product :

วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2560

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : บทบาทของกะมาล อาตาเติร์ก ในการล้มล้างระบอบการปกครองแบบคิลาฟะห์แห่งจักรวรรดิอุษมานียะห์

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : บทบาทของกะมาล อาตาเติร์ก ในการล้มล้างระบอบการปกครองแบบคิลาฟะห์แห่งจักรวรรดิอุษมานียะห์

(อาลี เสือสมิง)

มุสตอฟา กะมาล อาตาเติร์ก บุคคลผู้นี้คือม้าตัวที่สอง (ม้าตัวที่หนึ่งก็คือ ชะรีฟ ฮุซัยน์ อิบนุ อะลี เจ้าครองนครมักกะห์ ซึ่งเราได้กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว) ในกระดานหมากรุก (หากจะเปรียบ) ซึ่งพวกครูเสดนิยมภายใต้การนำของอังกฤษสามารถเดินหมากเพื่อรุกฆาตนั่นคือการยกเลิกระบอบการปกครองแบบคิลาฟะห์ของอิสลามซึ่งเป็นสิ่งที่พวกครูเสดนิยมได้แต่ฝันถึงตลอดช่วงเวลาหลายศตวรรษ

บทบาทซึ่ง มุสตอฟา กะมาล ได้แสดงเอาไว้ถือเป็นโศกนาฏกรรมซึ่งประวัติศาสตร์ได้ตราตรึงความด่างพร้อยของเขาไว้ในฐานะผู้ยกเลิกระบอบคิลาฟะห์อิสลาม เราสามารถแบ่งเป็นช่วงๆ ได้ดังนี้
  1. บุคลิกภาพและสภาพแวดล้อมที่ก่อเกิดบุคคลผู้นี้
  2. การยกเลิกระบอบคิลาฟะห์ของมุสตาฟา กะมาล โดยมากสภาพแวดล้อมหรือมิติในแง่มุมต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นบุคลิกภาพของมนุษย์ทั้งในด้านพฤติกรรมและการแสดงออกมักมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวด ฉะนั้น มนุษย์จึงมีอยู่สองบุคลิกภาพด้วยกัน กล่าวคือบุคลิกภาพซึ่งถูกบ่มเพาะมาพร้อมกับน้ำนมของแม่ และสั่งสมจากสภาพแวดล้อมที่ถือกำเนิด นี่ประการหนึ่ง และบุคลิกภาพที่สั่งสมจากการศึกษา นี่อีกประการหนึ่ง
บุคลิกภาพในประการแรก คือสิ่งที่จะควบคุมมนุษย์และปรากฏชัดในพฤติกรรมที่แสดงออก ทั้งนี้เพราะสิ่งที่เป็นปัจจัยส่งผลซึ่งเกิดขึ้นในช่วงของวัยเด็ก ไม่ว่าจะดีหรือเลว มักจะปรากฏชัดอยู่เสมอๆ หรือไม่ก็ถูกเก็บงำเอาไว้ตลอดอายุขัย ปัจจัยส่งผลต่อพฤติกรรมดังกล่าวจะถูกหยั่งรากลึกจนกระทั่งมิอาจจะลบล้างมันให้หมดไปจากจิตใต้สำนึกได้โดยง่าย และบางทีอาจจะไม่มีทางขจัดมันได้เลยด้วยซ้ำ (อัลฮะรอกะห์ อัลฟิหรียะห์ หน้า31)

ที่ต้องเกริ่นเช่นนี้ ก็เพื่อที่เราจะได้ประจักษ์ถึงกรณีที่ว่า ปัจจัยส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ในช่วงชีวิตเยาว์วัยได้สำแดงบทบาทของมันอย่างไรในบุคลิกภาพของ มุสตอฟา กะมาล ผู้นี้

การถือกำเนิดและชีวิตเยาว์วัย
มุสตอฟา กะมาล ถือกำเนิดในเมืองซ่าลานีก เมื่อปีค.ศ. 1880 จากสตรีผู้หนึ่งที่นามว่า ซุไบดะห์ สามีของนางก็คือ อะลี ริฏอ อะฟันดีย์ (คำว่า อะฟันดีย์ หมายถึง นาย (ซัยยิด)) ซึ่งนักประวัติศาสตร์นำเสนอว่า บุคคลผู้นี้คือบิดาของมุสตอฟา กะมาล

อะลี ริฏอ อะฟันดีย์ เคยรับราชการในกองทหารรักษาพระองค์ซึ่งถูกตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1876 ในเมืองซ่าลานีก ขณะประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก โดย อะลี ริฏอ มียศพันเอก ในกองทหารรักษาพระองค์

รูปพรรณสัณฐานของมุสตอฟา กะมาล
มุสตอฟา กะมาล มีผมสีทอง (บลอนด์) เหมือนไหมข้าวโพด มีดวงตาสองข้างเป็นสีฟ้า ปลายคิ้วหยัก ริมฝีปากบางเหมือนใบมีดโกน ใบหน้ามีโครงใหญ่เห็นโหนกแก้มชัดเจน หน้าผากกว้าง คางเป็นรูปสี่เหลี่ยม ศีรษะยาวจากหน้าจรดด้านหลัง รูปทรงศีรษะเช่นนี้เรียกว่า “ดอลลี่ กอสปาล” รูปพรรณสัณฐานเช่นนี้ไม่เหมือนกับชนชาติใดในกลุ่มชาติพันธุ์เติร์ก (ตุรกี) (อัรร่อญุล อัซซ่อนัม หน้า 35) แล้วถ้าเช่นนั้นเขาเป็นใครกัน? ไม่มีผู้ใดสามารถยืนยันได้ ในมุมกลับหากแต่เป็นไปได้ที่จะกล่าวอย่างมั่นใจและด้วยการวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์ว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะค้นพบตัวอย่างอื่นที่มีข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับความเป็นชาติพันธุ์ตุรกีมากไปกว่าบุคคลผู้นี้ในด้านมานุษยวิทยา

ลักษณะพิเศษของครอบครัว
ผู้ที่เคยพินิจพิเคราะห์ดูรูปถ่ายผู้เป็นแม่ของ มุสตอฟา กะมาล ในยามที่นางแก่ชรา ย่อมจะเห็นถึงความคล้ายคลึงหรือเค้าที่เหมือนกันระหว่างแม่กับลูก เว้นเสียแต่ว่านางสุไบดะห์ผู้เป็นแม่ของมุสตอฟานั้นมิได้มีผิวพรรณเหมือนคนขาวที่มีผมสีบลอนด์

กล่าวกันว่า แม่ของมุสตอฟามีเชื้อสาย “เตอร์กะเมน” (ตุรกุมาน) (เป็นเผ่าตุรกีเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่ในตุรกีสถาน , อิหร่าน และอัฟกานิสถาน) ซึ่งเรียกกันว่า “พวกยูรูก” ที่อพยพมาจากเมือง กูเนีย (กูนียะห์) (เป็นเมืองเก่าแก่ของตุรกีในอนาโตเลีย เคยเป็นราชธานีของพวกซัลญก รูม ระหว่างปี ค.ศ. 1081 – 1302) หรือไม่ก็เมืองอัยดีน (Aydin) สู่แคว้นรูมิลลี่ (หรืออัรรูมิลลี่ย์) (ชาวอุษมานียะห์เรียกแคว้นตารอเกียฮ์และมาซิโดเนีย (มักโดเนีย) ในบอลข่านว่า อัรรูมิลลีย์)

ในทำนองเดียวกัน ใครได้มองดูรูปภาพของผู้เป็นพ่อของมุสตอฟา ซึ่งมีอยู่ใบเดียวและถูกถ่ายไว้ในระหว่างการสวนสนาม ก็จะเห็นว่าบุคคลผู้นี้หาใช่คนผิวขาวที่มีผมสีบลอนด์ไม่ ที่สำคัญรูปภาพที่ว่านี้ในเวลาต่อมาได้ถูกนำมาให้มุสตอฟา เขาก็ปฏิเสธว่าชายในรูปมิใช่พ่อของตน
ฟาลิฮ์ ริฟกีย์ ซึ่งคอยติดตามมุสตอฟาชนิดที่ว่าไม่เคยห่าง และบุคคลผู้นี้จะได้จดบันทึกเรื่องราวของมุสตอฟาได้ยืนยันถึงเรื่องนี้ว่า : โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะมีบุคคลที่พยายามอุปโลกและอ้างเชื้อสายเก่าแก่ให้กับบรรดาผู้นำซึ่งมีบทบาทเด่นชัดในดินแดนตะวันออกเสมอๆ อย่างไรก็ตาม มุสตอฟา กะมาล ก็หาได้ผูกพันหรือสนใจใยดีกับบรรพบุรุษของตนไม่ ทั้งๆ ที่ได้มีนายทหารคนหนึ่งที่รับราชการอยู่ในกองทหารรักษาพระองค์ซึ่งถูกตั้งขึ้นในเมืองซ่าลานีก เมื่อปี ค.ศ. 1876 ในคราวรำลึกถึงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแม่บทของจักรวรรดิอุษมานียะห์

นายทหารผู้นั้นได้อ้างว่าตนคือบิดาของของ มุสตอฟา กะมาล นอกเสียจากว่าเมื่อรูปของนายทหารผู้นี้ได้ถูกตัดออกจากรูปที่มีคนอื่นร่วมถ่ายภาพอยู่ด้วยแล้วนำไปขยายพร้อมทั้งมอบให้แก่มุสตอฟา โดยหวังว่ามุสตอฟาจะมีความภาคภูมิใจที่พ่อของเขามีส่วนร่วมในกลุ่มผู้รักชาติซึ่งมีอุดมการณ์ช่วยเหลือกลุ่มแนวร่วมรณรงค์ศึกในอิสตันบูล แต่แล้วเมื่อภาพนั้นได้ปรากฏเบื้องหน้า มุสตอฟา กะมาล ก็ไม่เชื่อ และมีอยู่วันหนึ่งข้าพเจ้าเองได้ยินกับหูว่า มุสตอฟา พูดในทำนองดูแคลนว่า “ชายในรูปไม่ใช่พ่อของตน” (กิตาบ ฮันกอยา คัดลอกจาก อัรร่อญูล อัซซ่อนัม)

ดร.ริฏอ นูร ซึ่งเป็นเพื่อนของมุสตอฟา กะมาล และคอยสนับสนุนช่วยเหลือมุสตอฟามาโดยตลอดในช่วงของการต่อสู้ ก็กล่าวไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อ “ชีวิตและความทรงจำของข้าพเจ้า” ว่า : มีนักศึกษาคนหนึ่งชื่อ มุสตอฟา กะมาล ได้มาสมัครเรียนที่โรงเรียนนายร้อยกองทัพบก ในเมืองซ่าลานีก นักศึกษาผู้นี้เป็นบุตรบุญธรรมของนายทหารรักษาความปลอดภัยคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในสำนักงานศุลกากรของเมืองซ่าลานีก มีชื่อว่า อะลี ริฎอ อะฟันดีย์ และข้าพเจ้าจำได้ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง มุสตอฟา กะมาล ได้เคยพูดกับเพื่อนสนิทของเขาว่า : เขาเป็ยชาวสล๊าฟ (สลาฟีย์-รุสเซียน) (อ้างแล้ว หน้า47)

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าขานในทำนองนี้อีกมากโดยไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กล่าว แต่ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาในมุมมองของนักค้นคว้าก็ไม่อาจถือเป็นหลักฐานที่มั่นใจได้ว่า มุสตอฟา กะมาล เป็นลูกนอกสมรส กระนั้นเราก็สามารถหาข้อสรุปจากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นได้หลายประการ
  1. ด้านมานุษยวิทยา กล่าวคือ มุสตอฟา กะมาล มีผิวขาว ผมสีบลอนด์จัด ตาสีฟ้า โดยเฉพาะโครงสร้างศีรษะเป็นแบบ “ดอลลีกอสปาล” ซึ่งเป็นรูปทรงกะโหลกของชาวสล๊าฟ (รุสเซียน) จึงเป็นข้อที่ยืนยันได้ตามหลักวิชามานุษยวิทยา (anthropology) มุสตอฟา กะมาล มิใช่มนุษย์ในกลุ่มชาติพันธุ์ตุรกี (เติร์ก)
  2. เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะมีมนุษย์สายพันธุ์ “ดอลลีกอสปาล” ถือกำเนิดจากพ่อและแม่ที่ทั้งคู่มาจากสายพันธุ์ “บร๊ากกีนีปาล” ดังนั้นรูปภาพก็เพียงพอแล้วสำหรับการรู้จักชนิดศีรษะหรือโครงกะโหลกเมื่อผู้เป็นแม่นั้นเป็นที่ทราบกัน เพราะนางเป็นแม่ของมุสตอฟา กะมาล แต่ทว่าในการอ้างเชื้อสายถึงผู้เป็นบิดาของเขาดูจะเป็นเรื่องชวนสงสัยอย่างมากจนถึงขั้นไม่น่าเป็นไปได้
  3. การนิ่งเงียบไม่พูดเรื่องพ่อของตัวมุสตอฟา กะมาล เองจนดูผิดสังเกต นั่นอาจเป็นเพราะว่าตัวเขาเองก็รู้ถึงกรณีที่ชวนให้น่าสงสัยนั้น
ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ก็คือ
เปอร์เซ็นต์ความเป็นชาวตุรกีของมุสตอฟา กะมาล มีน้อยมากและต่ำกว่า 50% ส่วนเปอร์เซ็นต์ ความเป็นไปได้ที่ว่าเขามิใช่ลูกชายของนายทหารที่เสนอตัวว่าเป็นพ่อนั้นมีมากกว่า 90% (อัรร่อญุล อัซซ่อนัม)

ปัจจัยที่ยืนยันสิ่งดังกล่าวก็คือ การมีอยู่แห่งปรีชาญาณและวิทยปัญญาของพระองค์ผู้เป็นเจ้า กล่าวคือจิตวิญญาณอันต่ำทรามซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับพระผู้เป็นเจ้าและศาสนทูตของพระองค์รวมถึงบรรดาศรัทธาชน โดยจิตวิญญาณที่ต่ำช้าจะสถิตย์อยู่ในเรือนร่างที่ถูกสงสัยถึงความเป็นมาในสายเลือดของตนกรณีที่ มุสตอฟา กะมาล ก็เช่นกัน



ชีวิตของมุสตอฟา กามาล


หลังจากอะลี ริฎอ อะฟันดีย์ เสียชีวิต มุสตอฟา กามาลพร้อมกับสุไบดะห์ผู้เป็นแม่ได้เดินทางไปอาศัยอยู่ในไร่ชานเมืองลังกะหกับน้าชาย ซึ่งให้การอุปการะเลี้ยงดูมุสตอฟา กามาล น้าชายของมุสตอฟาเป็นผู้ดูแลไร่ผืนหนึ่งแต่มิใช่เจ้าของ ในชีวิตเยาว์วัยน้าชายได้ใช้ให้มุสตอฟา กามาลทำงานเหมือนกับคนงานในไร่คนอื่นๆ และมอบหน้าที่ให้คอยไล่ฝูงนกที่ลงมาในไร่นา ต่อมาแม่ของเขาก็ยืนกรานกับน้าชายของมุสตอฟาให้ส่งเขาไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนสอนศาสนาในตำบล ภายหลังมุสตอฟาก็เข้าเรียนที่โรงเรียน “ซัมว์ อะฟันดีย์” และโรงเรียนหลวงตามลำดับ ต่อจากนั้นก็เข้าเรียนต่อที่โรงเรียน “อัรร่อชีดียะห์” ที่โรงเรียนแห่งนี้เองที่มุสตอฟามีชื่อเรียกว่า มุสตอฟา กามาล (หรือเคมาลตามสำเนียงเตอร์กิช) แต่เดิมเขามีชื่อว่ามุสตอฟาเฉยๆ แต่ปรากฏว่าครูคนหนึ่งในโรงเรียนก็มีชื่อว่ามุสตอฟาเหมือนกัน ทุกคนในโรงเรียนจึงเรียกเขาว่า มุสตอฟา กามาล เพื่อแยกแยะกับชื่อของครูคนนั้น นับแต่บัดนั้นเขาจึงมีชื่อเรียกขานว่า “มุสตอฟา กามาล”
เมื่อจบการศึกษาระดับมัธยมต้น มุสตอฟาเข้าศึกษาต่อระดับมัธยมปลายในโรงเรียน “ม่านัสเตอร์” วิชาที่เขาชอบเรียนเป็นพิเศษคือ คณิตศาสตร์และประวัติศาสตร์ มุสตอฟาเป็นคนแปลกหน้าในหมู่เพื่อนฝูง หลังจากจบชั้นมัธยมปลาย มุสตอฟาเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยกองทัพบก (โรงเรียนนายร้อย) ในกรุงอิสตันบูล ในช่วงนั้นเองมุสตอฟาได้เรียนภาษาฝรั่งเศสกับสตรีต่างชาติคนหนึ่ง บ้างก็กล่าวว่าเขาเรียนภาษาฝรั่งเศสกับเจ้าอาวาสซึ่งเป็นบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่เป็นผู้บริหารโรงเรียน (ตารีค อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ หน้า 252 อัรร่อญุล อัซซ่อนัม หน้า 59) อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศสให้แก่มุสตอฟา แต่ผลลัพธ์ก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน นั่นคือเขาย่อมได้รับอิทธิพลจากคำสอนในศาสนาคริสต์และสิ่งดังกล่าวก็ปรากฏชัดเจนในการที่ มุสตอฟาเรียกขานเหล่า “ซ่อฮาบะห์” (อัครสาวก) ว่า “อัลฮะวารียูน” (ซึ่งหมายถึงสาวก 12 ท่านของท่านศาสดาอีซา (อ.ล.) หรือพระเยซู)


การเรียนภาษาฝรั่งเศสได้เปิดโอกาสให้มุสตอฟาได้ศึกษาบทความบางส่วนของพวกเรียกร้องเสรีภาพ ซึ่งเป็นชาวตุรกีที่อยู่ในเมืองปารีสของฝรั่งเศส บทความดังกล่าวมาถึงมือของ มุสตอฟาอย่างลับๆ

ในวิทยาลัยกองทัพบก (โรงเรียนนายร้อย) ความสนใจต่อด้านการเมืองของมุสตอฟาได้ปรากฏชัดเจนขึ้น เขาเริ่มอ่านหนังสือหลายเล่มที่เขียนโจมตีซุลตอนอับดุลฮะมีด และเขาได้รับอิทธิพลทางความคิดจากนักกวี “นามิก เคมาล” ผู้มีอารมณ์อ่อนไหวและแปรปรวนอยู่เสมอๆ ตลอดจนศึกษาตำราที่เขียนเกี่ยวกับการปฏิวัติฝรั่งเศส มุสตอฟาชื่นชมและหลงใหลนโปเลียนเป็นพิเศษ หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนนายทหารบกแล้ว เขาได้เข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยเสนาธิการทหาร และจบออกมาโดยติดยศร้อยเอก และถูกบรรจุเข้าเป็นทหารประจำการในกรุงดามัสกัส

ในระหว่างที่อยู่ดามัสกัส มุสตอฟาได้ร่วมกับเพื่อนๆ ก่อตั้งกลุ่มคณะอย่างลับๆ ที่มีชื่อว่า “กลุ่มเสรีภาพและปิตุภูมิ” แต่ยังไม่ทันไรก็ล้มเหลว และหลังจากมุสตอฟากลับสู่ซาลานีก และได้พบกับดร.มุสตอฟา ญันติชกีน ก็ร่วมกันก่อตั้งสมาคม “ชาติและเสรีภาพ” แต่ทว่าสมาคมนี้ก็ไม่สามารถธำรงอยู่ได้เมื่อเผชิญกับ “สมาคมเอกภาพและการวิวัฒน์” ซึ่งกลืนสมาคม “ชาติและเสรีภาพ” ไปในที่สุด (ตารีค อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ หน้ า252) ด้วยเหตุนี้ มุสตอฟาจึงไม่เคยมีตำแหน่งอันใดในหมู่สมาชิกของสมาคมแห่งเอกภาพดังกล่าว

มุสตอฟาได้ไต่เต้าในสายทหารจนมียศถึงนายพลเอกทหารบก กระนั้นเขาก็ยังคงเก็บซ่อนความชิงชังและอาฆาตต่อพวกสมาคมเอกภาพเอาไว้ในใจจนท้ายที่สุด ทั้งนี้เพราะพวกสมาคมเอกภาพและการวิวัฒน์ มีความเข้มแข็งและกล้าหาญเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นไปในวิถีทางที่มิชอบก็ตาม และตัวมุสตอฟาเองนั้นก็เป็นแค่เพียงบุคคลหนึ่งที่ถนัดในการสร้างชื่อและไต่เต้าสู่ความสูงส่งในหน้าที่การงานเท่านั้นในสายตาของพวกสมาคมเอกภาพ

ลักษณะนิสัยของ มุสตอฟา กะมาล
สิ่งที่ปรากฏชัดจากการดำเนินชีวิตและการถือกำเนิดของมุสตอฟาก็คือ เขามิได้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางพ่อแม่ จึงทำให้เขามีชีวิตที่ไม่ค่อยอยู่ในลู่ทางที่ควรนับตั้งแต่ช่วงแรกๆ มุสตอฟาเป็นนักดื่มตัวยงจนเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังและตับแข็งในบั้นปลายของชีวิต ในทำนองเดียวกัน มุสตอฟาก็เป็นเพลย์บอลเช่นกัน

มีเรื่องเล่ากันว่า มุสตอฟา กามาล กระทำผิดศีลธรรมข้อกาเมชนิดที่ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะกระทำเช่นนั้น (ถ้าหากวิเคราะห์ในเชิงวิชาการไม่จำเป็นต้องมีจรรยาบรรณแล้วละก็ เราคงได้สาธยายเรื่องอนาจารเช่นนี้ได้หลายหน้ากระดาษที่เดียว) เราขอกล่าวถึงบางกรณีเท่านั้นมิใช่ทั้งหมด

บุคคลผู้นี้เคยพานักศึกษาจากโรงเรียนครูสตรีมาร่วมหลับนอนด้วย เหมือนอย่างที่นายทหารหลายคนได้กระทำ ยิ่งไปกว่านั้นนายทหารเหล่านั้นเคยเสนอให้ภรรยาและลูกสาวของพวกตนให้ร่วมหลับนอนกับมุสตอฟาเพื่อที่จะได้ตำแหน่งในกองทัพหรือไม่ก็มีประโยชน์แอบแฝง ถึงขั้นที่ว่ามุสตอฟาเองเคยปรารภว่า “ฉันแปลกใจกับผู้คนในประชาชาติเช่นนี้เหลือเกิน เพราะพวกเขาเสนอภรรยาและลูกสาว ตลอดจนพี่น้องผู้ให้กับฉัน” (อัรร่อญูล อัซซ่อนัม หน้า 370) และครั้งหนึ่งมุสตอฟาเคยกระทำมิดีมิร้ายกับบุตรสาวของทูตฝรั่งเศส (อ้างแล้ว หน้า 395)

นอกจากนี้มุสตอฟายังมีสัมพันธ์สวาทกับ “คอลิดะห์” นักวรรณกรรมสตรีชาวตุรกีซึ่ง โด่งดังในการแต่งหนังสือและบทละครเวทีอีกด้วย บางทีท่านอาจจะแปลกใจเมื่อทราบว่าสาเหตุที่มุสตอฟาเลิกร้างกับภรรยาคนเดียวของเขา คือ “ละตีฟะห์ ฮานิม” ซึ่งชีวิตคู่ของบุคคลทั้งสองยืนยาวเพียงแค่ปีเศษๆ เหตุที่ต้องเลิกราก็เป็นเพราะ “ละตีฟะห์” พบว่าสามีของนางกำลังร่วมหลับนอนกับเด็กรับใช้ในปราสาทคนหนึ่ง และนางก็มิได้แพร่งพรายเรื่องนี้ นอกจากในช่วงทศวรรษที่ 70 เพราะดาบปลายปืนมันค้ำคอของเธออยู่ในเวลาก่อนหน้านั้น” (อ้างแล้ว หน้า 400)
ดร.ริฎอ เพื่อนของมุสตอฟาก็ได้สาธยายไว้เช่นกันว่า : เขาจะดื่มสุราอยู่เสมอๆ จนกระทั่งเช้าหรือไม่ก็จนกว่าจะล้มลงเนื่องจากความเมามาย ข้าพเจ้าได้รู้จักกับเขาและคบกันราวหนึ่งเดือน ข้าพเจ้าก็สามารถล่วงรู้ถึงเรื่องส่วนตัวของเขา ข้าพเจ้าถูกเชื้อเชิญอยู่หลายครั้งให้มาร่วมวงสุราของเขา และข้าพเจ้าเคยเห็นสภาพของเขาเวลาดื่มหรือโกรธเขาจะทรงตัวไม่อยู่โอนเอนไปมาจนเกือบถึง 160 องศาเลยทีเดียว ตาของเขาข้างหนึ่งจะมองไปทางตะวันออกและอีกข้างหนึ่งจะมองไปทางตะวันตก ฉะนั้น ในตัวของชายผู้นี้จึงมีแต่ความเสื่อมและความเหลวแหลกทั้งในชีวิตครอบครัวและพันธุกรรม” (อ้างแล้ว หน้า 201)


ชาวเมืองอังการ่าเคยมารวมตัวกันในเวลากลางคืนเพื่อดูสิ่งอนาจาร โดยพวกเขาจะได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวก เสียงบ่นพึมพำ เสียงหัวเราะหอย่างร่าเริงของผู้คนที่กำลังเมามายและเพลิดเพลินกับตัณหาราคะ (อ้างแล้ว หน้า 203) มุสตอฟา กามาล ยังเป็นคนชอบลักเล็กขโมยและยักยอกทรัพย์สินของชาวมุสลิมอีกด้วย เมื่อครั้งที่ชาวมุสลิมในอินเดียได้ร่วมกันบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือตุรกีในการสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาและตั้งธนาคารแรงงาน มุสตอฟาก็ได้ยักยอกเงินบริจาคนั้นไว้และลงชื่อตนเองในพันธบัตรและหุ้นของธนาคารซึ่งมีจำนวนถึงครึ่งล้านลีร่าอังกฤษ

ริฎอ นูร ยังได้เพิ่มเติมอีกว่าจำนวนเงินได้กลายเป็นหนึ่งล้านปอนด์สเตอร์ลิง หลังจากได้มีการระดมทุนสนับสนุนจากกลุ่มประเทศมุสลิมอื่นๆ เข้ามาในภายหลัง ริฎอกล่าวว่า จำนวนเงินเหล่านี้ทั้งหมดได้เข้าสู่กระเป๋ามุสตอฟา กามาลแต่เพียงผู้เดียว

ข้อยืนยันเรื่องนี้ก็คือ ธนาคารแรงงานแห่งอุษมานียะห์มีทุนจัดตั้งจำนวน 250,000 ลีร่า ในชื่อของมุสตอฟา กามาล มิใช่ชื่อของประชาชาติอิสลามที่ร่วมระดมทุนจัดส่งมายังตุรกี ส่วนที่เหลือเข้ากระเป๋ามุสตอฟา ความในเรื่องนี้มาแดงขึ้นภายหลัง ฝ่ายค้านในรัฐสภาจึงตั้งกระทู้ถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มุสตอฟา กามาลจึงกลัวภัยจะถึงตน และในขณะเดียวกันก็โมโหโกรธา และเขาก็กล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า “เงินจำนวนนี้ต้องปันผลกำไรให้ข้าพเจ้า เพราะชาวอินเดียส่งเงินจำนวนนี้มาให้ข้าพเจ้า” (อ้างแล้ว หน้ า414)

ในช่วงหลายปีที่มุสตอฟามีอำนาจทางการเมืองในฐานะประธานาธิบดีของสาธารณรัฐหาใช่อื่นเพื่อประโยชน์ส่วนตน มุสตอฟาเคยฉ้อโกงที่ดินสองผืนจากชาวนาตลอดจนครอบครองที่ดินสาธารณสมบัติ (เอากอฟ) และยักยอกเงินจำนวน 100,000 ลีร่าอังกฤษ ซึ่งได้มาจากคุวัยวีย์ (คุดัยว์ เป็นคำในภาษาเปอร์เซียหมายถึงเจ้าชาย (อัลอะมีร) หรือ “ผู้นำ” ใช้เรียกเป็นราชทินนามของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในจักรวรรดิอุษมานียะห์ ใช้เรียกเฉพาะผู้ปกครองอียิปต์เท่านั้น เพราะถือว่าอียิปต์กึ่งเอกราชและมีการเติมอักษร “ยาอ์” ต่อท้ายเป็นคุดัยวีย์ เพื่อให้ออกเสียงง่าย) ของอียิปต์ โดยอ้างว่าเป็นเงินที่กู้มา ในภายหลังมุสตอฟาก็ครอบครองเงินจำนวนดังกล่าวและไม่ยอมจ่ายคืน

เรื่องการฉ้อโกงทรัพย์สินมิได้หยุดอยู่เพียงแค่นี้ หากแต่มุสตอฟาได้กระทำทุกสิ่งที่มิชอบจนถึงขั้นที่เขาอาจจะมีสิทธิได้ครองตำแหน่งจอมฉ้อราษฎร์บังหลวง และเป็นขุนนางกังฉินตัวยงในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

เรื่องที่ถูกกล่าว ณ ที่นี้ ถึงแม้จะเพียงน้อยนิดก็ชวนประหลาดใจได้มิใช่น้อยถึงความทุจริตของบุคคลผู้นี้
มุสตอฟา กามาล ได้ขาย “อาเซอร์ไบญาณ” ให้กับพวกบอลเซวิค เพื่อแลกกับเงินตรา เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่ มุสตอฟา กามาล ได้ร้องขอให้ชาวอาเซอร์ไบญาณอนุญาตให้กองทัพรุสเซียผ่านพรมแดน โดยอ้างว่ากองทัพรุสเซียเคลื่อนทัพมุ่งหน้ามาเพื่อช่วยเหลือตุรกี แต่ภายหลังที่กองทัพของพวกบอลเซวิคได้เข้าสู่อาเซอร์ไบญาณแล้ว ด้วยอุบายเช่นนี้พวกบอลเซวิคก็หาได้เดินทัพออกจากที่นั่นไม่ อีกทั้งยังไม่ส่งกองทัพใดๆ ไปยังตุรกี ชาวอาเซอร์ไบญาณจะร้องไห้ทุกครั้งเมื่อพวกเขาพูดกันถึงเรื่องนี้

และจะกล่าวอย่างขมขื่นและอกตรมเมื่อมีชาวตุรกีคนใดมาพบเจอพวกเขาว่า “พวกท่านทำให้พวกเรายังคงมีอยู่ ต่อมาพวกท่านก็ทำลายพวกเรา จริงๆ แล้วพวกเราสามารถที่จะต่อสู้ผลักดันพวกรุสเซียได้ และพวกเราก็เตรียมพร้อมในการป้องกันอย่างเต็มที่ แต่พวกท่านก็หลอกลวงพวกเรา ในที่สุดพวกเราก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพวกรุสเซียอีกคราหนึ่ง” (อ้างแล้ว หน้า 408,409 จากหนังสือ “ชีวิตและความทรงจำของข้าพเจ้า” ริฎอ นูร หน้า 750,751)

การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการทรยศหักหลังที่ใหญ่หลวงที่สุด กระทั่งว่าหากเราสมมติว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นโดยไม่มีเรื่องสินบนเข้ามาเกี่ยวข้องนั้นก็แย่เต็มที่ แต่เมื่อเรารับรู้เพิ่มเติมอีกด้วยว่ามันเกิดขึ้นได้เพราะมีเรื่องประโยชน์ทางวัตถุเข้ามาเกี่ยวข้อง ข้อนี้เรามิอาจจะพรรณนาได้เลยว่ามันแย่เพียงใด

กระเป๋าของมุสตอฟา กามาล จึงเป็นสถานที่ปกติสำหรับใส่ทองคำอันมลังเมลืองที่พวกบอลเซวิคมักหยิบยื่นให้ ในช่วงเวลาที่ไร้รัฐบาลและยังไม่มีระบบการคลังคอยดูแล ทุกสิ่งทุกอย่างจึงผ่านมือของมุสตอฟา กามาล อย่างมิอาจเป็นอื่นได้ (อ้างแล้ว หน้า 410)



การเข่นฆ่าสังหาร


บุคคลที่เคยชินชากับการลักขโมย ฉกชิงเกียรติยศและทรัพย์สินของผู้คน มีจิตใจที่ชินชาก็ย่อมเป็นการง่ายสำหรับบุคคลผู้นั้นจะฉุดคร่าชีวิตและวิญญาณของผู้คน มุสตอฟา กามาล ได้คร่าชีวิตผู้คนไปเป็นอันมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่คัดค้านและไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่มุสตอฟา กามาลได้กระทำลงไป (อัลอัซรอร อัลค่อฟียะห์ ดร.มุสตอฟา ฮิลมีย์ หน้า 209) เขามักจะดำเนินไปท่ามกลางผู้คนด้วยภาษาของคนทีมักพูดว่า “ผู้นำปวงชน คือ นี่! ถ้าไม่เช่นนั้นก็ต้องเป็นสิ่งนี้ แล้วชี้ไปที่ดาบ” (เรียกง่ายๆ ว่า ท่านผู้นำว่าอย่างไรก็ต้องว่าตามนั้น ถ้าคัดค้านไม่เห็นด้วยก็ต้องตายสถานเดียว)
บุคคลเช่นทรราชผู้นี้ไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์ได้เลย บ่อยครั้งที่มุสตอฟาออกคำสั่งให้กำจัดพวกที่คัดค้านอย่างสิ้นซาก เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดกับอะลี ชุกรี่ ขณะที่ยืนกล่าวปราศัยบนเวทีของสภาอย่างไม่หวั่นเกรงสิ่งใด และเขาได้พูดประโยคที่ว่า : การสูญเสียระบอบซุลตอนแห่งอุษมานียะห์นั้นเป็นการสูญเสียอย่างไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้” ผลตอบแทนที่อะลี ชุกรี่ได้รับก็คือ การถูกลอบสังหารด้วยการรัดคอจากน้ำมือของ “ตูบาล อุษมาน” ซึ่งเป็นสมุนรับใช้ผู้ยอมตายถวายชีวิตของมุสตอฟ กามาล เมื่อข่าวการลอบสังหาร อะลี ชุกรี่ เป็นที่ทราบในหมู่สมาชิกรัฐสภาของตุรกี มุสตอฟาก็เป็นกังวลอย่างมากทีเดียว และอะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากตูบาล อุษมาน ถูกจับกุมและยอมรับสารภาพว่าตนได้ฆ่าอะลี ชุกรี่ ตามคำสั่งของอัลฆอซีย์ (ซึ่งหมายถึง มุสตอฟา กามาล) ดังนั้นก็จำเป็นที่จะต้องกำจัด ตูบาล อุษมาน เสียเพื่อปิดปากก่อนที่เรื่องจะแดง ในที่สุดการหักหลังก็เกิดขึ้น มุสตอฟาลงมือยิงตูบาล อุษมานพร้อมลั่นไกปืนเยี่ยงมัจจุราชกระชากเอาชีวิตเพื่อนอีก 7 คนของตูบาลให้ด่าวดิ้นเพื่อมิให้เรื่องที่ตูบาล อุษมานก่อคดีอาญาเอาไว้แพร่งพราย

คำพูดที่ว่าผู้ใดช่วยเหลือผู้อธรรม พระองค์อัลลอฮ์จักให้ผู้อธรรมนั้นมีอำนาจเหนือผู้ที่ช่วยเหลือนั้น ดูจะเป็นจริงหลังจากการถูกลอบสังหารของอะลี ชุกรี่ และตูบาล อุษมานีย์ ตลอดจนคนอื่นๆ ในญาณกีย่าหุบเหวอาชญากรรมมุสตอฟา กามาล ก็ยังคงมีคดีอาญาอีกสองกระทงใหญ่ๆ นอกปราสาทญาณกีย่ากล่าวคือ

หนึ่ง การสังหารหมู่กลุ่มฝ่ายค้านและพวกพรรคเอกภาพ (อ้างแล้ว หน้า 418) โดยอ้างว่าพวกนี้พยายามลอบสังหารคนในอัซมีร (หรืออิซมีร เป็นเมืองหนึ่งในตุรกีริมทะเลเอเจียน)

สอง การแสวงหาประโยชน์จากเหตุการณ์ “กูบิลาย” เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นผลพวงมาจากการที่มุสตอฟา กามาล ได้สังหารหมู่บรรดานักวิชาการและบรรดานักปราชญ์ทางศาสนาอันเป็นเหตุการณ์พยายามลอบสังหารมุสตอฟาในเมืองอิซมีร ตลอดจนเหตุการณ์ไม่สงบดังกล่าว มุสตอฟา กามาลได้มีคำสั่งจับกุมวีรบุรุษ ฎิยาอ์ คุรซีด สมาชิกสภาฝ่ายค้านพร้อมด้วยคณะ และสั่งจับกุม แกนนำพรรคสาธารณรัฐและสมาชิกกลุ่มเอกภาพและการวิวัฒน์ทั้งหมด เป้าหมายมิใช่เพียงแค่กำจัดผู้วางแผนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการขจัดแนวร่วมฝ่ายค้านทั้งหมดหรือฝ่ายที่อาจจะคัดค้านต่อนโยบายของมุสตอฟาภายหน้าโดยตัดรากถอนโคนเสียก่อน

คำตัดสินประหารชีวิตมักจะออกจากปากของมุสตอฟา กามาล ก่อนที่ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมแห่งอังการ่าและอิซมีรจะออกปากอ่านคำพิพากษาเสียอีก และศาลยุติธรรมก็มิใช่อื่นใดนอกเสียจากกระบอกเสียงที่ประกาศถึงสิ่งที่นายใหญ่ของพวกเขาเอ่ยปากเอาไว้อีกทีหนึ่งเท่านั้นเอง

ผู้ที่น่าสงสารยิ่งนักก็คงไม่พ้นชาวมุสลิมตาดำๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พวกเขาถูกทดสอบด้วยบุคคลเช่นทรราชผู้นี้ ซึ่งไม่เคยคำนึงถึงสัญญาและข้อตกลง กี่ครั้งมาแล้วที่ผู้ปกครองได้กระทำเยี่ยงคนชั่วช้าสามานย์ผู้นี้เพียงเพื่อกำจัดปรปักษ์ของตน

บุคคลเหล่านั้นได้เผชิญกับชื่อแขวนคออย่างมั่นคงเด็ดเดี่ยว และไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด ดังกรณีของฎิยาอ์ คูรซีด บุคคลผู้นี้มีศรัทธาอันลึกซึ้ง และความเป็นอริศัตรูของเขาที่มีต่อ มุสตอฟา กามาล ก็เกิดขึ้นจากความศรัทธาของเขา ด้วยเหตุดังกล่าว เขาจึงจากไปในฐานะผู้พลีชีพ (ซะฮีด) และพบกับความตายอย่างห้าวหาญ มุสตอฟา กามาล อาตาเติร์ก เคยพยายามโน้มน้าว คูรซีดเพื่อแลกกับการอภัยโทษ แต่คูรซีดก็ไม่ยอมรับข้อเสนอ ศานติจงมีแด่ดวงวิญญาณผู้มั่นคงในศรัทธาดวงนั้น

ส่วนเหตุการณ์ที่สอง คือ เหตุการณ์มินมัน ซึ่งมีกลิ่นของการจัดฉากเตรียมการโชยออกมา กล่าวคือ มีชายวิกลจริตผู้หนึ่งเสพสิ่งเสพติด พวกชอบมุงจึงมารายล้อมชายผู้นี้ เขาจึงหนีไปยัง “มินมัน” และก็เอาธงจากมัสยิดญามิอ์มาหลายผืน พร้อมกับประกาศว่าตนคืออิหม่ามอัลมะห์ดีย์ ผู้ถูกรอคอย เท่านั้นยังไม่พอชายวิกลจริตผู้นี้ยังเรียกให้ชาวบ้านมารวมตัวกันภายใต้ร่มธงของตน เพื่อต่อต้านรัฐบาลและในขณะที่นายทหารกองหนุนกูบิลายเข้ามาห้ามปรามชายผู้นี้ก็ฆ่าเขาเสีย

เหตุการณ์เริ่มต้นในทำนองนี้ ซึ่งจบลงด้วยการทลาย “ตอรีเกาะห์ ซูฟีย์” ทั้งหมด โดยเฉพาะ “ตอรีเกาะห์ อันนักชะบันดีย์” ชัยด์ผู้นำตอรีเกาะห์ ลูกศิษย์ลูกหาและทุกคนที่เกี่ยวข้องกับตอรีเกาะห์ ซูฟีย์ถูกสังหาร และชาวตำบลมินมันก็ถูกเนรเทศ มิใช่เพราะเหตุใดแต่เป็นเพียงเพราะว่าพวกเขาเห็นเหตุการณ์แต่กลับนิ่งเงียบ (อ้างแล้ว หน้า 418,419,421,422)

นี่คือตัวอย่างบางทีเราอาจจะพูดถึงอย่างยืดยาวไปเสียหน่อย แต่สิ่งที่ทำให้เราต้องกล่าวเสียยืดยาวก็เพื่อสร้างความกระจ่างถึงความน่าขยะแขยงในการก่อกรรมทำเข็ญของอาตาเติร์กผู้นี้ ซึ่งมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าอยู่เสมอในการเล่นงานผู้อื่นแม้กระทั่งหมู่สตรีที่เขาเคยหาความสุขด้วย เมื่อใดที่นางคนหนึ่งคนใดทำให้อาตาเติร์กไม่สบอารมณ์ เขาก็สลัดนางและฆ่าทิ้งเสียเหมือนอย่างที่ได้เกิดขึ้นกับ “ฟิกรียะห์” คนรักของอาตาเติร์ก

อาชญากรรมเหล่านี้ผู้คนรอบข้างมุสตอฟา กามาลต่างก็ทราบดี แต่ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าไม่มีใครเลยที่กล้าพูดสักคำ แต่กลับกล่าวเยินยอคุณงามความดีต่างๆ นานาที่มุสตอฟา กามาลมิเคยกระทำเลย มุสตอฟา กามาล ดูถูกดูแคลนชนชาติตุรกี และทำร้ายพวกเขาอย่างสาหัสสากรรจ์ อีกทั้งยังได้เทความแปดเปื้อนลงเหนือชนชาติตุรกีจนสูญสิ้นเกียรติยศและศักดิ์ศรี ขณะที่นอนซมอยู่บนเตียงมรณะ มุสตอฟา กามาลได้เรียกตัวบับริซีย์ ลอเรน เอกอัครราชทูตของอังกฤษเข้าพบและเสนอให้ชาวอังกฤษผู้นี้ดำรงตำแหน่งสาธารณรัฐตุรกีหลังจากที่เขาได้เสียชีวิต นอกเสียจากว่าทูตอังกฤษได้ออกตัวปฏิเสธ (อ้างแล้ว หน้ า389)

สิ่งที่มุสตอฟา กามาลได้กระทำย่อมมิอาจคิดเป็นอื่นได้ นอกจากเหมือนกับว่าชนชาติตุรกีเป็นบุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ไร้สมรรถภาพไม่สามารถรับผิดชอบตนเองได้จำต้องกันสิทธิดูแลนั้นไว้ให้กับคนอื่นที่เป็นต่างชาติ ช่างเป็นการกระทำที่ดูถูกดูแคลนและเหยียดหยามต่อชนชาติตุรกียิ่งนัก นี่แสดงว่า มุสตอฟา กามาลไม่เคยมองถึงประวัติศาสตร์ของชนชาติเก่าแก่เยี่ยงตุรกีซึ่งก่อกำเนิดวีรบุรุษมากมายที่โลกต้องภาคภูมิใจถึงผลงานของพวกเขา การพิชิตดินแดนของวีรบุรุษเหล่านั้นขจรขจายจนครอบคลุมสามทวีป พวกเขาเหล่านี้คือ พวกอุษมานียูน (ออตโตมาน) ซึ่งพวกเขาได้เติมเต็มการได้ยินและการเห็นของห้วงเวลาตลอดหกศตวรรษ พวกเขาได้สถาปนาความรุ่งโรจน์อย่างไม่เคยมีประชาชาติใดบรรลุถึงมาก่อนด้วยนามแห่งอิสลาม ตลอดเวลาพวกอุษมานียูนคือผู้พิทักษ์อิสลามและเป็นก้างขวางคอเหล่าปัจจามิตรที่วางแผนการให้มุสตอฟา กามาลได้โจมตีประชาชาติมุสลิมเยี่ยงนี้



ความขี้ขลาดตาขาว


ผู้ที่จบการศึกษาวิชาทหารจากวิทยาลัยกองทัพบกด้วยระดับการเรียนที่สูงสุด คงไม่มีใครตั้งแง่สงสัยถึงความกล้าหาญของบุคคลเช่นนี้ ซึ่งความกลัวและความขี้ขลาดไม่มีทางเข้าสู่หัวใจของเขา และบางทีผู้คนก็อาจยกบุคคลเช่นนี้เป็นตัวอย่างของความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยวเสียด้วยซ้ำ แต่น่าเศร้าที่อาตาเติร์กซึ่งบรรดาผู้นิยมชมชอบพยายามประโคมว่าเขามีความกล้าหาญและบ้าบิ่นเหมือนดัง อันตะเราะห์ อิบนุ ชัดดาด (อันตะเราะห์ อิบนุ ชัดดาด อัลอิบซีย์ (ค.ศ.525-615) นักกวีและอัศวินผู้ห้าวหาญในยุคญาฮิลียะห์ (ยุคก่อนอิสลาม) มีวีรกรรมในการสู้รบหลายครั้ง) ก็ไม่ปาน แต่ทว่าในความจริงแล้วอาตาเติร์กกลับเป็นคนขลาดเขลาชนิดที่หาตัวจับยากทีเดียว

ดร.ริฎอ นูร ได้กล่าวว่า : มีโรงเรียนเกษตรบนยอดเขาแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในอังการ่าและลมก็พัดแรงมากในช่วงนั้น ขณะที่กำลังพูดคุยสนทนากันอยู่ก็มีประตูบานหนึ่งปิดดังปังด้วยแรงลม มุสตอฟา กามาล ก็พลันลุกขึ้นยืนจากที่นั่งอย่างพรวดพราดและมีท่าทีเลิกลักและโพล่งออกมาว่า “นี่เป็นเสียงปืนมิใช่หรือ” เรื่องในทำนองนี้มิได้เกิดอยู่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากแต่มีอยู่หลายครั้งด้วยกัน พวกเราก็บอกว่า นั่นเสียงประตูที่ปิดเพราะแรงลม แต่มุสตอฟาก็ไม่เชื่อ และออกไปยืนดูที่หน้าต่าง ภายหลังเขาก็ส่งคนให้ไปดูเหตุที่มาของเสียงนั้น

มีอยู่วันหนึ่งเขาพยายามเตลิดหนีหลังจากที่เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าเดินทางอย่างร้อนรนแต่ญาล้าล อาริฟและคนอื่นๆ ก็ห้ามเอาไว้ ทุกคนยืนขวางและห้ามมิให้เขาหนี ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าหน่วยรักษาความปลอดภัยของมุสตอฟา กามาลเองก็อยู่เวรยามกันตลอดในแคมป์ภายในสวนหย่อมด้านหลังโรงเรียน มุสตอฟามักมีอาการเช่นนี้ทั้งที่ตนก็เป็นทหารแต่ขลาดกลัวและไม่สามารถแยกแยะได้ระหว่างเสียงประตูที่ปิดด้วยแรงลมและเสียงปืน (อ้างแล้ว หน้า 407)

เหตุการณ์ที่สอง นายพลเฟาซีย์ ญากม๊ากได้เล่าว่ามีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังนั่งอยู่ในอาคารสภาสูงสุดแห่งชาติ ก็ได้มีฝุ่นคลุ้งตลบเหมือนก้อนเมฆที่ดำทะมึนก็ไม่ปานลอดผ่านหน้าต่างด้านหลังอาคารเข้ามา ซึ่งดูราวกับว่าเป็นฝุ่นตลบที่เกิดจากฝีเท้าของผู้คนหลายหมื่นคนที่กำลังเดินทางกันอย่างรีบเร่งในที่ราบโล่ง ครั้นเมื่อมุสตอฟา กามาลเห็นภาพเช่นนี้ เขาก็ทำท่าเตรียมจะหนีและพลางกล่าวว่า “กองทัพแห่งค่อลีฟะห์มาแล้ว! แต่ภายหลังก็ปรากฏว่าที่นั่นมิได้มีอะไรเลยนอกจากฝูงแกะขนาดใหญ่ ดังนั้นก็มีผู้หนึ่งได้รีบส่งคนตามหลัง วีรบุราผู้เลียนแบบอันตะเราะห์ อิบนู ชัดดานของเราไปเพื่อให้การอารักขาการเดินทางกลับของเขาอย่างปลอดภัย

ผู้ที่เคยศึกษาประวัติศาสตร์อาตาเติร์กในด้านการทหารก็จะพบว่า ขณะที่อาตาเติร์กได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพของกองทัพเหล่าหนึ่งในปาเลสไตน์เมื่อปี ฮ.ศ.1337 เขาก็รีบด่วนยุติการสู้รบกับอังกฤษ และปล่อยให้ศัตรูรุกคืบหน้าสู่ตอนเหนือโดยไม่มีการต่อสู้และล่าถอยกองทัพของตนทางตอนเหนือเข้าสู่เขตแดนเบื้องหลังเมืองฮะลับ (อะเล็บโป) ในทำนองเดียวกันสมรภูมิที่เลื่องลือในการได้รับชัยชนะเหนือกองทัพกรีซนั้น ก็หาใช่อื่นใดนอกจาก “ละครฉากหนึ่งที่อังกฤษเป็นผู้กำกับให้มุสตอฟา กามาล อาตาเติร์กแสดงบทบาทวีรบุรุษในสมรภูมิครั้งนั้น” (ตารีค อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ หน้า 253)

read more "จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : บทบาทของกะมาล อาตาเติร์ก ในการล้มล้างระบอบการปกครองแบบคิลาฟะห์แห่งจักรวรรดิอุษมานียะห์"

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : นโยบายการก่อสงคราม

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : นโยบายการก่อสงคราม

(อาลี เสือสมิง)


หน้าประวัติศาสตร์คราครั่งไปด้วยการขับขานถึงการทำสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างพวกอุษมานียะห์กับรุสเซียซึ่งชัยชนะตกเป็นของอุษมานียะห์เสมอ ในยามที่จักรวรรดิมีความเข้มแข็งและเป็นฝ่ายที่สร้างความครั่นคร้านแก่ศัตรูจวบจนรัชสมัยซุลตอนสุลัยมาน อัลกอนูนีย์ และถึงแม้ว่าประดาความวุ่นวายได้รุมเร้าโครงสร้างทางการเมืองของอุษมานียะห์จะมิเคยว่างเว้นในช่วงที่อ่อนแอ นอกเสียจากว่าทางราชสำนักก็ได้ให้คำมั่นในการรุกคืบทางการทหารระลอกใหม่ กล่าวคือ ในขณะที่รุสเซียได้มีท่าทีคุกคามต่อจักรวรรดิอุษมานียะห์จากทางตอนเหนือของทะเลดำและกูกอซ (Kavkaz เทือกเขาทางตอนใต้ของสหภาพโซเวียตในปัจจุบัน ตั้งอยู่ระหว่างทะเลดำและทะเลกอซฺวัยน์ ถือเป็นเส้นพรมแดนแบ่งระหว่างยุโรปและเอเชีย) 

รุสเซียพยายามในการเข้ายึดครองเมืองอาซอฟ (Azov เป็นเมืองท่าในอ่าวที่แยกจากทะเลดำ และแผ่ยื่นอาณาเขตจรดตอนใต้ของรุสเซียและยูเครนตลอดจนคาบสมุทรไครเมีย) แต่ทว่า ซุลตอนมุสตอฟาก็สามารถบดขยี้พวกรุสเซียได้อย่างย่อยยับและผลักดันกองทัพรุสเซียจากการปิดล้อมเมืองอาซอฟได้ในปี ฮ.ศ.1106 (อัลอุษมานียูน วัรรูซ หน้า69)

จักรพรรดิปิเตอร์ มหาราช ผู้มีความทะเยอทะยานในการแผ่ขยายดินแดนได้พยายามในการใช้กำลังปิดล้อมเมืองท่าอาซาก (หรืออาซอฟ) เพื่อหาเส้นทางออกสู่ทะเลดำ และพวกชนเผ่ากูซากมีหลักแหล่งอยู่ในอาณาบริเวณที่ขวางกั้นรุสเซียกับทะเลดำ แต่ทว่าเสนาบดีมุสตอฟา กูบิรลี่ ปาชา แห่งอุษมานียะห์ก็สามารถนำเอาสิ่งที่จักรวรรดิได้สูญเสียกลับคืนมาทั้งเกียรติยศและความรุ่งโรจน์ในปี ค.ศ.1695

ภายหลังการได้รับชัยชนะของซุลตอนอะห์หมัดที่ 1 (ค.ศ.1643-1695) ในสมรภูมิที่สู้รบกับฮังการี ความปราชัยก็เกิดขึ้นกับจักรวรรดิอุษมานียะห์ ณ แม่น้ำเตซ (Thiess) (เป็นแม่น้ำสายหนึ่งในฮังการีมีต้นกำเนิดจากยูเครนและไหลไปรวมกับแม่น้ำดานูบในยูโกสลาเวีย) ในการศึกกับออสเตรียซึ่งมีเจ้าชายอูจิน ดิ ซาโฟว่า เป็นแม่ทัพ ฝ่ายอุษมานียะห์ได้สูญเสียทหารเป็นอันมากรวมถึงมหาเสนาบดี (อัซซอดรุ้ลอะอ์ซอม) อัลมาซ มุฮำหมัด ปาชา สมรภูมิครั้งนั้นเกิดขึ้นในวันที่ 25 ซอฟัร ฮ.ศ.1109 ตรงกับวันที่ 12 กันยายน ค.ศ.1697 และผลที่ตามมาก็คือ เจ้าชายอูจินสามารถรุกคืบจนเข้ามายึดครองบอสเนียได้ในที่สุด

ปิเตอร์ มหาราชได้ฉวยโอกาสจากเหตุการณ์ครั้งนี้และโจมตีอาซากและเข้ายึดครองได้ในปีค.ศ. 1697 เมืองอาซาก (อาซอฟ) จึงตกอยู่ในกำมือของรุสเซียนับแต่บัดนั้น (อัลอุษมานียะห์ วัรรูซ หน้า 75 , ตารีค อัดเดาละห์ หน้า 309)
พวกอุษมานียะห์ได้ยอมเสียน่านน้ำด้านอาณาเขตของทะเลอาซอฟให้แก่ปิเตอร์ มหาราช ในการทำสนธิสัญญาประนีประนอมคาร์โลฟิตซ์ เมื่อปีค.ศ.1699 และยอมสูญเสียฮังการีและทรานซิลวาเนียแก่ออสเตรียกระนั้นความโลภโมโทสันของพวกครูเสดต่อดินแดนอิสลามก็ได้เพิ่มมากขึ้น ความทะเยอทะยานของปิเตอร์ มหาราชได้ฉุดนำเขาสู่การทำสงครามรบพุ่งกับอุษมานียะห์ โดยมีเป้าหมายแผ่ขยายอิทธิพลของตนเหนือทะเลดำ แต่ทว่า บัลตอญีย์ ปาชา แม่ทัพแห่งอุษมานียะห์ก็สามารถโอบล้อมกองทัพของรุสเซียได้ไว้ทุกด้าน ณ แม่น้ำบรูซ (Prut – เป็นลำน้ำสาขามาจากแม่น้ำดานูบมีความยาว 935 ก.ม. หล่อเลี้ยงดินแดนย๊าชในโรมาเนีย-)

จนกระทั่งว่าตัวพระเจ้าซาร์รุสเซียเองก็เกือบจะตกเป็นเชลย ถ้าหากว่ามเหสีของพระองค์ไม่ออกอุบายช่วยเหลือพระราชสวามี ซึ่งตำราประวัติศาสตร์ต่างก็บันทึกว่า พระนางแคธรีน่าผู้เป็นมเหสีได้ติดสินบนแม่ทัพแห่งอุษมานียะห์ด้วยอัญมณีและของมีค่าเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนกับอิสรภาพของพระเจ้าซาร์ (เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.อิห์ซาน ฮักกีย์ ผู้ตรวจทานหนังสือ “ตารีค อัดเดาละห์ อัลอะลียะห์ อัลอุษมานียะห์” ได้หักล้างว่า : เรื่องอัญมณีและของมีค่าที่ว่านี้หามีเค้ามูลความจริงแต่อย่างใด ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ว่าเสนาบดี อุษมานียะห์ผู้นี้จะโง่เขลาจนคิดไม่ออกว่าอย่างไรเสีย พระนางแคธรีน่าก็ย่อมตกเป็นเชลยของตน และอัญมณีของพระนางและของอาณาจักรทั้งหมดย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจักรวรรดิอุษมานียะห์ ถ้าหากเสนาบดีบัลตอญีย์ ปาชามีชัยเหนืออาณาจักรของพระนาง และสมมติว่า เสนาบดีผู้นี้อยากจะได้ตัวพระนาง พระนางก็ย่อมเป็นสิทธิของเสนาบดีอีกเช่นกันหลังจากได้รับชัยชนะ และหากว่าเขาอยากจะได้อัญมณีและพระราชทรัพย์ของพระนาง นั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาอีกเช่นกัน)

ด้วยเหตุนี้ ดร.อิห์ซานจึงมีความเห็นว่า เรื่องเล่าในตำราประวัติศาสตร์นี้มีการเจือสม และเป็นที่เชื่อได้ว่าเหตุที่แม่ทัพอุษมานียะห์ไม่ได้ทำสนธิสัญญาพักรบในครานั้น ก็นอกเสียจากเป็นเพราะว่าท่านแม่ทัพคงทราบดีว่ายังมีอุปสรรคบางประการที่การพิชิตของท่านอาจจะได้รับความสูญเสีย หากว่ายังคงปิดล้อมกองทัพรุสเซียอยู่เช่นนั้น หรือไม่ก็อาจจะวินิจฉัยผิดพลาด จึงเลือกเอาข้อที่เป็นอันตรายน้อยที่สุด ยิ่งเมื่อมองดูลักษณะของเหล่าทหารอิงกิชารีย์ และเหล่าทัพตุรกีอื่นๆ เมื่อเหล่าทหารรู้ดีว่าการรับสินเป็นการทรยศต่อจักรวรรดิ พวกเขาคงไม่ปล่อยให้ท่านแม่ทัพทำการเช่นนั้นได้อย่างลอยนวล ทั้งนี้เป็นเรื่องปกติสามัญที่ทหารตุรกีมักจะถอดและลอบสังหารบรรดาเสนาบดีหรือแม้กระทั่งบรรดาซุลตอนอยู่เนืองๆ สำหาอะไรกับแม่ทัพผู้ทรยศเพียงคนเดียว (ตารีค อัดเดาละห์ อัลอะลียะห์ฯ หน้า314)

แม่ทัพบัลตอญีย์ ปาชา ได้ทำสัญญาประนีประนอมแห่งแม่น้ำบรูซกับรุสเซีย โดยมีเงื่อนไขกำหนดให้รุสเซียจำต้องถอนกำลังทหารของตนออกจาเขตอาซอฟ นอกจากนี้รุสเซียยังได้ให้คำมั่นว่าจะระเบิดป้อมตีฟาน (ตาญีซูก) และมีการลงนามสนธิสัญญาสงบศึกฟิลิฟซันอีกครั้งในปี ฮ.ศ.1133 ตรงกับค.ศ. 1711

และภายหลังการทำสนธิสัญญาครั้งนั้น ความสงบสุขและช่วงปลอดสงครามระหว่างรุสเซียและอุษมานียะห์ก็ดำเนินไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งหากจะว่าไปแล้วช่วงปลอดสงครามอันสงบสุขหาได้เกิดขึ้นจริงไม่ แต่เป็นช่วงของการผ่อนลมหายใจและรวบรวมพลังและจัดกองทัพใหม่มากกว่า ในที่สุดรุสเซียก็หวนกลับมาอีกครา พวกเขาเข้ายึดครองไครเมียและคุกคามราชธานีของจักรวรรดิด้วยกองทัพเรือของพวกเขา ซึ่งหากปราศจากวีรกรรมอันห้าวหาญของแม่ทัพเรือฮะซัน ปาชา อัลญะซาอีรีย์แล้วละก็ไม่แน่เหมือนกันว่าราชธานีอัสตานะห์จะรอดพ้นจากเงื้อมมือของรุสเซีย

ในส่วนพรมแดนคาบสมุทรบอลข่าน (คาบสมุทรบอลข่าน คืออาณาเขตทางตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรประหว่างทะเลดำ ทะเลมาร์มาร่า ทะเลอาเจียน และเอเดรียติก มีพื้นที่ราว 550,000 ตามรางกิโลเมตร รวมเอายูโกสลาเวีย , แอลบาเนีย , บัลแกเรีย , กรีซ และฝั่งยุโรปของตุรกี ตกอยู่ใต้อำนาจของอุษมานียะห์ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14)

ซึ่งรุสเซียจ้องมองอย่างไม่คลาดสายตาด้วยความโลภโมโทสันในการแผ่ขยายดินแดนของตนเพื่อเข้าครอบครองคาบสมุทรแห่งนี้ พวกอุษมานียูน (ออตโตมาน) สามารถต้านการรุกรานภูมิภาคนี้ของรุสเซียและกดดันให้รุสเซียจำต้องยกเลิกการปิดล้อมเมืองซิลิซตรา (Silistra) – ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้จากนครบูคาเรสต์บนฝั่งแม่น้ำดานูบ- และเมืองวารนะห์ (Varna) – เมืองหนึ่งในบัลแกเรียตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลดำ- และถอนกำลังออกจากเขตดังกล่าวในเวลาต่อมาจนต้องถอยร่นสู่ดินแดนเบื้องหลังแม่น้ำดานูบ

นอกเสียจากว่าในปีค.ศ. 1774 ซึ่งตรงกับรัชกาลซุลตอนอับดุลฮามีด ที่ 1 พวกรุสเซียก็สามารถสร้างความปราชัยแก่พวกอุษมานียะห์และทำสนธิสัญญากูญูก ฟินารญีย์ เพื่อที่จะอ้างได้ในภายหลังว่าพวกตนคือผู้มีสิทธิอันชอบธรรมในการพิทักษ์ชาวคริสเตียนซึ่งเป็นพลเมืองของอุษมานียะห์ ตลอดจนการดูแลรับผิดชอบกิจการต่างๆ ของชาวคริสเตียน นอกจากนี้ตามสนธิสัญญาฉบับนี้กองทัพเรือของรุสเซียได้รับสิทธิในการผ่านช่องแคบคาร์ดาแนลและออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน

ในปี ฮ.ศ.1206/ค.ศ.1792 แม่น้ำเดนิสทร์ ได้กลายเป็นเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างอุษมานียะห์กับรุสเซีย และอุษมานียะห์ก็ได้ยอมสูญเสียคาบสมุทรไครเมียแก่รุสเซียในสนธิสัญญาบ๊าช ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในปีเดียวกันนั้น

ในรัชสมัยซุลตอน มะห์มูด ที่ 2 ความอ่อนล้าภายในจักรวรรดิเพิ่มมากขึ้น (ตลอดจนการกบฏในเซอร์เบีย , กรีซ , และแอลบาเนีย) อันเป็นปัจจัยส่งผลให้จักรวรรดิอุษมานียะห์ประสบความพ่ายแพ้ต่อรุสเซีย นอกจากนี้รุสเซียยังได้ฉวยโอกาสร่วมก่อการปฏิวัติในแคว้นชาม (ซีเรีย) ภายหลังมุฮำหมัด อะลี ปาชา ได้ถอนกำลังทหารออกจากแคว้นชาม ดังนั้นรุสเซียจึงได้เรียกร้องสิทธิครั้งใหม่เหนือดินแดนศักดิ์สิทธิในปาเลสไตน์ และเพื่อกดดันต่ออุษมานียะห์ให้ยอมรับข้อเรียกร้องดังกล่าว รุสเซียจึงรีบเข้ายึดครองดินแดนบางส่วนของอุษมานียะห์ในคาบสมุทรบอลข่าน และโจมตีกองเรือรบของจักรวรรดิในทะเลดำ

สิ่งดังกล่าวทั้งหมดได้นำไปสู่การเกิดสงครามไครเมีย ซึ่งกินระยะเวลานับแต่ปีค.ศ. 1854 จนถึงปีค.ศ. 1856 โดยฝรั่งเศสและอังกฤษได้เข้าร่วมกับฝ่ายอุษมานียะห์ และภายหลังความสูญเสียอย่างหนักของทั้งสองฝ่าย สงครามได้จบลงด้วยการรับรองอธิปไตยของจักรวรรดิอุษมานียะห์ และการปิดช่องแคบต่อหน้ากองทัพเรือของต่างชาติทั้งหมด (ตารีค อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ ฟี อาเซีย หน้า364)

ในศตวรรษที่ 19 การขับเคี่ยวและการพิพาทได้เพิ่มมากขึ้น กอรปกับเป็นช่วงเวลาที่จักรวรรดิอุษมานียะห์อยู่ในสภาพเสื่อมและอ่อนแออย่างชัดเจน โดยเฉพาะทางด้านการคลังซึ่งเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จนเป็นเหตุโดยตรงในความตกต่ำทางเศรษฐกิจของอุษมานียะห์ ซึ่งผลที่ตามมาเหมือนลูกโซ่ก็คือผลกระทบที่ค่อนข้างรุนแรงต่อนโยบายทางการเมืองโดยภาพรวมของจักรวรรดิในการส่งกองทัพเพื่อออกไปรักษาเส้นพรมแดนหรือขัดตาทัพจากหมู่ปัจจามิตร

นอกจากนี้สภาพเศรษฐกิจและการเมืองในภาวะเช่นนี้ยังได้ก่อให้เกิดปัญหาที่แก้ไม่ตกภายในจักรวรรดิเอง (ตารีค อัดเดาละห์ อัลอะลียะห์ อัลอุษมานียะห์ หน้า 541) เมื่อเป็นเช่นนี้กองทัพรุสเซียจึงสบโอกาสและเคลื่อนกำลังพลผ่านเส้นพรมแดนของโรมาเนียและมุ่งหน้าสู่หัวเมืองของอุษมานียะห์ก่อนการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ เมื่อกองทัพรุสเซียข้ามแม่น้ำดานูบซึ่งเป็นเส้นแบ่งพรมแดนอุษมานียะห์ก็ได้แจ้งให้กลุ่มประเทศตะวันตกได้ทราบ

รุสเซียได้รุกรานและละเมิดอธิปไตยตลอดจนทำผิดข้อตกลงตามสนธิสัญญาปารีส เมื่อปี ฮ.ศ. 1272/ค.ศ. 1856 ซึ่งมีมาตรากำหนดว่า :

“เมื่อเกิดกรณีพิพาทที่เกรงว่าจะเป็นสิ่งบั่นทอนความสงบสุขและริดรอนอำนาจอธิปไตยขึ้นระหว่างราชสำนักออตโตมานกับประเทศผู้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาประเทศหนึ่งประเทศใด ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายซึ่งมีกรณีพิพาทจะตั้งใจใช้กำลังนั้นให้ประเทศหรือรัฐที่เข้าร่วมในสนธิสัญญาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยระหว่างสองฝ่ายเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น” (อ้างแล้ว (โดยสรุป) หน้า173)

เมื่อจักรวรรดิอุษมานียะห์พบว่ากลุ่มประเทศตะวันตกมิได้แยแสและให้ความสนใจต่อกรณีที่เกิดขึ้น –ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ชาติตะวันตกจะมีท่าทีอมพะนำและเพียงแต่เฝ้ามองดูอยู่เฉย ๆ และพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงรู้ดีว่า ถ้าหากทหารของอุษมานียะห์เป็นฝ่ายเปิดฉากรุกรานดินแดนของรุสเซียก่อนแล้วละก็ กองทัพเรือของชาติตะวันตกก็จะเร่งรุดเพื่อช่วยเหลือรุสเซีย และโลกทั้งโลกก็ย่อมลุกขึ้นเพื่อรุมประณามอุษมานียะห์เมื่อไม่พบว่าชาติตะวันตกกระทำการอันใดแม้เพียงแค่ให้ความสนใจอุษมานียะห์จึงส่งกองทัพเรือข้ามแม่น้ำดานูบเข้าโจมตีชายฝั่งโรมาเนียเพื่อลงโทษที่โรมาเนียสมรู้ร่วมคิดในการนี้

ดังนั้นโรมาเนียจึงประกาศแยกตนออกจากอาณัติของอุษมานียะห์และเข้าร่วมกับฝ่ายรุสเซียในการทำสงครามกับจักรวรรดิ ภายหลังกองทัพรุสเซียทั้งหมดก็ข้ามแม่น้ำดานูบ โดยมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองตัรนะวะฮ์ (ตัรนะวะฮ์ คือ เมืองเทอร์โนโว (Turnovo) ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของบัลแกเรีย) และเข้ายึดครองรวมถึงเมืองนิโคบีลี่ย์ (นิโคบิลี่ย์ หรือ นิโคโปลิส ในภาษากรีก หมายถึง นครชัย เรียกในอีกสำเนียงหนึ่งว่า Nikopol อยู่ทางเหนือของบัลแกเรียติดกับพรมแดนโรมาเนีย) และช่องแคบต่างๆ ของคาบสมุทรบอลข่านซึ่งกลายเป็นว่าอัสตานะห์ (อิสตันบูล) กำลังจะถูกคุกคาม

ดังนั้นจักรวรรดิจึงดำเนินการเปลี่ยนแปลงคณะผู้นำทางทหาร และให้ อุสมาน ปาชา ขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ของอุษมานียะห์ ประวัติศาสตร์ได้จารึกวีรกรรมความกล้าหาญและความเป็นชายชาตินักรบของแม่ทัพผู้นี้ และความประเสริฐคือสิ่งที่เหล่าปัจจามิตรได้เป็นประจักษ์พยานยืนยันหลังสงครามสงบลง บรรดาศัตรูได้ให้เกียรติยกย่องและชื่นชมต่อความห้าวหาญเยี่ยงวีรชนผู้กล้าของแม่ทัพอุสมาน ปาชา ซึ่งถ้าหากดี ฮู ฮันซ์ วัลรอน เจ้าชายโรมาเนียที่นำทหารจำนวน 100,000 นาย ทำทีเข้าร่วมรบเคียงข้างอุษมานียะห์ไม่กระทำการทรยศเสียแล้ว อุสมาน ปาชา ก็คงสามารถสร้างความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่หลวงแก่รุสเซียเป็นแน่แท้ (ตารีค อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ หน้า175 , ตารีค อัดเดาละห์ อัลอะลียะห์ หน้า629)

ส่วนทางด้านเอเชียนั้น รุสเซียได้ใช้กำลังทหารปิดล้อมเมืองกอรูซ (หรือกอร์ซ kars -ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอนาโตเลีย) และมุ่งหน้าเดินทัพเพื่อยึดครองบายะซีด พร้อมทั้งพยายามเข้าตีอัรดะฮาน และบาตูม (เมืองท่าชายฝั่งทะเลดำ) ภายหลังรุสเซียได้กระจายกำลังทางทหารของตนในอาณาบริเวณดังกล่าว พวกอุษมานียูนก็ได้บดขยี้กองทัพรุสเซีย ด้วยการนำทัพของอะห์หมัด มุคต๊าร ปาชา ซึ่งจัดระเบียบกองทัพและหวนกลับเข้าตีทัพศัตรู พวกรุสเซียจึงได้ถอยร่นกลับสู่พรมแดนของพวกตน และกองทัพน้อยของอุษมานียะห์ก็ได้ไล่ติดตามกองทัพรุสเซียที่แตกพ่ายและสามารถยึดครองเขตเทือกเขาสูงบางส่วนภายในเส้นพรมแดนของรุสเซียโดยมีอิสมาอีล ฮักกีย์ ปาชา เป็นแม่ทัพและกองทัพของอุษมานียะห์ก็ได้จารึกชัยชนะในสมรภูมิอื่นๆ อีกถึง 6 ครั้ง

และซุลตอนอับดุลฮะมีดได้ทรงมีพระราชสาส์นถึงอะห์หมัด มุคต๊าร ปาชา ว่า :
“อันภารกิจสูงสุดนั้นมาจากพระผู้ทรงช่วยเหลือให้มีชัยโดยแท้ พระองค์ผู้ทรงสถิตย์ความยุติธรรมอันสมบูรณ์ พระผู้ทรงเป็นสักขีพยานถึงความสัจจริงแห่งการเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมของเราในการศึกสงครามอันเป็นที่ประจักษ์นี้ ซึ่งนับแต่บัดนี้คือพันธกรณีด้วยการเกื้อหนุนจากจิตวิญญาณแห่งองค์ศาสนทูต ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผู้เป็นนายแห่งเรา ผู้ทรงสัจจริง ซึ่งพระองค์ท่านนั้นคือสายเชือกอันเหนียวแน่นในยามวิกฤติทั้งปวง ให้กองทัพแห่งทหารหาญของเราได้รับชัยชนะอันประจักษ์ชัดในการศึกสงครามทั้งปวง” (ตารีค อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ หน้า175 , ตารีค อัดเดาละห์ อัลอะลียะห์ หน้า629)

ภายหลังรุสเซียก็ดำเนินแผนการโจมตีครั้งใหม่ภายใต้การนำทัพของนายพลเมลิคอฟ โดยอาศัยโอกาสขณะที่กำลังบำรุงของอุษมานียะห์มีน้อย กอรปกับมีทหารเป็นอันมากได้สูญเสียชีวิตเพื่อพลีชีพ ผลที่ตามมาย่อมทำให้อุษมานียะห์มิอาจต้านทานได้เลย พวกศัตรูก็รุกคืบหน้าไล่ตามกองทัพอุษมานียะห์ซึ่งถอยร่นสู่อัรฎูม (เออร์ซูรัม Erzurum ตั้งอยู่ทางตะวันออกของคาบสมุทรอนาโตเลีย) และรุสเซียก็ยึดครองเมืองกอร์ซ ผลที่รุสเซียได้ยุยงปลุกปั่นชาวเซอร์เบียก็ประกาศสงครามกับจักรวรรดิอุษมานียะห์ซึ่งมีอำนาจเหนือดินแดนแห่งนี้ ซ้ำร้ายพวกเซอร์เบียได้เข้าร่วมกับฝ่ายรุสเซียอีกด้วย ทางราชสำนักจึงสั่งปลดผู้ปกครองแคว้นเซอร์เบียออกจากตำแหน่ง

นอกจากนี้กองทัพของมอนเตรเนโกรก็เข้าร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับรุสเซียเช่นกัน อันเป็นสิ่งที่นำไปสู่ศึกติดพันรอบด้านและสร้างความพะว้าพะวงแก่เหล่าทหารของอุษมานียะห์เป็นอันมาก ตลอดจนก่อให้เกิดความเสียเปรียบในด้านกำลังพลนอกเหนือจากความเสียเปรียบในด้านการเมืองและวิเทโศบายระหว่างประเทศ (อ้างแล้ว หน้า175)
ชาวมุสลิมในบัลแกเรียต้องถูกกระทำทารุณกรรมจากชาวคริสเตียนอย่างน่าสยดสยอง ทำให้ชาวมุสลิมส่วนมากจำต้องเดินทางมุ่งสู่อิสตันบูลในภายหลัง เพียงแค่ได้ยินว่าพวกรุสเซียกำลังรุกคืบหน้าเข้ามาใกล้พวกเขาทุกขณะ ทั้งนี้เนื่องจากเกรงกลัวความโหดร้ายป่าเถื่อนของกองทัพรุสเซีย ดังนั้นในขณะที่ชาวมุสลิมละทิ้งบ้านเรือนเพื่อหนีเอาชีวิตรอด กองทัพรุสเซียก็เข้าปล้นสะดมบ้านเรือนและทรัพย์สินของพวกเขา และแม้กระทั่งขณะเดินทางหลบหนี ชาวมุสลิมก็หาได้รอดพ้นจากการย่ำยีของรุสเซียไม่

ส่วนราชธานีอิสตันบูลเองก็ตกอยู่ในสภาพที่คราครั่งไปด้วยผู้อพยพลี้ภัยตามท้องถนนท่ามกลางความหนาวเหน็บที่หฤโหดโรคไข้รากสาด (ไทฟอยด์) ก็ระบาดและคร่าชีวิตผู้คนไปเป็นอันมาก ซึ่งถ้าหากอุษมานียะห์ไม่รีบทำข้อตกลงประนีประนอมและยักย้ายถ่ายเทผู้คนไปยังหัวเมืองต่างๆ ของอนาโตเลียแล้ว ผู้คนเหล่านั้นย่อมด่าวดิ้นไปทั้งหมด การดังกล่าวก็คือแผนการของรุสเซียและเป็นไปตามความมุ่งมาดที่จะขับชาวมุสลิมออกจากดินแดนดังกล่าว

การเผชิญหน้ากับการรุกรานของรุสเซียซึ่งวางแผนอย่างแยบยลในการปลุกระดมพลเมือง คริสเตียนของจักรวรรดิอุษมานียะห์ รวมถึงการสมรู้ร่วมคิดของกลุ่มชาติตะวันตกทำให้จักรวรรดิอุษมานียะห์จำต้องลงนามรับรองสนธิสัญญาซาน สตีฟาโนส (เซนต์ สตีเฟ่น) ในปีค.ศ. 1878 ซึ่งร่างขึ้นบนพื้นฐานของอุดมการณ์ที่ว่า “ความวิบัติย่อมเป็นของฝ่ายปราชัย” เพื่อแลกกับการถูกยึดครองราชธานีอิสตันบูล สนธิสัญญาฉบับนี้ได้กำหนดในมาตราแรกให้กองทัพรุสเซียยึดครองแนวเขตป้องกันใกล้กับเขตปริมณฑลของอิสตันบูล และให้กองทัพรุสเซียถอนกำลังกลับสู่หลังแนวเขตที่กำหนด ตลอดจนกำหนดให้เซอร์เบียและมอนเตรเนโกรได้แยกตนเป็นอิสระแก้ไขเปลี่ยนแปลงพรมแดนใหม่ รวมถึงให้โรมาเนียได้เอกราช และกึ่งเอกราชแก่บัลแกเรีย และกองทัพอุษมานียะห์ต้องถอนกำลังทหารออกจากบัลแกเรีย อีกทั้งต้องทำลายคูค่ายป้อมรบทางทหารของอุษมานียะห์ ในขณะที่กองทัพรุสเซียยังคงสามารถอยู่ได้ในดินแดนนั้นชั่วระยะเวลาหนึ่ง และให้ทำลายป้อมปราการของอุษมานียะห์ที่สร้างอยู่ริมฝั่งแม่น้ำดานูบอีกด้วย

กรณีการถอนกำลังทหารของรุสเซียออกจากดินแดนอาร์เมเนียยังมีข้อสัญญาอันเป็นภาระผูกพันอีกด้วย กล่าวคือราชสำนักอุษมานียะห์จะต้องให้การประกันความปลอดภัยแก่ชาวคริสเตียนและชาวอาร์เมเนีย และจำต้องชดเชยค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่รุสเซียจำนวน 1,410,000 รูเบิล หรือเท่ากับ 245,317,391 ลีร่า อุษมานียะห์และช่องแคบต่างๆ จะต้องเปิดให้กองทัพเรือของรุสเซียผ่านทั้งในยามสงบและยามสงคราม จักรวรรดิอุษมานียะห์จึงตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรกับภูเขาไฟที่กำลังคุกรุ่นและพร้อมที่จะระเบิดลาวาของมันออกมาจากทุกทิศทาง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเซอร์เบีย , มอนเตรเนโกร , โรมาเนีย , บอลข่าน , บัลแกเรีย , บอสเนีย และเฮเซอร์โกวิน่า หาใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญไม่ อันที่จริงสถานการณ์ทั้งหลายแหล่ต่างก็บ่งชี้ถึงว่านั่นคือสิ่งที่รุสเซียและพลเมืองคริสเตียนในจักรวรรดิอุษมานียะห์ได้สมรู้ร่วมคิดวางแผนการเอาไว้ ท่าทีในฝ่ายของกลุ่มประเทศตะวันตกก็หาได้แตกต่างไปจากท่าทีของรุสเซียเลยแม้แต่น้อย กล่าวคือกลุ่มประเทศคริสเตียนทั้งปวงต่างก็วางแผนการร้ายเพื่อเล่นงานจักรวรรดิอุษมานียะห์ด้วยกันทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะเกิดความเหนื่อยล้าและความบอบช้ำในฝ่ายอุษมานียะห์ กระนั้นเหล่าทหารของอุษมานียะห์คือฝ่ายที่ได้รับชัยชนะโดยส่วนใหญ่
ทางราชสำนักอุษมานียะห์ได้เรียกร้องกลุ่มประเทศมหาอำนาจ 6 ประเทศในขณะนั้นให้เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย –ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าประเทศเหล่านั้นมีเจตนาอย่างไร- และการกระทำเช่นนั้นก็มิได้ต่างอะไรกับคนที่ป้องกันความร้อนระอุด้วยไฟ แต่กลุ่มประเทศมหาอำนาจก็หาได้ตอบรับข้อเรียกร้องนั้นไม่ การสู้รบก็ยังคงดำเนินต่อไปถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงฤดูหนาวที่มีอากาศหฤโหดและมีหิมะตกหนักก็ตาม

ต่อมารุสเซียก็บ่ายหน้ากองทัพของตนสู่อาณาบริเวณเบื้องหลังเทือกเขาบอลข่าน เพื่อโจมตีดินแดนของพวกบุลฆอรและรูมิลลี่ย์ตะวันออก และยาตราทัพเข้าสู่นครโซเฟียในวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1878 และเมืองฟีลีบะห์ ตามด้วยเมืองเอเดรียนโนเปิ้ล (อะดิรน่าฮ์) ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน และรุกคืบหน้าสู่อัสตานะห์ โดยมิได้ยากลำบากอันใดและเข้าไปถึงระยะทางห่างจากอัสตานะห์เพียงแค่ 50 ก.ม. เท่านั้น ในเวลาเดียวกันพลเมืองมอนเตรเน-โกรและเซอร์เบียก็ได้ยึดครองหัวเมืองบางส่วนตลอดจนจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ เอาไว้ ซึ่งชี้ว่ามีการตกลงกันไว้ก่อนแล้ว สถานการณ์ของจักรวรรดิจึงตกอยู่ในภาวะคับขันและถูกคุกคามอย่างหนักจึงได้ร้องให้มีการประนีประนอมและเริ่มหารือกันในเวลาต่อมา

ในการประชุมหารือดังกล่าวได้มีมติให้แบ่งหรือเฉือนดินแดนของจักรวรรดิอุษมานียะห์ในยุโรป นอกจากดินแดนบางส่วนซึ่งมีขนาดเล็กและกระจัดกระจาย เช่น อิสตันบูล ซ่าลานีก อิบริอูส และบางส่วนของแอลบาเนีย ตลอดจนแคว้นบอสเนียและเฮเซอร์โกวิน่า อุษมานียะห์จะต้องสูญเสียป้อมคาร์ซ , บาตูม , บายะซีด ตลอดจนเส้นพรมแดนถึงอุรฎูรูม (เออร์ซูรัม) แต่แล้วอังกฤษก็ทำทีแสร้งเห็นใจและปรารถนาดีต่อจักรวรรดิ

ที่อังกฤษทำอย่างนั้นมิได้เกิดจากความรักอันจริงใจแต่อย่างใด หากแต่รังเกียจเดียดฉันท์ที่รุสเซียจะครอบครองอิสตันบูลและกุมช่องแคบดาดาร์แนลและบอสฟอรัสแต่เพียงฝ่ายเดียว อังกฤษจึงได้ทำสนธิสัญญาป้องกันตนเองกับจักรวรรดิเพื่อทัดทานรุสเซียและเข้าครอบครองเกาะไซปรัส โดยอ้างว่าเกาะไซปรัสจะเป็นฐานทัพแนวหน้าที่อังกฤษสามารถใช้ได้ยามที่มีความจำเป็น แล้วอุษมานียะห์ซึ่งตกอยู่ในภาวะคับขันจะทำการอันใดเล่าต่อการเผชิญหน้าภัยคุกคามของรุสเซีย ซึ่งกำลังมุ่งเล่นงานหัวใจของจักรวรรดิอยู่รอมร่อ และอุษมานี-ยะห์ก็ไร้ผู้เหลียวแล โลกก็รุมทึ้งอย่างเมามัน อุษมานียะห์ก็จำต้องตกลงกับอังกฤษในสนธิสัญญาดังกล่าว

เมื่อกลุ่มประเทศตะวันตกเห็นว่ารุสเซียจะได้ครอบครองมรดกของอุษมานียะห์แต่เพียงผู้เดียว ก็เร่งรุดจัดการประชุมเบอร์ลิน ซึ่งมีกลุ่มประเทศมหาอำนาจเข้าร่วมประชุม โดยมีบิสมาร์กของเยอรมันเป็นประธาน ในปี ฮ.ศ.1295/ค.ศ. 7878 จักรวรรดิอุษมานียะห์หาได้รับผลกำไรอันใดไม่จากการประชุมนั้น ที่ประชุมได้มีมติให้เฉือนแคว้นรูมิลลีย์ตะวันออกทั้งหมดจากเรือนร่างของคนไข้แห่งยุโรปที่กำลังอาการทรุดหนัก เส้นพรมแดนของแคว้นบุลฆอรจึงได้หดเล็กลงไม่เกินจากเทือกเขาบอลข่าน ส่วนชายฝั่งของหมู่เกาะถูกคืนแก่ราชสำนัก มาบัดนี้มีพื้นที่ติดต่อกัน และที่ประชุมได้มีมติยกแคว้นบอสเนียและเฮเซอร์โกวิน่าแก่ออสเตรีย – ฮังการี ตลอดจนเส้นพรมแดนทางตอนเหนือของกรีซ , เซอร์เบีย และมอนเตรเนโกร ก็กำหนดให้กินอาณาบริเวณกว้างมากกว่าแต่ก่อน

สนธิสัญญาเบอร์ลิน ยังได้กำหนดให้มีการดำเนินการปรับปรุงกิจการภายในของจักรวรรดิ โดยอ้างว่ามีเจตนายกสถานภาพของชาวคริสเตียนและชาวอาร์มาเนียที่เป็นพลเมืองในจักรวรรดิให้ดีขึ้นอีกด้วย เช่นนี้เองที่กลุ่มประเทศคริสเตียนได้ตั้งตนเองเป็นผู้รับผิดชอบดูแลกิจการภายในของจักรวรรดิโดยใช้การพิทักษ์คุ้มครองชาวคริสเตียนมาเป็นข้ออ้าง เห็นได้ชัดเจนว่า สนธิสัญญาฉบับนี้ลิดรอนสิทธิอุษมานียะห์ซ้ำร้ายยังย่ำยีและอยุติธรรมอย่างรุนแรง เพราะได้บังคับให้อุษมานียะห์จำต้องยอมมอบดินแดนบางส่วนให้กับกลุ่มประเทศที่ไม่ได้เคยเข้าร่วมในสงครามตั้งแต่ต้น และประเทศเหล่านั้นก็ยังพ่ายแพ้ต่อกองทัพของอุษมานียะห์อีกด้วย

หากได้พิจารณาดูแผนที่แสดงอาณาเขตของจักรวรรดิก็จะประจักษ์ว่ารุสเซียได้ลบตุรกีในยุโรปไปจากโลกทางการเมืองแล้ว (ตารีค อัดเดาละห์ อัลอะลียะห์ หน้า664) และการดังกล่าวคือ ความสำเร็จในเป้าหมายที่รุสเซียวางเอาไว้ ชาวคริสเตียนและดินแดนที่มีชาวคริสเตียนเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ได้ขึ้นกับรุสเซีย ช่องแคบทั้งหลายก็ถูกเปิดเป็นเพียงความฝันและความปรารถนาที่รุมเร้าจิตใจของรุสเซียมานมนานกาเล

บางทีอาจจะมีคำถามผุดขึ้นว่า เพราะอะไร? รุสเซียจึงต้องการยึดครองอิสตันบูลซึ่งเป็น ราชธานีของจัรวรรดิไบเซนไทน์ในอดีต?

อันที่จริงกลุ่มประเทศคริสเตียนทั้งหมดย่อมไม่มีความพอใจและเห็นด้วยต่อกรณีที่ประเทศคริสเตียนเยี่ยงรุสเซีย จะเข้าครอบครองอิสตันบูลเพราะกลุ่มประเทศคริสเตียนต่างก็หวั่นเกรงต่อผู้ที่ครอบครองอิสตันบูลจะสามารถครองโลกได้สมดังที่ นโปเลียน โปนาปาร์ต ของฝรั่งเศสได้เคยกล่าวเอาไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้ฝรั่งเศสจึงไม่ยอมให้รุสเซียได้กระทำสิ่งดังกล่าว และกลุ่มประเทศตะวันตกต่างก็ถือว่าย่อมเป็นผลดีกว่าที่จะปล่อยให้อิสตันบูลเป็นไปตามสภาพของมันภายใต้การปกครองของรัฐที่อ่อนแอ ซึ่งคืออุษมานียะห์นั่นเอง อังกฤษเองก็หวั่นเกรงว่า ถ้าหากรุสเซียยึดครองอิสตันบูลได้แล้วรุสเซียก็จะแผ่อิทธิพลของตนสู่ดินแดนอาณานิคมหรือเขตอิทธิพลของอังกฤษในโลกอาหรับและตะวันออกไกล (ตารีค อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ หน้า 267)

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีความจำเป็นสำหรับการที่สนธิสัญญาเบอร์ลินจะต้องนำเอาเสถียรภาพในเขตการปกครองของอุษมานียะห์กลับมาอีกครั้ง และเขี่ยมาตราต่างๆ ที่อยุติธรรมออกไปจากสนธิสัญญาซึ่งอาศัยความตามมาตราในสนธิสัญญาซาน สตีฟานุส ที่ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ทว่าสนธิสัญญาฉบับใหม่ก็ได้ทำให้สถานการณ์ของจักรวรรดิเลวร้ายหนักข้อขึ้นไปอีก กล่าวคือได้ทำให้จักรวรรดิต้องสูญเสียดินแดนในยุโรป เอเชียและดินแดนในส่วนเมดิเตอร์เรเนี่ยนเพิ่มมากขึ้น

เช่นนี้เองที่โลกคริสเตียนได้ร่วมกันสนองความโลภโมโทสันของตนโดยมุ่งมั่นทำลายระบอบคิลาฟะห์ และรุสเซียก็อาจหาญกระทำในสิ่งที่กลุ่มชาติตะวันตกรวมกันยังไม่เคยกล้าที่จะบังอาจแม้เพียงคิด ซึ่งกลุ่มชาติตะวันตกยังคงครั่นคร้ามต่อแสนยานุภาพของอุษมานียะห์ แม้กระทั่งในยามที่อุษมานียะห์อ่อนแอและจวบจนกระทั่งเกิดสงครามกับรุสเซียดังกล่าว

แกนสำคัญในการดำเนินนโยบายทางการเมืองของเหล่าปัจจามิตรผู้อาฆาตพยาบาทก็คือการถอนรากถอนโคนอิสลามให้หมดสิ้นไปจากดินแดนดังกล่าว สังหารชาวมุสลิมบรรดานักเผยแผ่ศาสนาและทำลายศูนย์กลางของศาสนาอิสลาม กลุ่มประเทศมหาอำนาจได้สมรู้ร่วมคิดกับพลเมืองของชาวคริสเตียนในคาบสมุทรบอลข่านในก้าวย่างที่สำคัญสู่การขจัดการมีอยู่ของอุษมานียะห์อันเป็นรัฐอิสลามในยุโรป และขับไล่ไสส่งชาวอุษมานียะห์ออกจากยุโรปเป็นการสอดประสานกับนโยบายทางการเมืองของรุสเซียซึ่งได้มุ่งทำลายปราการอันมั่นคงของระบอบคิลาฟะห์อันยืนตระหง่านท้าทายกาลเวลาตลอดช่วงหกศตวรรษ ในฐานะสัญลักษณ์แห่งเอกภาพของชาวมุสลิมซึ่งเป็นพลังผลักดันในการเผยแผ่อิสลามและพิทักษ์คุ้มครองสายเชือกอันเหนียวแน่น ตลอดจนเผชิญหน้ากับความชิงชังของพวกครูเสด ไซออนิสต์ และสังคมนิยม




และถือเป็นเกียรติอันสูงส่งที่คุ้มค่าแล้วสำหรับชาวอุษมานียุนที่พวกเขาได้ปกครองพื้นที่อาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลของโลก ในนามของอิสลามตลอดช่วงเวลา 600 ปีที่ผ่านมา และแผ่แสนยานุภาพอันเกรียงไกรครอบคุลมถึง 3 ทวีป และแล้วสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็มาถึง แล้วพวกบ้าสงครามจากกลุ่มเอกภาพและความวิวัฒน์ (กลุ่มยังเติร์ก ซึ่งลุแก่อำนาจภายหลังการปลดซุลตอนอับดุลฮะมีดออกจากอำนาจ) ก็ได้ลากจักรวรรดิสู่เหวลึกและปราชัยไปพร้อมกับเยอรมัน ผลที่ตามก็คือระบอบคิลาฟะห์สิ้นสุดลง ดินแดนของชาวอาหรับก็ตัดขาดจากระบอบคิลาฟะห์และถูกแบ่งออกเป็นประเทศเล็กประเทศน้อย และระบอบการปกครองของอิสลามในตุรกีก็ถูกยกเลิกในที่สุด (ตารีค อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ หน้า227)

read more "จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : นโยบายการก่อสงคราม"

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : การปลุกระดมและยุยงให้พลเมืองในจักรวรรดิอุษมานียะห์ก่อการปฏิวัติลุกฮือ

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : การปลุกระดมและยุยงให้พลเมืองในจักรวรรดิอุษมานียะห์ก่อการปฏิวัติลุกฮือ

(อาลี เสือสมิง)



เพื่อให้เป้าหมายสัมฤทธิ์ผลในช่วงเวลาอันสั้น รุสเซียจึงได้ใช้แผนการปลุกระดมและยุยงชาวคริสเตียนนิกายออธอดอกซ์ในจักรวรรดิอุษมานียะห์ให้กลายเป็นแนวร่วมกับตนเพื่อบั่นทอนเสถียรภาพของอุษมานียะห์

ปรากฏในพระราชหัตถเลขาว่าด้วยวิเทโศบายของพระเจ้าซาร์ปิเตอร์ มหาราช ข้อที่ 12 ว่า
“สมควรอย่างยิ่งที่เราจะต้องโน้มน้าวชาวคริสเตียนทั้งหมดไม่ว่าออธอดอกซ์หรือโรมันซึ่งอาศัยกันอยู่ทั่วโลกในจักรวรรดิออตโตมาน ดินแดนฮังการีและโบโลเนียให้ทั้งหมดมาเห็นดีเห็นงามกับฝ่ายเรา และเราจะต้องทำให้พวกเขายึดเอารุสเซียเป็นที่พึ่งและฐานกำลังสนับสนุน ฉะนั้นก่อนอื่นจะต้องสร้างแกนนำของแต่ละนิกายในคริสต์ศาสนาเสียก่อน เพื่อที่เราจะได้สามารถใช้อิทธิพลที่มีอยู่กับรัฐบาลของคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นหนทางในการสร้างสมแนวร่วมที่เราจะพึ่งพาได้ในมณฑลต่างๆ ของเหล่าอริราชศัตรู (อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ วัรรูซ หน้า 47 , ตารีค อัดเดาะละห์ หน้า 333)

รุสเซียได้ใช้ความปรารถนาในคราบ “มนุษยธรรม” เป็นฉากบดบังเป้าหมายอันแท้จริงของตนเอาไว้ นั่นคือ การสร้างแนวร่วมที่คอยสนับสนุนรุสเซียอยู่ภายในระบอบของจักรวรรดิอุษมานียะห์ วิธีการเช่นนี้ได้ปรากฏชัดตั้งแต่วันแรกที่ซุลตอนอับดุลฮะมีดได้เสด็จขึ้นครองราชย์และพระองค์ก็พบว่า การก่อการปฏิวัติลุกฮือได้โหมกระพืออย่างเกรี้ยวกราดไปทั่วแคว้นบอสเนียและเฮเซอร์โกวิน่า พลเมืองของทั้งสองแคว้นมีความมุ่งมั่นเพื่อแยกตัวออกจากจักรวรรดิ และพระองค์ยังได้ทรงพบอีกว่าในเวลานั้นไฟแห่งการปฏิวัติลุกฮือยังคงคุกรุ่นอยู่ในบัลแกเรีย (บัลแกเรียเป็นดินแดนหนึ่งในคาบสมุทรบอลข่าน พวกอุษมานียะห์ได้ยึดครองกรุงโซเฟียของบัลแกเรีย ในปีค.ศ. 1386)

ตลอดจนเซอร์เบีย และมอนเตรเนโกร ก็กำลังทำสงครามรบพุ่งกับจักรวรรดิเพื่อชัยชนะของพวกก่อการปฏิวัติและการณ์ดังกล่าวเป็นไปเพราะการยุยงปลุกปั่นของรุสเซียซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในการทำสงครามเหล่านั้น หากแต่ยังมิใช่โดยตรงอีกทั้งรุสเซียยังได้สนับสนุนเหล่าปัจจามิตรของจักรวรรดิทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์และสรรพาวุธรวมถึงนายทหารอีกเป็นจำนวนมากที่ถูกคัดชื่อออกจากทะเบียนของกองทัพรุสเซียชั่วคราวเพื่อเข้าร่วมในการปฏิบัติการสงครามดังกล่าว

เหตุการณ์เหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยต่อการสั่นคลอนราชบัลลังก์ของจักรวรรดิอุษมานียะห์อย่างรุนแรงตลอดระยะเวลาหลายเดือน ซึ่งทำให้การกบฏและสงครามเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน ครั้นเมื่อจักรวรรดิอุษมานียะห์ได้ลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกโดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องไม่มีการส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือสรรพาวุธ หรือกองกำลังใดๆ เพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อการกบฏในแคว้นบอสเนีย และเฮเซอร์โกวิน่า ตลอดจนเซอร์เบียและมอนเตรเนโกรในระหว่างการทำสนธิสัญญา กลุ่มประเทศยุโรปก็ปฏิเสธเงื่อนไขข้อนี้ และในขณะเดียวกันรุสเซียก็เข้ามาแทรกแซงและส่งคำเตือนถึงราชสำนักอุษมานียะห์ว่าจะต้องลงนามในสนธิสัญญาโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ในวันที่ 25 ตุลาคม (อัดเดาะละห์ อัลอุษมานียะห์ ดร.อัชชีนาวีย์ 2/1068 ตารีค อัดเดาละห์ หน้า160)

การใช้นโยบายยุยงปลุกระดมของรุสเซียและกลุ่มประเทศยุโรปที่ชัดเจน ก็คือการสนับสนุนพวกก่อการกบฏในแคว้นเซอร์เบียและมอนเตรเนโกร (เซอร์เบียตกอยู่ใต้อาณัติของอุษมานียะห์อย่างเด็ดขาดตั้งแต่ปีค.ศ.1393) ตลอดจนบอสเนียและเฮเซอร์โกวิน่า และบั่นทอนเสถียรภาพของอุษมานียะห์และบังคับให้อุษมานียะห์จำต้องยอมรับต่อสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น

รุสเซียได้ถือว่าตนเป็นผู้พิทักษ์คุ้มครองพลเมืองคริสเตียนที่อยู่ท่ามกลางชาวอุษมานียะห์ และยึดเอาประเด็นนี้เป็นหนทางในการปกปิดเจตนารมณ์อันแท้จริงของตน นั่นคือการเข้าร่วมสงครามครั้งใหม่ ซึ่งมีความพร้อมทั้งในด้านกำลังทหารและการเมืองที่ทรงอิทธิพลในวงกว้าง โดยมีความมุ่งมั่นต่อการสร้างความปราชัยอันเป็นโศกนาฏกรรมให้กับอุษมานียะห์

ในเบื้องแรกจักรวรรดิอุษมานียะห์ได้ปฏิบัติต่อท่าทีเช่นนี้อย่างอ่อนแอโดยหามีความจริงจังไม่ แต่แล้วไม่นานนักจักรวรรดิอุษมานียะห์ก็รู้แน่ชัดว่า สงครามเกือบจะระเบิดขึ้นรอมร่อ กล่าวคือขณะที่พระเจ้าซาร์ของรุสเซียได้ทรงมีพระราชสาส์นปลุกระดมเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ.1876 โดยพระองค์ทรงสรรเสริญถึงวีรกรรมของพลเมืองเซอร์เบียและมอนเตรเนโกรในการทำสงครามต่อต้านจักรวรรดิอุษมานียะห์ (อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ 2/1068 , ตารีค อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ หน้า160)

ความพยายามของรุสเซียในการยุยงปลุกปั่นพวกก่อการกบฏต่ออุษมานียะห์ และสนับสนุนช่วยเหลือทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์มิได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น หากแต่รุสเซียยังได้ส่งเอกสารเผยแพร่ลงวันที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน ถึงจักรวรรดิเพื่อแจ้งให้ทราบถึงการเตรียมพร้อมในการเคลื่อนกำลังทหารประชิดเส้นพรมแดนอุษมานียะห์ โดยอาศัยข้ออ้างการพิทักษ์คุ้มครองชาวคริสเตียนซึ่งเป็นพลเมืองของจักรวรรดิก่อนหน้าที่จักรวรรดิจะเตรียมระดมพลจากทั่วทุกแคว้นทั้งในเอเชียและแอฟริกาอย่างทันท่วงที (อ้างแล้ว 2/1071)

เพื่อให้ภาวะสงครามที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างสองฝ่ายเป็นเรื่องที่ห่างไกลออกไป อังกฤษจึงร้องขอให้มีการประชุมหารือเพื่อพิจารณาในประเด็นปัญหาข้อนี้ บรรดาคณะผู้แทนจากทุกฝ่ายจึงมาถึงอัสตานะห์ (อิสตันบูล) และดำเนินการประชุมนอกรอบในสถานทูตรุสเซีย ต่อมาจึงเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการในปี ฮ.ศ.1293 ณ กรมราชนาวี โดยมีซอฟวัต ปาชา เป็นประธานซึ่งได้แจ้งแก่ผู้เข้าร่วมประชุมหารือในครั้งนั้นรับทราบว่า รัฐบาลแห่งอุษมานียะห์พร้อมที่จะพิจารณาข้อเรียกร้องบางประเด็นของที่ประชุมแต่รัฐบาลอุษมานียะห์หาได้มีความพร้อมอันใดไม่ต่อการยอมสูญเสียดินแดนไม่ว่าจะเป็นส่วนใดก็ตามทั้งเซอร์เบียหรือมอนเตรเนโกรหรืออื่นๆ (อัดเดาละห์ อัล อุษมานียะห์ 2/1071)

ผลจากคัดค้านดังกล่าว การประชุมจึงปิดฉากลงบรรดาคณะผู้แทนจึงเร่งรุดกลับสู่ประเทศของตนยกเว้นทูตของรุสเซีย ซึ่งให้เหตุผลว่า สถานการณ์น่านน้ำในอาณาเขตของอุษมานียะห์ขณะนั้นไม่เอื้ออำนวยในการเดินทางกลับจึงยังคงอยู่ต่อไปในอัสตานะห์ เพื่อวางแผนการและคบคิดซ่องสุมเพื่อทำลายจักรวรรดิอุษมานียะห์ และรุสเซียก็ถือว่าประเทศของตนอยู่ในภาวะสงครามกับอุษมานียะห์นับตั้งแต่การประชุมหารือ ณ อิสตันบูลได้จบลง

สำหรับกรณีบัลแกเรียนั้นรุสเซียได้ใช้นโยบายปลุกระดมและเสี้ยมยุยงให้เกิดการกบฏทั้งในบัลแกเรียและเวียนนาแห่งออสเตรีย ทั้งๆ ที่จักรวรรดิอุษมานียะห์ได้ยอมให้พลเมืองในบัลแกเรียได้รับสิทธิต่างๆ ตามที่ร้องขอ กลุ่มกบฏได้เริ่มเคลื่อนไหว แต่ก็ได้รับการปราบปรามจนอยู่หมัด กระนั้นก็ตามรุสเซียยังคงใช้ความพยายามในการชักจูงกลุ่มประเทศคริสเตียนอื่นๆ ให้เข้ามามีส่วนในการสร้างความวุ่นวายและแพร่ความหวั่นวิตกให้เกิดขึ้นทั่วจักรวรรดิอุษมานียะห์ (ตารีค อัดเดาะละห์ อัลอุษมานียะห์ หน้า 172 , อัลอุษมานียูน วัรรูซ หน้า 80)

กลุ่มองค์กรต่างๆ ซึ่งรุสเซียได้แต่งตั้งขึ้นเพื่อแผ่ขยายอิทธิพลของตนในกลุ่มชนชาติสล๊าฟ ก็ประสบความสำเร็จในการสร้างความบาดหมางและข้อพิพาทระหว่างมุสลิมกับชาวคริสเตียน โดยได้รับการหนุนหลังและปลุกปั่นจากรุสเซีย ซึ่งวางแผนการณ์ให้กับพวกสล๊าฟ ก่อการวางเพลิงใน เอเดรียโนเปิ้ล (อะดิรนะห์) และฟิลบะห์ เกิดการสังหารหมู่ การทำลายหมู่บ้านหลายแห่งด้วยกัน แต่การจลาจลก็ถูกปราบปรามลงในที่สุด พวกที่สร้างความเสียหายจึงเที่ยวโพนทะนาและสร้างข่าวเท็จเกี่ยวกับความโหดร้ายป่าเถื่อนของพวกอุษมานียะห์ไปทั่วยุโรป แต่ปิดบังอาชญากรรมของพวกตนเอาไว้

กลุ่มประเทศคริสเตียนจึงโหมกระพือและถือว่าการกระทำของอุษมานียะห์เป็นเรื่องโหดร้ายจนมิอาจยอมรับได้ ผู้นำคริสเตียนบางคน เช่น กลาดสโตน (วิลเลี่ยม กลาดสโตน (Gladstone ค.ศ.1809-1898) นักการเมืองชาวอังกฤษ ผู้นำพรรคเสรีชน เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอังกฤษอยู่หลายครั้งด้วยกัน) แกนนำกลุ่มเสรีชนในสหราชอาณาจักรอังกฤษ ก็กล่าวโจมตีเหมารวมจักรวรรดิอุษมานียะห์ว่าโหดร้ายป่าเถื่อน และหลงลืมสิ่งที่อังกฤษได้ก่อกรรมทำเข็ญเอาไว้กับพลเมืองชาวไอริชเสียสิ้น (ไอร์แลนด์ (Ireland) แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งอยู่ใต้อาณัติของอังกฤษ และสาธารณรัฐไอร์แลนด์ซึ่งได้เอกราชจากอังกฤษ เมื่อปีค.ศ. 1921 ในส่วนของไอร์แลนด์เหนือซึ่งมีเบลฟาสต์เป็นเมืองหลวง พลเมืองซึ่งถือในคริสศาสนานิกายคาทอลิก ต้องถูกกดขี่อย่างโหดร้ายจากรัฐบาลอังกฤษและมีกรณีพิพาทกับชาวโปรแตสแตนท์อยู่เนืองๆ ในทุกวันนี้ไอร์แลนด์เหนือมีขบวนการกู้ชาติไอริชเคลื่อนไหวและต่อสู้กับรัฐบาลอังกฤษเพื่อเอกราชของตน)

ฉะนั้น จึงเกิดคำถามขึ้นว่า
ด้วยเพราะเหตุอันใดรุสเซียจึงได้ดำเนินไปในวิถีทางเช่นนี้?
รุสเซียได้กระทำการเยี่ยงกลุ่มประเทศคริสเตียนอื่นๆ คุกคามและเล่นงานจักรวรรดิอุษมานียะห์ด้วยการใช้วิธีการเช่นนี้ ซึ่งก็คือการบั่นทอนและลิดรอนกำลังทหารและเศรษฐกิจของจักรวรรดิและสร้างความแตกแยกในส่วนของแนวร่วมตลอดจนโหมระดมปลุกปั่นมติมหาชนทั่วโลกให้เป็นปรปักษ์กับจักรวรรดิ เมื่อสิ่งดังกล่าวเป็นความจริงแล้ว การบรรลุเป้าหมายก็มิใช่เรื่องยากอีกต่อไป

การดำเนินการของรุสเซียเพื่อให้มีค่ายหรือฝ่ายพันธมิตรซึ่งเป็นปัจจามิตรต่ออุษมานียะห์นั้นถือเป็นการสนองวิเทโศบายของจักพรรดิปิเตอร์ มหาราช ซึ่งมีพระหัตถเลขาระบุว่า : “รุสเซียมิอาจยืนเผชิญหน้ากับจักรวรรดิอุษมานียะห์ได้เพียงลำพังโดยไม่มีพันธมิตร”
ข้อนี้หาใช่เป็นเจตนารมณ์ของปิเตอร์แต่เพียงผู้เดียวไม่ หากแต่พระคาร์ดินัล อัลบีรูนี ชาวอิตาเลี่ยนก็ร่วมเจตนารมณ์เช่นนี้เหมือนกัน ซึ่งพระคาร์ดินัลผู้นี้ได้เสนอแผนการของตนเพื่อกำจัดจักรวรรดิอุษมานียะห์ อันมีข้อสรุปว่าจำเป็นที่ออสเตรียจะต้องได้รับการสนับสนุนจากทางด้านฝรั่งเศสและสเปนเพื่อเล่นงานอุษมานียะห์ร่วมกัน อันเป็นบทสรุปที่ยืนยันได้ว่าความเป็นพันธมิตรคริสเตียนซึ่งร่วมกันต่อต้านรัฐอิสลามนั้นเป็นเรื่องที่รุสเซียเองก็พยายามให้บรรลุถึงมาแต่เก่าก่อนแล้ว พระคาร์ดินัล อัลบีรูนี ยังได้กล่าวว่า : “การตกลงทวิภาคีระหว่างออสเตรียและรุสเซีย จำต้องเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ จะทำให้ทั้งออสเตรียและรุสเซียสามารถขับไล่พวกอุษมานียะห์ (ออตโตมาน) ให้ออกไปจากยุโรปและยึดครองดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์กลับคืนมา” ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ของอัลบีรูนีมีมากจนถึงขั้นชี้แนะถึงวิธีการจัดเตรียมกองทัพทั้งในด้านกำลังทหารและงบประมาณ

เพื่อเป็นการยืนยันถึงความคิดของตน อัลบีรูนีได้กล่าวว่า : ความล้มเหลวของสงครามครูเสดนั้นมีต้นตอมาจากความขัดแย้งของชาวคริสเตียนเกี่ยวกับการแบ่งหรือแยกกันตีดินแดน การกระตุ้นให้เกิดความห้าวหาญและฮึกเหิมต่อการสงครามย่อมไม่เพียงพอ ดังนั้นอัลบีรูนีจึงได้อธิบายให้ชาวคริสเตียนได้รับรู้ถึงวิธีการโจมตีอย่างละเอียดลออ กล่าวคือรุสเซียต้องเคลื่อนกองทัพมุ่งสู่ไครเมียและจะต้องยึดครองเมืองอาซอฟในเวลาเดียวกันกองทัพของชาวโบโลเนีย เดนมาร์ก และสวิตเซอร์แลนด์ จะต้องข้ามแม่น้ำเดนิสทร์ (Deniestr) (แม่น้ำในรุสเซียมีต้นกำเนิดใกล้กับเส้นพรมแดนของโบโลเนียและไหลผ่านยูเครนและมอลดาเวียและไหลลงสู่ทะเลดำ) เข้าตีดินแดนบุฆราน (โรมาเนีย) และดินแดนของชาวตาตาเรี่ยน รวมถึงดินแดนแทรปซอน (Trabzon) -ในแคว้นอาร์มาเนียของตุรกีบนชายฝั่งทะเลดำ- และเมืองอื่นๆ

กระแสความคิดเช่นนี้ได้แพร่สะพัดและครอบงำไปทั่วยุโรปในราวปลายคริสศตวรรษที่ 18 และทำให้ไฟแห่งการต่อสู้ของชาวคริสเตียนเพื่อทำสงครามกับอุษมานียะห์ได้ลุกโหมอีกระลอกหนึ่ง

วอลแตร์ (Voltaire -1694-1778) (ฟรังซัว มาควีเออร์วาย วอลแตร์ (1694-1778) เกิดในปารีส และพำนักอยู่ในปรัสเซียและสวิตฯ เป็นแกนนำแนวความคิดปรัชญาเชิงวัตถุนิยม และต่อสู้กับอำนาจคริสจักรและฝ่ายอาณาจักร มีผลงานทั้งที่เป็นบทกวี , ประวัติศาสตร์ , จดหมาย , ปรัชญา และบทละคร) ก็เป็นอีกคนที่เรียกร้องให้ชาติยุโรปช่วยเหลือชาวคริสเตียนในจักรวรรดิอุษมานียะห์ ตลอดจนแต่งบทกวีปลุกใจ “ชีเน่ห์” ให้สู้รบกับชาวเติร์ก และนักปรัชญาคอมเต้ (Comte) ชาวฝรั่งเศสก็ได้เขียนหนังสือเผยแพร่เล่มหนึ่งที่เขาให้ชื่อว่า “สถานการณ์ของตุรกีในด้านการทหาร ความก้าวหน้า และความล้าหลัง” โดยกล่าวว่า : เมื่อจักรวรรดิรุสเซียทำข้อตกลงกับโบโลเนีย และเวนิสแล้วก็ย่อมสามารถกำจัดอิทธิพลของออตโตมาน (อุษมานียะห์) ได้อย่างสิ้นซาก (อัลอุษมานียะห์ วัรรูซ หน้า48)

วันที่ 30 มีนาคม ค.ศ.1780 พระจักรพรรดินีแคธรีน่าแห่งรุสเซียได้ทรงแปรเปลี่ยนเจตนารมณ์เช่นนี้ให้เป็นรูปธรรม พระนางทรงพบปะกับโจเซฟที่ 2 กษัตริย์แห่งออสเตรีย และทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันในการล้มล้างตุรกี และมีเสียงตอบรับเจตนารมณ์ดังกล่าว วอลแตร์นักเขียนชาวฝรั่งเศสได้เขียนบทความตีพิมพ์เผยแพร่ภายใต้หัวข้อ “ข้อพิจารณาถึงสงครามที่เกิดขึ้นกับชาวเติร์ก”

วอลแตร์ได้ประกาศในบทความนั้นถึงการสนับสนุนของตนต่อนโยบายทางการเมืองของรุสเซียซึ่งเป็นชนชาติสล๊าฟในเวลาเดียวกันกับที่ออสเตรียได้ผนึกกำลังเข้าร่วมสมทบกับรุสเซียและร่วมกันประกาศสงครามกับจักรวรรดิอุษมานียะห์ วอลแตร์ได้ปลุกจิตสำนึกพลเมืองร่วมเผ่าพันธุ์ของตนอีกด้วยว่า จำเป็นที่พลเมืองเหล่านั้นจะต้องเป็นพันธมิตรกับรุสเซีย โดยกล่าวว่า “ตุรกีจำต้องสูญสิ้นไป” และฝรั่งเศสสมควรมีข้อตกลงกับรุสเซียเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว และฝรั่งเศสจะต้องไม่คัดค้านในการปลดแอกกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล (อัลอุษมานียูน วัรรูซ หน้า49)

ในศตวรรษที่ 19 รุสเซียได้ดำเนินการตามแรงบันดาลใจของกลุ่มขบวนการชนชาติสล๊าฟ ซึ่งก็คือขบวนการชาตินิยมรุสเซียที่มีเป้าหมายในการรวมชาติพันธุ์สล๊าฟแห่งคาบสมุทรบอลข่านที่ยึดมั่นในนิกายออธอดอกซ์ และปลดแอกพวกเขาให้พ้นจากอิทธิพลครอบงำของอุษมานียะห์ จากจุดนี้ขบวนการรวมชาติพันธุ์สล๊าฟ จึงเป็นภัยคุกคามต่ออุษมานียะห์ เพราะเป้าหมายสูงสุดของขบวนการนี้คือการกำจัดความมีอยู่ของอุษมานียะห์ในยุโรปทั้งหมด (อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ เดาละห์ อิสลามียะห์ มุฟตะรอ อะลัยฮา 2/1060)

ถ้าหากว่าจักรวรรดิอุษมานียะห์ไร้ซึ่งความตั้งมั่นและการยืนหยัดอันเด็ดเดี่ยวแล้วละก็จักรวรรดิอุษมานียะห์ก็คงกลายเป็นผุยผงและจบฉากหน้าประวัติศาสตร์ของตนตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 หรือศตวรรษที่ 19 ไปเสียนานแล้ว แต่อุษมานียะห์ก็ยังคงยืนหยัดต่อสู้กับโรคร้ายแห่งกาลเวลาและการเป็นพันธมิตรร่วมของรุสเซียกับยุโรปมากกว่าสองศตวรรษ

read more "จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : การปลุกระดมและยุยงให้พลเมืองในจักรวรรดิอุษมานียะห์ก่อการปฏิวัติลุกฮือ"

วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : มาตรการโค่นล้มระบอบคิลาฟะห์ของรุสเซีย

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : มาตรการโค่นล้มระบอบคิลาฟะห์ของรุสเซีย

(อาลี เสือสมิง)




ในช่วงเวลาซึ่งปัจจัยแห่งความอ่อนแอได้เริ่มส่งผลต่อเสถียรภาพของจักรวรรดิอุษมานียะห์นั้นรุสเซียได้เริ่มยื่นมือเข้ามาเพื่อกดดันและสร้างความแตกแยกของรัฐอิสลาม ภายหลังที่รุสเซียมีอิทธิพลเข้มแข็งและพร้อมจะต่อกรกับจักรวรรดิอุษมานียะห์อันเกรียงไกรซึ่งกำลังป่วยไข้

รุสเซียได้วางแผนการเอาไว้หลายชั้นหลายตลบด้วยกัน และเฝ้ารอคอยโอกาสที่ประจวบเหมาะที่จะอ้างเหตุผลอันคลุมเครือเพื่อรุกรานจักรวรรดิอุษมานียะห์ ซึ่งจะทำให้อุษมานียะห์ต้องสูญเสียพรมแดนบางส่วนที่ลุกฮือเพื่อแยกตนเองจากการปกครองของอิสตันบูล โดยมีรุสเซียคอยปลุกปั่นและสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หรือไม่ทำให้เสถียรภาพของอุษมานียะห์ต้องสั่นคลอนอันเป็นนโยบายของ ปิเตอร์ มหาราช ผู้เป็นจักรพรรดิรุสเซียซึ่งระบุว่า…

เป็นภาระหน้าที่ของรุสเซียที่จะต้องแผ่ขยายดินแดนให้มากขึ้นวันแล้ววันเล่า โดยทิศเหนือต้องจรดชายฝั่งทะเลบอลติก ทิศใต้ต้องจรดชายฝั่งทะเลดำ ข้อนี้ย่อมชี้ถึงเจตนาในการแผ่ขยายดินแดนของรุสเซียได้อย่างชัดเจนในมาตราที่ 9 จากพระราโชบายของปิเตอร์ มหาราชได้ระบุว่า…

จะต้องเข้าประชิดอิสตันบูลและอินเดียให้ได้มากที่สุดเท่าที่พึงกระทำได้และบางทีจำต้องก่อสงครามกับจักรวรรดิออตโตมาน (อุษมานียะห์) และกับอาณาจักรอิหร่านในบางครั้งเช่นกัน (อัลอุษมานียูน วัรรูซ หน้า 47 ตารีค อัดเดาละห์ อัลอะลียะห์ หน้า32)

ด้วยเหตุนี้ เจตนาในการแผ่ขยายอิทธิพลของรุสเซียเข้าครอบครองทางออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนเพื่อบรรลุถึงกระแสน้ำอุ่นจึงเป็นไปอย่างเอาจริงเอาจัง โดยรุสเซียถือว่าการที่จักรวรรดิอุษมานียะห์มีอำนาจเหนือบริเวณชายฝั่งทะเลดำนั้นเป็นอุปสรรคขวางกั้นในการบรรลุสู่ความสำเร็จดังใจหมาย และทำให้รุสเซียยังมิอาจเปลี่ยนแปลงแผนในที่เขตภูมิภาคดังกล่าวของโลกให้เป็นแหล่งผลประโยชน์ของตนได้ตราบใดที่อุษมานียะห์ยังคงมีอิทธิพลในอาณาบริเวณดังกล่าว

รุสเซียจึงใช้กำลังทหารของตนเข้ารุกรานพรมแดนของจักรวรรดิอุษมานียะห์ตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวนานนับตั้งแต่การปรากฏขึ้นของรุสเซียในหน้าประวัติศาสตร์ ทั้งนี้รุสเซียยังได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับกลุ่มประเทศคริสเตียนและเห็นพ้องกันว่าจำต้องประสานกำลังเข้าด้วยกันเพื่อโค่นจักรวรรดิอุษมานียะห์และพากันเข้ารุมทึ้งดินแดนที่อุษมานียะห์เคยครอบครองโดยแบ่งปันระหว่างกลุ่มประเทศคริสเตียนด้วยกัน เราได้กล่าวมาก่อนแล้วถึงบทบาทของชาติตะวันตกที่ร่วมมือกันในการโค่นล้มระบอบค่อลีฟะห์ของอุษมานียะห์ และ ณ จุดนี้เราจะกล่าวถึงประดาวิธีการที่รุสเซียได้ใช้ในการโค่นล้มจักรวรรดิอุษมานียะห์อันเกรียงไกร

read more "จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : มาตรการโค่นล้มระบอบคิลาฟะห์ของรุสเซีย"

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : ความเป็นศัตรูของรุสเซียต่อพวกอุษมานียะห์

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : ความเป็นศัตรูของรุสเซียต่อพวกอุษมานียะห์

(อาลี เสือสมิง)



พวกพระเจ้าซาร์แห่งรุสเซียต้องมีชีวิตอยู่หลายร้อยปีภายใต้ความหวั่นเกรงจากจักรวรรดิอุษมานียะห์ที่จะรุกรานเส้นพรมแดน ตลอดจนการเป็นศัตรูต่ออิสลามภายในดินแดนของรุสเซีย ซึ่งโดยปกติแล้วชาวมุสลิมรุสเซียจะปกป้องเสรีภาพ ทรัพย์สินและชีวิตของพวกเขาเสมอ โดยสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขาต้องสูญเสียไปกับความขัดแย้งในเชิงลบ ซึ่งเป็นนโยบายทางการเมืองที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรุสเซียในระบอบซาร์และจักรวรรดิอุษมานียะห์เลวร้าย พวกซาร์รัสเซียได้ถือว่าการประกาศสงครามกับศาสนาอิสลามและชาวมุสลิมภายในดินแดนของรุสเซียเองเป็นส่วนหนึ่งจากการทำสงครามกับพวกอุษมานียะห์

เมื่อเป็นเช่นนี้ความเป็นศัตรูแบบชาตินิยมระหว่างคริสเตียนรุสเซียกับชาวอุษมานียะห์มุสลิมจึงปนเปจนไม่สามารถแยกออกระหว่างมุสลิมในรุสเซียเองกับมุสลิมภายนอก กล่าวคือบรรดาจักรพรรดิในนครปิเตอร์สเบิกร์กจะมองกลุ่มชนแห่งอัลกุรอ่านในทุกหนทุกแห่งว่าเหมือนกันกับพวกอุษมานียะห์ในตาชั่งแห่งความเป็นปรปักษ์ พระจันทร์เสี้ยวซึ่งพวกอุษมานียะห์ใช้เป็นสัญลักษณ์ของจักรวรรดิและธงชาติตลอดจนถือเป็นสัญลักษณ์ทางราชการและป้อมทหารนั้นพวกซาร์แห่งรุสเซียมองว่าสัญลักษณ์ดังกล่าวคือสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลาม ซึ่งเหมือนกับชาวยุโรปทั่วไปที่มองเช่นนั้นและเรียกชาวมุสลิมว่าเป็นประชาชาติแห่งพระจันทร์เสี้ยว (ฉากหน้าประวัติศาสตร์อิสลามและมุสลิมในโซเวียต เชค ตอฮา อัลวัรลีย์ หน้า85)

รุสเซียได้ใช้นโยบายปฏิปักษ์กับจักรวรรดิอุษมานียะห์ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการยึดครองอิสตันบูล และเปิดช่องแคบบอสฟอรัส และดาร์ดาแนล แก่กองเรือรบและกองเรือสินค้าของตนอย่างไม่มีเงื่อนไขทั้งในยามสงบและยามมีศึกสงครามโดยออกจากทะเลดำสู่กระแสน้ำอุ่นในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตลอดจนขณะที่กองเรือเหล่านี้ล่องกลับเข้าสู่ทะเลดำ กล่าวได้ว่า เป็นเวลานานมาแล้วที่นครอิสตันบูลคือความหลังฝังใจและยังคงเป็นความใฝ่ฝันอยู่เสมอมาสำหรับจิตใจของพลเมืองรุสเซีย จวบจนกระทั่งศตวรรษที่ 20 (อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ เดาละห์ มุฟตะรอ อะลัยฮา หน้า160)

ชาวอุษมานียะห์ในสายตาของชาวรุสเซียจึงถูกนับว่าเป็นก้างขวางคอชิ้นใหญ่ หรือเป็นพวกที่ขัดขวางฝันที่เป็นจริงในการยึดครองนครอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เพราะชาวรุสเซียถือว่าพวกตนคือผู้มีสิทธิอันชอบธรรมต่อนครแห่งนี้ในฐานะผู้สืบทอดมรดกของจักรวรรดิไบเซนไทน์

นอกจากนี้ การที่จักรวรรดิอุษมานียะห์ได้ยืนหยัดต่อสู้กับการแผ่ขยายอาณานิคมของรุสเซียซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่รัชสมัยของปิเตอร์ มหาราช และสุกงอมในรัชสมัยพระจักรพรรดินีแคธรีน่าได้ทำให้ความเป็นปฏิปักษ์และความชิงชังในจิตใจของชาวรุสเซียเพิ่มมากขึ้นจนเกิดสงครามบ่อยครั้งระหว่างสองฝ่ายซึ่งผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะอันมีปัจจัยมาจากความเข้มแข็งและความอ่อนแอของสองฝ่าย อย่างไรก็ตามชัยชนะของฝ่ายจักรวรรดิรุสเซียนั้นก็เกิดขึ้นภายหลังที่จักรวรรดิอุษมานียะห์ได้อ่อนแอในศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมาเท่านั้น ก่อนหน้านั้นรุสเซียไม่กล้าที่จะต่อกรกับอุษมานียะห์แต่อย่างใด

ในปี ฮ.ศ.1106 รุสเซียได้ใช้กำลังเข้ายึดครองเมืองอาซอฟ แต่ซุลตอนมุสตอฟาที่ 2 ก็ได้ทรงบดขยี้กองทัพรุสเซีย จนต้องยกเลิกการปิดล้อมและล่าถอยไปในที่สุด ประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่า ทูตของรุสเซียประจำอุษมานียะห์ได้นำบรรณาการถวายต่อค่อลีฟะห์เหมือนอย่างทูตอื่นๆ ของยุโรป (อัลอุษมานียูน วัรรูซ หน้า63-65) แต่ทว่า เมื่อกาลเวลาผ่านไปวัฏจักรแห่งความเสื่อมก็คืบคลานเข้าสู่ผู้ปกครองของอุษมานียะห์ พวกผู้ปกครองเหล่านี้มิได้มีคุณสมบัติเฉกเช่น ซุลตอน อัลฟาติฮ์ ซุลตอน ซาลีม หรือซุลตอน สุลัยมาน แต่เก็บตัวอยู่ในปราสาทพระราชวังเหินห่างจากการรับรู้ถึงปัญหาและความทุกข์เข็ญของพสกนิกร ปัญหานานัปการที่ผุดขึ้นได้ตอกย้ำความอ่อนแอแก่อุษมานี-ยะห์ เศรษฐกิจเริ่มทรุด ปัญหาสังคมเพิ่มมากขึ้นจนยากเกินกว่าจะเยียวยา อาณาเขตพรมแดนของจักรวรรดิจึงต้องเผชิญกับการรุกรานโจมตีจากพวกรุสเซียซึ่งมีหัวใจที่อัดแน่นด้วยความชิงชังต่ออิสลามและชาวมุสลิม

รุสเซียไม่เพียงแต่รุกรานโดยลำพัง หากแต่ยังได้หาพันธมิตรเป็นแนวร่วม ไม่ว่าจะเป็นออสเตรีย, โบโลเนีย, เวนิส และกลุ่มพระนักรบในมอลต้า (อัศวินครูเสดแห่งมอลต้า) ตลอดจนพระสันตะปาปาในการทำสงครามกับจักรวรรดิอุษมานียะห์ เพื่อลบล้างจักรวรรดิแห่งนี้ออกจากโลกทางการเมืองการปกครอง สิ่งนี้ย่อมชี้ชัดว่าการร่วมมือเป็นพันธมิตรเช่นนี้เป็นเรื่องของศาสนาล้วนๆ ด้วยเหตุนี้พวกฝรั่งจึงเรียกกันว่า “พันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ” (ตารีค อัดเดาะละห์ อัลอะลียะห์ หน้า301)

ความเป็นปฏิปักษ์ของรุสเซียต่ออุษมานียะห์ นั้นในความเป็นจริงแล้วคือความเป็นปรปักษ์ศัตรูต่ออิสลามนั่นเอง หาใช่อื่น! รุสเซียได้ใช้ความพยายามในการหาแนวร่วมจากกลุ่มประเทศยุโรปนับจากต้นศตวรรษที่ 19 เพื่อทำการปลดแอกพลเมืองคริสเตียนจากการปกครองของมุสลิมตามคำสมอ้าง สิ่งนี้คือมิจฉาทิฐิทางศาสนาอันมืดบอด กล่าวคือนั่นมิใช่เป็นเพียงการปลดแอกชาว คริสเตียนจากมุสลิมตามคำสมอ้างเท่านั้น หากแต่ยังดำเนินการให้ชาวมุสลิมจำต้องตกเป็นเบี้ยล่างของคริสเตียนอีกด้วย

รากเหง้าแห่งความชิงชังต่อศาสนาอิสลามไม่เคยที่จะหยุดฝังรากลึกของมันเลยแม้แต่น้อย ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา หากแต่ยิ่งหยั่งลึกและฝังแน่นกับความจงเกลียดจงชังมากขึ้นทุกครา สมดังพระดำรัสที่ว่า “และพวกเขาจะยังคงสู้รบกับพวกท่านจนกว่าพวกเขาจะทำให้พวกท่านตกศาสนาหากพวกเขาสามารถกระทำ (สิ่งนั้น) ได้” (บทอัลบะกอเราะห์ พระบัญญัติที่ 217)

read more "จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : ความเป็นศัตรูของรุสเซียต่อพวกอุษมานียะห์"

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : บทบาทของซาร์แห่งรัสเซียในการทำลายระบอบคิลาฟะห์

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : บทบาทของซาร์แห่งรัสเซียในการทำลายระบอบคิลาฟะห์

(อาลี เสือสมิง)


ความเป็นศัตรูของรัสเซียต่อศาสนาอิสลาม
ชาวมุสลิมได้เดินหน้าพิชิตดินแดนต่างๆ ในช่วงต้นอิสลามอัลอะฮ์นัฟ อิบนุ กอยซ์ ก็ได้ยาตราทัพเข้าสู่นครมัรฺว์ ชาวมุสลิมก็รุกคืบถึงแม่น้ำญัยฮูน (อามูดาเรีย Amou-Daria ในรัสเซีย) และทำสงครามเหนือดินแดนดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ในท้ายที่สุดกุตัยบะห์ อิบนุ มุสลิมก็สามารถนำกองทัพข้ามแม่น้ำสายนี้และพิชิตนครบุคอรอ ตลอดจนเมืองอื่นๆ ที่เหลือได้ ภูมิภาคที่ถูกพิชิตนี้รู้จักกันในนาม “ดินแดนเบื้องหลังแม่น้ำ” หลังการพิชิตได้ระยะเวลาหนึ่งศาสนาอิสลามก็แพร่หลายในดินแดนแถบนี้


 ถึงแม้ว่า อาณาเขตดังกล่าวจะห่างไกลจากราชธานีแห่งค่อลีฟะห์เป็นอันมาก อีกทั้งยังมีภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยที่ราบสูงและขุนเขาสูงเสียดฟ้า ซึ่งเป็นประหนึ่งปราการขวางกั้น กระนั้นสภาพดังกล่าวก็หาได้ทำให้ชาวมุสลิมย่อท้อไม่ ปราการธรรมชาติเหล่านั้นมิได้เป็นอุปสรรคอันใดในการรุกคืบหน้าของชาวมุสลิมแต่อย่างใด ตราบใดที่พวกเขามิได้มองอยู่เพียงแค่โลกนี้และไม่ได้คิดคำนึงสิ่งใดนอกจากสวนสวรรค์ กอรปกับพวกเขามุ่งหวังถึงชัยชนะและการเกื้อหนุนจากพระผู้เป็นเจ้า


ดังนั้นถ้าหากว่าเป้าหมายในการพิชิตดินแดนที่ได้ชื่อว่าทุรกันดารและหฤโหดมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นเพียงแค่การปล้นสะดมรุกรานและเข่นฆ่าผู้คน หรือเป็นเพียงการยึดครองและล่าอาณานิคมแล้วละก็ แน่นอนฝูงม้าของพวกเขาคงได้ล้มคะมำและหมดกำลังใจในการรุกฝ่าเส้นทางที่อาจจะไม่คุ้มค่าอันใดในการยึดครองเลยแม้แต่น้อย และถ้าหากการมาถึงดินแดนที่เป็นปราการธรรมชาติอันแข็งแกร่งเช่นนี้จะสามารถคุ้มกันความชั่วร้ายของเพื่อนบ้านที่เป็นปัจจามิตรและผลักดันภยันตรายของเหล่าศัตรูได้แล้ว นั่นถือได้ว่าเส้นพรมแดนเหล่านี้ย่อมเป็นสิ่งที่เดชานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าได้บันดาลเอาไว้เยี่ยงปราการที่ดีที่สุดในการรักษาดินแดนของโลกอิสลามทางซีกตะวันออก

ในทำนองเดียวกันชาวมุสลิมยังได้รุกฝ่าเข้าสู่ดินแดนซีกตะวันตก อันเป็นท้องทะเลที่ขวางกั้นพวกเขากับยุโรปเอาไว้ ความศรัทธามั่นได้เป็นพลังผลักดันให้ชาวมุสลิมได้ท่องทะเลอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยการผจญภัยโดยมิได้แยแสต่อความน่าสะพรึงกลัวของคลื่นลมที่บ้าคลั่งทุกเมื่อแม้แต่น้อยนิด

ถ้าหากเป้าหมายของชาวมุสลิมคือทรัพย์สินและการปล้นสะดมเพียงแค่นั้นแล้ว แน่นอนพวกเขาก็ย่อมมิอาจมาถึงดินแดนที่ไกลโพ้นและนิรนามเหล่านั้นได้ตั้งแต่ต้น และการรุกรานของพวกเขาก็คงจำกัดเป้าหมายอยู่เฉพาะ ในภูมิภาคและอาณาเขตที่อุดมสมบูรณ์และมั่งคั่ง และหลีกห่างที่จะฟันฝ่าไปในท้องทะเลทรายที่แห้งแล้งและทุรกันดาร ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นภูมิภาคที่การรณรงค์ของพวกเขาเกิดขึ้นเป็นส่วนใหญ่อันเป็นดินแดนที่ไม่มีพืชพันธุ์อันใดนอกจากต้นหนามและความแร้นแค้น

ชาวมุสลิมได้หลั่งไหลเข้าสู่ดินแดนดังกล่าวและเผยแผ่ศาสนาอิสลามในทุกเขตแคว้น พวกเขามิเคยเบี่ยงเบนออกจากอุดมการณ์อันสูงส่งในระหว่างการรุกคืบหน้า ไม่เคยคิดถึงมาตุภูมิซึ่งพวกเขาผูกพันอยู่กับมันและเคยใช้ชีวิตในมาตุภูมินั้นมาก่อน อีกทั้งยังไม่เคยกระวนกระวายใจต่อความเป็นไปของครอบครัวที่อยู่แนวหลังซึ่งพวกเขามอบหมายบุคคลเหล่านั้นไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้า




ถ้าหากพวกเขามัวแต่คิดและพะวงอยู่กับสิ่งดังกล่าว ชัยชนะของพวกเขาก็จำต้องหลุดลอยและความปราชัยในการสู้รบก็ต้องเกิดขึ้น ซึ่งในที่สุดพวกเขาก็ต้องคืนกลับสู่มาตุภูมิเดิมของพวกตน และตั้งหลักเพื่อคอยรับมือกับเหล่าศัตรูที่จะมาเหยียบย่ำเอาคืน แทนที่จะเป็นเยี่ยงนี้ ชาวมุสลิมกลับแสวงหาความตาย และยอมมอบกายถวายชีวิตเพื่ออุดมการณ์ของพวกเขา จากการที่พวกเขามุ่งหวังการได้รับชัยชนะจากฟากฟ้าเบื้องบนโดยไม่ยี่หระกับสิ่งรอบข้างเลยแต่น้อย นี่เองพวกเขาจึงได้ครองโลก

ในยุคที่สองแห่งอาณาจักรอับบาซียะห์ ความร้าวฉานและความแตกแยกในอาณาจักรได้เริ่มขึ้นและแปรเปลี่ยนสู่รัฐเล็กรัฐน้อยที่สถาปนาขึ้นโดยกลุ่มบุคคลหรือตระกูลที่มีอำนาจในท้องถิ่นและแว่นแคว้นซึ่งล้วนแต่เคยอยู่ใต้ศูนย์รวมอำนาจแห่งราชธานีแบกแดด เมื่อมีสภาพเช่นนี้ ดินแดนทั่วภูมิภาคตะวันออกของอับบาซียะห์เดิมจึงตกเป็นเป้าของการรุกรานจากชนต่างถิ่น ต่างเผ่าพันธุ์ พวกมองโกลได้ยาตราทัพอันเกรียงไกรเข้าสู่ดินแดนทางตะวันออกและทำลายรัฐเล็กรัฐน้อยดังกล่าวลงอย่างราบคาบ แม้กระทั่งราชธานีแบกแดดเองก็มิอาจจะรอดจากภัยแห่งการรุกรานของพวกมองโกล




แต่ทว่าหลังจากที่พวกมองโกลได้ครอบครองดินแดนในภูมิภาคนี้อยู่ได้ไม่นาน จักรวรรดิมองโกลก็พบกับวัฏจักรแห่งความเสื่อมและแตกออกเป็นอาณาจักรที่ปกครองโดยข่าน มองโกลที่เป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกัน พวกข่านก็เข้ารีตและยอมรับในศาสนาที่แพร่หลายอยู่ในแคว้นที่ตนปกครอง บรรดาข่านในเอเซียและเอเซียกลางได้เข้ารับอิสลามยกเว้นข่านแห่งราชวงศ์หยวนในจีนซึ่งยอมรับในศาสนาพุทธที่เคยแพร่หลายอยู่ในจีนมาเป็นเวลาช้านาน

ชนชาติตาตาร์ซึ่งรับมรดกในการปกครองแว่นแคว้นต่อจากพวกมองโกลก็เข้ามาบทบาท และหลังจากที่พวกตาตาร์ได้กระทำการรุกรานและย่ำยีต่อโลกอิสลามต่างๆ นานา และปลงพระชนม์ค่อลีฟะห์องค์สุดท้ายแห่งอับบาซียะห์ในแบกแดด อันเป็นผลมาจากการยุยงของชาวคริสเตียนต่อพวกตาตาร์ให้ทำลายล้างชาวอิสลามเพื่อแก้แค้นจากความปราชัยในสงครามครูเสด หลังจากตัยมูรแลงก์ (หรือตัยมูร ขาเป๋ (1336-1405) กษัตริย์มองโกลผู้เป็นหลานของเจงกิสข่าน มีอำนาจปกครองดินแดนอิหร่านและเอเชียนับจากนครเดลฮีจนถึงแบกแดด ตัยมูรแลงก์ได้สถาปนานครซามัรกานต์เป็นราชธานีของตน) ได้เสียชีวิตไม่นานนัก ชนชาติตาตาร์ก็เข้ารับอิสลาม (โดยเฉพาะในรัชสมัยของกษัตริย์มะห์มูดฆอซาน (1271-1304) แห่งอาณาจักรมองโกล อิลคอนียะห์ เป็นต้นมา)

และพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงมีพระประสงค์บันดาลให้บรรดาบุคคลเหล่านี้ซึ่งคืออดีตศัตรูของอิสลามได้กลับกลายเป็นกลุ่มชนผู้เรียกร้องสู่ศาสนาอิสลามโดยพวกเขาได้เคยย่ำยีและก่อความอยุติธรรมต่ออิสลามและชาวมุสลิมได้ไม่กี่สิบปี ใครจะไปรู้ได้ว่าพวกเขาเหล่านี้ซึ่งเคยทำลายดินแดนอิสลามอย่างราบพนาสูรจะกลายเป็นผู้ที่เผยแผ่อิสลามให้แพร่หลายด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง และด้วยการสนับสนุนอุปถัมภ์ของเหล่าผู้สืบอำนาจของชนชาติเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่อิสลามกำลังถูกกระทำแต่ฝ่ายเดียว โลกทั้งโลกกำลังรุมทึ้งและย่ำยีอย่างไม่ลดราวาศอก แต่กระนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าพระองค์คือผู้พิทักษ์ปกป้องศาสนาของพระองค์ ดังพระดำรัสที่ว่า “แท้จริงเราได้ประทานบทรำลึก (ศาสนาอิสลามโดยอัลกุรอ่าน) และแท้จริงเราคือผู้พิทักษ์บทรำลึกนั้น”

ฉะนั้นพระองค์ได้ทรงบันดาลให้มีผู้ธำรงอิสลามจากหมู่ชนที่พระองค์มีพระประสงค์และประวัติศาสตร์ก็มิเคยระบุเอาไว้ว่า หมู่ชนผู้มีชัยได้ยอมรับต่อศาสนาของผู้ปราชัยนอกจากเหตุการณ์การเข้ารับอิสลามของชนชาติตาตาร์มองโกลเยี่ยงนี้เอง ชนชาติตาตาร์ในดินแดนอิสลามก็ได้เข้ารับอิสลามและกลายเป็นแนวร่วมอิสลามที่ยืนหยัดท้าทายพวกคริสเตียนออธอร์ดอกซ์ และพวกกราบไหว้รูปเจว็ด (อัลมุสลิมูนตะฮ์ตา อัซซัยเตาะเราะห์ อัชชูยูอียะห์ หน้า 18,19,43,49,53)

ในดินแดนของพวกรุสเซียมีศาสนาใหญ่อยู่ 3 ศาสนาที่มีอิทธิพลต่อเหล่าพลเมือง อันได้แก่
  1. ศาสนาอิสลาม มีชนชาติตาตาร์ยอมรับนับถือ พวกตาตาร์มีอำนาจปกครองเหนือดินแดนแถบนี้ และพยายามเผยแผ่อิสลามในหมู่พลเมือง
  2. ศาสนาคริสต์ มีพวกสล๊าฟรุสเซียยอมรับนับถือ พวกนี้มีนครรัฐมอสโคว์และนครเคียฟเป็นศูนย์กลางและยอมจ่ายบรรณาการแก่ชนตาตาร์มุสลิม
  3. พวกกราบไหว้รูปเจว็ดและบูชาผีสางนางไม้ ซึ่งมีชนเผ่ารุสเซียและตาตาร์บางส่วนยังคงยึดถืออยู่นอกเหนือจากชนเผ่าทางตอนเหนือ

ศาสนาและลัทธิต่างๆ เหล่านี้ได้ยึดเอาชนเผ่านิยมเป็นอุดมการณ์และปรากฏชัดในรูปของเผ่าพันธุ์นิยม โดยชาวรุสเซียต้องเป็น(สล๊าฟ) คริสเตียน ชนตาตาร์ต้องเป็นมุสลิม ความเป็นศัตรูระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครองเกิดขึ้นอยู่เสมอด้วยเหตุความขัดแย้งทางความเชื่อ นอกเหนือจากการขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์และภาษาที่ต่างกัน ถึงแม้ว่าปัจจัยหลัง 2 ประการนี้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตและเป็นภัยรุนแรงก็คงหนีไม่พ้นการขัดแย้งทางความเชื่อ

ยังไม่ทันที่เรื่องราวของตัยมูร แลงค์จะจบลง โรคร้ายที่คุกคามชนชาติมาก่อนหน้านี้ก็คืบคลานเข้าสู่อาณาจักรของพวกตาตาร์ ด้วยการแย่งชิงบัลลังก์ในระหว่างชนชั้นผู้ปกครอง เป็นผลทำให้อาณาจักรอันกว้างใหญ่ต้องแตกแยกเป็นเสี่ยงๆ และแปรเปลี่ยนจากความเข้มแข็งสู่ความอ่อนแอ รัฐเล็กรัฐน้อยก็แยกกันปกครองตนเองไม่ขึ้นต่อกัน ดินแดนและหัวเมืองที่เคยยอมสวามิภักดิ์ต่ออาณาจักรตาตาร์ก็ก่อการกบฏแข็งเมืองเพื่อแยกดินแดนและปรารถนาเอกราช ส่วนหนึ่งจากรัฐที่เคยสวามิภักดิ์และก่อการกบฏแข็งเมืองก็คือรุสเซีย ซึ่งปฏิเสธที่จะจ่ายบรรณาการและเริ่มรบพุ่งกับตาตาร์ในปีฮ.ศ.885/คศ.1480 ด้วยการนำทัพของเจ้าครองนครรัฐมอสโคว์ ซึ่งกำลังเริ่มสร้างอาณาจักรที่เข้มแข็งของตนในเวลานั้น

นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา อาณาจักรแห่งนี้ (มอสโคว์) ก็เริ่มปรากฏขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์โลกและเติบใหญ่ขึ้นเป็นลำดับ พวกคริสเตียนซึ่งมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับผู้ปกครองของรัสเซียและคอนสแตนติโนเปิ้ลก็มีบทบาทสำคัญในการยุยงให้พวกรุสเซียทำการแก้แค้นชาวมุสลิมตาตาร์ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมศาสนากับชาวอุษมานียะห์ ซึ่งพวกอุษมานียะห์ได้คุกคามต่อบัลลังก์ของอาณาจักรไบเซนไทน์ และชาวมุสลิมตาตาร์ก็ย่อมตกเป็นจำเลยอย่างหลีกไม่พ้นจากผลพวงของการที่ชาวมุสลิมอุษมานียะห์สามารถเข้ายึดครองนครคอนสแตนติโนเปิ้ลในเวลาต่อมา (รัชสมัยซุลตอน มุฮำหมัด อัลฟาติฮ์)

ดังนั้น พวกคริสเตียนสล๊าฟจึงตอบโต้อย่างรุนแรง ภายหลังการพิชิตนครคอนสแตนติโน-เปิ้ลโดยสงครามครูเสดครั้งใหม่ได้ปรากฏโฉมหน้าอย่างชัดเจนในรัชสมัยพระเจ้าซาร์อีวานที่ 3 ต่อเนื่องถึงรัชสมัยของอีวานที่ 4 ซึ่งถูกให้ฉายานามว่า “อีวาน จอมโหด” เนื่องจากการเข่นฆ่าสังหารชาวมุสลิมเป็นว่าเล่น พระองค์ได้รุกรานดินแดนอิสลามและเข้าพิชิตแคว้น “กอซาก” ได้ในปีค.ศ.960 และผนวกแคว้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร ตลอดจนแคว้น “ซูฟาซ” ก็ถูกผนวกเข้ากับมอสโคว์ นอกจากนี้ก็ยังมีแคว้นมารี, มูดอร์ฟ และอูฟา ซึ่งเป็นราชธานีของแคว้นบัชกีรในปีค.ศ.963


อีวาน จอมโหด

และในปีค.ศ.968 กองทัพของซาร์ อีวาน จอมโหดก็บุกตะลุยเข้าสู่เมือง “ฮัจญ์ ตุรคอเฎาะห์” และยึดครองแคว้นอัดมูรต์ ด้วยการแผ่ขยายทางการทหารเช่นนี้ พระองค์ก็สามารถผนวกรวมเอาดินแดนอิสลามซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างมอสโคว์จรดเทือกเขาอูราลทางทิศตะวันออกและทะเลแคสเบียนทางทิศใต้ (อัลค่อซัร) ซึ่งรวมๆ แล้วมีอาณาบริเวณพรมแดนทั้งหมดเท่ากับดินแดนอิรัก ดินแดนที่พระองค์ยังไม่ได้ยึดครองก็คงเหลือเพียงพรมแดนทางใต้และคาบสมุรไครเมีย เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเกิดคำถามขึ้นว่า พวกรุสเซียสามารถเข้ายึดครองดินแดนของชาวมุสลิมตาตาร์ได้อย่างไร?

เราได้กล่าวมาก่อนแล้วว่า เอกภาพและความเป็นหนึ่งเดียวของชาวมุสลิมคือ หนทางเดียวเท่านั้นที่จะสามารถปกป้องรักษาดินแดนอิสลามให้รอดพ้นจากการคุกคามของศัตรูอิสลาม ในทำนองเดียวกันเอกภาพของชาวมุสลิมยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเผยแผ่ศาสนาอิสลามในหมู่พลเมือง พวกกษัตริย์ (ซาร์) รุสเซียไม่สามารถเข้ายึดครองดินแดนของชาวมุสลิมตาร์ตาร์ได้ นอกจากวันที่ความขัดแย้งและการสู้รบในระหว่างกันเองได้คืบคลานเข้ามาเท่านั้น

อาณาจักรของรุสเซียได้ถือว่าอาณาจักรของตนเป็นผู้สืบทอดมรดกของอาณาจักรไบเซน-ไทน์ที่ล่มสลายและยังถือว่าพวกตนเป็นผู้พิทักษ์ชาวคริสเตียน ออธอร์ดอกซ์ ความรู้สึกของอาณาจักรรุสเซียเช่นนี้เกิดขึ้นหลังจากที่พบว่าพวกตนมีความเข้มแข็งและแผ่อำนาจปกคลุมดินแดนในภูมิภาคนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

สงครามครูเสดจึงเริ่มต้นอีกระลอกอย่างชัดเจน รุสเซียก็ประกาศสงครามกับอิสลามและถือว่าชาวมุสลิมทั้งหมดไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดของโลกตกเป็นผู้รับผิดชอบต่อการล่มสลายของอาณาจักรไบเซนไทน์ และการพิชิตนครคอนสแตนติโนเปิ้ลอดีตราชธานีของไบเซนไทน์ พวกรุสเซียไม่เพียงแต่ยึดครองดินแดนของชาวมุสลิมตาตาร์เท่านั้น หากแต่ยังได้ใช้กำลังขับไล่มุสลิมจากเขตพรมแดนที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติซึ่งพวกเขาเคยยึดครองอยู่ และนำพลเมืองชาวรุสเซียเข้ามาอาศัยอยู่แทน

อย่างไรก็ตามชาวมุสลิมซึ่งต้องรอนแรมจากมาตุภูมิของตนด้วยการไล่บดขยี้ของกองทัพรุสเซียก็ได้เผยแผ่คำสอนของอิสลามตามรายทางที่พวกเขาได้ผ่านไป ด้วยการติดต่อสัมพันธ์กับพลเมืองที่พวกเขาได้พบปะในเส้นทางเหล่านี้ ยังผลให้พวกรุสเซียมีความมุ่งมั่นทีจะชักจูงชาวมุสลิมตาตาร์ให้เข้ารีตในศาสนาคริสต์นิกายออธอร์ดอกซ์ แต่ชาวมุสลิมก็ยืนกรานในความศรัทธาต่อศาสนาอิสลามอย่างมั่นคง อันเป็นเรื่องที่ทำให้พวกรุสเซียต้องปรับเปลี่ยนวิธีการในการปฏิบัติกับชาวมุสลิมตาตาร์ โดยยอมให้พลเมืองตาตาร์ยังคงอยู่ในดินแดนของพวกเขาโดยเฉพาะ และโดดเดี่ยวไม่ให้ติดต่อกับพลเมืองอื่นๆ แต่ทว่าการกระทำเช่นนี้กลับเป็นผลทำให้ศาสนามีความแพร่หลายอีกเช่นกัน

พวกเขา (เหล่าผู้ปฏิเสธ) มุ่งปรารถนาเพื่อดับรัศมีของพระองค์อัลลอฮฺด้วยปากของพวกเขา และพระองค์อัลลอฮฺทรงทำให้รัศมีของพระองค์มีความสมบูรณ์ ถึงแม้พวกชนปฏิเสธจะชิงชังก็ตามที) (บทอัซซอฟ พระบัญญัติที่ 8)

พวกรุสเซียมีความเชื่อว่าไม่มีทางที่จะปล่อยให้ชาวมุสลิมอยู่ในดินแดนของรุสเซียได้ นอกเสียจากเมื่อชาวมุสลิมได้ละทิ้งศาสนาของพวกเขาแล้วเท่านั้น สงครามครูเสดจึงได้ดำเนินต่อไปในดินแดนแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง เป้าหมายของพวกรุสเซียก็คือ
  1. ยึดครองดินแดนของชาวตาตาร์
  2. เปลี่ยนพลเมืองในดินแดนนี้ให้เป็นชาวสล๊าฟ อันหมายถึง กลุ่มชนที่เชื่อในศาสนาคริสต์นิกายออธอร์ดอกซ์
  3. ประกาศสงครามกับศาสนาอิสลาม
  4. ยึดครองกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล (ซึ่งตกอยู่ภายใต้การยึดครองของอุษมานียะห์และเป็นราชธานีของจักรวรรดิอุษมานียะห์ ในนามอิสลามบูล, อิสตันบูล (นครอิสลาม) และยึดครองช่องแคบดาร์ดาแนล และบอสฟอรัสของอุษมานียะห์ เพื่อหาทางออกจากทะเลดำสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งมีกระแสน้ำอุ่น ซึ่งถ้าหากยึดครองดินแดนของอุษมานียะห์ได้แล้วพวกรัสเซียก็สามารถกระจายความแออัดของพลเมืองที่กระจุกในรัสเซียสู่ดินแดนแห่งใหม่นี้ได้

แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว เป้าหมายของพวกรุสเซียอันแท้จริงนั้นเกิดจากความชิงชังของพวกครูเสดที่ต้องการแก้แค้นชาวมุสลิมตาตาร์ซึ่งเป็นแนวร่วมกับชาวอุษมานียะห์ในความเชื่ออันเป็นหนึ่งเดียว (อัลอุษมานียูน วัรฺรูซฺ หน้า52) ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้นเป็นเรื่องของผลพลอยได้ที่รองลงมา

ส่วนท่าทีของยุโรปนั้นเป็นท่าทีของผู้เฝ้าดูหรือผู้ชมนั่นเอง เพราะยุโรปเห็นว่าในการที่รัสเซียมีชัยชนะต่อชาวมุสลิมนั้นย่อมเป็นการทำให้ผลประโยชน์ของพวกเขาเป็นความจริง และเป็นการประกันต่อผลประโยชน์นั้น นอกจากนี้พวกยุโรปยังถือว่าชัยชนะของรุสเซียต่อชาวมุสลิมนั้นเป็นสิริมงคลยิ่งนัก เพราะเป็นชัยชนะของศาสนาคริสต์อันเป็นความเชื่อของพวกเขา (อัลมุสลิมูน ตะฮ์ต้า ซัย ต้อเราะห์ อัรรูซ หน้า 53)

นี่คือเป้าหมายอันเป็นจิตวิญญาณของพวกครูเสดซึ่งทำให้พวกคริสเตียนมีเอกภาพ ถึงแม้ว่าในระหว่างคริสเตียนกลุ่มต่างๆ จะมีความขัดแย้งกันก็ตาม ดังนั้นการทำให้มุสลิมเกิดความอ่อนแอ การเข่นฆ่า และขับไล่ชาวมุสลิมออกจากดินแดนของพวกเขาด้วยน้ำมือของพวกรุสเซียจึงเป็นเรื่องที่ยุโรปตอบรับด้วยความยินดี เพราะนั่นเท่ากับทำให้ศาสนาอิสลามอ่อนแอ

เรื่องได้ดำเนินจนถึงที่สุด บรรดาซาร์รัสเซียได้ออกบัญญัติห้ามถือหรือเข้ารีตศาสนาอื่นที่ขัดกับความเชื่อของคริสตจักรของออธอร์ดอกซ์และบังคับให้ชนเผ่ามุสลิมเข้ารีตในศาสนาคริสต์ ดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชนเผ่าในแคว้นชูฟาซ

กฎหมายอาญาของรุสเซียได้กำหนดบทลงโทษที่รุนแรงต่อบรรดาผู้ที่ออกนอกรีตของคริสตจักรออธอดอกซ์และบุคคลใดที่ถูกกล่าวหาว่าเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามก็จะถูกลงโทษอย่างรุนแรงเฉียบขาด

ชาวมุสลิมในอาณาจักรของชนชาติรุสเซียจึงมีชีวิตเยี่ยงทาสและถูกปฏิบัติในฐานะพลเมืองชั้น 2 หรือ 3 นอกจากนี้คณะมิชชันนารีออธอดอกซ์ยังสามารถดำเนินการเผยแพร่ในหมู่บ้านและ หัวเมืองที่มีชาวมุสลิมได้โดยสะดวก

เพราะอะไรจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ พวกเขามิได้ทำความผิดอันใดนอกจากพวกเขาเป็นมุสลิมเท่านั้น!!
จากคำสอนที่ว่าด้วยเรื่องเกียรติภูมิซึ่งชาวมุสลิมได้เรียนรู้จากหลักคำสอนของอิสลาม ได้ทำให้ชาวมุสลิมจำต้องก่อการลุกฮือหลายต่อหลายครั้ง ที่สำคัญที่สุดคือการลุกฮือในแคว้นบัชกีร ซึ่งเริ่มต้นในปี ฮ.ศ.1187/ค.ศ.1773 แต่การปฏิวัติลุกฮือครั้งนั้นก็ล้มเหลวและถูกปราบปรามอย่างรุนแรง และไร้ความปรานีเหมือนกับการลุกฮือทุกครั้งที่ผ่านมา บรรดามัสยิดถูกทำลายจนราบคาบ ศูนย์กลางทางวิชาการของอิสลามถูกย่ำยี

แต่กระนั้นพวกรุสเซียก็มิสามารถทำลายล้างอิสลามในภูมิภาคดังกล่าว และกีดขวางการแพร่หลายของอิสลามได้ รัศมีและความสว่างแห่งหลักธรรมของอิสลามก็ยังคงสว่างและเจิดจำรัสอยู่ท่ามกลางความมืดมิดนั้น ค้อนเคียวของพวกรุสเซียก็มิอาจดับรัศมีของอิสลามได้เลย

ทั้งนี้เพราะความศรัทธานั้น ดาบหรืออาวุธอันใดก็มิสามารถพรากความศรัทธาจากหัวใจได้ น้ำมือของมนุษย์ก็ย่อมมิอาจหยั่งถึงก้นบึ้งแห่งหัวใจได้ บุคคลทุกคนที่ได้ยอมรับอิสลามในดินแดนดังกล่าวย่อมเป็นบทเรียนการต่อสู้ทุกครั้งย่อมเป็นอนุสติ และในความยืนหยัดอย่างมั่นคงย่อมมีความเร้นลับ และในทุกๆ ความทุกข์เข็ญย่อมเป็นการเตือนและข้อคิดเสมอ (อัลมุสลิมูน ตะฮ์ตา อัซซัยตะเราะห์ หน้า 53,78)

read more "จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : บทบาทของซาร์แห่งรัสเซียในการทำลายระบอบคิลาฟะห์"

บทความแนะนำ

World Clock

Featured Posts

เรื่องราวของสองอารยธรรม : อารยธรรมของชาวไวกิ้งและมุสลิม

เรื่องราวของสองอารยธรรม : อารยธรรมของชาวไวกิ้งและมุสลิม โดย : Cem Nizamoglu และ Sairah Yassir-Deane ย้อนหลังไปถึงมีนาคม 2015 ข่าวเกี่ยวก...