product :

วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : แผนการทางเศรษฐกิจ

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : แผนการทางเศรษฐกิจ

(อาลี เสือสมิง)

เหล่าศัตรูผู้มุ่งร้ายหมายขวัญไม่เคยละยุทธวิธีอันใดนอกจากพวกเขาได้ใช้ยุทธวิธีนั้นเพื่อต่อต้านอิสลาม โดยพยายามที่จะเอาชนะและยึดครองอิสลามให้จงได้ ส่วนหนึ่งจากประดายุทธวิธีเหล่านี้ คือสงครามทางเศรษฐกิจ (ซึ่งถูกเรียกในภาษาร่วมสมัยว่า สงครามเย็น) ในยุคต้นของอิสลามบรรดาศัตรูได้ใช้ยุทธวิธีแบบเดียวกันนี้เล่นงานชาวมุสลิมมาก่อนแล้วโดยพยายามทำให้ชาวมุสลิมตกอยู่ในสภาพของผู้อดอยากเพื่อที่ว่าเมื่อมุสลิมถูกความหิวโหยกัดกินจนสุดทนแล้ว พวกเขาก็จักละทิ้งอิสลามและตีตนออกห่างจากแนวทางของท่านศาสนทูต ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม (อัลฮะรอกะห์ อัลฟิกรียะห์ หน้า 13 ดร.บาร่อกาต ดุวัยดาร)

คัมภีร์อัลกุรอ่านได้เปิดโปงแผนการของศัตรูอิสลาม โดยพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงแฉคำพูดของพวกเขาว่า พวกเขาคือบรรดาผู้ที่กล่าวว่า พวกท่านจงอย่าได้จ่ายปัจจัยให้แก่บุคคลที่อยู่ ณ ศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้า เพื่อที่พวกนั้นจักได้ตีตนออกห่าง และสิทธิสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นคือ คลังแห่งฟากฟ้าและผืนแผ่นดิน แต่ทว่า เหล่าชนผู้สับปลับหาได้มีความเข้าใจไม่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวมุสลิมในช่องเขาของอบูตอลิบนั้นทุกคนที่เคยอ่านตำราทางประวัติศาสตร์ย่อมทราบเป็นอย่างดี พวกนั้นคือบรรพบุรุษที่ได้กระทำสิ่งนั้นกับชาวมุสลิมในยุคแรก และลูกหลานของพวกเขาก็มาเพื่อทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกคำรบหนึ่ง

ชาวยุโรปได้มองดูชาวมุสลิมและพบว่าชาวมุสลิมนั้นครอบครองดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลในตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ตรงกลางระหว่างตะวันออกและตะวันตก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวมุสลิมมีความมั่งคั่งอันเป็นผลมาจากการพาณิชย์ทั้งทางบกและทางทะเลควบคู่กัน และมุสลิมยังได้แผ่อิทธิพลเหนือเส้นทางคมนาคมในการค้าขายที่คราครั่งและจอแจไปด้วยเหล่าพ่อค้ามากที่สุดอีกด้วย ดังนั้นกลุ่มประเทศยุโรปจึงต้องขัดขวางอิสลามจากความมั่งคั่งดังกล่าว ตลอดจนการสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อโลกอิสลามด้วยการค้นหาเส้นทางสายใหม่ที่มิใช่เส้นทางเดิมที่เคยนิยมกันซึ่งมุสลิมครอบครองอยู่



ด้วยวิธีการเช่นนี้ โลกตะวันตกก็สามารถเชื่อมต่อกับโลกซีกตะวันออกโดยตรง อันเป็นผลทำให้ชาวมุสลิมต้องสูญเสียรายได้อันมหาศาลที่เคยเก็บเกี่ยวได้จากการค้าขาย ดินแดนของชาวมุสลิมจึงถูกโดดเดี่ยวจากโลกภายนอกในที่สุด สำหรับกรณีนี้เราจะเห็นว่ากลุ่มประเทศยุโรปต่างๆ ได้เร่งฝีเท้าของตนในการค้นพบเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮปทางตอนใต้สุดของทวีปแอฟริกาและจากเส้นทางที่ถูกค้นพบนี้ ชาวตะวันตกก็สามารถเดินทางสู่ตะวันออกโดยตรง ถึงแม้จะใช้เวลาในการเดินเรือเนิ่นนานก็ตามที เพราะนั่นไม่สลักสำคัญอะไร สำหรับเป้าหมายที่ถูกกำหนดวางไว้อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของชาติตะวันตก นั่นคือ การสร้างความอ่อนแอต่อฐานเศรษฐกิจของโลกอิสลามโดยรวม และแปรเปลี่ยนการค้าของโลกจากการผ่านดินแดนของชาวมุสลิมซึ่งสูญเสียผลกำไรอันมหาศาลจากการค้าขายในเวลาต่อมาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

นอกจากนี้ราคาของสินค้าที่เป็นความต้องการในท้องตลาดได้พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีฐานการผลิตในซีกโลกตะวันออก ผลที่ตามมาคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจขนานใหญ่ ทำให้ดินแดนต่างๆ ที่เคยเป็นชุมทางของการพาณิชย์โลกต่างก็ซบเซา วิถีชีวิตของพลเมืองต้องได้รับผลกระทบ ความตื่นตัวทางสังคมเมืองหยุดชะงัก และการอุตสาหกรรมซึ่งขาดตลาดในต่างประเทศรองรับได้เกิดความล้าหลัง (อัลอาลัม อัลอิสลามียะห์/มะห์มูด ซากิร หน้า 62-63)

ยุโรปมิได้เพียงพออยู่ ณ จุดนี้ หากแต่ยังได้เพิ่มการบีบคั้นต่อเศรษฐกิจของโลกอิสลาม โดยอาศัยวิธีการจัดตั้งบริษัทการค้าของตน อันเป็นวิธีการที่มีพื้นฐานจากการรวมตัวของบริษัทในเชิงธุรกิจที่มีแผนการล่าอาณานิคม เช่น การซื้อที่ดินจากเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมและนำมาแจกจ่ายแก่บรรดาพลเมืองที่อยู่ใต้อาณัติ มีการจัดเก็บภาษี การยึดครองแหล่งการส่งออกของสินค้า และดูแลสาธารณูปโภคทั่วไปและภายใต้ร่มเงาของระบอบเช่นนี้ กลุ่มประเทศล่าอาณานิคมได้ปล่อยให้บริษัทต่างๆ ของตนประกอบกรรมทำชั่วได้อย่างเสรีและกระทำการอย่างโหดร้ายต่อชนพื้นเมือง

เมื่อบริษัทได้บรรลุภารกิจตามเป้าหมาย ประเทศยุโรปซึ่งเป็นนายเหนือหัวของบริษัทเหล่านี้ก็จะประกาศยกเลิกกิจการของบริษัทและรัฐบาลก็จะเข้ามาควบคุมการบริหารงานของบริษัท อันหมายถึงเข้าปกครองดินแดนนั้นๆ หลังจากที่บริษัทนั้นได้รับการตอบแทนผลกำไรอย่างสมน้ำสมเนื้อ เช่นนี้เองที่กลุ่มประเทศล่าอาณานิคมได้มาในรูปของผู้ปลดปล่อยพลเมืองตะวันออกจากบาปที่บริษัทของตนได้เคยกระทำเอาไว้ ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นบริษัทที่ประเทศนั้นๆ ได้อนุญาตให้ตั้งขึ้นและทุ่มเทความช่วยเหลือและการชี้แนะอย่างเต็มที่

ส่วนหนึ่งจากตัวอย่างของบริษัทดังกล่าวได้แก่
บริษัทอีสท์อินเดีย, บริษัทฝรั่งเศส, บริษัทฮอนแลนด์(วิลันดา) บริษัทแอฟริกาตะวันออก ของเยอรมัน บริษัทโรบาติโน่ ของอิตาลี เป็นต้น

ดังนั้นบทบาทของการล่าอาณานิคมที่ส่งผลให้จักรวรรดิอุษมานียะห์ต้องล่มสลายจึงไม่เคยสัมฤทธิ์ผลด้วยการอาศัยกองกำลังทหารติดอาวุธที่อยู่ใต้อาณัติเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ยังได้บรรลุภารกิจตามเป้าหมายด้วยน้ำมือของกลุ่มองค์กรต่างๆ จากเอกชนในรูปแบบของบริษัททางการค้าที่แผ่อิทธิพลทางเศรษฐกิจในเบื้องแรก และการเมืองในขั้นต่อมาภายหลังก็หลีกทางให้กับการทำสงครามเต็มรูปแบบอีกด้วย (อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ เดาละตุน มุฟตะรออะลัยฮา เล่มที่ 2/163)

read more "จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : แผนการทางเศรษฐกิจ"

วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2560

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : แผนการทางการเมืองการปกครอง

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : แผนการทางการเมืองการปกครอง


(อาลี เสือสมิง)

กลุ่มประเทศยุโรปได้ดำเนินตามแผนการทางการเมืองเพื่อยึดครองจักรวรรดิอุษมานียะห์ โดย จากจักรวรรดิอุษมานียะห์ซึ่งผลประโยชน์ที่ชาวยุโรปได้รับนั้นมีอย่างเอกอุ กล่าวได้ว่าสนธิสัญญาและอภิสิทธิเหล่านี้คือ ประตู ที่กลุ่มประเทศเจ้าอาณานิคมได้อาศัยผ่านเข้าออกเพื่อให้เป้าหมายของตนเนื้อความในสนธิสัญญา และพระราชกฤษฎีการับรองสิทธิคุ้มครองนอกอาณาเขตที่อุษมานียะห์ได้กระทำกับพวกฝรั่งนั้นฟุ่มเฟือยจนดูไร้แก่นสารและจุกจิกอย่างจงใจ

ดังนั้นแทนที่สนธิสัญญาจะถือว่า สิทธิพิเศษดังกล่าวคือ สิ่งที่ซุลตอนผู้ทรงอำนาจและมีเอกราชโดยสมบูรณ์เป็นผู้ประทานให้กับชนต่างชาติที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในราชอาณาจักรของพระองค์กลับกลายเป็นว่าได้สาธยายและอธิบายความมาตราเกี่ยวกับสิทธิต่างๆ ที่ถูกลิดรอนไปจากซุลตอนผู้อ่อนแอ ทั้งๆ ที่ซุลตอนสุลัยมาน ข่าน อัลกอนูนีย์ ผู้ทรงประทานอภิสิทธิเหล่านั้นทรงอยู่ในรัชสมัยที่เจริญรุ่งเรืองขีดสุดสำหรับประวัติศาสตร์แห่งอุษมานียะห์ และพระองค์ก็มิได้ทรงถือว่าข้อตกลงในสนธิสัญญาและอภิสิทธิเหล่านั้นมีค่าอันใด ตราบใดที่จักรวรรดิยังคงเข้มแข็งและทรงอำนาจ โดยพระองค์จะทรงยกเลิกเมื่อใดก็ได้เมื่อมีพระประสงค์

อภิสิทธิเช่นนี้ เป็นเสมือนพลังที่ส่งเสริมให้ชาวยุโรปได้เสวยสุขและกอบโกยผลประโยชน์แก่ตนโดยมีป้อมปราการคุ้มกันภัย ทั้งนี้พวกเขาได้รับการยกเว้นมิต้องปฏิบัติตามหรือขึ้นกับอำนาจการปกครองของอุ นอกจากนี้ ข้ออภิสิทธิต่างๆ ที่ชาวยุโรปได้รับยังเป็นเสมือนอุปสรรคตัวยงเบื้องหน้าอุษมานียะห์ โดยเป็นข้อขวางกั้นมิให้สามารถดำเนินนโยบายปรับปรุงการบริหารประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังมีส่วนทำให้จักรวรรดิต้องแสวงหาแหล่งเงินทุนใหม่ๆ เพื่อรับมือกับค่าใช้จ่ายในการบริหารและการปกครอง

เรื่องมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่นี้ หากแต่บรรดาสนธิสัญญาและอภิสิทธิของชนต่างชาติได้กลับกลายเป็น(อัดเดาะห์ อัลอุษมานียะห์ อัลมุฟตะรอ อะลัยฮา หน้า 750-751 เล่มที่สอง อัลอาลัม อัลอิสลามีย์ ว่า มุฮาวะละห์ อัซซัยฏ่อเราะห์ อะลัยฮิ หน้า 118)

สิทธิพิเศษนอกอาณาเขตเหล่านี้ยังได้ให้อำนาจแก่พลเมืองต่างชาติที่เป็นชาวคริสต์เตียน ซึ่งถือเป็นพลเมืองของจักรวรรดิเช่นกัน และกลับกลายเป็นภัยต่อจักรวรรดิในภายหลัง สิทธิพิเศษที่เป็นข้อตกลงง่ายๆ และไม่ซับซ้อนในเบื้องแรกแต่ได้ก่อให้เกิดความสลับซับซ้อนอย่างมากจนแปรเปลี่ยนสู่ข้อตกลงทวิภาคีในที่สุด กองเรือฝรั่งเศสสามารถเดินเรือเข้าสู่เมืองท่าของอุษมานียะห์และผ่านไปมาอย่างไม่ยุ่งยากภายใต้การชักธงของฝรั่งเศส บรรดานักแสวงบุญได้รับเสรีภาพในการเยือนสถานที่ศักดิ์สิทธิต่างๆ ศักดิ์สิทธิเหล่านั้น

เมื่อกาลเวลาผ่านไปนานเข้าก็กลายเป็นสิทธิที่พึงมีพึงได้ และแผ่ขยายวงกว้างจนครอบคลุมถึงพลเมืองท้องถิ่นบางกลุ่มบางพวกได้รับการยกเว้นภาษีและไม่ต้องขึ้นศาลชะรีอะห์ของอุษมานียะห์ แต่ให้ใช้กระบวนการพิจารณาคดีความต่อหน้าศาลพิเศษที่เรียกกันว่าศาลตุลาการผสม ซึ่งมีบทบาทอย่างใหญ่หลวงในเวลาต่อมา

ตามข้อผูกพันของสนธิสัญญากิมารญีย์ รัสเซียย่อมมีสิทธิในการสร้างโบสถ์ทางคริสตศาสนาในออร์ธอดอกซ์ซึ่งเป็นพลเมืองของจักรวรรดิอุษมานียะห์ สิทธิพิเศษเช่นนี้ได้ก้าวล่วงถึงขั้นเข้าแทรกแซง ได้มีพระราชกฤษฎีกามอบสิทธิปกครองตนเองภายใต้อาณัติของอุษมานียะห์แก่พลเมืองเลบานอนโดยให้นาย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างนครดามัสกัสกับนครเบรุตเท่านั้น การดังกล่าวจึงเป็นเหมือนกับการยุยงให้ชนกลุ่มน้อยอื่นๆ เอาเยี่ยงอย่าง ชาวคริสเตียนในบอสเนียจึงได้ก่อการลุกฮือเพื่อเรียกร้องสิทธิพิเศษเช่นนี้บ้างด้วยการปลุกปั่นของต่างชาติ ดังนั้นจักรวรรดิจึงได้ต่อต้านแต่กระนั้นก็หาได้ทำให้เหตุการณ์สงบลงไม่ ชนกลุ่มน้อยเริ่มก่อการกบฏ แข็งขืนมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการสนับสนุนของยุโรป
สิทธิพิเศษนอกอาณาเขตได้มีส่วนอย่างยิ่งต่อการลุกโหมของไฟจลาจล และทำให้จักรวรรดิตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากตลอดช่วงเวลาอันยาวนาน ซ้ำร้ายสิทธิพิเศษดังกล่าวยังได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแทรกแซงของกลุ่มประเทศตะวันตกโดยอ้างสิทธิในการพิทักษ์คุ้มครองคนในอาณาเขตของตนและตามมาด้วยการยึดครองและรุกราน (ตารีค อัดเดาละห์ อัล-อุษมานียะห์ หน้า 84 ดร.อะลี ฮัซซูน)

ดังนั้น สิทธิพิเศษตลอดจนสนธิสัญญาเหล่านี้จึงเป็นเหมือนประตูที่เหล่าประเทศตะวันตกได้ก้าวล่วงผ่านสู่เป้าหมายของตน นั่นคือการทำลายระบอบการปกครองแบบค่อลีฟะห์นั่นเอง (ตารีค อัดเดาละห์ อัลอะลียะห์ อัลอุษมานียะห์ หน้า 732 ดร.มุฮำหมัด ฟารีดเบก)


read more "จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : แผนการทางการเมืองการปกครอง"

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : การผลัดเปลี่ยนของระบอบคิลาฟะห์สู่พวกอุษมานียะห์ และบทบาทของอุษมานียะห์ในการเป็นผู้นำโลกอิสลาม

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : การผลัดเปลี่ยนของระบอบคิลาฟะห์สู่พวกอุษมานียะห์ และบทบาทของอุษมานียะห์ในการเป็นผู้นำโลกอิสลาม

(อาลี เสือสมิง)

          ถึงแม้ว่าระบอบค่อลีฟะห์จะถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของพวกตาตาร์อย่างน่าเจ็บปวดและ ชวนเศร้า แต่โลกอิสลามก็หาได้ลืมเลือนถึงบทบาทและภารกิจอันสำคัญยิ่งของผู้เป็นค่อลีฟะห์ไม่ เมื่อครั้งที่พระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น เหล่าเจ้าครองนครรัฐและซุลตอนในแต่ละแว่นแคว้นของผืนแผ่นดินอิสลามต่างๆ ก็ขวนขวายและกระวีกระวาดเพื่อให้ได้มาซึ่งความชอบธรรมตามหลักการของศาสนาใน อำนาจของตนต่อหน้าประชาชนในแว่นแคว้น

          กระบวนการดังกล่าวนั้นหมายถึง การได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าจากค่อลีฟะห์แห่งราชธานีแบกแดดแต่งตั้งให้บุคคล ผู้นั้นเป็นผู้แทนพระองค์ในการปกครองแว่นแคว้นนั้นๆ ซึ่งกระบวนการเช่นนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงการแสดงเป็นพิธี แต่ก็นับได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญมิใช่น้อยในด้านจิตวิทยามวลชน เรียกได้ว่าเมื่อผู้ใดผ่านพิธีรีตองขั้นต้นแล้วก็สามารถใช้อำนาจของตนในการปกครองหัวเมืองที่ครอบครองและทรงอิทธิพลอยู่ได้อย่างสนิทใจ นอกเหนือจากความชอบธรรมและการยอมรับของพลเมืองที่อยู่ใต้อำนาจไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างชอบธรรมตามหลักการหรือไม่ก็ตามที

          ดังจะเห็นได้ว่าพวกม่ามาลีกซึ่งแต่เดิมก็คือทาสผิวขาวชาวเติร์กและเจอกิซที่ซุลตอนแห่งราชวงศ์อัลอัยยูบีย์ นำเข้ารับราชการทหารและกิจการราชสำนัก ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจในการปกครองอียิปต์ภายหลังราชวงศ์อัลอัยยูบีย์ได้อ่อนแอ พวกม่ามาลีกอยู่ในอำนาจราว 250 ปี และมีความปรารถนาการได้มาซึ่งความชอบธรรมแห่งอำนาจนั้น พวกเขาจึงได้ฟื้นฟูระบอบค่อลีฟะห์ขึ้นอีกครั้งในกรุงไคโร โดย ซุลตอน อัซซอฮิร บัยบรัสที่ 1 ซึ่งเป็นซุลต่อนม่ามาลีกลำดับที่ 4 (ค.ศ.1260-1277) ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูระบอบค่อลีฟะห์แห่งราชวงศ์อับบาซียะห์อีกคราและกำหนดให้กรุงไคโรเป็นศูนย์กลางของระบอบในปี ฮ.ศ.659

           การดำเนินการฟื้นฟูดังกล่าวได้เกิดขึ้นภายหลังการล่มสลายของระบอบค่อลีฟะห์ในราชธานีแบกแดดด้วยน้ำมือของพวกตาตาร์ในปี ฮ.ศ.656 อันเป็นการส่งเสริมอำนาจและความมีสิทธิอันชอบธรรมสำหรับพวกม่ามาลีกในด้านการเมืองการปกครองและกุม บัลลังก์แห่งอำนาจที่แท้จริงอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพ

          ดังนั้นอบุลอับบาส ผู้มีศักดิ์เป็นอาของค่อลีฟะห์ อัลมุอ์ตะซิม บิลลาห์ ค่อลีฟะห์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์อับบาซียะห์จึงเดินเข้าสู่กรุงไคโร ภายหลังสามารถหนีรอดจากการเข่นฆ่าสังหารของพวกตาตาร์ที่กระทำในนครแบกแดดและอบุลอับบาสก็ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นค่อลีฟะห์ หลังจากบรรดานักนิติศาสตร์อิสลามได้ตรวจสอบเชื้อสายของพระองค์ และได้รับการประกาศรับรองความถูกต้องโดยกอฎีย์อัลกุฎอต (ตุลาการสูงสุด) ซุลตอน บัยบรัสก็ให้การสัตยาบันต่อหน้าอบุลอับบาส พร้อมทั้งเหล่าข้าราชการของอาณาจักรซึ่งให้คำสัตย์ปฏิญาณว่าจะภักดีเชื่อฟังต่อคำบัญชาขององค์พระผู้เป็นเจ้าและท่านศาสนทูตและจะร่วมรบเพื่อปกป้องพระ ศาสนา

          หลังจากค่อลีฟะห์ได้รับการสถาปนาและเฉลิมพระนามว่า “อัลมุซตันซิร บิลลาฮ์” งานเฉลิมฉลองก็ถูกจัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติและราชวงศ์ของค่อลีฟะห์ก็สืบ สันตติวงศ์ต่อมาอย่างยาวนานในกรุงไคโร นอกเหนือจากพวกอับบาซียะห์ ก็ยังมีผู้ทรงอำนาจในส่วนอาณาบริเวณอื่นๆ ของโลกอิสลามที่ได้รับการเรียกขานว่า “ค่อลีฟะห์” ดังเช่นพวกมองโกลขณะที่เข้ารับอิสลามนั้นหาได้ยอมรับฐานันดรและพระเกียรติของเหล่าค่อลีฟะห์ในกรุงไคโรไม่

          กษัตริย์ฆอซาน (มะห์มูด) ค.ศ.1271-1304 ผู้เป็นซุลตอนแห่งอาณาจักรอิลคอนียะห์ (มองโกล) เมื่อเข้ารับอิสลามในเปอร์เซีย (ฮ.ศ.658-704) พระองค์ก็ถูกเรียกขานพระนามบนธรรมาสน์ในการแสดงธรรมวันศุกร์ว่า “อัซซุลตอน อัลอะอ์ซอม ว่า ซุลตอนุ้ลอิสลาม วัลมุสลีมีน” ซุลตอนผู้ยิ่งใหญ่และซุลตอนแห่งอิสลามและชาวมุสลิม นอกจากนี้ ชาฮ์รุค มิรซ่า (ค.ศ.1377-1447) จักรพรรดิมองโกลผู้เป็นโอรสของตัยมูร แลงค์ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา (ค.ศ.1405) พระองค์ก็ทรงเฉลิมพระนามว่า “ค่อลีฟะห์” โดยมิทรงเห็นว่ามีความจำเป็นอันใดในการอาศัยบรรดาค่อลีฟะห์แห่งอับบาซียะห์ในกรุงไคโรเพื่อให้ได้มาซึ่งการแต่งตั้งให้มีอำนาจปกครองโดยชอบธรรม

          พวกเติร์กก็เอาอย่างพวกมองโกลในเรื่องนี้ โดยไม่สนใจกับการเห็นพ้องด้วยฉันทานุมัติของค่อลีฟะห์อับบาซียะห์ในด้านจิตวิญญาณแห่งศูนย์รวมใจ แต่ทว่าพวกเติร์กกลับล้ำหน้ามากไปกว่านั้นด้วยการขนานนามผู้นำตนเองว่าเป็นค่อลีฟะห์ ดังเช่น อะลาอุดดีน คอลญีย์ (ค.ศ.1295-1315) แห่งเดลฮีและอูซูน ฮะซัน ข่านเติร์กมานีย์ (ค.ศ.1478) ในเมืองดิยารบักร์ ต่างก็ขนานนามตนเองว่าเป็น “ค่อลีฟะห์” หรือแม้กระทั่ง มุฮำหมัด อัชชัยบานีย์ (ฮ.ศ.906-916/ค.ศ.1500-1510) ผู้สถาปนาอาณาจักรแห่งอุซเบกในเอเซียกลางก็ถือว่าตนคือค่อลีฟะห์เช่นกัน (ระบอบคิลาฟะห์ ในอารยธรรมอิสลาม ดร.อะห์หมัด ร่อมาดอน อะห์หมัด หน้า 124-125)

          กล่าวคือ ลูกหลานในราชวงศ์ที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่จะดำรงตำแหน่งอันเป็นสัญลักษณ์สูงสุดนี้ในฐานะศูนย์รวมจิตใจของชาวมุสลิมสืบทอดต่อมาจนกระทั่งจำนวนค่อลีฟะห์ในกรุงไคโรมีมากกว่า 13 ท่าน ในระยะเวลาร่วม 2 ศตวรรษ ตลอดช่วงระยะเวลาดังกล่าวค่อลีฟะห์อับบาซียะห์จะถูกมองว่าเป็นผู้ปกครองทั่วไปสำหรับดินแดนอิสลามทั้งหมด ตลอดจนเป็นผู้นำสูงสุดสำหรับประชาคมอิสลาม นอกเสียจากอำนาจและอิทธิพลของบรรดาค่อลีฟะห์นั้นมิได้มีมากเกินไปกว่าการดำเนินการแต่งตั้ง หรือสถาปนาตำแหน่งซุลตอนเท่านั้น หลังจากนี้แล้วพระองค์ก็หาได้มีความสำคัญอันใดไม่จนกระทั่งสถานภาพของเหล่าค่อลีฟะห์เริ่มไร้ศักดิ์ศรีและขาดบารมีลงเรื่อยๆ ในสายตาของพวกม่ามาลีก

          อัซซุยุฏีย์ ได้กล่าวถึงสถานภาพของค่อลีฟะห์ในสมัยของท่าน (ค.ศ.1445-1505) ว่าในสมัยของเราเรื่องกลับกลายเป็นว่าค่อลีฟะห์ต้องมาขอเข้าเฝ้าท่านซุลตอน เพื่อถวายพระพรประจำเดือน สิ่งที่ท่านซุลตอนปฏิบัติต่อค่อลีฟะห์นั้นอย่างมากที่สุดก็คือเสด็จลงจากบัลลังก์และมานั่งรับประทานร่วมกับค่อลีฟะห์นอกบัลลังก์เท่านั้น ต่อมาค่อลีฟะห์ก็ลุกออกไปจากท้องพระโรงเหมือนกับไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง โดยที่ซุลตอนนั้นนั่งประทับอยู่เหนือบัลลังก์ของอาณาจักร (ตารีค อัลคุละฟาอ์ ของ อัซซุยุฎีย์ หน้า 164)

          ยิ่งไปกว่านั้นฐานันดรของผู้เป็นค่อลีฟะห์ยังมิอาจเทียมเสมอด้วยผู้เป็นซุลตอน ทั้งนี้เวลาเสด็จออกของซุลตอนค่อลีฟะห์ก็จักมีฐานะเพียงแค่ผู้ร่วมขบวนเสด็จที่เดินอยู่เบื้องหลังซุลตอน และยังทำหน้าที่มิได้ต่างอะไรกับเลขานุการสำนักพระราชวัง ขณะที่การให้เกียรติและความน่าเกรงขามกลับเป็นเรื่องเฉพาะขององค์ซุลตอน ดังนั้นค่อลีฟะห์จึงเป็นภาพลักษณ์ประหนึ่งดังเจ้าชายองค์หนึ่งที่อยู่ร่วมกับองค์ซุลตอนเท่านั้น (อ้างแล้ว หน้า 164)

          นักประวัติศาสตร์อีกท่านหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ราวศตวรรษที่ 15 ก็ได้บันทึกสถานภาพของบรรดาค่อลีฟะห์แห่งกรุงไคโร เช่นกันว่า : ค่อลีฟะห์ไม่มีอำนาจสิทธิขาดอันใดเลย แม้กระทั่งการแสดงความคิดเห็น เหมือนดังเช่นสมัยก่อนที่พระองค์จะเป็นองค์ประธานในการประชุมข้อราชการและมี อำนาจตัดสินพระทัยแต่เพียงพระองค์เดียวท่ามกลางบรรดาข้าหลวง, เหล่าข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ บรรดาเสมียนอาลักษณ์และเหล่าตุลาการทั้งปวง อัลมักริซีย์ ในตารีคมิซร์ หน้า 76

          บุคลิกภาพของค่อลีฟะห์เริ่มสูญสิ้นพระเกียรติยศมากขึ้นเบื้องหน้า ซุลตอนแห่งมัมลูกียะห์ ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จที่แท้จริงในอาณาจักรจวบจนกระทั่งถึงกาลสมัยแห่งซุลตอน ส่าลีมข่าน ที่ 1 (ค.ศ.1512-1520) ซึ่งเป็นซุลตอนลำดับที่ 9 แห่งจักรวรรดิอุษมานียะห์ พระองค์ได้ทรงบ่ายหน้าการพิชิตของพระองค์สู่ดินแดนของชาวอาหรับ เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นภายใต้ร่มธงชัยเดียวกัน และอยู่ภายใต้อำนาจที่แท้จริง และเพื่อเป็นการปลดปล่อยระบอบค่อลีฟะห์แห่งอิสลามให้หลุดพ้นจากพันธนาการ แห่งความตกต่ำไร้ซึ่งบารมี และเกียรติยศและกู้สถานภาพอันไร้ซึ่งอำนาจให้หวนกลับสู่ความสูงส่งอีกครา

          กองทัพอุษมานียะห์ภายใต้การบัญชาการสูงสุดของซุลตอนส่าลีม ข่าน ที่ 1 จึงเคลื่อนทัพเข้าทำศึกครั้งใหญ่กับกองทัพของพวกม่ามาลีกซึ่งมีซุลตอนอัลฆู รีย์ มุอิซซุดดีน มุฮำหมัด ซุลตอนองค์สุดท้ายของพวกม่ามาลีกเป็นผู้นำในสมรภูมิมัรจ์ ดาบิก (ค.ศ.1516) แผ่นดินซีเรีย โดยในกองทัพของพวกม่ามาลีกมีค่อลีฟะห์อัลมุตะวักกิลแห่งราชวงศ์อับบาซียะห์ ณ กรุงไคโร เข้าร่วมในการศึกครั้งนั้นด้วย ซึ่งพระองค์ก็ตกเป็นเชลยภายหลังการศึกจบลงด้วยชัยชนะของอุษมานียะห์

          ซุลต่อนส่าลีม ข่านที่ 1 เมื่อได้รับชัยชนะในการศึกที่ มัรจ์ ดาบิก แล้วพระองค์ก็ทรงนำทัพอุษมานียะห์รุกคืบหน้าสู่กรุงไคโร ซึ่งแตกในปี ฮ.ศ.922 หลังการรบพุ่งอย่างดุเดือดระหว่างกองทัพของทั้งสองฝ่ายและหลังจากที่ตูมาน บาย (ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนซุลตอน อัลฆูรีย์ และได้รับการเลือกให้เป็นซุลตอนภายหลังการสิ้นพระชนม์ของซุลตอน อัลฆูรีย์) ปฏิเสธที่จะยอมรับอำนาจของอุษมานียะห์เหนือแผ่นดินอียิปต์

          เมื่อซุลตอนส่าลีม ข่านที่ 1 ยาตราทัพเข้าสู่กรุงไคโรได้สำเร็จแล้วพระองค์ก็ได้ทรงประหารชีวิตตูมานบายด้วยการแขวนคอ ณ ประตูเมืองซุวัยละห์ ของกรุงไคโร และยังทรงพำนักอยู่ในนครแห่งนี้ประมาณ 1 เดือน ทรงเสด็จเยี่ยมเยียนบรรดามัสยิดและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองแจกจ่ายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แก่พลเมืองอียิปต์และร่วมงานในเทศกาลต่างๆ

          ครั้นต่อมาค่อลีฟะห์ อัลมุตะวักกิล แห่งอับบาซียะห์จึงได้ทรงสละตำแหน่งค่อลีฟะห์แก่ซุลตอน ส่าลีม ข่านที่ 1 และถวายสิ่งของมีค่าของท่านศาสดาที่ตกทอดกันมาในราชวงศ์แก่พระองค์ อันได้แก่ ธงศึก และเสื้อคลุม (อัลบุรดะห์) นอกจากนี้ อบู นุมัยน์ ผู้เป็นราชบุตรของเจ้านครมักกะห์ยังได้เดินทางสู่อียิปต์เพื่อถวายความจงรักภักดีต่อซุลตอนและมอบกุญแจของดินแดนมักกะห์และม่าดีนะห์แก่ซุลตอน นับแต่บัดนั้นซุลตอนส่าลีม ข่านที่ 1 จึงกลายเป็นค่อลีฟะห์แห่งปวงชนมุสลิม และได้รับการเฉลิมพระนามว่า “ผู้พิทักษ์ดินแดนต้องห้ามอันทรงเกียรติทั้งสอง” (ตารีค อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ หน้า 57)

          นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่า เหตุการณ์การสละตำแหน่งค่อลีฟะห์และถ่ายโอนจากอับบาซียะห์สู่อุษมานียะห์นี้ นั้นเกิดขึ้นในนครอิสตันบูล ภายในมัสยิด ญามิอ์ อะยา โซเฟีย อย่างไรก็ตามการสละตำแหน่งของค่อลีฟะห์จากอับบาซียะห์นี้มีความเห็นของนักประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งกัน ทั้งนี้ตำราประวัติศาสตร์บางเล่ม เช่น ดร.อะลี ฮัซซัน, อ.มูฮัมหมัด กุรด์ อะลี, มุฮำหมัด ฟะรีด เบก์ และ ดร.อะหมัด รอมาดอน อะห์หมัด ได้ระบุว่า การสละตำแหน่งจากค่อลีฟะห์แห่งอับบาซียะห์แก่ซุลตอนแห่งอุษมานียะห์นี้เกิด ขึ้นจริง และเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในกรุงไคโรหรือในนครอิสตันบูลก็ตาม (ตะรีค อัดเดาละห์ อัลอะลียะห์ อัลอุษมานียะห์ หน้า 194, อัลอิสลาม วัลฮาดอเราะห์ หน้า 494)

          นักประวัติศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่ง ดร.อับดุลอะซีซ อัชชินาวีย์ ในหนังสือ อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์และโทมัส อาร์โนลด์ มีความเห็นว่าการสละตำแหน่งเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งจากผู้มีความเห็นเช่นนี้ คือ ดร.อับดุลอะซีซ อัชชินาวีย์ ซึ่งมีความเห็นว่า : ระบอบค่อลีฟะห์ไม่เคยผลัดเปลี่ยนสู่พวกอุษมานียะห์ โดยให้เหตุผลว่าบรรดาซุลตอนแห่งอุษมานียะห์ไม่เคยใช้พระนามว่า “ค่อลีฟะห์” ทั้งนี้เพราะพวกเขาทราบดีว่า พระนามค่อลีฟะห์อันเป็นตำแหน่งสูงสุดได้นำพาบรรดาค่อลีฟะห์ในกรุงไคโรสู่ ความตกต่ำและไร้อำนาจ ตลอดจนความหยิ่งในศักดิ์ศรี อันเป็นคุณลักษณะที่เด่นชัดของเหล่าซุลตอนแห่งอุษมานียะห์ย่อมหักห้ามในการ ที่พวกเขาจะเสริมสร้างบารมีและอำนาจของตนด้วยการอาศัยอำนาจอื่นภายนอก

          โดยซุลตอนเหล่านั้นย่อมทราบดีว่าอำนาจบารมีของค่อลีฟะห์มีความตกต่ำไร้เกียรติเพียงใดในสายตาของม่ามาลีกในอียิปต์, ชาม (ซีเรีย) และดินแดนอื่นๆ ดังนั้นคำพูดที่ว่า มีการแสวงหาหรือประสงค์ให้ได้รับการแต่งตั้งให้ซุลตอนอุษมานียะห์มีอำนาจจาก บรรดาค่อลีฟะห์แห่งกรุงไคโรจึงดูเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับลักษณะเฉพาะและจริตของเหล่าซุลตอนอุษมานียะห์ และอันที่จริงแล้วพวกอุษมานียะห์นั้นได้ให้ความสำคัญกับการต่อเติมพระนามที่ ค่อนข้างจะยืดยาวและมากมายอยู่แล้วว่า “ผู้พิทักษ์ดินแดนต้องห้ามอันทรงเกียรติทั้งสอง” ภายหลังจากผนวกเอาแคว้นอัลฮิญาซเข้าสู่ใต้อำนาจของพวกตนต่างหาก โดยถือว่าการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ทางศาสนาที่สำคัญที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ของ จักรวรรดิอุษมานียะห์

          กล่าวคือการผนวกเอาดินแดนมักกะห์และม่าดีนะห์เข้าอยู่ในอำนาจย่อมเป็นการตอกย้ำถึงสถานภาพแห่งความเป็นผู้นำของอุษมานียะห์สำหรับโลกอิสลามโดยรวม ส่วนการเพิ่มเติมพระนามว่า “ค่อลีฟะห์” ให้กับผู้นำสูงสุดของอุษมานียะห์นั้นเพิ่งได้รับการฟื้นฟูในช่วงคริสตศตวรรษ ที่ 18 ด้วยเหตุผลทางการเมืองในยุคนั้น (อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ เดาละตุน มุฟตะรอ อะลัยฮา หน้า 407-467 เล่มที่ 1 โดยสรุป)

          โทมัส อาร์โนลด์ ผู้เชี่ยวชาญภาควิชาตะวันออก (บูรพาคดี) ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความเห็นว่า การสละตำแหน่งค่อลีฟะห์นั้นมิเคยเกิดขึ้น ทั้งนี้เป็นเพราะว่า บรรดาบรรพบุรษของซุลตอน ส่าลีม ข่านที่ 1นิยมใช้พระนามว่า “ค่อลีฟะห์” เป็นปกติอยู่แล้ว ดังจะเห็นได้ว่า ซุลตอนมุร๊อด ข่านที่ 1 ทรงเป็นซุลตอนแห่งอุษมานียะห์ท่านแรกที่เฉลิมพระนามว่า “ค่อลีฟะห์” เมื่อทรงพิชิต อะดิรนะห์ (เอเดรียโนเปิล) และกีลียะห์ (กิลเลีย) ได้ นอกจากนี้โทมัส อาร์โนลด์ ยังได้ใช้พระราชสาส์นโต้ตอบตลอดจนถวายพระพรที่ผู้ปกครองแคว้นใกล้เคียงกับอุ ษมานียะห์มาเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าผู้ครองแคว้นเหล่านี้ได้เรียกขานพระองค์ว่า ค่อลีฟะห์ และซุลตอนเองก็ทรงมีพระราชสาส์นโต้ตอบกับเหล่าผู้ครองนครด้วยสำนวนที่ว่า พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงสวมอาภรณ์แห่งเกียรติยศของการเป็น ” ค่อลีฟะห์แก่พระองค์” (อัลคิลาฟะห์ ของโทมัส อาร์โนลด์ หน้า 77 สำนักพิมพ์ อัลยักเซาะห์ โดยสรุป)

หลังจากนั้น อาร์โนลด์ก็หวนกลับมากล่าวว่า : เมื่อจักรวรรดิโมกุลในอินเดียได้ล่มสลายราวคริสตศตวรรษที่ 18 ซุลตอนแห่งอุษมานียะห์ (ออตโตมาน) ก็กลายเป็นกษัตริย์ของโลกที่ทรงอำนาจและยิ่งใหญ่ที่สุด และพระนางแคธรี่น่าของจักรวรรดิรุสเซีย ก็ทรงร้องขอในสนธิสัญญา กูจูก กัยนัรญี่ (Kaibnardji เมืองในบัลแกเรีย) ให้ระบุในเงื่อนไขของสนธิสัญญาประนีประนอมว่า สำหรับค่อลีฟะห์แห่งอุษมานียะห์ทรงมีสิทธิในการพิทักษ์ ชาวตาตาร์ที่เป็นมุสลิม (จาก อัลอิสลาม วัลฮาฎอเราะห์ อัลอะรอบียะห์ หน้า 494)

          เราสามารถค้านความเห็นของบุคคลที่ปฏิเสธการสละตำแหน่งซึ่งเกิดขึ้นอย่างสม บูรณ์จากค่อลีฟะห์แห่งอับบาซียะห์ แก่ซุลตอน ส่าลีม ข่านที่ 1 ดังกรณีที่อาร์โนลด์ ได้กล่าวว่าบรรดาบรรพบุรุษของซุลตอน ส่าลีม ข่านที่ 1 เคยใช้พระนามว่า ค่อลีฟะห์ มาก่อนแล้วตั้งแต่รัชสมัยซุลตอนมุร๊อต ข่านที่ 1 โดยอ้างถึงชัยชนะทางการทหารของเหล่าซุลตอนในการดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์ว่า กรณีอันใดเล่า ที่มาปฏิเสธความคิดของซุลตอน ส่าลีม ในการผนวกรวมเอาความเป็นผู้นำทางการเมืองและการทหารของจักรวรรดิอุษมานียะห์ เข้ากับพลังทางจิตวิญญาณที่ปรากฏอยู่ในบุคลิกภาพของค่อลีฟะห์อับบาซียะห์

         การผนวกรวมเอาสองสิ่งดังกล่าวเข้าไว้ด้วยกันย่อมเป็นไปได้ เฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการที่ดินแดนอัลฮิญาซและดินแดนของชนชาติอาหรับตกอยู่ภายใต้อำนาจของอุษมานียะห์ และสิ่งที่จักรพรรดินีแคธรีน่าได้ทรงกล่าวไว้ในสนธิสัญญากูจูกกัยนัรญีก็สอดคล้องกับความเห็นของ ดร.อัชชินาวีย์ ที่ว่าพวกอุษมานียะห์ได้รื้อฟื้นพระนามค่อลีฟะห์อีกคราด้วยสาเหตุต่างๆ ทางการเมืองในศตวรรษที่ 18 ข้อคัดค้านต่อสิ่งดังกล่าวก็คือ ระบอบค่อลีฟะห์หายไปไหนนับตั้งแต่การยาตราทัพเข้าสู่กรุงไคโร ของซุลตอน ส่าลีม ข่านที่ 1

          ฉนั้นอาจเป็นไปได้ว่า ค่อลีฟะห์แห่งอับบาซียะห์ได้สละตำแหน่งแก่ซุลตอนอุษมานียะห์จริงหรือไม่ การสืบทอดตำแหน่งค่อลีฟะห์ก็ยังคงมีอยู่ในลูกหลานของค่อลีฟะห์ อัลมุตะวักกิลซึ่งเสด็จนิวัตรสู่กรุงไคโรในรัชสมัยซุลตอน สุลัยมาน ข่านอัลกอนูนียะห์ ถ้าหากเป็นกรณีหลัง ก็จำเป็นที่ตำราทางประวัติศาสตร์จะต้องจดบันทึกเอาไว้ หรือไม่อย่างน้อย หรืออาจจะเป็นเรื่องปกติที่ว่าการสืบทอดในชั้นลูกหลานของค่อลีฟะห์ไม่เคยเกิดขึ้น โดยเรื่องราวการสละตำแหน่งข้างต้นเป็นเรื่องที่ยอมรับกันโดยปริยาย

          ประการต่อมาก็คือ โทมัส อาร์โนลด์ ได้อ้างอิงทัศนะของตนตามที่อิบนุ อิยาซ อบุลบะรอกาต (เสียชีวิตราว ค.ศ.1524) ได้จดบันทึกไว้โดยอาร์โนลด์ถือว่า อิบนุ อิยาซ ผู้นี้เป็นบุคคลร่วมสมัยกับช่วงเหตุการณ์ที่พวกอุษมานียะห์เข้าสู่อียิปต์ ถึงแม้ว่าอิบนุ อิยาซ ผู้นี้จะมาจากตระกูลเจอร์กิส ที่ทรงอำนาจในอียิปต์และซีเรีย นับแต่ตอนกลางของศตวรรษที่ 8 และเป็นตระกูลที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับราชสำนักของไคโร หากแต่ว่าอิบนุ อิยาซก็มิใช่นักประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่แต่อย่างใด

          บุคคล ผู้นี้บันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ด้วยสำนวนที่อ่อน เขียนวกไปวนมา และชอบเสริมแต่งคุณลักษณะจนเกินงาม ตลอดจนการให้ความกระจ่างในแต่ละเหตุการณ์ก็ขาดความละเอียดละออ (มิซร์ อัลอิสลามียะห์ ว่า ตะรีค อัลคุตอต อัลมิซรียะห์ โดย อับดุลลอฮ์ อุสมาน อัลมุฮามีย์ หน้า 149, 151, 156 สำนักพิมพ์ ดาร อัลกุตุบ อัลมิซรียะห์) นอกจากนี้ เรายังพบว่าบุคคลผู้นี้มีเชื้อสายจากชนชาติเจอร์กิช (ชัรกะซีย์ ซึ่งเป็นชนชาติเดิมของพวกม่ามาลีกส่วนหนึ่ง) ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เขาจะมีความนิยมในชาติพันธุ์ของตน อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจเช่นกัน ก็คือ อิบนุ อิยาซได้จดบันทึกรายงานของตนในช่วงที่เกิดความวุ่นวาย ระส่ำระส่ายและตัวเขาเองก็มิใช่ทหารที่รับราชการในกองทัพ หรือเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ตลอดจนเป็นแม่ทัพ

          แต่สิ่งที่ชัดเจนกลับเป็นว่า อิบนุ อิยาซ ค่อนข้างเก็บตัวและมิได้ไปไหนมาไหนบ่อยนัก โดยเฉพาะในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เขารวบรวมจดบันทึก เป็นต้นว่า อิบนุ อิยาซ ไม่เคยพยายามในการยลโฉมซุลตอนส่าลีม หรือเข้าเฝ้าพระองค์ ทั้งๆ ที่ซุลตอนได้พำนักอยู่ในกรุงไคโรหลายเดือนด้วยกัน หากแต่ได้อาศัยเพื่อนของตนคนหนึ่งบอกเล่าถึงลักษณะโฉมของท่านซุลตอน (มิชร์ อัลอิสลามียะห์ อ.อับดุลลอฮ์ อุสมาน อัลมุฮามีย์ หน้า 161)

          ส่วนคำกล่าวของ ดร.อัชชินาวีย์ ที่ระบุว่า : เหล่าซุลตอนอุษมานียะห์ นั้นมิเคยมีความถวิลหาหรืออยากที่จะเฉลิมพระนามว่า ค่อลีฟะห์ เลยแม้แต่น้อย ทั้งนี้เพราะพวกเขาทราบเป็นอย่างดีถึงสภาพอันตกต่ำและความไร้ศักดิ์ศรีของ ผู้ดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์ในสายตาของพวกม่ามาลีก คำกล่าวของดร.อัชชินาวีย์ เช่นนี้ดูจะอ่อนในหลักฐานไปเสียหน่อย กล่าวคือ

          ประการที่หนึ่ง ไม่มีข้อขัดแย้งสำหรับนักประวัติศาสตร์ ในกรณีที่ว่าเหล่าซุลตอนแห่งอุษมานียะห์นั้นมีจิตสำนึกต่ออุดมการณ์ทางศาสนาอย่างเต็มเปี่ยม เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกๆ ของจักรวรรดิซึ่งเป็นช่วงเวลาเข้มแข็งและทรงพลังยิ่งนัก ช่วงเวลาที่อุษมานียะห์มีความเข้มแข็งและทรงพลังที่สุดนับได้จากยุคของอัรตุฆรุล จวบจนถึงรัชสมัยซุลตอน สุลัยมาน อัลกอนูนีย์ จิตสำนึกต่ออุดมการณ์ทางศาสนา นับเป็นปัจจัยที่เด่นชัดที่สุดในการได้รับชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่าของอุษมา นียะห์ ตลอดจนยังผลักดันพวกเขาสู่การยึดครองจักรวรรดิไบเซนไทน์ และการแผ่ขยายดินแดนในยุโรป จิตสำนึกนี้นี่เองคือสิ่งที่พวกอุษมานียะห์ได้ใช้เป็นบรรทัดฐานในการมองถึงระบอบค่อลีฟะห์ ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงผิวเผินสำหรับพวกม่ามาลีก

          แต่พวกอุษมานียะห์กลับมองว่านั่นคือพลังทางจิตวิญญาณ์ที่เชื่อมเอาระบอบอิสลาม กับพลังทางการเมืองเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งพลังทางการเมืองการปกครองดังกล่าวเป็นสิ่งที่ค่อลีฟะห์ในกรุงไคโรไม่มี ดังนั้นพวกอุษมานียะห์จึงรวมเอาพลังทั้งสองเข้าด้วยกันทั้งหมด เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นในหมู่ประชาคมมุสลิมและรักษาเอกภาพของประชาคมเอาไว้ รวมถึงการพิทักษ์โลกอิสลามจากความแตกแยก ความไร้เสถียรภาพ และความละโมบของศัตรูภายนอก คือพวกครูเสด

          นอกจากนี้พวกอุษมานียะห์ยังได้สร้างความเป็นหนึ่งเดียวของโลกอิสลามอย่างเข้มแข็งตลอดระยะเวลา 4 ศตวรรษด้วยกัน อีกทั้งในฐานะที่เป็นผู้นำทางการเมืองของโลกอิสลามที่เป็นหนึ่งเดียว พวกอุษมานียะห์ยังได้ดำเนินตามวิถีทางซึ่งระบอบค่อลีฟะห์แห่งอิสลามได้ดำเนินไว้ในขอบเขตของการวางแผนการต่างๆ และการศึกษาของนักนิติศาสตร์อีกด้วย (อัลอิสลาม ว่าฮารอกะห์ อัตตารีค ของอันวัร อัลญุนดีย์ หน้า 305)

          สิ่งนี้ย่อมยืนยันได้เป็นอย่างดีถึงการมีอยู่ของจิตสำนึกต่ออุดมการณ์ทางศาสนา ณ บรรดาซุลตอนอุษมานียะห์ ตลอดจนการที่ซุลตอน บายะซิดได้รับพระราชทานตำแหน่งซุลตอนจากค่อลีฟะห์แห่งอับ บาซียะห์ในกรุงไคโรมาก่อนหน้านั้นแล้ว สิ่งดังกล่าวย่อมบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อความรู้สึกแบบอิสลามอันแรงกล้า และเป็นการยอมรับถึงอำนาจและสถานภาพอันชอบธรรมตามหลักนิติศาสตร์ของ ค่อลีฟะห์นั่นเอง (อัลคิลาฟะห์) โทมัส อาร์โนลด์ หน้า 60 อินติชาร อัลอิสลาม วัดดะอ์วะห์ อัลอิสลามียะห์ หน้า 64)

          ประการที่สอง จากทางด้านหลักนิติศาสตร์อิสลาม กล่าวคือ บรรดานักนิติศาสตร์อิสลามได้มีทัศนะว่า หากผู้มีอำนาจปกครองที่มิได้ผ่านกระบวนการเลือกเฟ้นได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุด คือ ค่อลีฟะห์ แล้วจะต้องได้รับการสนองตอบด้วยความจงรักภักดีในสิ่งที่สอดคล้องกับหลักการของศาสนา และไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นั้นในสิ่งที่ขัดต่อหลักการ (ตารีค อัลมะซาฮิบ อัลอิสลามียะห์ /เชคอบู ซะฮ์เราะห์ หน้า 105-106)

          สิ่งดังกล่าวหมายถึง ผู้เรียกร้องตำแหน่งค่อลีฟะห์จำเป็นที่จะต้องมีผู้ให้การสนับสนุนดำเนินภารกิจการเรียกร้องนั้นโดยคู่แข่งบนหน้าผืนพิภพนี้ไม่สามารถเอาชนะเหนือบรรดาผู้ให้การสนับสนุนต่อบุคคลแรกที่อ้างว่าตนมีคุณสมบัติในการเป็นค่อลีฟะห์ได้ กรณีดังกล่าวก็คือกรณีของซุลตอน ส่าลีมข่านที่ 1 ขณะพระองค์เข้ายึดครองดินแดนอียิปต์นั่นเอง

          ประการที่สาม สิทธิในการเลือกตั้ง หมายถึง การรับรองของหมู่ชนที่มีคุณสมบัติในการเลือกตั้งหรือถอดถอน อันประกอบไปด้วยสภาของนักวิชาการชั้นนำ คำอ้างในข้อนี้ก็คือว่า สภาที่กล่าวถึงนี้เคยมีอยู่ในยุคต้นของอิสลาม ณ นครม่าดีนะห์ ต่อมาก็เคลื่อนย้ายสู่นครดามัสกัส และต่อมาก็ย้ายมาสู่นครแบกแดด และในท้ายที่สุดก็ย้ายมาสู่กรุงไคโร ดังนั้นจึงย่อมเป็นสิ่งที่อนุญาตในการย้ายจากกรุงไคโรสู่นครคอนสแตนติโน เปิ้ล (อิสตันบูล)

          ทั้งนี้ซุลตอนส่าลีม ข่านที่ 1 ได้ทรงนำบรรดานักวิชาการชาวตุรกี (เตริ์ก) อีกจำนวนหนึ่งไปยังอิสตันบูลพร้อมกับพระองค์ภายหลังการพิชิตอียิปต์ และพระองค์ได้ทรงตั้งสภาจากนักวิชาการทั้งสองกลุ่มเพื่อร่วมกันเสนอให้ซุลตอนเป็นค่อลีฟะห์ของปวงชนมุสลิม สภานักวิชาการอิสลามได้ถวายพระแสงดาบแก่ซุลตอน และพิธีการเช่นนี้ก็ยังคงปฏิบัติสืบมาในการขึ้นดำรงตำแหน่งของบรรดา ค่อลีฟะห์แห่งอุษมานียะห์ด้วยการรับพระแสงดาบจากเหล่านักวิชาการอิสลาม โดยกระทำพิธีการดังกล่าวภายในมัสยิดญามิอ์ของท่านอบีอัยยูบ อัลอันซอรีย์ ณ กรุงคอนสแตนนิโนเปิ้ลจวบจนสิ้นระบอบค่อลีฟะห์ในปีค.ศ. 1924

          ประการที่สี่ อัลวะซียะห์ (พินัยกรรม) คือการมอบหมายของค่อลีฟะห์ต่อผู้สืบทอดภายหลังสิ้นพระชนม์ประหนึ่งดังเป็น พินัยกรรมแต่งตั้งผู้สืบทอดซึ่งค่อลีฟะห์ อัลมุตะวักกิล อะลัลลอฮ์ ผู้เป็นค่อลีฟะห์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์อับบาซียะห์ในกรุงไคโร ได้ทรงมอบหมายการเป็นค่อลีฟะห์แก่ซุลตอนส่าลีม ข่านที่ 1

          ประการที่ห้า การพิทักษ์ดินแดนต้องห้ามทั้งสอง (นครมักกะห์และม่าดีนะห์) นับตั้งแต่บรรดาซุลตอนแห่งอุษมานียะห์ได้ดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์ พระองค์เหล่านั้นก็คือ ผู้พิทักษ์ดินแดนต้องห้ามทั้งสองแห่งมาโดยตลอด ยกเว้นระยะเวลาช่วง 7 ปี ที่บรรดาอิหม่ามแห่งนครซอนอาอ์ของเยเมนได้ทำหน้าที่ดังกล่าวในศตวรรษที่ 10 และอีก 7 ปี ที่ดินแดนทั้งสองถูกปกครองโดยราชวงศ์อาล ซูอูด (ซาอุดีย์) นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1807- ถึงปีค.ศ. 1814

          ประการที่หก การมีบทบาทสำคัญอย่างเด่นชัดของระบอบการปกครองแบบค่อลีฟะห์ในด้านการเมือง การปกครองของจักรวรรดิอุษมานียะห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อโลกอิสลามจวบจนกระทั่งปี ค.ศ. 1924 (อัลคิลาฟะห์ ฟิล ฮาฏอเราะห์ อัลอิสลามียะห์ / อะห์หมัด ร่อมาดอน หน้า 131-132) ส่วนกรณีที่ซุลตอนส่าลีม ข่านที่1 ทรงเลือกใช้พระนามว่า “ผู้พิทักษ์ดินแดนต้องห้ามอันทรงเกียรติทั้งสอง” โดยไม่ใช้พระนามว่า “ค่อลีฟะห์” ก็เป็นเพราะว่า พระนามค่อลีฟะห์เป็นเรื่องที่นิยมกันอย่างแพร่หลายอยู่แล้วสำหรับบรรดาเจ้าครองนครรัฐและกษัตริย์ชาวมุสลิม

          ดังจะเห็นได้ว่า ซุลตอนมุรอด ข่านที่ 1 ก็ทรงใช้พระนามว่าค่อลีฟะห์ ซึ่งปรากฏขึ้นในปี ค.ศ.1394 นั่นหมายความว่าก่อนหน้าการเข้ายึดครองอียิปต์ของอุษมานียะห์มากกว่าหนึ่งศตวรรษ ดังนั้นข้อเท็จจริงที่แน่ชัดก็คือ ผู้ปกครองมุสลิมแห่งอุษมานียะห์ในกรุงคอนสแตนนิโนเปิ้ลได้กลายเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดอย่างแท้จริงเหนือดินแดนอิสลาม นับตั้งแต่การยาตราทัพเข้าสู่กรุงไคโรของซุลตอนส่าลีม ข่านที่ 1 ตลอดจนการรับมอบกุญแจของนครต้องห้ามอันทรงเกียรติทั้งสองแห่งเป็นต้นมา

          ดังนั้นซุลตอนอุษมานียะห์ก็คือผู้ดำรงภารกิจปกป้องดินแดนอิสลามรักษาเขตพรมแดนและแต่งตั้งบรรดาผู้ปกครองหัวเมืองเก็บภาษีส่วยและทุกเรื่องราวที่มีความสำคัญสำหรับประชาคมมุสลิมก็ต้องหวนกลับสู่พระองค์เสมอ และพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงมีพระประสงค์ให้กลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่มิใช่ชาติพันธุ์อาหรับรับช่วงธงชัยแห่งอิสลามและมีภารกิจเผยแผ่อิสลามสืบต่อไป

          เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอิสลามคือศาสนาสากลของโลกถูกส่งมาเพื่อน้อมนำมนุษยชาติทั้งมวล โดยมิได้จำกัดอยู่แฉพาะหมู่ชนหรือชาติพันธุ์หนึ่งชาติพันธุ์ใด สมดังพระดำรัสที่ว่า “และเรามิได้ส่งท่าน (โอ้ มุฮำหมัด) มาเป็น ศาสน-ทูตนอกเสียจากยังมนุษยชาติทั้งผองในฐานะผู้ประกาศข่าวดีและประกาศคำเตือน” (บทสะบะอ์ พระบัญญัติที่ 28) และสมดังพระดำรัสที่ว่า “และเรา (อัลลอฮ์) มิได้ส่งท่าน (มุฮำหมัด) มาเพื่อภารกิจใด นอกเสียจากเป็นความเมตตาแก่โลกทั้งผอง” (บทอัลอัมบิยาอ์ พระบัญญัติที่ 107)

          และ พระวจนะของท่านศาสนทูตที่กล่าวถึงเรื่องนี้มีเป็นอันมาก อาทิเช่น พระวจนะที่ว่า “ข้าพเจ้า (ท่านศาสนทูต) ถูกประทาน (สิ่งพิเศษ) 5 ประการ ซึ่งไม่มีบรรดาศาสดาประกาศกท่านใดก่อนหน้าข้าพเจ้าได้รับสิ่ง 5 ประการ นั้นกล่าวคือ ข้าพเจ้าได้รับความช่วยเหลือให้มีชัยเหนือศัตรูด้วยความพรั่นพรึงในหัวใจของ ศัตรูนั้นเป็นรยะเวลาก่อนออกทัพถึง 1 เดือน, ผืนแผ่นดินถูกบันดาลสำหรับข้าพเจ้า (และประชาชาตินี้) ให้เป็นที่ประกอบศาสนกิจและทำความสะอาด (ด้วยฝุ่นดิน) บุคคลหนึ่งจากประชาชาติของข้าพเจ้าที่การนมัสการมาทัน (เข้าเวลา) บุคคลผู้นั้นก็จงนมัสการเถิด, และทรัพย์ที่ยึดได้จากสงครามเป็นที่อนุมัติสำหรับข้าพเจ้า, ศาสดาประกาศกจะถูกส่งมาให้มาประกาศศาสนายังกลุ่มชนของเขาเป็นการเฉพาะ และข้าพเจ้าถูกส่งมาประกาศศาสนายังมนุษยชาติทั้งผอง และข้าพเจ้าถูกประทาน (สิทธิ) ในการให้ความอนุเคราะห์ (อัชชะฟาอะห์) (ฟัตฮุ้ลบารีย์ บิชัรฮิ ซอเฮียะห์ อัลบุคอรีย์ หน้า 99 เล่มที่ 3 พิมพ์โดยสำนักพิมพ์อัลกุลลียาต อัลอัซฮะรียะห์ ปี ฮ.ศ.1398/1978)

          ดังนั้นพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ซ.บ.) ได้ลิขิตแล้วให้พวกอุษมานียะห์ได้รับสืบทอดธงชัยแห่งอัลอิสลามและเทิดทูนร่มธงชัยนั้นให้สูงส่ง ซึ่งจักรวรรด์ของอุษมานียะห์ได้ทรงอำนาจตลอดระยะเวลาร่วม 6 ศตวรรษ กล่าวคือ มีอายุถึง 524 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1399 จนกระทั่งปี ค.ศ. 1923 และมีผู้นำสูงสุดขึ้นครองบัลลังก์ของจักรวรรดิถึง 40 คนด้วยกัน (กิยามุดเดาละห์ อัลอามานียะห์/มุฮำหมัด ฟุอ๊าด กุบุรีย์) ตลอดช่วงระยะเวลาดังกล่าว จักรวรรดิอุษมานียะห์คือผู้แรกที่ปกป้องดินแดนอิสลามและมรดกของประชาคมมุสลิม ด้วยพระประสงค์ของพระองค์ผู้เป็นเจ้า (ซ.บ.) พระองค์ได้ทรงกำหนดให้จักรวรรดิอุษมานียะห์ถือกำเนิดขึ้นในบรรยากาศที่ครา ครั่งไปด้วยความวุ่นวายและความระส่ำระส่าย

          โลกอิสลามทั้งตะวันออกและตะวันตกต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมที่รุนแรงมาโดยตลอดระยะเวลาก่อนหน้านั้น โลกอิสลามได้ตกเป็นเหยื่ออันโอชะด้วยการขย้ำของพวกมองโกลตาตาร์ซึ่งทำลายทุก สิ่งที่ขวางหน้าในดินแดนอิสลามจนแปรสภาพไปสู่ซากปรักหักพังดังที่เราได้สาธยายมาแล้วในบทก่อนหน้านี้ จะมีเพียงบางเขตแดนเท่านั้นที่ความหฤโหดของพวกมองโกลเข้าไปไม่ถึง เช่น อียิปต์, แอฟริกาเหนือ, คาบสมุทรอาหรับและดินแดนบางส่วนของซีเรีย

          ในเวลาเดียวกันที่รัฐอิสลามน้อยใหญ่ต่างก็ตกอยู่ภายใต้การบดขยี้ของมองโกลทาง ตะวันออก โลกอิสลามซีกตะวันตกก็กำลังตกอยู่ในภาวะ คับขันจากการสังหารหมู่ การตั้งศาลของนักบวชในคริสต์ศาสนาเพื่อเอาผิดกับพวกนอกรีต ซึ่งชาว คริสเตียนในเอ็นดาลูเซีย (สเปน) ได้ตั้งศาลดังกล่าวเพื่อกดขี่บังคับชาวมุสลิมให้ปฏิเสธศาสนาของตน และเข้ารีตในศาสนาคริสต์อย่างอยุติธรรม มุสลิมในเวลานั้นจึงมีทั้งผู้ที่ถูกกดขี่ ถูกเข่นฆ่า มีทั้งสตรีที่ถูกละเมิดเกียรติของนาง หรือไม่ก็เป็นแม่ที่สูญเสียลูกของตน ตลอดจนคนเฒ่าคนแก่ที่ถูกเสือกไสไล่ส่งเยี่ยงคนบ้านแตกสาแหรกขาด

          และพวกเขา (เหล่าชนผู้ปฏิเสธ) มิได้แก้แค้นต่อเหล่าผู้ศรัทธา (ด้วยเหตุอันใด) นอกจากการที่พวกเขามีศรัทธาต่อพระองค์อัลลอฮ์ พระผู้ทรงเกียรติยิ่ง ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ (บทอัลบุรูจ พระบัญญัติที่ 7)


          ชาวมุสลิมทั้งตะวันออกและตะวันตกต่างก็ประสบกับการกดขี่ทั้งสองประการข้างต้น (ทั้งจากชาวมองโกลและชาวคริสเตียน) เจงกิสข่าน จอมทัพแห่งมองโกลได้บ่ายหน้านำกองทัพและไพร่พลของตนจากตะวันออกสู่โลกอิสลาม พวกครูเสดซึ่งปราชัยต่อชาวมุสลิมได้ยุยงพวกมองโกลให้รุกรานโลกทั้งหมดในยุคนั้น พวกมองโกลได้มุ่งหน้าสู่จีนเป็นแห่งแรก และภรรยาคนหนึ่งของเจงกิสข่านนั้นเป็นคริสตียน และนางมีบทบาทสำคัญในการยุยงให้มีการรุกรานดินแดนอิสลาม นอกจากนี้หลานของเจงกิสข่านคือ “โฮลากู” ก็ได้สมรสกับธิดา ของกษัตริย์แห่งอาร์เมเนีย คือ อะบากอข่าน ซึ่งเติบโตในศาสนาคริสต์ และอาร์เมเนียก็คือดินแดนหนึ่งที่พวกครูเสดได้พึ่งพาอาศัยในการเป็นแนวร่วม เพื่อยึดครองดินแดนอิสลาม

          ซึ่งกองทัพที่เหี้ยมโหดและป่าเถื่อนนี้ได้ทำลายเรือกสวนไร่นาและชีวิตผู้คนจนทำให้ชนเผ่ามุสลิมจำนวนมากต้องอพยพและทิ้งถิ่นฐานของพวกตนเพื่อหลีกหนีการ ประจันหน้ากับพวกมองโกล พวกเขาหนีเอาชีวิตรอดพร้อมกับศาสนาและความเชื่อจากภยันตรายของมฤตยูนี้ ในบรรดาชนเผ่าที่หนีตายเหล่านี้ คือ เผ่ากอบีย์ ข่าน ซึ่งเป็นเผ่าหนึ่งจากชนชาติอัลฆุซ (อูฆูซ) ที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของทะเลกอซวัยน์ (อัลค่อซัร,แคสเปียน) มีสุลัยมาน อิบนุ กอยาลิบ เป็นผู้นำเผ่า สุลัยมานผู้นี้เป็นปู่ของอุสมาน อิบนุ อัรตุฆรุล และได้นำผู้คนในเผ่าของตนจำนวน 500,000 คนสู่ดินแดนตะวันตก และตั้งหลักแหล่งในแคว้นคุวาริซม์ (แคว้นคุวาริซม์ในปัจจุบันตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัสเซียใกล้กับทะเลสาปคุ วาริซม์ ซึ่งทุกวันนี้เรียกกันว่าทะเลอาราล)

          ที่นั่น สุลัยมานได้เข้าร่วมทำศึกกับซุลตอน ญาลาลุดดีน อิบนุ คุวาริซม์ ชาฮ์ ในการต่อต้านมองโกล แต่ทว่าอาณาจักรคุวาริซม์ก็มิอาจต้านทานการรุกรานของพวกมองโกล จนในที่สุดก็ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของมองโกล ในปีฮ.ศ. 611/ ค.ศ.1122 สุลัยมาน ชาฮ์ จึงได้นำชนเผ่าของตนออกเดินทางจากแคว้นคุวาริซม์ จนกระทั่งตั้งหลักแหล่งอีกครั้งในแคว้นอาร์เมเนียริมฝั่งแม่น้ำยูเฟรติส ซึ่งอยู่ระหว่างอาเซอร์ไบจานและอัคล๊าต ในปี ฮ.ศ.631/ ค.ศ.1234 ชนเผ่าของสุลัยมานอยู่ที่นั่นหลายปีด้วยกัน จนกระทั่งข่าวการเสียชีวิตของเจงกิสข่านมาถึงสุลัยมานก็เข้าใจว่าการเสียชีวิตของเจงกิสข่าน คือการสิ้นสุดของภยันตรายจากพวกมองโกล จึงบังเกิดความรู้สึกคิดถึงมาตุภูมิของตนในเอเซียกลางอย่างจับใจ แต่ทว่าในระหว่างการเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ สุลัยมานกลับจบชีวิตด้วยการจมน้ำตาย ขณะนำชนเผ่าของตนข้ามแม่น้ำยูเฟรติสในปี ฮ.ศ.639/ ค.ศ. 1231

ลูกหลานของสุลัยมาน ชาฮ์ อิบนุ กอยาลิบ แบ่งออกเป็นสองสายตระกูล
          1. สายตระกูลสุลัยมาน ซินตูร ตะกีน และ กุวันดุนดีย์ สายตระกูลนี้มีผู้คนติดตามเป็นอันมาก และเห็นพ้องกันเดินทางกลับสู่แคว้นคุรอซาน ประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกเรื่องราวสายตระกูลนี้ให้เราทราบแต่อย่างใด
          2. สายตระกูลอัรตุฆุล (อัรตุฆรุล) อิบนุ สุลัยมาน และน้องชายคนสุดท้องคือ บันดาร จำนวนคนในเผ่าที่ติดตามสายตระกูลนี้มีไม่เกิน 400 ครอบครัว พวกเขาได้ออกเดินทางรอนแรมอยู่ในที่ราบอัรฏ์รูม (Erzurum) ทางตะวันออกของคาบสมุทรอนาโตเลีย (อะนาโด้ล)

          และในระหว่างการเดินทางเร่ร่อน ณ เส้นพรมเดนของรัฐซุลตอนแห่งซัลจูกรูม อัรตุฆูลก็พบกองทัพสองฝ่ายกำลังรบพุ่งกันอย่างดุเดือดด้วยความที่มีจิตใจเยี่ยงผู้กล้า เขาจึงนำกำลังของตนเข้าช่วยเหลือฝ่ายที่กำลังเพลี่ยงพล้ำจนได้รับชัยชนะ และอัรตุฆุลก็ดีใจเป็นล้นพ้นเมื่อทราบว่า ตนและเหล่าพี่น้องร่วมสายตระกูลได้มีส่วนทำให้กลุ่มชนที่ร่วมในศาสนา, ภาษาและสายเลือดเดียวกันให้ได้รับชัยชนะกลุ่มชนดังกล่าวก็คือ พวกซัลจูกแห่งรูมนั่นเอง

          (ซัลจูกแห่งรูม เป็นสายตระกูลหนึ่งจากพวกซัลจูกเติร์ก หรือเตอร์คาเมน ซึ่งมีอยู่หลายสายตระกูล เช่น ซัลจูกแห่งเปอร์เซีย, อิรัก, ซีเรีย และซัลจูกแห่งรูม อันมี อัรซาลาน อิบนุ ซัลจูก เป็นต้นตระกูล พวกนี้ได้มีอำนาจครอบคลุมดินแดนในเอเซียน้อย ระหว่างปีค.ศ. 1077-1300 พวกเติร์กเรียกเอเซียน้อย โดยเฉพาะอนาโตเลียว่าแคว้นรูม (โรม) จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ซุลตอนอะลาลุดดีน แห่งซัลจูกียะห์ ได้ยกย่องวีรกรรมของอัรตุฆูล และจัดสรรดินแดนบางส่วนซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับเส้นพรมแดนของ “รูม” (โรมันไบเซนไทน์) แก่ อัรตุฆูล และบรรดาชนเผ่าของเขาเพื่อตั้งหลักปักฐานและทำหน้าที่รักษาพรมแดนไปพร้อมๆ กัน


          หลังการเสียชีวิตของอัรตุฆูล ในปี ฮ.ศ.687/ค.ศ.1288 อุสมาน ผู้เป็นบุตรชายได้ขึ้นเป็นผู้นำชนเผ่ากอบีย์ ข่าน และบุคคลผู้นี้ก็คือ ปฐมราชวงศ์อุษมานียะห์ในเวลาต่อมา อุสมานได้สืบสานปณิธานของบิดาในการแผ่ขยายดินแดน จนกระทั่งยึดครองป้อม “ก่อรออ์ ฮิซอร” ได้ในปีฮ.ศ.687/ค.ศ.1288 (คำว่า ก่อรออ์ ฮิซอร หมายถึง “ป้อมปราการสีดำ” ในที่นี้คือ ดินแดนแห่งต้นฝิ่นใกล้กับเมืองกูนียะห์) ยังผลให้ซุลตอนแห่งซัลจูกียะห์มีความโปรดปรานต่ออุสมานเป็นอันมาก พร้อมทั้งปูนบำเหน็จและเลื่อนขั้นให้อีก ทั้งยังได้พระราชทานดินแดนที่อุสมานสามารถพิชิตได้

          นอกจากนี้ซุลตอนยังทรงอนุญาตให้อุสมานสามารถตีเหรียญกษาปณ์ของตนเองและถูกกล่าว ชื่อในการแสดงธรรมวันศุกร์อีกด้วย ในปี ฮ.ศ.699/ค.ศ.1300 กองทัพมองโกลภายใต้การนำของฆอซาน ข่าน ได้มุ่งหน้าสู่เอเซียน้อยเพื่อรุกรานระลอกใหม่ ขณะทีอาณาจักรของพวกซัลจูก เติร์ก เริ่มอ่อนแอลงอย่างมาก ฝ่ายซุลตอน อะลาอุดดีน อัซซัลจูกีย์ ก็ทรงเป็นซุลตอนที่อ่อนแอและขลาดเขลา พระองค์จึงลี้ภัยสงครามสู่กรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล ที่นั้นพระองค์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์ด้วยน้ำมือของจักรพรรดิไบแซนไทน์ อาณาจักรซัลจูกเติร์กก็ถึงกาลแตกดับ เจ้าครองนครต่างๆ ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเริ่มตั้งตนเป็นอิสระ จนกระทั่งในที่สุดอาณาจักรที่ครั้งหนึ่งเคยเกรียงไกรก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ถึง 9 นครรัฐ อันได้แก่ 1.กอร่อมาน อุฆูล 2. กัรซิยาน 3. กอรซัต 4. ซอรุคข่าน 5. อัยดีน 6. กอซต่อมูนีย์ 7. อัลฮะมีด 8. มุนต้าชาฮ์ และ 9. ตักกะห์

          ส่วนอุสมาน อับนุ อัรตุฆูล ก็ตั้งตนเป็นอิสระในดินแดนของตนเช่นกัน และสถาปนาดินแดนของพวกบะนี ชะฮร์ ซึ่งเป็นดินแดนใหม่ที่พิชิตได้เป็นราชธานีของตน และการณ์ดังกล่าวคือจุดเริ่มต้นของจักรวรรดิอุษมานียะห์ อุสมานได้เริ่มจัดระเบียบการบริหาร, การปกครองอาณาจักรใหม่ของตน และแผ่ขยายดินแดนจนถึงทะเลดำ และทะเลมัรมาร่าฮ์ ตลอดจนทำศึกแย่งชิงดินแดนของไบเซนไทน์ และยกทัพเข้าปิดล้อมเมืองบุรเซาะห์ (บรุสซ่าฮ์ Brousse ในอนาโตเลียติดกับทะเลมัรมาร่าฮ์) และตีเมืองนี้ได้จากพวกโรมันในปีฮ.ศ.717-1317 นครบุรเซาะห์ เป็นราชธานีของพวกอุษมานียะห์ ในระหว่างปีค.ศ.1327-1453 จนกระทั่งมีการพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล

          ภารกิจอันเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ของอุสมาน คือ การที่เขาสามารถสร้างความเป็นปึกแผ่นในหมู่ประชาชาติอิสลาม ทั้งๆ ที่มีความหลากหลายในด้านเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นชนชาติอัลบาเนี่ยน, บุลฆอร, สลาฟ, ฮังกาเรี่ยน และเติร์ก ครั้นถึงช่วงรัชสมัยต่อมา บรรดาค่อลีฟะห์ที่สืบทอดถัดต่อจาก อุสมาน ต่างก็ปฏิบัติภารกิจในการเผยแผ่อิสลามอย่างดีเยี่ยม โดยสนับสนุนและผลักดันบรรดานักเผยแผ่ศาสนาให้กระทำหน้าที่ เรียกร้องเชิญชวนพลเมืองในดินแดนที่พิชิตได้ ตลอดจนใช้สื่อและกระบวนการต่างๆ ในการเผยแผ่ศาสนาดังที่เราจะได้เห็นต่อไป เมื่อกล่าวถึงบทบาทของอุษมานียะห์ในการดำเนินภารกิจดังกล่าว

อุสมาน : ปฐมราชวงศ์อุษมานียะห์

         พวกอุษมานียะห์ได้เผยแผ่ศาสนาอิสลามในเอเซียน้อยเป็นอันดับแรก ครั้นต่อมาเมื่อพวกเข้าได้ข้ามช่องแคบบอสฟอรัส (บอสฟอรัสเป็นชื่อช่องแคบที่เชื่อมต่อระหว่างทะเลดำและทะเล มัรมาร่าฮ์บริเวณอ่าวอันเป็นที่ตั้งของนครอิสตันบูล ช่องแคบแห่งนี้แบ่งอาณาเขตของตุรกีออกเป็นสองส่วน คือ ตุรกีในเอเซีย และตุรกีในยุโรป มีความยาว 30 กม. กว้าง 500 เมตร ถึง 3 กม. ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ) และดาร์ดาแนล (ดาร์ดาแนล ช่องแคบในตุรกีเชื่อมต่อทะเลเอเจี่ยนกับทะเลมัรมาร่าฮ์

          เมื่อช่องแคบนี้รวมกับช่องแคบบอสฟอรัสจึงเป็นเสมือนส่วนที่แบ่งคาบสมุทรอนาโตเลีย ออกจากคาบคาบสมุทรบอลข่าน ช่องแคบดาร์ดาแนลมีความกว้าง 1270 เมตร ถึง 7 กม. ยาว 70 กม. ถือเป็นช่องทางเดินเรือเพียงแห่งเดียวที่เชื่อมทะเลดำกับทะเลเมดิเตอร์ เรเนียน) สู่ฝั่งยุโรป และรุกเข้าสู่คาบสมุทรบอลข่าน (บอลข่าน (บัลกอน) คาบสมุทรทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปยุโรประหว่างทะเลดำ, มัรมาร่าฮ์, เอเจียน (อีญะห์) และทะเลเอเดรียติก มีพื้นที่ 550,000 ตร.กม. กินอาณาเขตของโครเอท, เซอร์เบีย, บอสเนีย เฮอร์ซิโกวิน่า, มอนเตร เนโกร, มาซิโดเนีย, อัลบาเนีย, บัลเกเรีย, กรีซ และตุรกีในฝั่งยุโรป)

          ภารกิจการแผยแผ่อิสลามในหมู่ประชาคมบอลข่านก็ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และประสบผลสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ดังนั้นพวกอุษมานียะห์จึงมีคุณูปการยิ่งนักในการเข้ารับอิสลามของประชาคมใน ภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งยังคงมั่นคงอยู่เสมอในหัวใจของพวกเขาจวบจนทุกวันนี้ โดยพลเมืองส่วนใหญ่ในเอเซียน้อย และคาบสมุทรบอลข่านล้วนเป็นชาวมุสลิมในช่วงเวลาอันสั้นราว 30 ปี ระหว่างปี ค.ศ.1620-1650 กล่าวกันว่ามีผู้คนในยุโรปเข้ารับอิสลามประมาณ 300,000 คน และยังไม่ทันเข้าสู่คริสต์ศตรรษที่ 17 ประชาชนในภูมิภาคนี้ที่ถือในศาสนาคริสต์ก็กลายเป็นชนกลุ่มน้อยไปเสียแล้ว ส่วนหนึ่งจากปัจจัยที่ส่งผลต่อการแพร่สะพัดของศาสนาอิสลามนั้นคือ ความเสื่อมทรามทางสังคมของชาวคริสเตียน

          ทั้งนี้ชาวคริสเตียนทางตะวันออกของยุโรปโดยส่วนใหญ่มีความผูกพันเกี่ยวข้องกับคำสอนของศาสนาคริสต์น้อยมาก อีกทั้งยังมีความเชื่อที่งมงายมุ่งเน้นปาฏิหารย์และสิ่งอัศจรรย์เหนือ ธรรมชาติ คราใดที่ศาสนาคริสต์มิสามารถสนองตอบความต้องการแก่พวกเขาด้วยการแสดงปาฏิหารย์ เมื่อนั้นพวกเขาก็พร้อมที่จะหมดศรัทธาได้ทุกเมื่อ กอปรกับการที่ชาวคริสต์อีกจำนวนมิใช่น้อยที่เริ่มเห็นความอ่อนแอของหลักธรรม คำสอนในศาสนาคริสต์ที่มิอาจแก้ไขปัญหาความเสื่อมทรามทางสังคมได้ จึงปรากฏว่าคริสตศาสนิกชนจำนวนมากก็ได้มุ่งหน้าเข้าหาโบสถ์อันเป็นที่ฝังร่างของนักบุญคนสำคัญ เพื่อให้นักบุญผู้นั้นได้สร้างปาฏิหารย์เพื่อช่วยศาสนาคริสต์ให้รอดพ้นจาก ความเสื่อมตลอดจนสร้างทางรอดแก่สังคมของพวกเขาให้พ้นจากภัยของความชั่วร้ายที่ระบาดไปทั่ว หรือไม่เช่นนั้นพวกเขาก็จะพากันเข้ารับอิสลามจนหมดสิ้น

          เหตุกาณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของอัลบาเนีย จากชาวเมืองลิซโกฟีกีย์พวกเขาได้นัดกันรวมตัวเพื่อสวดอ้อนวอนต่อนักบุญภายในโบสถ์ประจำหมู่บ้านขอให้นักบุญได้สำแดงปาฏิหารย์เพื่อช่วยเหลือให้พวกเขารอดพ้นจากความชั่วพร้อมทั้งสาบานว่าจะถือศีลอดจนกระทั่งถึงวันอิสเตอร์ เพื่อรอคอยความช่วยเหลือของพระผู้เป็นเจ้า แต่แล้วเมื่อวันอิสเตอร์มาถึงปาฏิหารย์ก็ยังไร้วี่แววที่จะเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านเหล่านั้นทั้งหมดจึงได้เข้ารับอิสลาม (เซอร์ โทมัส อาร์โนลด์/อัดดะอ์วะห์ อิลั้ล อิสลาม หน้า 221)

          สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ย่อมบ่งชี้ถึงการเผยแผ่อิสลามในช่วงเวลานั้นเป็นไปอย่างตื่นตัวและมีชีวิตชีวา โดยมีความเหมาะสมและศักยภาพของอิสลามเป็นที่ประจักษ์ชัดต่อพลเมืองในภูมิภาค นี้ตลอดจนศาสนาอิสลามปลอดจากความเชื่อซึ่งงมงายดังที่มีอยู่ในหมู่คริสตศาสนิกชน ถ้าหากไม่มีความตื่นตัวของนักเผยแผ่ศาสนาอิสลามเหล่านี้ ชาวคริสเตียนก็คงไม่รู้จักและได้สัมผัสกับความงดงามของศาสนาอิสลาม ตลอดจนความโดดเด่นที่แตกต่างของอิสลามจากศาสนาอื่นๆ

          และส่วนหนึ่งจากบรรดาปัจจัยที่ส่งเสริมต่อการแพร่หลายของอิสลาม คือการที่ชาวมุสลิมในดินแดนตะวันออกของยุโรปได้สมรสกับสตรีชาวคริสเตียนและลูกหลานที่เกิดมาจากการสมรสดังกล่าวก็เข้าสู่ศาสนาของฝ่ายบิดา (ตารีค อัดดุวัล อัลอิสลามียะห์ 2/416, อัลมุสลินมูน ฟิล อาลัม อัลเยาวม์ หน้า 51,52,53) โดยปกติอย่างที่ทราบกันนั้น บรรดาลูกๆ จะถือศาสนาของฝ่ายแม่และขนบธรรมเนียมประเพณีของศาสนาคริสต์และอื่นๆ ดังนั้นการที่ลูกๆ ได้เข้ารับนับถือศาสนาของฝ่ายบิดาย่อมหมายถึงการเข้ารับนับถือศาสนาเดียวกันนี้ของฝ่ายแม่ด้วย วัลลอฮุอะอ์ลัม

พวกอุษมานียะห์ได้ใช้สื่อหลากหลายในการเผยแผ่คำสอนอิสลามซึ่งทำให้ผู้คนเป็นจำนวนมากยอมรับอิสลาม อาทิเช่น
          1. ในบางครั้งมีการเปลี่ยนศาสนาสู่การเข้ารับอิสลามขณะจัดงาน คิตาน (คือการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ หรือการเข้าสุหนัดนั่นเอง)
          2. ส่งเสริมให้ชาวคริสเตียนเข้ารับอิสลาม โดยจัดงานเทศกาลใหญ่โตขณะที่มีชาวคริสเตียนเข้ารับอิสลาม
          3. มีการมอบปัจจัยต่างๆ อย่างมากมายแก่ผู้เข้ารับอิสลาม
          4. อนุญาตและผ่อนผันให้ทุกคนเข้ารับอิสลามสามารถรักษากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและที่ดินของตน
          5. ให้สิทธิพิเศษต่างๆ แก่ผู้เข้ารับอิสลาม
          6. เชลยสงครามจะได้เป็นไทแก่ตัวเมื่อเข้ารับอิสลาม
          7. ผู้ที่เข้ารับอิสลามได้รับการยกเว้นภาษี (ภาษีรัชชูปการ ฯลฯ)
          8. การเปิดโอกาสของจักรวรรดิอุษมานียะห์ต่อผู้สนใจอิสลามในการประกอบอาชีพที่ได้กำไรงามเพื่อส่งเสริมให้พวกเขาเข้ารับศาสนาใหม่ (อูรุบา ฟี มัฏละอ์ อัลอุซู๊ร อัลฮะดีซะห์ 1/557-558 อับดุลอะซีซ มุฮำหมัด อัชชินาวีย์)

          นักวรรณกรรมตลอดจนนักปรัชญาชาวยุโรปจำนวนมากต่างยืนยันถึงบทบาทของชาวมุสลิมแห่งอุษมานียะห์ในยุโรป และคุณค่าความประเสริฐแท้ๆ นั้นคือสิ่งที่ผู้เป็นศัตรูยืนยันสิ่งนั้นไว้ (เรียกง่ายๆ ว่า แม้ศัตรูผู้จ้องล้างผลาญก็มิอาจอดใจและจำต้องขับขานถึงความดีงามนั้น)

          1. วอลแตร์ (Voltaire) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส (1694-1778) ผู้โด่งดังได้สาธยายถึงทีท่าของมุสลิมผู้มีชัยต่อคริสเตียนผู้พ่ายแพ้ว่า : พวกเติร์กไม่เคยย่อท้อและสิ้นหวังต่อการปฏิบัติดีกับชาวคริสเตียนเหมือน อย่างที่เราเชื่อ สิ่งที่ควรสังเกตอย่างยิ่ง ก็คือประชาคมคริสเตียนไม่ว่าในประเทศใดต่างไม่ยอมที่จะให้ชาวมุสลิมมีมัสยิด ของตนในประเทศนั้นๆ ซึ่งตรงกันข้ามกับพวกเติร์ก ที่อนุญาตให้ชาวกรีซซึ่งพ่ายแพ้มีโบสถ์ในคริสตศาสนาสำหรับตน (สารานุกรมประวัติศาสตร์อิสลาม/อะห์หมัด ชะละบีย์ 5/644)

          2. นักประวัติศาสตร์ “แอคตอน” กล่าวว่า : ชาวคริสเตียนในคาบสมุทรบอลข่าน ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข มีความปลอดภัยและพึงพอใจในบ้านเมืองของตนในรัชสมัยซุลตอน มุฮำหมัด (เมฮ์เมต) อัลฟาติฮ์ (ผู้พิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล) และรัชสมัยถัดมา ยิ่งไปกว่านั้นชาวคริสเตียนบอลข่านยังนิยมชาวเติร์กมากกว่าพวกลาติน หรือคริสเตียนที่เชื่อในพระองค์สันตะปาปา เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะคริสเตียนมีมิจฉาทิฐิและยึดมั่นในศาสนาของตนจน สุดโต่ง (มุฮำหมัด อัลฟาติฮฺ -ซัยยิด ริดวาน หน้า 64)

          3. “ปิเตอร์ มหาราช” (ซาร์แห่งรัสเซีย) ซึ่งเมื่อครั้งเป็นสามัญชนเคยเป็นอาลักษณ์ประจำราชสำนักของอุษมานียะห์ กล่าวว่า : องค์ซุลตอนทรงถือว่า “ทะเลดำ” เป็นประหนึ่งพระตำหนักส่วนพระองค์ ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้บุคคลต่างชาติเข้ามายังทะเลแห่งนี้ โดยอิงจากพระวจนะของศาสดาที่ว่า “พวกท่านทั้งปวงเป็นผู้รับผิดชอบดูแล และพวกท่านทุกคนย่อมถูกไต่สวนถึงผู้อยู่ใต้การรับผิดชอบ”

          4. นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสนาม “เฟส วาร์โก” กล่าวว่า : มูฮำหมัด อัลฟาติฮ์ (เมฮ์เมต ฟาติฮ์) ทรงเป็นซุลตอนตุรกีที่ห่างไกลอย่างยิ่งจากการกดขี่ทางศาสนา และรัฐบาลของเติร์กก็มิเคยขัดขวางผู้ใดในการนับถือศาสนา ตลอดจนชาวเติร์กเองก็ไม่เคยแตะต้องอภิสิทธิ์ต่างๆ ของคริสตจักรออร์ธอดอกซ์ (อิสลามกับขบวนการปลดแอก หน้า 315)

          การพิสูจน์ด้วยการลองเข้ารับอิสลามสำหรับชาวตะวันตกยังคงเปิดเผยข้อเท็จจริงที่ สำคัญเกี่ยวกับชาวมุสลิม ตลอดจนได้พิจารณาถึงข้อกรณีที่ว่า ศาสนาที่แท้จริงของชาวมุสลิมนั้นสามารถมอบสิ่งดีๆ แก่มนุษยชาติได้มากน้อยเพียงใด เป็นเรื่องจริงที่ว่าในช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ มีกลุ่มนักคิดและนักศึกษาชาวตะวันตกได้เข้ารับอิสลามเป็นจำนวนมาก และการพิสูจน์ตลอดจนคำยืนยันก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และทุกครั้งจะมีปรากฏการณ์ใหม่เกิดขึ้นเสมอ การศึกษาเกี่ยวกับข้อยืนยันเหล่านี้และการนำเอาความเข้าใจที่สมบูรณ์แบบ ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ออกมาเพื่อรู้แจ้งถึงขีดความบกพร่องอันแจ้งชัดทาง ความคิดของตะวันตกได้กลายเป็นสิ่งจำเป็น

          โรเบิร์ด ปิแอร์โจเซฟ กล่าวว่า “ตนเข้ารับอิสลามก็เพราะอิสลามคือศาสนาเดียวเท่านั้นที่มนุษย์จะพบจิต วิญญาณ, ความปรารถนาอันแรงกล้า และอนาคตของตน อิสลามคือศาสนาแห่งการเรียนรู้ เรียกร้องศาสนิกชนสู่การเพิ่มพูนสั่งสมความรู้คู่การปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา ข้อนี้มิใช่เรื่องแปลก เพราะโองการแรกจากคัมภีร์อัลกุรอ่านที่ประทานลงมานั้นคือ จงอ่าน อันเป็นสิ่งดลให้ท่านศาสนทูตได้ทรงกล่าวว่า : พวกท่านจงแสวงหาความรู้นับแต่จากแปลจนถึงหลุมฝังศพ” (ฉากอันรุ่งโรจน์จากมรดกอิสลาม หน้ 217)

          ที่เราได้กล่าวสาธยายถึงเรื่องราวเช่นนี้ ก็เพราะมีประสงค์จะเน้นย้ำถึงบทบาทอันเปี่ยมด้วยคุณูปการซึ่งพวกอุษมานียะห์ได้สถาปนาเอาไว้ในวิถีทางแห่งการเผยแผ่ศาสนาอิสลามและได้นำเอาการเรียกร้อง นี้สู่ประชาคมของภูมิภาคบอลข่านและยุโรปตะวันออก ซึ่งเรากำลังกล่าวถึงในทุกวันนี้ยังมีชนมุสลิมอันเป็นชนส่วนน้อยอาศัยอยู่ในโปแลนด์, บัลแกเรีย, ยูโกสลาเวียและอัลบาเนีย

          พวกอุษมานียะห์ (ซึ่งการเป็นแนวร่วมกับพวกเขาถือเป็นเอกภาพของอิสลามประการหนึ่ง) อาจจะมีอุปสรรคบางอย่างที่มิอาจทำให้ผลของการทุ่มเทของพวกเขาสมกับช่วงระยะเวลาแห่งอายุขัยของจักรวรรดิที่ยืนยาวร่วม 6 ศตวรรษ อาจารย์อันวัร อัลญุนดีย์ ได้กล่าวว่า : “นักประวัติศาสตร์ต่างเห็นพ้องกันว่า บทบาทของอุษมานียะห์ในการสถาปนาอิสลามนั้นเป็นบทบาทปกติอยู่ในที ทั้งนี้ในระหว่างที่พลังแห่งอิสลามอันรุ่มร้อนในจิตใจของบรรดาผู้นำอิสลามได้อ่อนลง คบเพลิงใหม่ก็ลุกโชนต่อไปในหัวใจของชาวเติร์กและผลักดันพวกเขาสู่การแสดงบทบาทเยี่ยงชาวอาหรับในยุคต้นของอิสลาม” (อิสลามว่าฮะรอกะห์ อัลบินาอ์ หน้า 306)

          ทั้งๆ ที่เป็นอย่างนี้ ชาวยุโรปซึ่งต้องการทำลายมรดกของอิสลามที่ปรากฏอยู่ในดินแดนของพวกเขาอยู่เสมอนั้น ถ้าหากพวกเขามีอำนาจอยู่ในมือก็จักไม่ปล่อยมุสลิมเอาไว้ในดินแดนของพวกเขา เลยแม้สักคนเดียว ขณะที่ชาวเติร์กซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นชนป่าเถื่อนไร้อารยธรรมกลับอนุญาตให้ ชาวคริสต์จำนวนหลายล้านคนจากชนชาติต่างๆ ได้คงอยู่ภายใต้การปกครองของอุษมานียะห์ ทั้งๆ ที่พวกอุษมานียะห์มีโอกาสอยู่หลายครั้งหลายคราที่จะกำจัดชาวคริสต์ให้สิ้นซาก หรือบังคับชาวคริสต์ในดินแดนอุษมานียะห์ให้อพยพออกไปเยี่ยงที่กษัตริย์สเปน และฝรั่งเศสได้กระทำกับชาวอาหรับมาแล้ว (ฮาดิรุ้ล อาลัม อัลอิสลามีย์ 1/238)

          ในทำนองเดียวกัน พวกอุษมานียะห์รวมถึงบรรดาซุลตอนของจักรวรรดิต่างก็น้อมรับภารกิจในการ ประกาศบังคับใช้กฎหมายอิสลาม (อัชชะรีอะห์) ตามหลักการ อันเป็นส่วนทำให้ผู้ถือในนิกายพระเจ้าองค์เดียว (ลัทธิเอกานุภาพ) ในศาสนาคริสต์แห่งแคว้นทรานซิลวาเนีย ภูมิภาคตอนกลางของโรมาเนีย เลือกที่จะสวามิภักดิ์ต่อชาวเติร์ก แทนที่จะต้องตกอยู่ในน้ำมือของราชวงศ์ “แฮบซ์บรวก” (Hasbsbourg ราชวงศ์แห่งออสเตรีย มีอำนาจราว ค.ศ.1278-1918) ที่คลั่งในมิจฉาทิฐิ ตลอดจนพวกโปแตสแตนท์ก็มองตุรกีด้วยสายตาที่พึงพอใจอยู่ในที

          นอกจากนี้เรายังพบอีกว่า พวกอัลกูซาก (พวกสลาฟในรัสเซีย) ซึ่งสืบถึงกลุ่มชนผู้ศรัทธาในยุคโบราณและถูกคริสตจักรแห่งรุสเซียกดขี่ บังคับในความเชื่อของพวกตนก็พบกับความเอื้ออารีในดินแดนของซุลตอน สำหรับเสรีภาพทางความเชื่ออันเป็นสิ่งที่พี่น้องร่วมศาสนาคริสต์ของพวกเขาปฏิเสธโดยสิ้นเชิง (ตารีค อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ / อาลี ฮุซัยน์ หน้า 65-66)

Cr. http://alisuasaming.org/


#ประวัติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : การผลัดเปลี่ยนของระบอบคิลาฟะห์สู่พวกอุษมานียะห์ และบทบาทของอุษมานียะห์ในการเป็นผู้นำโลกอิสลาม"

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : ปัจจัยเหตุแห่งความเป็นศัตรูของยุโรปต่อจักรวรรดิอุษมานียะห์

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : ปัจจัยเหตุแห่งความเป็นศัตรูของยุโรปต่อจักรวรรดิอุษมานียะห์

(อาลี เสือสมิง)







ชาวยุโรปมักมองอิสลามในฐานะศาสนาหนึ่งเดียวเท่านั้นที่เป็นอันตราย และคุกคามต่อศาสนาคริสต์อย่างที่สุด อีกทั้งอิสลามยังเป็นเหมือนก้างขวางคอและอุปสรรคที่คอยทัดทานการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า ศาสนาอิสลามมีหลักคำสอนง่ายๆ สอดคล้องกับธรรมชาติอันบริสุทธิ์ และรู้ดีถึงวิถีทางแห่งการซึมซาบเข้าสู่หัวใจผู้คนซึ่งคราใดที่อิสลามเข้าเกาะกุมหัวใจอย่างมั่นคง อิทธิพลของอิสลามก็จักแผ่ซ่านและครอบครองหัวใจเหล่านั้น ความสะดวกในการปฏิบัติศาสนกิจและความง่ายดายสำหรับการทำความเข้าใจต่อหลักคำสอนของอิสลาม ได้เป็นเหตุทำให้ผู้คนจำนวนมากยอมรับและเลื่อมใสอิสลามถึงแม้สัญลักษณ์แห่งความอ่อนแอจะปรากฏชัดในส่วนของศาสนิกชนก็ตาม


นี่คือทัศนคติของชาวยุโรปที่มีต่อศาสนาอิสลาม ส่วนมุมมองของชาวยุโรปที่มีต่อชาวมุสลิมนั้น คือ ความปรารถนาของชาวมุสลิมนั้นไร้ขอบเขต ไม่ยุติอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่ง หากแต่ยังรุกรานศาสนาคริสต์จนกระทั่งถึงก้นครัวเลยทีเดียว (อัลฮะรอกะห์ อัลฟิกรียะห์ / ดร.บ่ารอกาต ดุวัยดาร หน้า 45) ด้วยสิ่งดังกล่าว ยุโรปจึงมองดูการพิชิตของอุษมานียะห์ว่า นั่นคือ การพิชิตของอิสลาม และกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับกันในหมู่ชาวคริสต์เอง ว่าชัยชนะทางการทหารที่อุษมานียะห์ได้กระทำอย่างเป็นรูปธรรมนั้น แท้ที่จริงก็คือ ชัยชนะของอิสลาม และเป็นความปราชัยของคริสต์ศาสนา

ด้วยนามแห่งอิสลาม จักรวรรดิไบเซนไทน์ก็สูญสิ้น และชาวมุสลิมก็ยาตราเข้าสู่ราชธานีของจักรวรรดิแห่งนี้ด้วยการนำทัพของซุลตอนมูฮำหมัด อัลฟาติฮ์ (เมฮ์เมต ฟาเตฮ์) ในวันที่ 20 ญุมาดาอัลเอาวัล (เดือนลำดับที่ 5 ตามปฏิทินจันทรคติของชาวมุสลิม) ปี ฮ.ศ. 857

นครคอนสแตนติโนเปิ้ลจึงถูกเฉลิมนามใหม่ว่า “อิสตันบูล” (นครแห่งอิสลาม) นับแต่บัดนั้น และการริเริ่มปฏิบัติการเชิงรุกทางการทหารของซุลตอนมุฮำหมัดเพื่อยึดครองกรุงโรมอันเป็นศูนย์กลางอำนาจพระสันตปาปาก็เป็นสิ่งที่ชาวยุโรปมิอาจลืมเลือนพวกอุษมานียะห์ได้ และบรรดาซุลตอนในแผ่นดินถัดมาก็สามารถผนวกเอาดินแดนยุโรปส่วนอื่นๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของขอบขัณฑสีมาแห่งอิสลาม จนกระทั่งอิสลามได้บรรลุถึงเส้นพรมแดนของนครเวียนนา ในกาลต่อมาและในนามแห่งอิสลาม พวกอุษมานียะห์ได้มุ่งหน้าสู่การช่วยเหลือชาวอาหรับในแอฟริกาเหนือเพื่อต่อสู้ขับเคี่ยวกับพวกครูเสดซึ่งผลัดกันทำสงครามระหว่างพวกโปรตุเกสกับสเปน ขณะที่สองชาตินี้ต้องการเปลี่ยนผู้คนในภูมิภาคนี้สู่ศาสนาคริสต์

ด้วยการดังกล่าวความเป็นศัตรูคู่อาฆาตระหว่างยุโรปกับจักรวรรดิอุษมานียะห์ก็ทวีมากขึ้น จึงมิใช่เรื่องแปลกที่ชนยุโรปในกาลถัดมาซึ่งอยู่ร่วมสมัยกับอุษมานียะห์ตลอดช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนานจะนำอิสลามและจักรวรรดิอุษมานียะห์เข้ามาเกี่ยวข้องกันในความนึกคิดของพวกเขา จนพาลให้หวนรำลึกถึงการพิชิตครั้งใหญ่ของอิสลามในยุคต้น

พวกยุโรปเชื่อว่าจักรวรดิอุษมนียะห์นั้นคือ สัญลักษณ์อันมีชีวิตและเรือนร่างสำหรับศาสนาอิสลาม เมื่อนานวันเข้าการเกี่ยวพันเช่นนี้ก็ยิ่งทวีความลึกและมั่นคงในความนึกคิดของชาวยุโรป จนกระทั่งความเกี่ยวพันของจักรวรรดิอุษมานียะห์กับศาสนาอิสลามแนบแน่นถึงขั้นที่กล่าวได้ว่า เป็นประหนึ่งสายเชือกอันเหนียวแน่นอย่างไม่มีวันหลุดแยกออกจากกันได้ และได้นำไปสู่การทวีความรุนแรงและเกรี้ยวกราดของเกลียวคลื่นแห่งความผูกใจพยาบาทและชิงชังในหมู่ชาติยุโรปส่วนใหญ่ต่อจักรวรรดิอุษมานียะห์ โดยถือว่าเป็นรัฐอิสลามที่มีอำนาจปกครองประชาชนชาวคริสเตียนยุโรปในนามของอัลอิสลาม

ความรู้สึกของชาวยุโรปต่ออุษมานียะห์ได้เลยเถิดถึงขั้นถือว่าอุษมานียะห์คือ แหล่งที่มาของความน่าสะพรึงกลัวแห่งเดียวในโลกใบนี้

แต่ทว่า อะไรคือหนทาง?

รัฐบาลและพลเมืองของชาติยุโรปซึ่งเคยตกอยู่ใต้อาณัติของจักรวรรดิอุษมานียะห์ก็ตื่นขึ้นเพื่อจักได้พบว่าตนเองอยู่ในฐานะของผู้ที่จำต้องสวามิภักดิ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์แก่ผู้ปกครองชาวมุสลิม หลังจากที่เคยอยู่ในฐานะของผู้รุกรานดินแดนมุสลิมมาก่อนหน้านั้น

กระนั้นก็ตามชาติยุโรปได้ทุ่มเทสรรพกำลังของตนอย่างเต็มที่เพื่อขจัดการมีอยู่ของอิสลามในผืนแผ่นดินยุโรป เหล่าประชาชาติยุโรปน้อยใหญ่จึงได้เข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์นี้ด้วยเป้าหมายอันเดียวกัน นั่นคือช่วยเหลือให้ศาสนาคริสต์ได้เป็นฝ่ายมีชัย และทำลายอิสลามให้สิ้นซากพร้อมทั้งสนับสนุนผลประโยชน์ของตนด้วยการล่าเมืองขึ้นดินแดนของจักรวรรดิอุษมานียะห์และนำมาแจกจ่ายแบ่งสรรปันส่วนในระหว่างพวกเดียวกัน (อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ อัลมุฟตะรอ อะลัยฮา หน้า 14-16)

เนื่องจากพื้นเพทางความคิดและทัศนคติเช่นนี้ของชาติยุโรป ชาติพันธมิตรทั้งหลายที่จักรวรรดิอุษมานียะห์ต้องประจันหน้าตลอดประวัติศาสตร์อันเอกอุ ล้วนหาใช่อื่นนอกจากพันธมิตรครูเสดที่ร่วมกันต่อต้านอิสลามไม่ ทั้งในส่วนรากเหง้าและจิตวิญญาณล้วนแต่เป็นครูเสดทั้งสิ้น

ณ จุดนี้ ชาวยุโรปได้รวมตัวเป็นค่ายใหญ่เพื่อทำสงครามจู่โจมจักรวรรดิอุษมานียะห์โดยวางแผนทำลายล้างอิสลามในด้านอัตลักษณ์ของระบอบค่อลีฟะห์แห่งอุษมานียะห์ ส่วนหนึ่งจากแผนการดังกล่าวที่จำต้องกระทำให้สำเร็จลุล่วง คือ แผนการโค่นอำนาจทางการเมืองการปกครองโจมตีระบบเศรษฐกิจ การแสวงหาแนวร่วมจากพลพรรค (พลพรรคที่เป็นแนวร่วมหมายถึงกลุ่มคณะบุคคลที่จะช่วยทำให้การล่าเมืองขึ้นของชาวยุโรปบรรลุตามเป้าหมาย ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นชาวอาหรับหรือเติร์กเองก็ตาม) และการใช้กำลังทางทหารเพื่อเผด็จศึก


Cr. http://alisuasaming.org/



#ประวัติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : ปัจจัยเหตุแห่งความเป็นศัตรูของยุโรปต่อจักรวรรดิอุษมานียะห์"

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : บทบาทการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกต่อการล่มสลายของระบอบคิลาฟะห์

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : บทบาทการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกต่อการล่มสลายของระบอบคิลาฟะห์

(อาลี เสือสมิง)

ความเป็นศัตรูคู่อาฆาตของชาติยุโรปที่มีต่อจักวรรดิอุษมานียะห์นั้น มิเคยว่างเว้นและหยุดหย่อน ซ้ำร้ายยังหยั่งรากลึกสาวถึงก้นบึ้งประวัติศาสตร์ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน จนกลายเป็นสิ่งฝังใจของชาวยุโรปในกาลต่อมาและดูประหนึ่งว่า ความผูกพยาบาทนี้เป็นดั่งอาภรณ์ที่ถูกถักทอขึ้นในจิตใจของพวกเขาอย่างมิเสื่อมคลาย ความรู้สึกเช่นนี้มีปัจจัยปรุงแต่งหลายประการ อาทิเช่น

1. เผ่าพันธุ์นิยมที่เป็นมรดกตกทอดจากพวกกรีก
2. การจินตนาการอย่างผิดๆ ต่ออิสลาม
3. ผลพวงของสงครามครูเสดที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจของชาวยุโรปจนมิอาจลืมเลือนได้
4. ความเกรงกลัวที่มีต่อการแผ่ขยายอิทธิพลของศาสนาอิสลาม

และชาวยุโรปก็รับสืบทอดการดูถูกดูแคลนคนต่างเผ่าพันธุ์จากพวกกรีกและโรมัน ซึ่งคนเผ่าพันธุ์นี้จำเป็นจักต้องใช้กฎหมายเฉพาะที่มิอาจนำมาใช้กับยุโรปได้ (อัลฮะร่อกะห์ อัลฟิกรียะห์ ฏิดด์ อัลอิสลาม หน้า 28 เล่มที่ 2)

นี่คือมุมมองของชาวยุโรปที่มองตัวเอง กล่าวคือ มีความคิดอย่างเผ่าพันธุ์นิยมอยู่ในสายเลือดซึ่งเกิดแต่น้ำนมของเพศแม่ จวบจนเมื่อเติบใหญ่ก็พบว่าที่มาแห่งภูมิความรู้ในเบื้องแรกก็คือบิดามารดาของตน โดยภูมิความรู้ของปัจจัยทั้งสองโดยส่วนใหญ่ล้วนแล้วมีที่มาจากตำรับตำราของสังฆราชแห่งคริสตจักรซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งปูมฟักเพาะบ่มศาสนิกชนจากความรู้ผิดๆ เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม จนบางครั้งก็วาดภาพลักษณ์ของอิสลามในทางเลวร้ายจนจิตใจของผู้คนมิอาจรับได้ และเป็นผลผลักดันให้มีอคติและเป็นศัตรูต่ออิสลาม ตลอดจนกระทั่งทำทุกวิถีทางต่อการทำสงครามกับอิสลาม และชาวมุสลิมไม่ว่าที่ใดก็ตามที่ได้พบเจอะเจอเรื่องในทำนองนี้ คือสิ่งที่คริสตจักรบอกกล่าวและสั่งสอนศาสนิกชนของตน และเป็นสิ่งที่นักเขียนนักประพันธ์ของพวกเขาพยายามตอกย้ำ

นอกจากนี้ในสังคมชาวคริสต์ยังดาษดื่นไปด้วยภาพลักษณ์ที่ถูกบิดเบือนของอิสลาม ตลอดจนท่านศาสดามุฮำหมัดและบรรดาสาวกของพระองค์ ซึ่งล้วนได้รับการเสกสรรปั้นแต่งและละเลงจนดูวิปริตผิดเพี้ยนด้วยตำราอ้างอิงของพวกเขา จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่ชาวยุโรปจะปลดเปลื้องผ้าห่มกายผืนนี้ซึ่งได้รับการถักทอด้วยกาลเวลาอันยาวนานจากความพยาบาทและชิงชัง และเมื่อสงครามครูเสดประทุขึ้นชาวยุโรปก็พร้อมใจพันพ่นพิษพยาบาทที่ฝังแน่นนั้นต่ออิสลามและชาวมุสลิมโดยมุ่งเป้าสู่หัวใจของโลกอิสลามเป็นอันดับแรก


ดังนั้น กองทัพอังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคริสตจักรแห่งโรม โดยพระสันตปะปาจึงยาตราทัพสู่อียิปต์และแคว้นชาม (ซีเรีย) และหลังจากใช้ความพยายามอยู่หลายระลอก พวกเขาก็สามารถจู่โจมบัยตุ้ลมักดิส (กรุงเยรูซาเล็ม) ได้ โดยที่ชาวมุสลิมมิทันรู้เนื้อรู้ตัวแต่อย่างใด พวกครูเสดที่บุกเข้าเมืองล้วนเป็นผู้กระหายเลือด พวกเขาหลั่งเลือดของผู้คนจนเจิ่งนองไปตามท้องถนนของอัลกุดซ์ (กรุงเยรูซาเล็ม) และแล้วชาวมุสลิมก็ตื่นจากความหลับใหลและเริ่มรณรงค์ต่อสู้ในเบื้องต้นโดยเป็นไปอย่างอ่อนแอ ครั้นต่อมาก็เริ่มแข็งแกร่งมากขึ้นเป็นลำดับตลอดระยะเวลามากกว่า 2 ศตวรรษ ท้ายที่สุดพวกครูเสดก็จำต้องถอยกลับภายหลังจอมทัพ ซ่อลา-ฮุดดีน อัลอัยยูบีย์ (อะซาลีบ อัลฆอซวิล ฟิกรีย์ / ดร.อาลี ญ่ารีชะห์ หน้า 17-18 อัลอิสลาม วัลอาลัม อัลมุอาซิร / อันวัร ญุนดีย์ หน้า 372-378) ได้บดขยี้พวกเขาจนปราชัยย่อยยับ ชาวยุโรปได้เข็ดหลาบจากบทเรียนที่ท่านซ่อลาฮุดดีนได้สั่งสอนไว้หรือไม่? คำตอบก็คือ แน่นอน…..ไม่! เหตุผลก็คือสิ่งที่เราได้กล่าวถึงข้างต้นว่า ความเป็นศัตรูคู่อาฆาตนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะเสื่อมคลายและสูญสิ้น

ชาวยุโรปหวนกลับมาอีกครั้ง หากแต่ว่าในครั้งนี้มีชาวยุโรปอื่นเป็นผู้ถือธงรบ นั่นคือ โปรตุเกส และสเปน ศัตรูอิสลามได้ปรับกระบวนยุทธของตน โดยในครั้งนี้พวกเขาบ่ายหน้าสู่ดินแดนอันเป็นปีกโลกอิสลาม หาใช่หัวใจของโลกอิสลามเหมือนเช่นก่อนไม่ อาณาจักรอิสลามแห่งเอ็นดาลูเซียก็ถึงคราวล่มสลายในปี ค.ศ.1491 ด้วยน้ำมือของสเปนและฮอลันดาก็เข้ายึดครองอินโดนีเซียราวต้นคริสตศตวรรษที่ 17 และปักหลักอย่างมั่นคงที่นั่นเป็นเวลานาน ฝ่ายชาวโปรตุเกสก็ค้นพบเส้นทางเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮป และมุ่งหน้าสู่เอเซียใต้และเอเซียตะวันออก ที่นั่นพวกครูเสดได้เที่ยวแผ่อิทธิพลเพื่อล้อมกรอบโลกอิสลามและปรากฏอยู่หลายครั้งที่พวกครูเสดพยายามรุกเข้าโจมตีดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม อันได้แก่ นครมักกะห์ และม่าดีนะห์ (ตารีค อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ หน้า 52,53)

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ชะรีฟ บะร่อกาต เจ้าครองนครมักกะห์ได้ตั้งข้อสงสัยในพฤติกรรมของชาย 3 คน ที่เข้าสู่นครมักกะห์ พวกนี้ได้ป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณมัสยิด อัลหะรอม โดยแสดงทีท่าว่าพวกตนเป็นมุสลิม พวกเขาสวมใส่ชุดของชาวอุษมานียะห์ และพูดภาษาอาหรับและเตอร์กิซ ท่านชะรีฟได้มีคนสั่งให้จับกุมชาย 3 คนนี้ และตวรจค้นร่างกายของพวกเขา การปรากฏว่าพวกเขาเป็นคริสเตียน เพราะไม่ได้ขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ และเมื่อสอบสวนก็ได้ความกระจ่างว่า พวกเขาเป็นสายลับสัญชาติโปรตุเกสที่ทางลิสบอนส่งมาเพื่อเป็นผู้นำทางแก่กองทัพโปรตุเกส ซึ่งเป็นพวกครูเสดขณะยกพลเข้าสู่นครมักกะห์ ดังนั้นท่านชะรีฟจึงมีคำสั่งจองจำบุคคลทั้งสาม และส่งมอบแก่ซุลตอน อัลฆูรีย์ในเวลาต่อมา เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1510 และไม่มีผู้ใดกล้าต่อกรกับพวกนี้ตลอดจนตอบโต้ทางการทหารนอกจากพวกอุษมานียะห์ สิ่งนี้นับเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ที่จักรวรรดิอุษมานียะห์ได้แสดงคุณูปการเอาไว้ต่ออิสลาม (อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ อัลมุฟตะรออะลัยฮา เล่มที่ 2/862)

เรื่องราวสงครามครูเสดก็เป็นดังนี้ เพราะสงครามครูเสดได้ฝากร่องรอยและตอกย้ำบาดแผลในใจของชาวยุโรปอย่างไม่เสื่อมคลาย และความชิงชังพยาบาทต่ออิสลามที่ฝังอยู่เต็มหัวใจของชาวยุโรปมักจะส่งผลอยู่เสมอ คราใดที่มันเผยโฉมออกมาเบื้องหน้าชาวมุสลิม (อัลฮะรอกะห์ อัลฟิกรียะห์ หน้า 31)

Cr. http://alisuasaming.org/



#ประวัติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : บทบาทการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกต่อการล่มสลายของระบอบคิลาฟะห์"

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : อรัมภบท

จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : อรัมภบท

(อาลี เสือสมิง)

สภาพการณ์ของโลกอิสลามก่อนการล่มสลายของระบอบการปกครองแบบคิลาฟะห์

          ก่อนการสถาปนาจักรวรรดิอุษมานียะห์ (ออตโตมาน) นั้น สภาพการณ์ของโลกอิสลามปลายรัชสมัยราชวงศ์อับบาซียะห์เริ่มฉายสภาพความอ่อนแอ และการไร้อำนาจของการปกครองจากส่วนกลางในราชธานีแบกแดดมากขึ้นทุกขณะ จนในที่สุด รัฐอิสระ ทั้งหลายต่างก็ผุดขึ้นราวเป็นดอกเห็ดทั้งในโลกตะวันออกและซีกตะวันตกของโลกอิสลาม ตั้งแต่เขตเอเชียกลางจรดแอฟริกาเหนือ ความเสื่อมดังกล่าวเป็นเหตุนำไปสู่การเข้ารุกรานและยึดครองของพวกมองโกลและพวกครูเสดในเวลาต่อมา

          อาณาจัก อับบาซียะห์ (ฮ.ศ. 132 – 656 / ค.ศ. 750 – 1259) ซึ่งยืนหยัดอยู่ตลอดระยะเวลาร่วม 5 ศตวรรษ ได้เข้าสู่วัฏจักรของความเสื่อมและการผุกร่อนทั้งโดยตรงและทางอ้อม โครงสร้างของรัฐศูนย์กลางอันเข้มแข็งที่เคยแผ่แสนยานุภาพครอบคลุมดินแดน และอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลของโลกในยุคกลางก็เริ่มอ่อนแอลง จนเหมือนสิ้นเรี่ยวแรงที่จะฉุดรั้งความรุ่งโรจน์ให้คงอยู่ต่อไป แว่นแคว้นต่างๆ เริ่มหลุดลอยและแยกตนเป็นอิสระจากอำนาจส่วนกลางของแบกแดดทีละน้อยทีละน้อย เหล่าค่อลีฟะห์ (กาหลิบ) ก็เช่นกัน เริ่มสิ้นอำนาจบารมีทันที่ที่แว่นแคว้นเหล่านั้นสถาปนาความเป็นอิสระแก่ตน

          ในช่วงต้นรัชสมัยอับบาซียะห์นั้น อิทธิพลของชนชาติอาหรับยังคงมีพลังมากพอสำหรับการสถาปนาอาณาจักรใหม่ เสมือนหนึ่งการสืบสานอิทธิพลที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งอาณาจักรอุมาวียะห์ ซึ่งมีความเป็นชาตินิยมอาหรับอย่างเด่นชัดและรุ่งโรจน์ที่สุด การคานอำนาจและอิทธิพลต่อราชสำนักอับบาซียะห์ยังคงตกเป็นของฝ่ายชนชาติ อาหรับ

          จวบจนกระทั่งเข้าสู่รัชสมัยของค่อลีฟะห์อัลมะอ์มูน (ฮ.ศ. 170 – 218 / ค.ศ. 786 – 833 ) ค่อลีฟะห์ลำดับที่ 7 ของราชวงศ์ค่อลีฟะห์อัลมะอ์มูน ได้ครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จภายหลังปราบปรามอัลอะมีนผู้เป็นพระอนุชาในการรบพุ่งเพื่อแย่งราชสมบัติ ค่อลีฟะห์อัลอะมีน (ฮ.ศ. 170 – 198 / ค.ศ. 787 – 813) คือราชโอรสของค่อลีฟะห์ฮารูน อัรร่อซีด กับพระมเหสีสุไบดะห์ ส่วนอัลมะอ์มูนนั้นเกิดแต่พระสนมชาวเปอร์เซีย กองทัพที่ค้ำจุนบัลลังค์ของอัลอะมีนนั้นล้วนแต่เป็นชนชาติอาหรับที่จงรักภักดี ส่วนฝ่ายอัลมะอ์มูนนั้นได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเชื้อสายเปอร์เซีย ในที่สุดชัยชนะก็ตกเป็นของฝ่ายอัลมะอ์มูน อันหมายถึง ชัยชนะของชนชาติเปอร์เซียที่มีต่อชนชาติอาหรับนั่นเอง

          ด้วยประการฉะนี้อาณาจักรอับบาซียะห์ในรัชสมัยอัลมะอ์มูนจึงเป็นยุคแห่งความรุ่ง โรจน์ของเปอร์เซียที่มีอิทธิพลและอำนาจในราชสำนักนับแต่บัดนั้น

          อิทธิพลของชนชาติเปอร์เซียเริ่มเด่นชัดมากขึ้นเป็นลำดับ ในช่วงยุคแรกของอาณาจักรอับบาซียะห์ จนกลายเป็นขุมกำลังหลักในการแผ่แสนยานุภาพและความมั่นคงทางการเมือง อำนาจในการบริหาราชการแผ่นดินจึงตกอยู่ในกำมือของชนชาติเปอร์เซีย บรรดาค่อลีฟะห์ในราชวงศ์ต่างก็ทรงมอบความไว้วางใจต่อพวกเขาในการดำรงค์ ตำแหน่งที่สำคัญๆ พวกเปอร์เซียเองก็สนองพระเดชพระคุณต่อบรรดาค่อลีฟะห์ด้วยการรักษาไว้ซึ่งเดชานุภาพ และความสูงส่งตลอดจนเผยแพร่พระบารมีของพระองค์เหล่านั้นอย่างสุดกำลัง


          ครั้นลุรัชสมัยค่อลีฟะห์อัลมุอ์ตะซิม บิลลาฮ์ (ฮ.ศ. 218 – 227 / ค.ศ. 833 – 842) ค่อลีฟะห์ลำดับที่ 8 ของราชวงศ์พระองค์กลับเปิดประตูราชสำนักเพื่อต้อนรับอิทธิพลของชนชาติเติร์ก (ตุรกี) ในการเข้ามามีอำนาจเหนือประชาชาติ พระองค์ทรงมอบการบริหารราชการแผ่นดิน การปกครองหัวเมืองแก่ชนชาติใหม่นี้ โดยทรงลืมไปว่าพระองค์คือบุคคลแรกที่ได้ทำลายรากฐานของอาณาจักรอับบาซียะห์ไปเสียแล้ว พวกเติร์กครอบงำบรรดาค่อลีฟะห์ในรัชสมัยต่อมา จนกระทั่งราชสำนักตกอยู่ในกำมือของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง เท่านั้นยังไม่พอ พวกเติร์กยังคงกำเริบสืบสานถึงขั้นปลงพระชนม์บรรดาค่อลีฟะห์ไปเสียหลาย พระองค์ หรือไม่ก็ปลดออกจากพระราชอำนาจและยกบุคคลในพระราชวงศ์ที่พวกเติร์กเห็นว่ามี ประโยชน์ต่อพวกตนขึ้นดำรงตำแหน่ง

          ค่อลีฟะห์ท่านแรกที่พวกเติร์กได้ลอบปลงพระชนม์นั้นคือ อัลมุตะวักกิ้ล อะลั้ลลอฮ์ (ฮ.ศ. 206 – 247 / ค.ศ. 821 – 861) ราชโอรสของค่อลีฟะห์ อัลมุอ์ตะซิมนั่นเอง ซ้ำร้ายกว่านั้นการสิ้นพระชนม์ของอัลมุตะวักกิ้ล ก็คือจุดเริ่มต้นของความเสื่อมและความอ่อนแอของราชสำนักอับบาซียะห์ในฐานะศูนย์รวมอำนาจของอาณาจักร บรรดาค่อลีฟะห์ในรัชสมัยหลังก็กลับกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดหรือไม่ก็มีฐานะที่ไม่ได้ต่างอะไรกับเชลยของพวกเติร์ก ราชวงศ์อับบาซียะห์ได้ทำลายความบริสุทธิ์ทางสายเลือดอาหรับของพวกตนลงด้วย การเจือปนกับสายเลือดแปลกปลอม

          ตลอดจนยังได้ทำลายจริตแห่งความสมถะของเลือดอาหรับด้วยการอาศัยชนชาติอื่นในการสถาปนาอาณาจักรของพวกตน ซึ่งในระยะเวลาไม่นานนักสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาก็กลับกลายเป็นของแท้ ชาติพันธุ์เดิมก็เจือจางหาใช่อาหรับแท้หรือชาติพันธุ์อื่นโดยแท้ไม่ เรียกได้ว่ากลายเป็นลูกผสมอาหรับเปอร์เซียหรือไม่ก็เติร์กนั่นเอง เกียรติภูมิแห่งชาติพันธุ์แท้เลือนรางและโรยราเหลือไว้เพียงแต่เกียรติของบรรพชนที่มีเชื้อสายและวงศ์วานของพระศาสดา และเจือจางอยู่ในสายเลือดสืบมาเท่านั้น

          ในสถานการณ์เช่นนี้ อาณาจักรอับบาซียะห์จึงรวมเอากลุ่มชาติพันธุ์สามกลุ่มใหญ่เอาไว้ อันได้แก่ อาหรับ, เปอร์เซีย และเติร์ก และจักรวรรดิอิสลามก็ถูกแบ่งสันปันส่วนในระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งสามนี้ จนเป็นเหตุสงครามและความวุ่นวายในช่วงปลายรัชสมัย บ่อยครั้งเกิดการรบพุ่งระหว่างอาหรับกับเปอร์เซีย หรือไม่ก็ระหว่างพวกเติร์กกับเปอร์เซีย แต่ก็ใช่ว่าจะรวมกันไม่ติดเสมอไป ดังจะเห็นได้จากกองทัพของบะนู ฮัมดาน ซึ่งมีเชื้อสายอาหรับกลับมีกองทหารเติร์กในบัญชาการเหมือนกับบะนู บูยะห์ ซึ่งมีเชื้อสายเปอร์เซีย ก็มีกองทหารเติร์กเข้าร่วมรบให้กับฝ่ายตนเช่นกัน

          อย่างไรก็ตาม สภาพการณ์ดังกล่าวก็นำไปสู่ความแหลกรานของบ้านเมือง อันเกิดจากสงครามที่แก่งแย่งความเป็นใหญ่ในกลุ่มชาติพันธุ์ และเป็นจุดอ่อนที่ฝ่ายศัตรูเยี่ยงพวกโรมันมองเห็นลู่ทางอย่างโลภโมโทสันในการตีหัวเมืองของอาณาจักรอับบาซียะห์ที่ไร้เสถียรภาพ ซึ่งพวกโรมันก็ทำได้เช่นนั้นจริง ด้วยการรุกคืบครอบครองเมืองอามิด, อันตอกียะห์ และฮะลับ (อะเล็ปโป) แต่พวกอับบาซียะห์ก็ใช่ว่าจะไร้เขี้ยวเล็บไปเสียสิ้น เพราะมีการตอบโต้การรุกรานของโรมันด้วยการเคลื่อนทัพเข้าพิชิตนครอามูรียะห์, อังการ่า และฮิรอกลียะห์ (เฮอร์คิวเลียส) ของโรมันได้เช่นกัน

          ผลพวงอันเกิดจากความร้าวฉานในระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งสามนี้และการแผ่ อิทธิพลของแต่ละกลุ่มด้วยการรบพุ่ง ตลอดจนความอ่อนแอของบรรดาค่อลีฟะห์ จากการปราบพยศของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งสามให้จำนนต่อพระราชอำนาจ จึงทำให้อาณาจักรแตกสลายออกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อยที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ และพร้อมจะแข็งเมืองต่อแบกแดดได้ทุกขณะ ในปลายศตวรรษที่ 3 ของอาณาจักรอับบาซียะห์ระบอบคอลีฟะห์จึงแปรเปลี่ยนจากระบอบปกครองที่เป็น ศูนย์รวมอำนาจสู่ระบอบที่ไร้เสถียรภาพและบารมีอย่างสิ้นเชิง พระราชอำนาจค่อลีฟะห์จึงมีอยู่เพียงในเขตราชธานีแบกแดดและชานพระนคร ซึ่งจริงๆ แล้วก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะในราชธานีหรือแม้กระทั่งในเขตพระราชฐานค่อลีฟะห์ก็หาได้มีอิสรภาพอันใด ไม่

          คบเพลิงแห่งความรุ่งโรจน์ของพวกอับบาซียะห์ได้เริ่มมอดลงในราวคริสตศตวรรษที่ 10 และดวงตะวันอันเจิดจรัสในท้องฟ้าแห่งการมีอำนาจก็ถึงคราอัสดง การคงอยู่ของค่อลีฟะห์ในเศวตฉัตรเป็นเพียงการดำรงอยู่ในรูปสัญลักษณ์และผู้ นำทางจิตวิญญาณเท่านั้น หาได้อยู่ในฐานะประมุขสุงสุดของรัฐที่มีอำนาจอันใดไม่

          เหล่าผู้มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินก็แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น รบราฆ่าฟันกันเองเพื่อความเป็นใหญ่ อำนาจจะตกเป็นของผู้มีชัยเสมอ ในยุคนี้จึงกลายเป็นยุคของสงครามกลางเมือง การปราบดาภิเษก ตลอดจนการผลัดเปลี่ยนชนชั้นผู้ปกครองอยู่ตลอดเวลา

          สิ่งที่ปรากฏตามมาก็คือผู้มีอำนาจในแต่ละแว่นแคว้นต่างก็มุ่งมั่นในการขยาย อาณาเขตอิทธิพลของตนด้วยการปราบปรามรัฐที่อ่อนแอกว่า กฎแห่งการคงอยู่สำหรับผู้แข็งแรงกว่าคือสิ่งที่แพร่หลายสำหรับผู้กระหายอำนาจเหล่านี้ คราใดที่รัฐเล็กรัฐน้อยที่อ่อนแอกว่าปฏิเสธที่จะยอมรับอำนาจของรัฐที่เข้มแข็งกว่า ก็จะมีการรุกรานเพื่อครอบครองดินแดนของฝ่ายที่แพ้เสมอ

          ผู้ปกครองเหล่านี้หลงลืมพระบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงดำรัสว่า “แท้จริงประชาชาติของสูเจ้าทั้งหลายนี้คือประชาชาติเดียวกัน และข้าคือพระผู้อภิบาลของหมู่สูเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงยำเกรงต่อข้าเถิด” (บท อัลมุอฺมินูน พระบัญญัติที่ 52) พวกเขาเพิกเฉยและละเลยพระบัญญัตินี้เสียสิ้น บ่วงแห่งพันธกรณีอันรัดรวมดินแดนต่างๆ ของชาวมุสลิมให้มีความเป็นเอกภาพภายใต้ร่มธงเดียวกัน และผู้นำสูงสุดคนเดียวกันได้หลุดออกอย่างสิ้นเชิง รัฐต่างๆ ของชาวมุสลิมก็ตกเป็นเหยื่อของฝูงจิ้งจอกในคราบมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงมิได้

          สมดังพระวจนะของท่านศาสนทูตที่เคยประกาศไว้ว่า “เกือบแล้วที่ประชาชาติต่างๆ จะรุมทึ้งพวกเจ้าทั้งหลาย เหมือนเช่นที่บรรดาผู้ทานอาหารทั้งหลายรุมล้อมยังสำรับอาหาร” เหล่าสาวกก็กล่าวถามว่า “พวกเราในวันนั้นมีจำนวนน้อยกระนั้นหรือ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ” พระองค์ทรงตอบว่า “ไม่เลย! พวกท่านในวันนั้นมีจำนวนมาก หากแต่พวกท่านเป็นประหนึ่งกองขยะมูลฝอยที่น้ำหลากได้พัดมา และพระองค์อัลลอฮฺจักทรงถอดความน่าเกรงขามออกจากหัวใจของศัตรูพวกท่าน และพระองค์จะโยนความอ่อนแอเข้าสู่หัวใจของพวกท่าน” เหล่าสาวกถามว่า “อะไรคือความอ่อนแอนั้นเล่า โอ้ท่านศาสนทูตแห่ง อัลลอฮฺ” พระองค์ทรงตอบว่า “คือความรักต่อโลกนี้และรังเกียจความตาย” (อัลฟัตฮุร รอบบานียะห์ 24/31-32 กิตาบ อัลฟิตัน, ฮิลยะตุ้นเอาลิยาอ์ 1/18, อัลญามิอ์ อัลกะบีร ของอัซซะยูฏีย์ 1/10191

          อำนาจการปกครองในซีกตะวันออกของโลกอิสลามซึ่งถูกแย่งชิงไปจากพวกอับบาซียะห์ก็ขาดเสถียรภาพและมีแต่ความวุ่นวายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ครั้นต่อมาภายหลังอำนาจก็ผลัดเปลี่ยนสู่พวกบะนูบุวัยฮ์ ซึ่งพวกนี้มาจากแคว้น อัดดัยลัม อันเป็นเขตภูเขาสูงในอิหร่านทางตอนใต้ของทะเลกอซวัยน์ พวกบะนู บูวัยฮ์ได้สถาปนารัฐอัลบูวัยฮียะห์ขึ้นในปี ฮ.ศ.331/ค.ศ.932 จนกระทั่งถึงปี ฮ.ศ.448/ค.ศ.1055


          ภายหลังพวกตระกูลบุวัยฮ์ที่ทรงอำนาจก็เริ่มอ่อนแอและความเสื่อมก็แพร่สะพัดไปทั่วอาณาบริเวณของจักรวรรดิอิสลาม ในที่สุดพวกนี้ก็ถูกชาวเติร์กขับไล่ พวกเติร์กเซลจูกก็สืบอำนาจต่อจากพวกบะนู บูวัยฮ์ ซึ่งพวกซัลจูกเป็นชนชาติเติร์กที่เคยมีถิ่นฐานอยู่ในแคว้นตุรกีสถานมาก่อน พวกนี้เป็นมุสลิมที่ยึดมั่นตามแนวทางของชาวซุนนะห์ (ซุนนีย์) และแผ่อำนาจของพวกตนสู่อิรักและแคว้นชาม (ซีเรียและเอเซียน้อย) จรดดินแดนอิสลามอันไกลโพ้นทางทิศเหนือ และมีอิทธิพลครอบคลุมถึงหัวเมืองยะมัน (เยเมน) และเขตใกล้เคียง ตลอดจนดินแดนเอเซียกลาง, อัฟกานิสถาน, ปัญจาบ และอาณาจักรอัลฆอซนาวีย์

         พวกซัลจูกเติร์กภายใต้การนำของตุฆรุ้ลบัก ผู้เด็ดขาดได้ยาตราทัพอันเกรียงไกรเข้ายึดครองดินแดนเปอร์เซียโดยส่วนใหญ่ และยังได้ริเริ่มในการแผ้วถางเส้นทางสู่ความเป็นผู้นำของพวกตนในภายหน้าด้วยการส่งคณะทูตานุทูตเพื่อเข้าเฝ้าค่อลีฟะห์ อัลกออิม บิ อัมริลลาฮ์ (ค่อลีฟะห์ลำดับที่ 26 แห่งอับบาซียะห์ ฮ.ศ.ที่ 422-467/ค.ศ. 1031-1075) ซึ่งพระองค์หาได้ปรารถนาสิ่งใดไม่ นอกจากการมีชีวิตอย่างสงบโดยไม่ต้องรับรู้สิ่งใดมากนัก

         แต่เนื่องจากเพราะเหตุที่พวกซัลจูกเติร์กเป็นชนชาติที่ยอมรับในศาสนาอิสลาม เหตุนี้พระองค์จึงทรงขอร้องให้พวกซัลจูกช่วยปลดปล่อยพระองค์จากการกุมอำนาจ และอิทธิพลของพวกบะนู บูวัยฮ์ ดังนั้นในปีฮ.ศ. 4 31 ตุฆรุ้ลบักจึงกรีฑาทัพของตนเข้าสู่ราชธานีแบกแดด พวกบะนู บูวัยฮ์ก็แตกพ่ายและเผ่นกระโจนหนีออกจากมหานครรัฐแห่งนี้ ประดารัฐเล็กน้อยใหญ่ในเขตตะวันตกของเอเซียก็สิ้นบุญบารมีไปรัฐแล้วรัฐเล่า เบื้องหน้าพวกซัลจูกเติร์กและต่างกันพายอมรับอำนาจของชนชาติใหม่นี้เหนือ ราชธานีแบกแดด

          พวกซัลจูกเติร์กได้ปลุกความมีชีวิตชีวาและฟื้นศักยภาพในการบริหารราชการแผ่นดินของจักรวรรดิขึ้นอีกครั้งอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อีกทั้งยังได้ปลุกพลังอันเข้มแข็งในการศรัทธามั่นอย่างบริสุทธิ์ใจต่อพระ ศาสนาให้ผงาดขึ้นอีกครา และพวกซัลจูกเติร์กก็มิเคยกระทำต่อดินแดนอิสลามเยี่ยงที่พวกมองโกลได้กระทำ ในช่วงเวลา 200 ปี ให้หลัง นอกจากนี้พวกซัลจูกเติร์กยังได้รวบรวมจักรวรรดิอันเกรียงไกรขึ้นใหม่จากความเป็นอัมพาตที่ระบาดไปทั่วให้มีกำลังเข้มแข็งอีกครา จนสามารถยืนหยัดต่อสู้กับกรณีพิพาทที่ยืดเยื้อยาวนานระหว่างชาวคริสต์และมุสลิม ซึ่งเรียกขานกันในนามสงครามครูเสดนั่นเอง

          พวกซัลจูกเติร์กได้เปิดอกรับการปะทะครั้งแรกสุดในการระเบิดสงครามของพวกครูเสด แคว้นชามและอัญญะซีเราะห์ (ดินแดนเสี้ยวจันทร์ในอิรัก) เอเซียน้อยต่างก็ได้รับการแบ่งสันกันในระหว่างผู้ปกครองซัลจูก ซึ่งทั้งหมดต่างก็ร่วมกันรับมือต่อการรุกรานของศัตรูจากยุโรปอย่างเข้มแข็ง ในแคว้นชามได้มีอาณาจักรอัซซังกียะห์ ซึ่งสถาปนาโดยบรรดาอะตาบิกแห่งตระกูลซังกีย์สืบทอดอำนาจต่อจากพวกซัลจู กเติร์ก ลูกชายของอะตาบิกซังกีย์คือ มะห์มูด ได้แผ่ขยายอาณาเขตของตนจนกระทั่งรวมเอาแคว้นชามและอัลญะซีเราะห์ทั้งหมดเข้าไว้ใต้อำนาจ ต่อมาภายหลังก็ได้รวมเอาอียิปต์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอีกด้วย

          แต่เดิมอิมาดุดดีน ซังกีย์ (เสียชีวิต ค.ศ.1146) เคยเป็นท่านราชครูของซุลตอน อัลบ์ อัรซ่าลานแห่งราชวงศ์ซัลจูกียะห์ ต่อมาก็ได้ดำรงตำแหน่ง อะตาบิกแห่งเมืองโมซุล และสถาปนาราชวงศ์ซังกียะห์ขึ้นในปี ค.ศ.1127 และสามารถตีชิงเมืองอัรร่อฮา ได้จากพวกครูเสด ในปีค.ศ.1144 หลังจากที่เมืองนี้ตกอยู่ใต้การยึดครองของพวกครูเสดถึง 50 ปี แต่ทว่า อิมาดุดดีน ก็ได้ถูกลอบสังหารขณะยกทัพปิดล้อมป้อมญะอ์บัรในซีเรีย ดังนั้น นุรุดดีนมะห์มูด ซังกีย์ ผู้เป็นบุตรชายจึงก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำของอาณาจักรที่บิดาของตนได้สร้าง เอาไว้อย่างสมภาคภูมิและมุ่งมั่นในการทำศึกตีชิงดินแดนมุสลิมที่ถูกพวกครูเสดยึดครอง ในปีค.ศ. 1164 มะห์มูด สามารถตีเมืองอัรรอฮาและบานิอัสจากพวกครูเสดได้ วีรบุรุษท่านนี้เป็นผู้เคร่งครัดในศาสนายิ่ง ท่านได้ประกาศใช้กฎหมายอิสลามในอาณาจักรของท่าน ส่งเสริมการศึกษาและสร้างสถาบันทางวิชาการตลอดจนมัสยิดสถานเป็นอันมาก

          ในดินแดนเปอร์เซียและเอเซียกลาง ได้มีอาณาจักรอัลคุวาริชมีย์รับสืบทอดต่อจากพวกซัลจูกเติร์ก โดยมีซุลตอนคุวาริซมีชาฮ์ (ค.ศ.1097-1231) เป็นผู้ทรงอำนาจจวบจนกระทั่งถูกพวกมองโกลซึ่งนำโดยเจงกิสข่านเข้ารุกรานในดินแดนอียิปต์และแคว้นชามก็มีอาณาจักรอัลอัยยูบียะห์ สืบทอดอำนาจต่อจากอาณาจักรซังกียะห์และอัลฟาตีมียะห์ โดยอาณาจักรอัลอัยยูบียะห์ได้สถาปนาขึ้นด้วยน้ำมือของวีรบุรุษซ่อลาฮุดดีน อัลอัยยูบีย์ (ฮ.ศ. 532-589/ค.ศ.1138-1193) ผู้นำของประชาชาติมุสลิมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงสงครามครูเสด อาณาจักรของท่านมีบทบาทและมีส่วนสำคัญในการสร้างความปราชัยต่อพวกครูเสดและต้านทานการคุกคามของพวกครูเสดที่มีต่อโลกอิสลาม

          ภายหลังพวกอัลอัยยูบีย์หมดอำนาจการสืบทอดภาระหน้าที่ในการปกป้องดินแดนอิสลามก็ตกอยู่ในน้ำมือของพวกม่ามาลีกเชื้อสายเติร์ก ซึ่งมีอำนาจเหนือแคว้นชาม, อียิปต์ และดินแดนสำคัญของโลกอิสลามทั้งสองแห่ง คือ นครมักกะห์และม่าดีนะห์ ในรัชสมัยของซุลตอนก่อลาวูน (ค.ศ.1279-1290) พวกม่ามาลีกได้แผ่อิทธิพลของพวกตนสู่แอฟริกา พลเมืองในตูนิเซีย ทรีโปลีและบัรเกาะห์ของลิเบียต่างก็แส้สร้องถึงพวกเขาทุกคราในการแสดงธรรมในวันศุกร์

           พวกม่ามาลีกยังมีอำนาจเรื่อยมาจวบจนกระทั่งอาณาจักรอุษมานียะห์ (ออตโตมาน) ได้มาถึงในปี ฮ.ศ.923 พวกม่ามาลีกซึ่งถึงแม้จะเคยเป็นทาสมาก่อนได้มีบทบาทและความดีความชอบอย่าง ยิ่ง อีกทั้งยังเป็นชนชาติเดียวที่ได้รับชัยชนะต่อกองทัพของพวกมองโกลตาตาร์อย่างเด็ดขาดในสมรภูมิอัยน์ ญาลูต เมื่อปีค.ศ.1259 จนสามารถหยุดยั้งการไหลบ่าอันเชี่ยวกรากของพวกมองโกลที่โถมกระหน่ำเข้าทำลาย อารยธรรมอิสลามตลอดช่วงเวลาก่อนหน้านั้น

การรุกรานโลกอิสลามของพวกตาตาร์ (มองโกล)

          พวก มองโกลหรือตาตาร์ เป็นชาติพันธุ์หนึ่งที่เร่ร่อนอยู่ในเขตที่ราบสูงของเอเซียกลาง มีสายเลือดผสมผลานกับชนชาติเติร์ก นักมนุษยวิทยามีความเห็นว่า พวกเติร์ก, มองโกลและพวกม่ามาลีกเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน โดยถูกขนานนามว่า พวกมองโกลอยด์

          ชาวจีนมักเรียกพวกมองโกลว่า “ตาตาร์” และจัดกลุ่มของพวกตาตาร์ออกเป็นสามกลุ่มซึ่งสอดคล้องกับพัฒนาการทางสังคมของชนชาตินี้ โดยพวกตาตาร์ที่เป็นเพื่อนบ้านกับชาวจีนและมีหลักแหล่งอยู่เบื้องหลังกำแพงเมืองจีน ตลอดจนได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมของชาวจีนนั้นจะถูกเรียกว่า “พวกตาตาร์ผิวขาว” ส่วนดินแดนทางทิศเหนือของทะเลทรายโกบีนั้นจะมีพวกตาตาร์ผิวดำตั้งหลักแหล่งอยู่ พวกนี้เป็นชนเผ่าเร่ร่อนมีอาชีพเลี้ยงสัตว์ ครั้งหนึ่งพวกนัสตอเรียนได้เคยส่งคณะทูตของพวกตนไปเผยแผ่ศาสนาคริสต์ยังพวกตาตาร์ดำ จนกระทั่งมีเผ่าอัลก่ารอยิตเข้ารีตในคริสตศาสนาเป็นจำนวนมาก

         ในดินแดนเอเซียน้อย ขณะนั้นกำลังมีบาดแผลที่เน่าเฟะอันเกิดจากการรุกรานของพวกมองโกล ซึ่งทำลายล้างและกัดกินอารยธรรมและชีวิตผู้คนเยี่ยงโรคร้ายที่ลุกลามจนเกินเยียวยา ตลอดจนดินแดนอิสลามอื่นๆ ก็เช่นกัน กองทัพของเจงกิสข่านได้รุกรานย่ำยีดินแดนอิสลามเยี่ยงการไหลบ่าของน้ำป่าที่ บ้าคลั่งและเชี่ยวกรากจากยอดภูเขาสูงสู่เส้นทางของสายน้ำอันเป็นที่ตั้งของ ศูนย์กลางแห่งโลกอิสลาม ทำลายล้างทุกสิ่งจนเกือบราบพนาสูร อารยธรรมอิสลามได้รับการสั่งสมและเจริญรุ่งเรืองตลอดช่วงเวลาหลายศตวรรษในเอ เซียกลางและดินแดนทางตะวันตกของเอเซียจนแทบไม่เหลือร่องรอยสิ่งใดเอาไว้เลย คงเป็นการเพียงพอที่เราจะกล่าวถึงโศกนาฏกรรมและความน่าสะพรึงกลัวดังกล่าว ที่โลกอิสลามได้ประสบถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งประวัติศาสตร์โลกได้บันทึกเอาไว้

          กล่าวคือ เมื่อชนชาติมองโกลที่ป่าเถื่อนได้รุกรานและเข้ายึดครองเมืองฮารอต ซึ่งเป็นศูนย์กลางของศาสนาอิสลามอันรุ่งเรืองในอัฟกานิสถานปัจจุบัน พวกมองโกลได้เข่นฆ่าพลเมืองผู้บริสุทธิ์ไปมากกว่า 100,000 คน มีจำนวนผู้รอดชีวิตเพียง 40 คนเท่านั้นที่หลบซ่อนเพื่อหนีตาย เหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้ได้เกิดขึ้นในเมืองบุคอรอ ซึ่งเป็นแหล่งวิชาการที่คราครั่งไปด้วยนักวิชาการและนักปราชญ์ชาวมุสลิม พวกมองโกลได้ทำลายเมืองนี้ลง เปลี่ยนมัสยิดเป็นคอกม้า เผาทำลายคัมภีร์อัลกุรอ่านและจับตัวผู้รอดชีวิตไปเป็นเชลย


          นอกจากนี้พวกชนป่าเถื่อนยังได้กระทำการเช่นเดียวกันนี้กับเมืองสะมัรกานด์ และบะลัค (บักเตรีย) และโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ก็ปิดฉากลงอย่างน่าปวดร้าวที่สุด เมื่อพวกมองโกลสามารถตีราชธานีแบกแดด ซึ่งเป็นราชธานีของโลกอิสลามและศูนย์กลางแห่งอารยธรรมอิสลามได้ในปี ฮ.ศ.656 พวกมันได้เข้าปล้นสะดมภ์เผาผลาญหอสมุดอันเต็มไปด้วยตำรับตำราทางวิชาการจนเป็นเถ้าถ่าน อีกทั้งนำตำรับตำราจำนวนมหาศาลทิ้งลงแม่น้ำไทกริส และใช้กองตำรานั้นแทนสะพาน การกระทำเยี่ยงนี้ความมีมนุษยธรรมต่างก็เบือนหน้าหนี ปากกาก็ย่อมมิอาจขีดเขียนเพื่อสาธยายถึงความป่าเถื่อนที่พวกมองโกลได้ก่อขึ้น

          อิบนุ อัลอะซีร ได้บันทึกถึงการทำลายล้างครั้งนั้นว่า : “ตัวฉันเองได้ตกอยู่ในสภาพที่พยายามเบนหนีจากการนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นเวลาหลายปีด้วยกัน เหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่ามันเป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่น่าชิงชังสำหรับการนึกถึงมัน บ่อยครั้งที่ฉันก้าวเท้าไปข้างหน้าแต่ก็ต้องหยุดชะงักและผละถอย ก็ใครเล่าที่จะเป็นเรื่องง่ายสำหรับเขาที่จะเขียนถึงจุดจบของอิสลามและมุสลิม ใครเล่าที่จะคิดถึงเหตุการณ์นั้นได้อย่างหน้าชื่นตาบาน อนิจจา แม่ของฉันมิน่าให้กำเนิดฉันมาเลย อนิจจาฉันน่าจะตายไปเสียก่อนหน้านี้ และเป็นเพียงบุคคลที่ถูกหลงลืม”

          อิบนุ อัลอะซีร ยังได้ระบุอีกว่า : หวังว่ามวลมนุษย์จะไม่ได้เห็นเหตุการณ์เช่นนี้อีก แต่ถ้าใครได้เห็นก็คงนึกว่าโลกนี้ถึงกาลแตกดับเสียแล้ว และพวกมันเหล่านั้นก็คงใช่ยะอ์ยูจ มะอ์ยูจเป็นแน่แท้ ส่วนเจ้าตัวดัจญ้าลนั้นมันยังคงไว้ชีวิตที่หลงเชื่อและปฏิบัติตามการล่อลวงของมัน และทำลายล้างเฉพาะผู้ขัดขืนต่อมันเท่านั้น แต่พวกมันเหล่านี้ (มองโกล) หาได้ไว้ชีวิตผู้ใดไม่ พวกมันเข่นฆ่าสตรี บุรุษและเด็กๆ อีกทั้งยังได้ผ่าท้องสตรีที่ตั้งครรภ์และปลิดชีวิตเหล่าทารกน้อย”

          คำบอกเล่าของ อิบนุ อัลอะซีร นี้ ได้รับการบันทึกไว้ก่อนหน้าที่พวกตาตาร์จะเข้าสู่ราชธานีแบกแดด ถึง 26 ปี ทั้งนี้อิบนุ อัลอะซีรได้เสียชีวิตในปี ฮ.ศ.630 และพวกตาตาร์ได้เข้าสู่ราชธานีแบกแดดในปี ฮ.ศ. 656 เหตุการณ์จะเป็นเช่นใดหากว่าอิบนุ อัลอะซีรได้ประจักษ์เห็นพวกตาตาร์ขณะเข้าสู่แบกแดดและทำลายล้างอิสลามและชาวมุสลิม ขอพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้ทรงเมตตาต่อท่านอิบนุ อัลอะซีรด้วยเทอญ

         เหตุการณ์เช่นนี้ได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงชีวิตของชาวมุสลิม และยังคงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะจากประชาชาติที่กล่าวอ้างถึงความมีอารยธรรมและความเจริญสังคมเมือง ซึ่งต่างก็โหมเทความชิงชังและความโกรธแค้นของพวกตนต่อพลเมืองมุสลิมในทุกแห่งหน ทั้งการเข่นฆ่าสังหาร การเนรเทศ การสร้างความแตกแยกและการทำให้บ้านแตกสาแหรกขาด และเข้ายึดครองดินแดนของชาวมุสลิมและสูบกินทรัพยากรของพวกเขา


เช่นนี้แหละ คราใดที่มุสลิมอ่อนแอและเหินห่างจากศาสนาของตน…นี่แหละคือประวัติศาสตร์อาณาจักรหนึ่งล่มสลายไป อีกอาณาจักรขึ้นมาทดแทน และรัฐแห่งความเท็จอันจอมปลอมก็ย่อมมีอายุขัยในช่วงเวลาหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ ส่วนรัฐแห่งสัจธรรมนั้นยืนยงจวบจนวันอวสานของโลกนี้

การล่มสลายของระบอบค่อลีฟะห์แห่งอุษมานียะห์ (ออตโตมาน) บทนี้ประมวลไว้ 6 หัวข้อ

1. การผลัดเปลี่ยนระบอบค่อลีฟะห์สู่พวกอุษมานียะห์และบทบาทของอุษมานียะห์ในการเป็นผู้นำโลกอิสลาม
2. บทบาทการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกในการทำให้ระบอบค่อลีฟะห์แห่งอุษมานียะห์ล่มสลาย
3. บทบาทของพวกยิวสากลในการทำลายระบอบค่อลีฟะห์แห่งอุษมานียะห์
4. บทบาทของรัสเซีย -ซาร์แห่งรัสเซียและพวกสังคมนิยมคอมมิวนิสต์- ในการล่มสลายของอุษมานียะห์
5. บทบาทของกามาล อาตาร์เติร์ก ในการทำลายระบอบค่อลีฟะห์แห่งอุษมานียะห์
6. ขีดความรับผิดชอบของชาวตุรกีและชาติอาหรับในการสูญสลายของระบอบค่อลีฟะห์แห่งอุษมานียะห์


วัลลอฮฺวะลี่ยุตเตาฟิก

อบูอัรรีม อะลี อะหฺหมัด เสือสมิง


Cr. http://alisuasaming.org/



#ประวัติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "จักรวรรดิอุษมานียะห์ เมื่ออาทิตย์อัสดง : อรัมภบท"

บทความแนะนำ

World Clock

Featured Posts

เรื่องราวของสองอารยธรรม : อารยธรรมของชาวไวกิ้งและมุสลิม

เรื่องราวของสองอารยธรรม : อารยธรรมของชาวไวกิ้งและมุสลิม โดย : Cem Nizamoglu และ Sairah Yassir-Deane ย้อนหลังไปถึงมีนาคม 2015 ข่าวเกี่ยวก...