขึ้นอย่างดุเดือด ในเวลาต่อมาสุลต่านมุหัมมัดได้สั่งให้กองทหารที่กำลังห้ำหั่นอยู่นั้นถอยกำลังออกมา หลังจากที่สุลต่านได้มองเห็นถึงความเสียหายของกำแพง กองกำลังที่กำลังปกป้องกรุงคอน สแตนติโนเปิลในบริเวณนั้น อาวุธ และความพร้อมของฝ่ายตรงข้าม ส่วนทหารเรือในทะเลมัรมาราก็พยายามทำลายโซ่เหล็กที่ถูกขึงไว้ตรงปากทางเข้าของท่าเรือกอรนุนซะฮะบีย์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ความล้มเหลวในครั้งนี้ทำให้สุลต่านต้องปลดแม่ทัพทะเลญัลตะห์ โอฆเลย์ ออกจากหน้าที่และแต่งตั้งฮัมซะห์ บาชา แทนที่ พร้อมกับสั่งกำชับให้ระดมยิงกำแพงในเขตต่างๆ อย่างรุนแรงและหนักหน่วงกว่าเก่า และได้กล่าวแก่ฮัมซะห์ บาชา ว่า “ถ้าหากทำงานไม่สำเร็จก็จงอย่ากลับมาพบฉันในสภาพที่มีชีวิตอยู่”

สุลต่านได้พยายามงัดกลยุทธใหม่ๆ มาใช้ในการจู่โจมในครั้งนี้ จนในที่สุดอัลลอฮซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้เปิดทางสว่างแก่สุลต่าน ด้วยการเจาะจงสนามรบและบังคับฝ่ายตรงข้ามให้ลงไปปะทะในบริเวรดังกล่าว ดังนั้นสุลต่านจึงเริ่มสลับแผนใหม่และทำการสลับเปลี่ยนทหารอย่างต่อเนื่องและเน้นการโจมตีทางบก

แผนดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อ

  1. ทำการยึดครองท่าเรือกอรนุนซะฮะบีย์
  2. เพื่อโจมตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลในส่วนที่อ่อนที่สุด
  3. เพื่อเพิ่มการป้องกันจากกำแพงทางบก
  4. เพื่อติดตามสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของชาวฆอลตะห์ทางตอนใต้
  5. ทำให้กองกำลังที่ปกป้องกรุงคอนสแตนติโนเปิลอยู่อย่างกระจัดกระจายไม่เป็นกลุ่ม
  6. เพื่อให้มีการติดต่ออย่างมั่นคงและตลอดเวลาระหว่างกองกำลังออตโตมานที่กำลังจู่โจมอยู่กับฐานบัญชาการที่ป้อมโรมัลลี
  7. เพื่อสร้างความตื่นตระหนกให้กับศัตรูด้วยยุทธวิธีการโจมตีที่ไม่คาดคิด

พร้อมกันนี้สุลต่านได้วางแผนเพื่อขนย้ายเรือรบจากน่านน้ำมัรมาราสู่ท่าเรือกอรนุนซะฮะบีย์โดยใช้เส้นทางบกทางด้านหลังเนินเขาฆอลตะห์ โดยจะเริ่มจากวิซาฮาดบัชก์ตอต จนถึงกอรนุนซะฮะบีย์ และพยายามเลี่ยงและห่างไกลเขตที่อยู่อาศัยของชาวฆอลตะห์ ซึ่งเส้นทางที่ใช้เป็นระยะทาง 3 ไมล์ โดยต้องผ่านเขตพื้นดินที่ขรุขระทำให้การขนย้ายในครั้งนี้เกิดความยากลำบากเป็นอย่างมาก ดังนั้นสุลต่านจึงสั่งให้ทหารปรับพื้นดินให้เรียบ และปูพื้นด้วยไม้กระดานที่ทาด้วยน้ำมันเพื่อให้ลื่นไหลตลอดระยะทางดังกล่าว แล้วทำการขนย้ายเรือรบเล็กซึ่งสามารถตัดผ่านระยะทางดังกล่าวอย่างง่ายดาย ด้วยวิธีการดังกล่าวสุลต่านสามารถขนย้ายเรือรบจากน่านน้ำบอสฟอรัสไปยังท่าเรือกอรนุนซะฮะบีย์ภายในคืนเดียว (คืนวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 1453) จำนวน 70 ลำ และเพื่อเป็นการกลบเกลื่อนไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามทันรู้สึกตัวต่อการขนย้ายในครั้งนี้และเบี่ยงเบนความสนใจของกองทหารไบแซนไทน์จากภารกิจดังกล่าว สุลต่านได้สั่งให้กระหน่ำยิงปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่หลังกำแพงฆอลตะห์ และจากที่สูงของเนินเขาไปยังกำแพงที่ปิดบังกอรนุนซะฮะบีย์อย่างต่อเนื่องและรุนแรงตลอดทั้งคืน




เช้าวันรุ่งขึ้นชาวกรุงคอนสแตนติโนเปิลต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างอกสั่นขวัญผวากับเสียงร้องตักบีร “อัลลอฮุอักบัร” ของทหารออตโตมาน ทุกคนต่างแตกตื่นและมึนงงอย่างยิ่ง แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองที่เห็นกองเรือจำนวนมากมายกำลังทอดสมออยู่อย่างเรียงรายในน่านน้ำท่าเรือกอรนุนซะฮะบีย์ ซึ่งสุลต่านได้สั่งให้เรือทุกลำเรียงติดกันจนทหารสามารถข้ามไปยังฝั่งบกของกรุงคอนสแตนติโนเปิลอย่างปลอดภัย เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวนักประวัติศาสตร์ชาวไบแซนไทน์ชื่อโดกาสซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวได้เล่าถึงความตกตลึงของเขาต่อวิธีการโยกย้ายเรือดังกล่าวว่า

“แท้จริงมันเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีใครได้ยิน และได้เห็นมันมาก่อนหน้านี้”

หลังจากนั้นสุลต่านได้สั่งให้สร้างสะพานลอยเหนือน่านน้ำอย่างเร่งด่วนเพื่อใช้เป็นฐานที่ตั้งของปืนใหญ่ที่จะใช้ยิงส่วนของกำแพงที่หันหน้ามายังท่าเรือกอรนุนซะฮะบีย์ กองทหารออตโตมานเริ่มโหมโจมตีใหม่อีกระลอกอย่างหนักหน่วงที่ราบลุ่มลีกูสสักพักหนึ่งก็ถอยกลับมายังฐานทัพ ในขณะเดียวกันสุลต่านได้สั่งย้ายปืนใหญ่ทั้งหมดที่ตั้งอยู่บนเนินเขาฆอลตะห์เพื่อไปเสริมปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าประตูกำแพงโรมานูส และเพื่อเพิ่มอัตราการยิงไปยังกำแพงทางทะเลให้ได้หลายจุด

หลังจากการปิดล้อมและจู่โจมอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องทั้งทางทะเลและทางบกเป้นเวลา 6 อาทิตย์ กำแพงส่วนที่เป็นเป้าโจมตีที่อยู่ระหว่างตัฆฟูรสราย ประตูแอนเดรีย ประตูโรมานูสในเขตที่ราบลุ่มลีกูส และใกล้กับประตูอัสกัร ก็สึกหรอและเกิดความเสียหายอย่างหนัก ดังนั้นสุลต่านจึงส่งสารไปยังกษัตริย์คอนสแตนตินดัรกาเซซเพื่อ

“ให้ยอมแพ้และเดินทางออกจากกรุงคอนสแตนติโนเปิลพร้อมผู้ติดตามแต่โดยดี และให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายเขาและผู้ติดตามแต่อย่างใด ส่วนผู้ที่ไม่ต้องการออกจากกรุงคอนสแตนติโนเปิล ทั้งตัวเขาและทรัพย์สินของเขาจะถูกคุ้มครองอย่างดีภายใต้การดูแลของสุลต่านและอาณาจักรออตโตมาน”

การปฏิบัติของสุลต่านดังกล่าว เพื่อเป็นการป้องกันการนองเลือดที่อาจจะเกิดขึ้นและหลีกเลี่ยงการทำลายล้างกรุงคอนสแตนติโนเปิล แต่ทว่ากษัตริย์ดัรกาเซซกลับปฏิเสธความหวังดีของสุลต่านดังกล่าว พร้อมกับให้คำสาบานว่าเขาจะปักหลักปกป้องกรุงคอนสแตนติโนเปิลด้วยชีวิต หากไม่สามารถกู้กรุงคอนสแตนติโนเปิลให้พ้นวิกฤติรักษาบัลลังค์ของเขาได้ เขาขอฝังตัวเองอยู่ใต้กำแพงแห่งนี้ตลอดไป
เห็นดังนั้นสุลต่านมุหัมมัดจึงเริ่มดำเนินแผนการครั้งสุดท้าย และหลังจากที่สุลต่านได้ทดสอบถึงกำลังใจของกองทหารและตรวจตราความพร้อมแล้ว สุลต่านก็ออกคำสั่งให้กองทหารทุกคนถือศีลอดในวันรุ่งขึ้น (อาทิตย์ที่ 18 ญุมาดิลเอาวัล ฮ.ศ. 857 (27 พฤษภาคม ค.ศ. 1453)) เพื่อเป็นการชำระและขัดเกลาจิตใจให้สะอาด หลังจากนั้นสุลต่านก็เดินตรวจตราประเมินความเสียหายของกำแพงจากทะเลมัรมาราจนถึงท่าเรือกอรนุนซะฮะบีย์ แล้วก็กลับมายังที่พำนักของท่านและออกคำแถลงการณ์ครั้งสุดท้ายมีใจความว่า :
“…หากเราสามารถพิชิตและเปิดกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้สำเร็จแสดงว่าเราประสบความสำเร็จในการปฏิบัติตามฮะดีษหนึ่งจากจำนวนฮะดีษของท่านรอซูลศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิวาซัลลัม และความอัศจรรย์อันหนึ่งในบรรดาความอัศจรรย์ทั้งหลายของท่าน และส่วนที่เราจะได้รับตามคำทำนายของฮะดีษนี้การสรรเสริญสดุดีและยกย่อง ดังนั้นพวกเจ้าจงส่งข่าวดีแก่กองทหารของเราทั้งหลายว่า แท้จริงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่เราจะได้รับนั้นจะเป็นการเพิ่มราศีให้กับอิสลามให้มีสถานภาพที่สูงเด่นและประเสริฐยิ่งขึ้น และทหารทุกคนต้องยึดปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาอย่างเคร่งครัด จะไม่มีผู้ใดปฏิบัติค้านกับหลักคำสอนของอิสลาม พวกเจ้าจงหลีกเลี่ยงจากโบสถ์ สถานที่กราบไหว้บูชา จงอย่าแตะต้องมันด้วยสิ่งที่ไม่ดีต่างๆ จงละเว้นบรรดานักบวช ผู้อ่อนแอ คนชรา และสตรีที่ไม่ขัดขืนหรือต่อสู้กับเรา…” หลังจากนั้นสุลต่านก็เดินเข้าไปในเต็นท์เพื่อพักผ่อนอย่างสงบสุขอยู่ในนั้น

เวลาประมาณตีหนึ่งของเช้าวันอังคารที่ 20 ญุมาดัลอูลา ฮ.ศ. 857 (29 พฤษภาคม ค.ศ. 1453) กองทัพออตโตมานภายใต้การนำของสุลต่านมุหัมมัดก็เริ่มบุกโจมตีเพื่อทะลวงกำแพงกรุงคอนสแตนติโนเปิลทั้งทางบกและทางทะเลอีกครั้งหนึ่ง โดยเน้นการโจมตีบริเวณที่ราบลุ่มลีกูส เนื่องจากกำแพงบริเวณดังกล่าวได้ประสบกับการสึกหรอและพังทลายอย่างมาก ในการเผชิญหน้ากับกำแพงกรุงคอนสแตนติโนเปิลและกองทหารไบแซนไทน์ในครั้งนี้สุลต่านได้จัดแบ่งกองทหารออกเป็นสามชุด คือ

(1.) กองทหารชุดที่หนึ่ง เป็นกองทหารโรมัลลีกับกองทหารอาสาสมัครทั่วไป กองทหารชุดนี้จะเป็นทหารแนวหน้าที่ต้องเข้าใกล้กำแพงเมืองและหยุดอยู่ ณ จุดยิงธนูจากกำแพง และทำการยิงธนูและขว้างปาก้อนหิน และส่วนหนึ่งของกองทหารชุดนี้ได้เข้าไปประชิดกำแพงและพยายามใช้บันไดเพื่อปีนขึ้นไปยังบนกำแพงจนบางคนสามารถปีนขึ้นยังบนกำแพงสำเร็จและเกิดการปะทะกันอย่างดุเดือดเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมง สุลต่านก็ออกคำสั่งให้ถอยจากการโจมตีมายังศูนย์บัญชาการเพื่อพักผ่อน หลังจากนั้นสุลต่านก็ส่งกองทหารชุดที่สองเพื่อออกศึกต่อไป

(2.) กองทหารชุดที่สอง เป็นกองทหารจากอนาโตเลีย กองทหารชุดนี้มีการฝึกซ้อมดีกว่าชุดแรกและเป็นระเบียบมากกว่า พวกเขามีหน้าที่โจมตีตรงจุดที่มีการปะทะกันของกองทหารชุดแรก โดยที่กองทหารไบแซนไทน์คิดว่าทหารออตโตมานได้พ่ายแพ้แตกกระเจิงไปแล้ว แต่ไม่ทันที่พวกเขาจะทันตั้งตัวจากการโจมตีในครั้งแรก ทันใดนั้นพวกเขาต้องตกใจกับการโจมตีอย่างกะทันหันหนักหน่วงกว่า การปะทะกันของกองทหารชุดที่สองดำเนินไปจนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้น สุลต่านมุหัมมัดก็สั่งให้ถอยทัพกลับยังศูนย์อีกครั้งหนึ่ง ส่วนสุลต่านเองก็เดินสำรวจสนามรบและความเสียหายพร้อมกับสั่งให้ย้ายปืนใหญ่มาตั้งบริเวณสมรภูมิดังกล่าว ในขณะเดียวกันก็มีการปะทะกันทางทะเลตรงบริเวณปากอ่าวทะเลมัรมาราและท่าเรือกอรนุนซะฮะบีย์อย่างดุเดือดโดยมีสุลต่านคอยสังเกตการณ์อยู่เป็นครั้งคราว เพื่อให้แน่ใจถึงชัยชนะที่กำลังได้รับ หลังจากนั้นสุลต่านก็ออกคำสั่งให้กองทหารชุดที่สามทำการโจมตีเป็นครั้งสุดท้าย

(3.) กองทหารชุดที่สามนี้ประกอบด้วยหน่วยจู่โจมกล้าตาย ซึ่งเป็นกองทหารที่มีการฝึกซ้อมดีที่สุดและแข็งแกร่งที่สุด โดยมีบรรดาอุลามาอฺและผู้อาวุโสคอยให้กำลังใจและปลุกระดม และหลังจากที่มีการต่อสู้อย่างดุเดือด กองทหารออตโตมานก็สามารถยิงปืนใหญ่ทะลวงกำแพงกรุงคอนสแตนติดนเปิลได้สำเร็จพร้อมกับฝ่าเข้าไปในตัวเมือง ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งสามารถฝ่าเข้าในเมืองด้วยการปีนป่ายบันไดขึ้นไปบนกำแพงเมืองและยกธงอาณาจักรออตโตมานขึ้นบกสะบัดพร้อมกับยกธงไบแซนไทน์ลงมาบดขยี้ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็สามารถทะลวงเข้าไปเปิดประตูเมือง ส่วนกองทหารเรือก็สามารถพิชิตสายโซ่อันมหึมาที่ถูกวางไว้ที่ปากอ่าวท่าเรือกอรนุนซะฮะบีย์ได้สำเร็จอีกเช่นกัน..

ดังนั้นกรุงคอนสแตนติโนเปิลอันแข็งแกร่งและไม่เคยถูกพิชิตมาก่อนก็ถูกพิชิตลงด้วยกองทหารแห่งอาณาจักรออตโตมานภายใต้ของจอมทัพสุลต่านมุหัมมัดอัลฟาติห์ผู้มีอายุยังไม่ถึง 23 ปี ผู้นี้ หลังจากได้ทำการปิดล้อมเป็นเวลาถึง 51 วัน…

3.1.13 จรรยาบรรณของสุลต่านมุหัมมัดอัลฟาติห์


หลังเที่ยงของวันที่ 20 ญุมาดัลอูลา ฮ.ศ. 857 (29 พฤษภาคม ค.ศ. 1453) หลังจากที่สุลต่านเห็นกองทหารของท่านได้บุกเข้าไปยังตัวเมืองกรุงคอนสแตนติโนเปิลจากทุกมุมและธงแห่งชัยชนะได้โบกสะบัดเหนือกำแพงเมือง สุลต่านก็เดินทางเข้าไปยังตัวเมืองกรุงคอนสแตนติโนเปิลที่ถูกพิชิตลงและหยุดอยู่ตรงใจกลางกรุง ในขณะที่ชาวกรุงคอนสแตนติโนเปิลต่างหวาดผวาและพากันหนีเข้าไปยังโบสถ์อายาโซเฟีย สุลต่านได้สั่งให้ทำการเผาซากศพทั้งหมดเพื่อป้องกันการระบาดของโรค แล้วสุลต่านก็เดินทางมุ่งหน้าไปยังโบสถ์อายาโซเฟีย ทันทีที่รู้ข่าวการมาเยือนของสุลต่าน ด้วยความกลัวชาวกรุงคอนสแตนติโนเปิลต่างคุกเข่าลงกราบไหว้ขอพร สุลต่านลงจากหลังม้าและทำการละหมาดชุโกรต่ออัลลอฮที่ทำให้การพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลสำเร็จลงด้วยน้ำมือของท่าน หลังจากนั้นสุลต่านก็ดินทางเข้าหาประชาชนและบรรดานักบุญที่กำลังกราบไหว้อยู่ในโบสถ์อายาโซเฟียและกล่าวแก่บรรดานักบุญเหล่านั้น – ตามที่นักประวัติศาสตร์โบโลนีย์ว่า

“จงหยุดการกราบไหว้ของพวกเจ้าเถิด และจงลุกขึ้นมา ฉันคือสุลต่านมุหัมมัด ฉันจะกล่าวแก่พวกเจ้า แก่สหายของพวกเจ้าทั้งหลาย และแก่ทุกคนที่อยู่ที่นี่ว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปพวกเจ้าทั้งหลายจะได้รับความคุ้มครองทั้งชีวิตและอิสรภาพของพวกเจ้า”

หลังจากนั้นสุลต่านก็กล่าวคำปราศรัยและสั่งเสียแก่กองทหารของท่าน

“โอ้บรรดานักรบทั้งหลาย มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ แท้จริงพวกเจ้าได้กลายเป็นผู้พิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลแล้วตามที่ท่านรอซูลได้ทรงกล่าวไว้ว่า “แท้จริงกรุงคอนสแตนติโนเปิลจะถูกพิชิตโดยพวกเจ้าและแท้จริงอะมีรที่ดีที่สุดคืออะมีรที่สามารถพิชิตมัน และแท้จริงกองทหารที่ดีที่สุดคือกองทหารของอะมีรนั้น”

สุลต่านได้สั่งกำชับไม่ให้ทหารสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเหล่านั้น พร้อมกับสั่งให้ทุกคนกลับไปยังบ้านเรือนของตนอย่างปลอดภัย และทำการเปลี่ยนโบสถ์อายาโซเฟียเป็นมัสยิด ส่วนโบสถ์อื่นๆก้ปล่อยให้อยู่เหมือนเดิมและใช้เป็นที่ละหมาดอัซรีในวันเดียวกัน หลังจากที่ได้สั่งให้เอาสัญลักษณ์ของคริสเตียนออกไปหมดแล้ว และทำการละหมาดวันศุกร์เป็นครั้งแรกหลังจากที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลถูกเปิด

ท่าทีของสุลต่านมุหัมมัดในขณะที่เข้าไปยังตัวเมืองกรุงคอนสแตนติโนเปิลเป็นท่าทีน่าสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นท่าทีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับบรรดาจอมทัพนักล่าอาณานิคมทั้งหลาย เพราะตามกติกาการสงครามในสมัยนั้นสุลต่านมีสิทธิที่จะขับไล่ไสส่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้น หรือขายเขาเหล่านั้นที่ตลาดขายทาส แต่สุลต่านกลับมีจุดยืนที่อ่อนโยนและให้อภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่นักคิดชาวยุโรปปัจจุบันต่างแปลกใจและกังขากับจุดยืนดังกล่าวของสุลต่าน…

  1. สุลต่านได้ปล่อยให้เชลยศึกทั้งหมดเป็นไททันทีที่สามารถเปิดกรุงคอนสแตนติโนเปิล
  2. ในขณะที่สุลต่านอนุญาตให้กองทหารสามารถกอบโกยผลประโยชน์จากกรุงคอนสแตนติโนเปิลเป็นเวลาสามวันหลังจากการพิชิตนั้น สุลต่านอนุญาตให้เฉพาะในสิ่งที่เป็นสิ่งของเท่านั้น โดยไม่ได้แตะต้องหรือทำร้ายสตรี คนแก่ เด็กๆ หรือนักบวชแต่อย่างใด ไม่ได้ทำลายโบสถ์ บ้านเรือน และอื่นๆ ทั้งๆ ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลถูกพิชิตด้วยกำลังทหาร
  3. ตามกฎหมายแล้วสุลต่านมีสิทธิอย่างเต็มที่ในฐานะตัวแทนของกองทหารที่จะครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในเมืองนี้ เช่นกับที่สุลต่านมีสิทธิที่จะเปลี่ยนส่วนหนึ่งของโบสถ์ให้เป็นมัสยิดตามแต่ชอบ และที่เหลือก็มอบให้กับชาวคอนสแตนติโนเปิลดูแลเอง แต่กลับพบว่ามีหนังสือสัญญามากมายที่บ่งบอกถึงจุดยืนของสุลต่านที่อนุญาตให้โบสถ์ต่างๆ อยู่ภายใต้การดูแลของชาวคริสเตียนกรุงคอนสแตนติโนเปิล เช่น โบสถ์โญกาลีญา อายา ลีบัส กีรา มาตุวา และอัลกัส
  4. สุลต่านได้ทำให้ออรทอดอกส์กลับมามีบทบาทอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ถูกทำลายลงโดยชาวคริสเตียนลัทธิคาทอลิก
  5. ให้สิทธิแก่ผู้ที่นับถือศาสนาต่างๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับส่วนบุคคล เช่น การแต่งงาน การหย่าร้าง มรดก เรื่องเกี่ยวกับความตาย ในขณะที่สิ่งดังกล่าวแทบจะไม่มีให้เห็นในแถบยุโรปสมัยนั้น

3.1.14 เมืองหลวงแห่งใหม่ของอาณาจักรออตโตมาน
เนื่องจากสภาพความสวยงามและความเหมาะสมของกรุงคอนสแตนติโนเปิลที่จะเป็นศูนย์กลางการปกครองหรือเมืองหลวงดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น ดังนั้นสุลต่านมุหัมมัดจึงย้ายเมืองหลวงจากแอนเดรียมายังยังกรุงคอนสแตนติโนเปิลแห่งนี้ เพื่อเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของอาณาจักออตโตมาน และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “กรุงอิสตันบูล”


4.) ผลกระทบของการพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลต่อยุโรปและโลกมุสลิม

การพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลปิดฉากลงหลังจากที่มีความพยายามเพื่อพิชิตมันถึง 29 ครั้ง การล้มสลายของอาณาจักรโรมันตะวันออกหรือไบแซนไทฯในครั้งนี้เป็นที่กล่าวขานในทั่วทุกมุมโลก มีทั้งทีสรรเสริญเยินยอและเกลียดชังสาปแช่ง ซึ่งจะสรุปคร่าวๆ ถึงจุดยืนของประชากรต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้พอสังเขปได้ดังนี้

(1.) ในส่วนของชาวคริสเตียนยุโรป เกิดความหวาดผวา บรรดากษัตริย์และเจ้าเมืองต่างรู้สึกตกใจ เจ็บแค้น และอดสูกับความพ่ายแพ้อันย่อยยับของกรุงคอนสแตนติโนเปิลอันเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของชาวคริสต์ ดังนั้นพวกเขาจึงได้แสดงความเศร้าโศกเสียใจด้วยการแต่งกลอนและเล่นละครสะท้อนเหตุการณ์ดังกล่าว และมีการสัมนาพบปะกันระหว่างบรรดากษัตริย์และแกนนำเมืองต่างๆ พร้อมกับเรียกร้องให้มีความปรองดองกันและละทิ้งความขัดแย้งและความบาดหมางซึ่งกันและกัน เพราะพวกเขาเห็นว่าสาเหตุที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลต้องพ่ายแพ้แก่อาณาจักรออตโตมานอย่างราบคาบนั้นเพราะความแตกแยกและไม่สามัคคีกันในหมู่ชาวยุโรป.

(2.) ส่วนชาวคริสเตียนในกรุงคอนสแตนติโนเปิลและเมืองใกล้เคียงเนื่องจากพวกเขาอยู่ใกล้กับกรุงคอนสแตนติโนเปิล ดังนั้นพวกเขาจึงทำเป็นแสดงความดีใจกับการพิชิตครั้งยิ่งใหญ่ของมุสลิมในครั้งนี้ ด้วยการส่งตัวแทนไปแสดงความดีใจกับสุลต่านมุหัมมัดอัลฟาติห์ ซึ่งในจำนวนนี้ได้แก่สองพี่น้องของกษัตริย์คอนสแตนตีนที่ปกครองเมืองมูราห์.

(3.) ในส่วนของโลกมุสลิมต่างก็แสดงความปิติยินดีกันอย่างท่วมท้น และภูมิใจกับอาณาเขตใหม่ของอาณาจักรอิสลามแห่งตุรกีที่ครอบคลุมทั้งตะวันออกและตะวันตก และทันทีที่สุลต่านมุหัมมัดส่งข่าวไปยังอียิปต์ ฮิญาซ เปอร์เซีย และอินเดีย ถึงชัยชนะที่ตนได้รับก็ได้มีการเป่าประกาศบนมินบัรทันที และมีการตกแต่งบ้านเรือน ฝาผนัง และละหมาดชูโกรอย่างถ้วนหน้ากับชัยชนะที่มุสลิมได้รับ

(4.) การล่มสลายของอาณาจักรไบแซนไทน์หรือโรมันตะวันออกซึ่งมีศูนย์กลางการปกครองหรือเมืองหลวงที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์ชาวยุโรป และการเปิดเมืองคอนสแตนติโนเปิลนี้ได้ปิดฉากยุคแห่งความมืด หรือยุคกลางลงและเป็นจุดเริ่มต้นของยุคแห่งการฟื้นฟูในทวีปยุโรป โดยที่บรรดานักประวัติศาสตร์ชาวยุโรปได้เริ่มนับยุคใหม่ของประวัติศาสตร์ในวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ.1453 หมายถึงวันที่อัลลอฮได้ทรงให้ชัยชนะแก่สุลต่านมุหัมมัดอัลฟาติห์นั่นเอง

(5.) บรรดานักคิดและนักปราชญ์ที่เคยอยู่ในกรุงคอนสแตนติโนเปิลค่อยทยอยย้ายเข้าไปยังประเทศต่างๆ ในแถบยุโรปในประเทศอิตาลี นับตั้งแต่นั้นมานักคิดตะวันตกได้ทำการศึกษาถึงความอ่อนแอของยุโรปและการสร้างความเจริญใหม่ ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความเจริญในยุโรป ความพ่ายแพ้หลายต่อหลายครั้งอย่างต่อเนื่องของชาวยุโรปต่อชาวมุสลิม ทำให้ชาวยุโรปสำนึกและศึกษาถึงความอ่อนแอของพวกเขา ความสำนึกของชาวยุโรปได้รับผลสำเร็จหลังจากนั้น 40 ปี เมื่อแคว้นอาร์กอน และเคสติเลีย ในสเปน สามารถปลดปล่อยประเทศสเปนเป็นเอกราชหลังจากที่มุสลิมปกครองเป็นเวลาถึง 7 ศตวรรษ.

(6.) บทบาทและเหตุการณ์สำคัญของสุลต่านในการพิชิตเมืองต่างๆ




6.1 พิชิตเมืองเมาเราะห์ (อัลบาเนีย)
หลังจากนั้นสุลต่านก็เริ่มตระเวนไปยังเมืองอื่นๆเพื่อทำการพิชิต เริ่มแรกสุลต่านมุ่งไปยังเมืองเมาเราะห์ (อัลบาเนีย) ซึ่งตั้งอยู่ในแทบกรีก (ยูนาน) ทันทีที่ดิมัตริอูสและโทมัส (พี่น้องทั้งสองของคอนสแตนตีน) ได้รับข่างถึงการยกทัพของสุลต่านมุหัมมัด ทั้งสองก็ยอมสิโรราบด้วยการกระทำสัญญายอมจ่ายส่วยให้กับสุลต่านเป็นจำนวนเงิน 12,000 ดุกต่อปี แต่หลังจากที่สุลต่านยกทัพกลับ โทมัสกลับทำการปฏิวัติและเข่นฆ่าชาวตุรกีและดิมัตริอูส จนดิมัตริอูสต้องขอความช่วยเหลือจากสุลต่านอย่างรีบด่วน ได้ยินดังนั้นสุลต่านจึงนำกองทัพอย่างมากมายบุกโจมตีเมืองเมาเราะห์จนสามารถพิชิตในที่สุดในปี ฮ.ศ. 864 (ค.ศ. 1460 ) ส่วนโทมัสสามารถหลบหนีไปยังอีตาลีได้

6.2 พิชิตเมืองฟะลาค (โรมาเนีย)
หลังจากสุลต่านกลับมายังเมืองหลวงอิสตันบูล สุลต่านก็ได้จัดเตรียมความพร้อมด้านการรบเพื่อทำการโจมตีกษัตริย์แห่งเมืองฟะลากที่มีชื่อว่า กอลาดดัรเราะห์ เพื่อเป็นการตอบโต้การกระทำอันป่าเถื่อนของกอลัดดัรเราะห์ต่อประชาชนเมืองฟะลากและบรรดาพ่อค้ามุสลิมที่พักอยู่ ณ เมืองดังกล่าว หลังจากที่กษัตริย์แห่งเมืองฟะลากได้ทราบข่าวการเดินทางของสุลต่าน ท่านก็ได้ส่งทูตมาเจรจากับสุลต่านด้วยการจ่ายเงินจำนวน 10,000 ต่อปี โดยมีเงื่อนไข่ว่าสุลต่านต้องยอมรับถึงข้อแม้ต่างๆ ที่ได้ถูกสัญญาไว้สมัยที่มีเจรจาระหว่างท่านกับสุลต่านบายะซวีด เมื่อปี ค.ศ. 1393 สุลต่านยอมรับถึงข้อแม้ดังกล่าวหลังจากนั้นก็เดินทางกลับยังกรุงอิสตันบูล ในขณะนั้นเองกษัตริย์แห่งเมืองฟะลากจึงได้ทำสัญญาร่วมกับกษัตริย์ฮังการีเพื่อทำการโจมตีชาวมุสลิม

เมื่อข่าวดังกล่าวถึงหูสุลต่าน ท่านจึงได้ส่งทูตสองคนเพื่อดินทางไปถามไถ่ถึงเรื่องการร่วมมือดังกล่าวยังเมืองฟะลาก แต่กษัตริย์ฟะลากกลับประหารทั้งสอง ต่อมาก็ได้ทำการโจมตีบัลแกเรียซึ่งเป็นเมืองใต้ปกครองของอาณาจักรออตโตมาน ดังนั้นสุลต่านจึงได้ส่งฑูตไปยังกษัตริย์แห่งเมืองฟะลากอีกครั้งหนึ่งเพื่อสั่งให้ยอมสิโรราบด้วยดีต่ออาณาจักรอิสลาม แต่กษัตริย์ฟะลากกลับฆ่าฑูตของสุลต่านอีกเป็นครั้งที่สอง ด้วยความโกรธสุลต่านจึงได้ยกทัพด้วยตนเองทันทีซึ่งมีกำลังทหารถึง 100,000 นาย เพื่อทำการโจมตีกษัตริย์ผู้ป่าเถื่อนคนนี้ ดังนั้นจึงเกิดการปะทะกันระหว่างอย่างดุเดือดจนสุดท้ายจบลงด้วยการได้รับชัยชนะของสุลต่าน ส่วนกษัตริย์แห่งเมืองฟะลากสามารถหลบหนีไปกบดานพร้อมๆ กับกษัตริย์ฮังการี นับตั้งแต่นั้นมาเมืองฟะลากจึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมาน และสุลต่านได้แต่งตั้งให้ราอูลน้องชายของกษัตริย์ฟะลากขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพี่ชาย.

6.3 พิชิตเมืองบอสเนีย
ในปี ฮ.ศ. 867 (ค.ศ. 1463 ) สุลต่านได้ยกทัพไปตีเมืองบอสเนีย เหตุเพราะกษัตริย์บอสเนียบ่ายเบี่ยงไม่ยอมจ่ายส่วยแก่อาณาจักรอิสลาม ดังนั้นจึงเกิดการปะทะกันขึ้น ในที่สุดกษัตริย์แห่งบอสเนียและลูกชายถูกจับและถูกประหารชีวิตในเวลาต่อมา ดังนั้นเมืองบอสเนียจึงยอมสวามิภักดิ์ต่ออาณาจักรอิสลาม ต่อมาในปีฮ.ศ.  868 (ค.ศ. 1464 ) มิตยาส เกิรฟัน บุตรของโฮเนียด กษัตริย์แห่งฮังการีได้ยกทัพไปยังเมืองบอสเนียเพื่อจะปลดแอกบอสเนียจากการปกครองของอาณาจักรอิสลาม ดังนั้นจึงเกิดการปะทะกันขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุดสงครามก็จบลงด้วยการปราชัยของกษัตริย์ฮังการี ดังนั้นเมืองบอสเนียจึงตกเป็นเมืองใต้ปกครองของอาณาจักรออตโตมานอย่างสมบูรณ์.

6.4 พิชิตเมืองอุรญูสและเกาะอัจรีบูส
ต้นเหตุแห่งการพิชิตในครั้งนี้เนื่องจากในปี ฮ.ศ. 867 มีทาสคนหนึ่งได้หนีไปยังเมืองคูรูน (เขตการปกครองของชาวคริสเตียน) สุลต่านจึงได้ขอร้องให้ผู้ปกครองในเขตดังกล่าวส่งทาสคนนั้นกลับ แต่ผู้ปกครองในเขตดังกล่าวกลับปฏิเสธไม่ยอมมอบให้ด้วยข้ออ้างที่ว่าทาสคนนั้นได้เข้ารับนับถือศาสนาคริสต์แล้ว ดังนั้นสุลต่านจึงได้ส่งกองทัพไปขยี้เมืองอุรญูสเสีย ต่อมาในปี ฮ.ศ. 874 (ค.ศ. 1470 ) สุลต่านสามารถพิชิตเกาะอัจริบูส ซึ่งเป็นเกาะใต้การปกครองของบนีดุกิยะห์ (เวนิส)

6.5 พิชิตเมืองอื่นๆ
ในปี ฮ.ศ. 884 (ค.ศ. 1479) สุลต่านสามารถพิชิตเมืองอัฟลาก (วาเลเชีย) ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งที่อยู่ในประเทศโรมาเนียปัจจุบัน และในปีฮ.ศ. 885 (ค.ศ. 1480) สุลต่านสามารถพิชิตเกาะยูนานซึ่งตั้งอยู่ระหว่างประเทสยูนานกับประเทศอิตาลี และสามารถพิชิตเมืองอุตรานิต (อยู่ในอิตาลีปัจจุบัน) และสุลต่านยังสามารถพิชิตเมืองอื่นๆ อีกมากมาย

6.6 พิชิตเมืองต่างๆ ในแถบเอเชียน้อย
หลังจากนั้นสุลต่านก็หันมาสนใจเมืองต่างๆ ทางเอเชียน้อย เพื่อทำการพิชิตและครอบครองเมืองในแถบดังกล่าว โดยเริ่มแรกสุลต่านได้โจมตีท่าเรือ อมาสตริส ซึ่งเป็นศูนย์การค้าของชาวบนีดุกิยะห์ (เวนิส) สุลต่านสามารถครอบครองท่าดังกล่าวอย่างง่ายดาย เพราะประชาชนในแถบนั้นไม่กังวลกับเรื่องดังกล่าว ขอเพียงให้ทรัพย์สินของพวกเขาปลอดภัยและไม่ถูกคุกคาม และพวกเขาสามารถทำมาหากินตามปกติก็พอ

ในปี ฮ.ศ. 865 สุลต่านมุหัมมัดได้ยกทัพไปยังเมืองอะมีรอิสฟันเดียร์ – อะมีร แห่งเมืองสีนุบเจรจาขอให้อะมีรมอบเมืองของเขาแก่สุลต่านโดยดี อะมีรอิสฟันเดียร์ก็ยอมปฏิบัติตามคำขอดังกล่าว

ในปี ฮ.ศ. 866 สุลต่านมุหัมมัดได้ยกทัพด้วยตนเองไปยังเมืองเตาะรอบะซูน และสุลต่านสามารถเข้าไปยังเมืองดังกล่าวอย่างง่ายดาย สุลต่านได้จับกษัตริย์ ภรรยาและลูกของกษัตริย์เตาะรอบะซูน แล้วส่งมายังเมืองหลวงอิสตันบูล

หลังจากนั้นสุลต่านก็ทำการพิชิตเมืองกอรมาน เพราะสภาพความเป็นอยู่ภายในเกิดความวุ่นวายอันเนื่องมาจากอะมีรแห่งเมืองกอรมานที่มีชื่อว่า อิบรอฮีม ได้แต่งตั้งอิสหากลูกชายที่ได้กับทาสหญิงขึ้นเป็นอะมีรหลังจากที่ท่านเสียชีวิต ดังนั้นจึงเกิดการต่อต้านจากบรรดาลูกๆ ที่มาจากภรรยาที่เป็นไท เห็นดังนั้นสุลต่านมุหัมมัดจึงทำการปราบปรามอิสหากและแต่งตั้งพี่ชายคนโตเป็นอะมีรแทน และในปี ฮ.ศ. 875 สุลต่านก็ได้รวมเอาเมืองกอรมานเข้าเป็นหนึ่งในหัวเมืองของอาณาจักรออตโตมาน

6.7 จัดระบบการปกครองในประเทศ
สุลต่านมุหัมมัดที่สองไม่เพียงมีความปราดเปรื่องด้านการทหารเท่านั้น สุลต่านยังเป็นนักบริหารประเทศและนักวางแผนที่เก่งฉกาจคนหนึ่งด้วย ในบรรดาการจัดระบบการบริหารที่สุลต่านมุหัมมัดได้สร้างไว้คือ

6.8 จัดตั้งระบบสภา
สภาเป็นสถานที่รวมของบรรดาเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่และผู้ที่มีหน้าที่สำคัญๆ ในการบริหารประเทศ การรวมตัวนั้นจะกระทำขึ้นทุกวัน ณ พระราชวังของสุลต่าน เริ่มตั้งแต่เช้าจนถึงตะวันคล้อยยกเว้นวันหยุดราชการ

6.9 สร้างระบบและกฎหมายการบริหารประเทศ
เล็งเห็นถึงความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้น และความขัดแย้งที่อาจจะประทุขึ้นระหว่างประชาชนที่ประกอบด้วยชาวเตร์ก กรีก บัลกาเรีย อัลบาเนีย ชาวคริสเตียนนิกายออรทอดอกซ์ และนิกายคาทอลิกซ์ ดังนั้นสุลต่านมุหัมมัดจึงได้ร่างกฎหมายเฉพาะเพื่อเป็นการประกันถึงความสงบสุขและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนที่มีความแตกต่างเหล่านั้น

6.10 จัดให้มีวิธีการเฉพาะในด้านการใช้กฎหมาย
เพื่อความสำเร็จในเรื่องดังกล่าวสุลต่านได้จัดตั้งคณะกรรมการที่ประกอบด้วยบรรดาอุลามาอฺขึ้นชุดหนึ่ง คณะกรรมการชุดนี้แหละที่มีหน้าที่ขบคิดและสร้างวิธีการเฉพาะในการสำเร็จกฎหมายในประเทศโดยทั่วกัน

6.11 สร้างอาคารและสิ่งก่อสร้างต่างๆ
ในสมัยการปกครองของสุลต่านมุหัมมัดได้มีการสร้างมัสยิดหลายๆ หลัง ในจำนวนนั้นได้แก่มัสยิดอัลฟาติห์ สุลต่านได้จัดให้มีห้องสมุดประจำมัสยิดทุกมัสยิดซึ่งถูกบบรจุด้วยหนังสือสำคัญๆ ทั้งที่เป็นภาษาอาหรับ เปอร์เซีย ยูนาน และตุรกี พร้อมกับจัดให้มีโรงเรียน ห้องพยาบาล สถานที่จัดเลี้ยงคนอนาถาและยากจน ขุดบ่อ และความสะดวกอื่นๆ นอกจากนี้สุลต่านยังได้สร้างโรงงานผลิตเรือรบที่สามารถผลิตเรือเพื่อการสงครามเป็นจำนวนมาก
6.12 การเสียชีวิตของสุลต่าน
หลังจากสุลต่านได้ใช้ชีวิตในการญิหาดในหนทางของอัลลอฮและปกครองประชาราษฎร์อย่างยุติธรรมเป็นเวลาประมาณ 30 ปี กับอีก 2 เดือนครึ่ง ดังนั้นในวันที่ 4 เดือนรอบีอุลเอาวัล ปี ฮ.ศ. 886 ตรงกับวันที่ 3 เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1481 สุลต่านมุหัมมัด อัลฟาติห์ก็ได้สิ้นชีวิตลงในอายุประมาณ 53 ปี สุลต่านได้ทิ้งอาณาจักรออตโตมานที่มีอาณาเขตกว้างขวางถึง 2,214,000 ตารางกิโลเมตร ทั้งในเขตอนาโตเลียและเขตยุโรป โดยเขตแดนทางตอนเหนือเริ่มจากตอนใต้ของมอสโค

---------------------------------------------------

ภาพยนตร์ประกอบบทความ


  • หมายเหตุ : ฉากบางส่วนในภาพนตร์อาจจะไม่ตรงตามหลักการของอิสลาม โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม 



read more "มูฮัมหมัด อัลฟาติฮ (Muhammad Alfatih) ผู้พิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล"

บทความแนะนำ

World Clock

Featured Posts

เรื่องราวของสองอารยธรรม : อารยธรรมของชาวไวกิ้งและมุสลิม

เรื่องราวของสองอารยธรรม : อารยธรรมของชาวไวกิ้งและมุสลิม โดย : Cem Nizamoglu และ Sairah Yassir-Deane ย้อนหลังไปถึงมีนาคม 2015 ข่าวเกี่ยวก...