product :

วันจันทร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2560

สถาปัตยกรรมอิสลามสมัยราชวงศ์อุมัยยาฮ์ (ค.ศ.661-750) : Muslim Architecture under the Umayyad Patronage (661-751 AD)

สถาปัตยกรรมอิสลามสมัยราชวงศ์อุมัยยาฮ์ (ค.ศ.661-750)
Muslim Architecture under the Umayyad Patronage (661-751 AD)


โดมออฟเดอะร็อค (Dome of the Rock) หรือมัสยิดอัล-ซอครอฮ
ในอาณาบริเวณมัสยิดอัล-อักซอ กรุงเยรูซาเล็ม ปาเลสไตน์
อุมัยยาฮ์เป็นราชวงศ์แห่งแรกสุดของอิสลาม มีกรุงดามัสกัส ซีเรีย เป็นเมืองหลวง แม้ราชวงศ์นี้ยืนยาวเพียง 90 ปี แต่ก็ได้สร้างสร้างสรรค์ศิลปะและสถาปัตยกรรมไว้ให้โลกใบนี้ไว้ไม่น้อย


ภายใต้การนำของคอลีฟะฮ์ราชวงศ์อุมัยยาฮ์ อิสลามได้แผ่ขยายไปสู่ดินแดนส่วนใหญ่ที่เป็นโลกมุสลิมในปัจจุบัน และเมื่อถึงกลางศตวรรษที่ 8 อาณาจักรคอลีฟะฮ์มุสลิมก็กินดินแดนจากดามัสกัสไปด้านตะวันออกถึงเมืองทัชเคนท์ (อุซเบกิสถาน) และด้านตะวันตกถึงเทือกเขาพีเรนีส (กั้นระหว่างสเปนกับฝรั่งเศส) สเปนและโปรตุเกสได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิมุสลิม


นอกเหนือจากการขยายดินแดนแล้ว ราชวงศ์อุมัยยาฮ์ยังโดดเด่นด้านการจัดการบริหารองค์กร, การค้า, และจัดทำเหรียญทองเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้าเป็นครั้งแรก


ในด้านศิลปะนั้นเล่า อุมัยยาฮ์ได้สร้างสรรค์ผลงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของโลกไว้ 2 ชิ้นคือ ‘โดมออฟเดอะร็อค’ (Dome of the Rock หรือมัสยิดอัล-ซอครอฮ ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณมัสยิดอัล-อักซอ ที่กรุงเยรูซาเล็ม ปาเลสไตน์) และมัสยิดดามัสกัส


บทความชิ้นนี้จะกล่าวถึงมัสยิดทั้งสองแห่งนี้ นวัตกรรมใหม่ๆ ทางสถาปัตยกรรม และงานศิลปะที่รังสรรค์ขึ้นมาเป็นเพชรน้ำงามของโลกอิสลาม

ภูมิหลัง


หลังจากท่านอาลี (Ali ค.ศ.599-660) คอลีฟะฮ์คนที่สี่ของอิสลามเสียชีวิตลง มุอาวียา (Muawiyah I ค.ศ.602-680) ก็ขึ้นครองบัลลังก์เป็นคอลีฟะฮ์หรือกาหลิบ และเริ่มต้นยุคของราชวงศ์อุมัยยาฮ์


ยุคนี้มีชื่อเสียงโดดเด่นด้านความสำเร็จทางสถาปัตยกรรม แม้ช่วงแรกของการก่อตั้งราชวงศ์จะมีศึกภายในอาณาจักรเองระหว่างอุมัยยาฮ์กับผู้ที่ภักดีต่อท่านอาลี แต่หลังจากนั้นแล้วบ้านเมืองก็คืนกลับสู่ความสงบสุข และยังผนวกดินแดนอิรัก อิหร่าน ซีเรีย เข้าใต้ร่มธงอิสลาม ทำให้เกิดการพัฒนาผลงานศิลปะและสถาปัตยกรรม เห็นได้จากทั้งอาคารศาสนาและอาคารทั่วไป


และการพัฒนาทางสถาปัตยกรรมมัสยิดที่สำคัญที่สุดของโลกมุสลิม ซึ่งเป็นรากฐานให้กับนวัตกรรมการก่อสร้างมัสยิดเวลาต่อมา ก็ต้องให้เครดิตกับราชวงศ์อุมัยยาฮ์ในยุคนี้เอง


ปีค.ศ.673 กาหลิบมุอาวียาเริ่มก่อสร้างมินาเร่ หรือหออะซาน ขึ้นมาเป็นครั้งแรกของโลกอิสลาม คือในการขยายมัสยิดอามีรอิบนุอัล-อาซ (‘Amr ibn al-‘As ค.ศ.583-664 แม่ทัพผู้นำทัพมุสลิมเข้ายึดครองอียิปต์ได้ในปี 640) ที่อียิปต์ มัสยิดหลังนี้ก่อสร้างครั้งแรกสุดในปี 641-642 ต่อมาในสมัยกาหลิบมุอาวียาก็มีการก่อสร้างหออะซานขึ้นมาทั้งสี่มุม Creswell (1958, p14) ให้ความเห็นว่า นวัตกรรมชิ้นนี้เป็นการเลียนแบบสถาปัตยกรรมของชาวคริสต์ในซีเรีย เขาระบุว่า มุสลิมยุคแรกๆ ของดามัสกัสละหมาดกันในวิหารร้างของชาวคริสต์ชื่อ ‘โบสถ์เซนต์จอห์นเดอะแบบติสท์’ ซึ่งตรงมุมทั้งสี่ของโบสถ์เป็นโครงยื่นนูนออกมา ชาวมุสลิมก็เลยปีนขึ้นไปบนนั้นเพื่ออะซานเรียกคนมาละหมาด และก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้มีการก่อสร้างหออะซานขึ้นมา (ตัวอย่างเช่น Briggs, 1924, & Creswell, 1926) ส่วนสมมติฐานอื่นๆ ของกำเนิดหออะซานก็คือ อิทธิพลจากประภาคารของฟาโรห์ (Mitchell, et al., 1973)


มัสยิดดามัสกัส (สร้างปี 706-715) มีนวัตกรรมอื่นๆ ที่ราชวงศ์อุมัยยาฮ์ได้ริเริ่มให้มีขึ้นมาอีกคือ โค้งซุ้มหินรอบๆ ลานมัสยิด ซึ่งประกอบไปด้วยโค้งรูปเกือกม้า และที่นี่เองเป็นที่แรกของโลกที่โค้งรูปเกือกม้าได้ถือกำเนิดขึ้นมา ซึ่งประจักษ์พยานที่เห็นนี้ได้ลบล้างข้ออ้างของนักวิชาการบางรายที่บอกว่าชาวมุสลิมได้รับอิทธิพลโค้งรูปเกือกม้ามาจากชาววิซิโกธ สเปน (Briggs, 1924, p.42 ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ตลกมากๆ อย่าลืมว่าชาวมุสลิมมัวร์เพิ่งไปยึดสเปนและโปรตุเกสได้ในปี 711 และโปรดอ่านความเห็นของ เซอร์คริสโตเฟอร์ เรน ยอดสถาปนิกอังกฤษ: ‘เราเรียกลักษณะของสถาปัตยกรรมแบบนี้ว่า ‘กอธิค’ ทั้งๆ ที่ชาวโกธ (Goth) เป็นผู้ทำลายมากกว่าผู้สร้างสรรค์ ผมคิดว่าด้วยเหตุและผลแล้วเราต้องเรียกว่า ‘สไตล์ซาราเซ็นนิก’ ต่างหาก เพราะคนเหล่านั้น (ชาวโกธ) มิได้สนใจศิลปะหรือการศึกษาแต่อย่างใด’)


โค้งมัลติฟอยล์ (multifoil โค้งหยักๆ เป็นรูปกลีบดอกไม้สวยๆ) ก็เริ่มรังสรรค์ขึ้นมาครั้งแรกโดยสถาปนิกมุสลิมที่มัสยิดอุมัยยาฮ์เช่นกัน ซึ่งก่อสร้างขึ้นมาในหออะซาน ต่อมาโค้งชนิดนี้ถ่ายทอดไปสู่ส่วนต่างๆ ของโลกมุสลิม ก่อนจะข้ามไปสู่ยุโรปซึ่งได้ใช้กันอย่างแพร่หลายในโบสถ์และอาคารทั่วไป


นวัตกรรมอีกอย่างหนึ่งของสถาปัตยกรรมอิสลามสมัยราชวงศ์อุมัยยาฮ์ก็คือโดมเหนือจุดตัดบริเวณโถงกลางด้านหน้ามิห์ราบ โปรดรู้ไว้ด้วยว่าลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมนี้ซึ่งในเวลาต่อมาเห็นได้ทั่วไปในโบสถ์คริสต์ เริ่มใช้เป็นครั้งแรกในมัสยิดอุมัยยาฮ์นี่เอง และก็ได้กลายเป็นลักษณะเด่นของมัสยิดในยุคหลัง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น อิบนุ คอลดูน (1967) ยังบอกว่า การริเริ่มใช้ maqsura ก็เกิดขึ้นโดยสถาปนิกมุสลิมในสมัยอุมัยยาฮ์เช่นกัน โดยมุอาวียาได้ให้สร้าง maqsura เป็นห้องหรือช่องที่แยกออกมาจากมิห์ราบเพื่อเป็นที่ส่วนตัวของพระองค์


ต่อมาเมื่ออัล-วาลีด (Al-Walid I ค.ศ.668-715 ครองราชย์ค.ศ.705-715) ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกาหลิบ พระองค์ก็ได้ให้บูรณะมัสยิดนาบาวีหรือมัสยิดท่านศาสนฑูตที่เมืองมาดีนาเสียใหม่ เพราะหลังเก่ามีขนาดเล็กเกินไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ศรัทธาที่มีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่วงค.ศ.707-709 อัล-วาลีดขยายมัสยิดนาบาวี สร้างหออะซานสี่มุม สร้างมิห์ราบขึ้นมาตรงกลางของผนังด้านทิศกิบลัต ที่มาของมิห์ราบมีคนสันนิษฐานแตกต่างกันไปมากมาย ส่วนใหญ่บอกว่ามาจากรูปแบบของมุขตะวันออกในสถาปัตยกรรมคริสเตียน ส่วนในอิสลาม มิห์ราบกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของช่องเล็กๆ ที่มีรัศมีพระเจ้าส่องสว่างด้านหน้าผู้ศรัทธา ช่วยให้ผู้ศรัทธารู้สึกสงบและมีสมาธิระหว่างละหมาด หน้าที่อีกอย่างหนึ่งของมิห์ราบก็คือเป็นสัญลักษณ์ชี้บอกทิศกิบลัตหรือทิศของนครเมกกะ

โดมออฟเดอะร็อค


จากจารึกบนอาคาร เราพบว่าโดมออฟเดอะร็อคถูกก่อสร้างขึ้นช่วงปีค.ศ.691-692 ในรัชสมัยกาหลิบอับดุลมาลิก (Abd al-Malik ค.ศ.646-705) มัสยิดหลังนี้ตั้งอยู่ใจกลางอัลฮะรอม อัชชารีฟ และสร้างครอบ ‘ซอครอฮ’ หรือที่ชาวไทยมุสลิมเรียกว่า ‘หินลอย’ ซึ่งเป็นบริเวณที่ท่านศาสนฑูตมุฮัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ได้ขึ้นสู่สวรรค์ไปกับฑูตสวรรค์ยิบรีล (เกเบรียล) ในเหตุการณ์มิอ์ราจเพื่อรับบัญชาจากพระเจ้า


การที่กาหลิบอับดุลมาลิกสร้างโดมออฟเดดอะร็อคครอบหินลอยเอาไว้ก็เพราะต้องการแข่งกับอิบนุซูบีร (Ibn Zubayr ค.ศ.624-692 เป็นหลานตาของท่านอบูบักร์ คอลีฟะฮ์คนแรกของอิสลาม) ในการอุทิศให้กับอิสลาม โดยก่อนหน้านี้ในช่วงปี 683-692 อิบนุซูบีรได้บูรณะอัล-กะบะฮ์ที่เมกกะ


ในขณะที่มีนักเขียนบางราย (Grabar, 1959) อ้างว่า การที่กาหลิบอับดุลมาลิกก่อสร้างโดมออฟเดอะร็อคก็เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของอิสลามเหนือศาสนาอื่นโดยเฉพาะจูดายและคริสตศาสนา แต่ข้ออ้างนี้น่าสงสัย เพราะจริงๆ แล้วมัสยิดหลังนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยคอลีฟะฮ์อุมัร (Umar ค.ศ.581-644 เป็นคอลีฟะฮ์ค.ศ.634-644) คอลีฟะฮ์คนที่สองของอิสลาม หลังจากมุสลิมได้เข้ายึดครองกรุงเยรูซาเล็ม


อีกความเห็นหนึ่งที่ระบุถึงแรงบันดาลใจของกาหลิบอับดุลมาลิกก็คือ พระองค์ต้องการสร้างความอลังการให้กับอาณาบริเวณมัสยิดอัล-อักซอดังที่ได้ระบุไว้ในอัล-กุรอาน


(อาณาบริเวณมัสยิดอัล-อักซอมีมัสยิดสองหลังคือ 1) มัสยิดอัล-อักซอ ตั้งอยู่ด้านล่าง เป็นที่ละหมาดของผู้ชาย กำแพงด้านหนึ่งของตรงนี้เป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ของวิหารกษัตริย์โซโลมอนหรือนบีสุไลมานซึ่งก็คือ ‘กำแพงร้องไห้’ ของชาวยิว และ 2) มัสยิดอัล-ซอครอฮที่ครอบหินลอยไว้ ตั้งอยู่บนเนินสูงสุด เป็นที่ละหมาดสำหรับผู้หญิง มัสยิดหลังนี้สร้างได้วิจิตรพิศดารมากๆ และสาวๆ ปาเลสไตน์ก็สวยสุดๆ – ผู้แปล)


ความมหัศจรรย์ของอาคารหลังนี้เห็นได้หลายระดับ ทั้งรูปแบบเรขาคณิตของผังและการยกระดับ, ความสัมพันธ์ระหว่างโดม โค้ง เสาหิน ทั้งหมดมีสัดส่วนที่สอดรับกลมกลืนกันและเป็นหนึ่งเดียวกัน ถูกเน้นด้วยการตกแต่งอย่างหรูหราด้วยหินอ่อนประดับหลากสีและโมเสคหลายสีสัน ผนังด้านนอกเป็นหินอ่อนทรงสี่เหลี่ยม เหนือขึ้นไปเป็นกระเบื้องเตอร์กิชที่จักรวรรดิออตโตมานนำมาเสริมเข้าไปในในปีค.ศ.1554 เพิ่มเสน่ห์ทั้งสีสันและรูปแบบที่สวยงามจับตา


ความงามของโดมออฟเดอะร็อคเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลกและท้าทายอคติที่มีต่อสถาปัตยกรรมมุสลิมยิ่งนัก



มัสยิดดามัสกัส


อาคารอีกหลังหนึ่งที่บ่งบอกถึงความรุ่งโรจน์ด้านสถาปัตยกรรมของราชวงศ์อุมัยยาฮ์ก็คือ มัสยิดดามัสกัส เรื่องราวเบื้องหลังการก่อสร้างมัสยิดหลังนี้แสดงให้เห็นถึงความใจกว้างของชาวมุสลิมที่มีต่อศาสนาอื่นโดยเฉพาะคริสตศาสนาและจูดาย


หลังจากอิสลามขยายสู่ดามัสกัส ชาวมุสลิมจำเป็นต้องเปลี่ยนวิหารร้างของคริสเตียนที่ชื่อว่า ‘จอห์นเดอะแบบติสท์’ ให้เป็นมัสยิด กาหลิบอัล-วาลีดได้ซื้อที่ดินผืนนี้จากชาวคริสต์ก่อนจะเปลี่ยนให้เป็นมัสยิดกลางของกรุงดามัสกัส มัสยิดมีรูปร่างสี่เหลี่ยมมุมฉาก ตัวอาคารหันหน้าไปทางทิศกิบลัต


ด้านทิศกิบลัตหรือด้านทิศใต้จะมีทางเดินข้างสามแถวขนานกันเป็นแนวจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก และแบ่งกันตรงกลางโดยทางเดินกลางเหนือขึ้นไปมีโดมอยู่ตรงกลาง (สี่เหลี่ยมจัตุรัส) ห้องโถงเปิดไปยังลานกว้างด้วย riwaq เดี่ยว และใช้ศิลปะตกแต่งลวดลายพันธุ์ไม้รวมกับทัศนียภาพปกคลุมด้านหน้ามัสยิดและโค้งซุ้ม การตกแต่งรูปแบบดังกล่าวก็พบในโดมออฟเดอะร็อคชี้ให้เห็นว่าในมัสยิดทั้งสองแห่งได้รับอิทธิพลจากซีเรียมากกว่าที่จะได้รับอิทธิพลไบเซนไทน์ดังที่นักประวัติศาสตร์ตะวันตกมักอ้างเสมอ

พระราชวังอุมมัยยาฮ์



กาหลิบและสมาชิกราชวงศ์อุมมัยยาฮ์พำนักในพระราชวังที่สร้างเพื่อเอื้ออำนวยกับงานอดิเรกอย่างการล่าสัตว์และสวนขนาดใหญ่ ทางราชสำนักจึงสร้างป้อมปราการหลายชุดใช้กำแพงอย่างหนา มีเครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่างเพื่อสนองตอบชีวิตหรูหราในราชสำนัก ในบรรดาวังเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ประกอบด้วย กัซร์ อัมรา (Qasr Amra จอร์แดน ราวปี 715), กัซร์ อัล-การานาฮ์ (Qasr al-Kharanah จอร์แดน ปี 711), คิร์บีตัลมัฟจัร (Khirbet al-Mafjar จอร์แดน ปี 743-744), และมาชัตตา (Meshatta ปี 750 ตอนอุมัยยาฮ์ล่มสลาย วังหลังนี้ยังสร้างไม่เสร็จ)


ในพระราชวังเหล่านี้ ราชวงศ์อุมัยยาฮ์ได้แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพด้านสถาปัตยกรรมและการตกแต่ง ในด้านการออกแบบ วังเหล่านี้ประกอบด้วยห้องโถงขนาดใหญ่ ห้องอาบน้ำ ที่พักของชายและหญิง มัสยิด อุทยาน และสวน ซึ่งเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานการใช้ชีวิตที่หรูหราและอำนาจทางการทหาร (Mitchel et al. 1978) โครงสร้างของวังเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการใช้ระบบเพดานโค้งที่ปรานีต มีโดมและเพดานโค้งประทุน (เช่นที่ กัซร์อัมรา)


ด้านการตกแต่ง วังเหล่านี้ตกแต่งด้วยรูปแบบที่สวยงามเก๋ไก๋ที่สุดตั้งแต่ใช้พื้นโมเสคไปจนถึงผนังที่ประดับประดาด้วยกระเบื้องที่ใช้ลวดลายเรขาคณิตและพันธุ์พฤกษา

บทสรุป


ภายใต้การปกครองของราชวงศ์อุมัยยาฮ์ อิสลามได้แผ่ขยายออกไปกว้างใหญ่ไพศาลนัก สร้างความร่ำรวยมั่งคั่งและรุ่งเรืองให้กับอาณาจักรอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นผลให้ก่อเกิดศิลปะและสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ๆ ในยุคสมัยนี้ การก่อสร้างมัสยิดได้มีรูปแบบและลักษณะต่างๆ ที่ทำหน้าที่ต่างกันเช่น หออะซาน มิห์ราบ Maksurah และโดม ส่วนศิลปะการตกแต่งก็ค่อยๆ พัฒนาตามมา

แปลโดย ลานา อัมรีล

ที่มา : Muslim Architecture under the Umayyad Patronage (661-751 AD). Foundation for Science Technology and Civilization (FSTC Limited): UK. January 2002.

Website : http://www.knowislamthailand.org 

#ประวัติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
#อารยธรรมอิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "สถาปัตยกรรมอิสลามสมัยราชวงศ์อุมัยยาฮ์ (ค.ศ.661-750) : Muslim Architecture under the Umayyad Patronage (661-751 AD)"

วันศุกร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2560

เศาะลาฮุดดีน อัล อัยยูบียฺ (Saladin)

เศาะลาฮุดดีน อัล อัยยูบียฺ (Saladin)




เศาะลาฮุดดีน อัล อัยยูบียฺ

วีรบุรุษผู้ปลดปล่อยเยรูซาเล็ม(ค.ศ. 1137 -1193)
(อบุล อิซซฺ เรียบเรียง)

เศาะ ลาฮุดดีนมีชื่อเต็มว่า เศาะลาฮฺ อัด-ดีน ยูซุฟ อิบนุอัยยูบ เรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า อัลมาลิก อันนาศิรฺ เศาะลาฮฺ อัด-ดีน ยูซุฟ เป็นสุลต่านปกครองอียิปต์ ซีเรีย เยเมน และปาเลสไตน์เป็นผู้ก่อตั้งราชวงค์อัยยูบี เป็นบุคคลสำคัญในการต่อต้านพวกครูเสดจนสามารถจนสามารถปลดปล่อยเยรูซาเล็มจาก การปกครองของพวกแฟรงก์ และนำความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญให้แก่คริสเตียนในสงครามครูเสดครั้งที่สามด้วย ความอัจฉริยภาพที่มีอยู่ในตัวท่าน

เศาะลาฮุดดีนมาจากครอบครัวชาวเคิร์ดที่มีเกียรติ ในคืนที่ท่านเกิดนั้นบิดาของท่านคือนัจญมุดดีน อัยยูบ ได้พาครอบครัวอพยพไปยังเมืองฮะลัป (Aleppo) ซึ่ง ขณะนั้นมีนูรุดดีนซังกีมุสลิมเชื้อสายเติร์กเป็นผู้ปกครองดินแดนทางตอนเหนือ ของซีเรีย ท่านใช้ชีวิตในวัยเด็กที่บะอัลบักและดามัสกัส ชีวิตในวัยเด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาหมดไปกับการศึกษาวิชาการศาสนาโดยเรียนวิชาการ ด้านการทหารอยู่บ้าง ท่านทำงานครั้งแรกด้วยการเข้าร่วมทัพกับลุงของท่าน อะซาดุดดีน ชิรฺกุฮฺซึ่งเป็นแม่ทัพคนสำคัญของอามีรฺ นูรุดดีน ซังกี เมื่อครั้งที่ชิรฺกูฮนำกองทัพเข้าสู่อียิปต์ตามคำร้องของเคาะลีฟะฮฺ อัลอาฏิดที่อยู่ในอียิปต์เพื่อต่อต้านพวกครูเสดที่บุกเข้ามาและจัดการกับชา วุรฺอุปราชของอียิปต์ ที่ร่วมมือกับพวกครูเสดดังกล่าว เมื่อชิรฺกุฮฺยกทัพไปถึงชานเมืองพวกครูเสดจึงล่าถอยออกไป จากนั้นเคาะลีฟะฮฺได้สำเร็จโทษชาวุรและแต่งตั้งชิรฺกุฮฺเป็นอุปราชแทน หลังจากนั้นเพียงสองเดือนชิรฺกุฮฺซึ่งเป็นลุงของเศาะลาฮุดดีนก็เสียชีวิตลง ตำแหน่งอุปราชจึงตกเป็นของเศาะลาฮุดดีนแทน โดยมีนามตามตำแหน่งว่า อัลมาลิกอันนาศิรขณะนั้นท่านมีอายุเพียง 31 ปี




ในปีค.ศ. 1171 ท่านได้ยกเลิกตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺแห่งราชวงศ์ฟาติมิยะฮฺซึ่งเป็นชีอะฮฺ และได้นำแนวทางซุนนะฮฺโดยเริ่มจากการปลดผู้พิพากษาชีอะฮฺออกจากตำแหน่งแล้ว แต่งตั้งผู้ที่ยึดมั่นในแนวทางซุนนะฮฺ และได้จัดตั้งโรงเรียนต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่สอนตามแนวมัซฮับชาฟิอีย์ทั้งใน อียิปต์ เยรูซาเล็มและดามัสกัส ถึงแม้จะมีอำนาจสูงสุดในอียิปต์แต่ท่านก็ยังคงยอมอยู่ภายใต้อำนาจของนูรุดดีน จนกระทั่งอามีรฺนูรุดดีนเสียชีวิตในปีค.ศ.1174 เศาะลาฮุดดีนจึงรวบซีเรียมาอยู่ในอำนาจเพื่อคุมเชิงพวกคริสเตียนใน เอธิโอเปียไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับพวกครูเสด แต่ท่านยังคงยอมรับในอำนาจการปกครองเคาะลีฟะฮฺแห่งอับบาสิยะฮฺ ช่วงนี้ท่านจึงกลายเป็นสุลต่านและรวบรวมมุสลิมที่อยู่ในซีเรีย ปาเลสไตน์ อียิปต์ และอัลญะซีเราะฮฺ (ตอนเหนือของอิรัก) ให้เป็นหนึ่งเดียว ชื่อเสียงของท่านเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็นนักรบที่กล้าหาญ เฉลียวฉลาดมีความยุติธรรม โอบอ้อมอารีในการปฏิบัติแก่ผู้แพ้ เป็นที่ยกย่องแม้แต่ศัตรูจนถึงขนาดที่ว่าพวกค็อปติก (คริสเตียนออทอดอกซ์ใน อียิปต์) เอารูปวาดของเศาะลาฮุดดีนวางไว้ที่แท่นบูชาในโบสถ์ ท่านเป็นคนที่มุ่งมั่นในการญิฮาด เป็นคนอุปถัมภ์วิทยาการ และส่งเสริมอุลามาอ์ให้สร้างสถานศึกษา มัสญิดตลอดจนสร้างโรงพยาบาล ส่งเสริมการเขียนหนังสือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการญิฮาด ท่านพยายามที่จะสร้างอาณาจักรในแบบเดียวกับที่บรรพชนในศตวรรษแรกๆ ของอิสลาม ได้สร้างไว้ซึ่งปกครองดินแดนอันกว้างใหญ่

ท่านปรับปรุงกองทัพโดยสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความมีระเบียบวินัยมากกว่าการจ้างคนใหม่ๆ หรือสร้างเทคนิคใหม่ๆ ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1187 ด้วยจิตวิญญาณอันยอดเยี่ยมของเหล่าทหารของเศาะลาฮุดดีน และการวาง กลอุบายอันชาญฉลาดของท่านทำให้กองทัพคริสเตียนตกอยู่ในกับดักและ ความหิวกระหายจนสามารถจัดการกับพวกเขาที่สมรภูมิฮิตตินได้อย่างเบ็ดเสร็จ ผลจากสงครามครั้งนี้ทำให้ชื่อของท่านเป็นที่หวาดกลัวแก่พวกครูเสด พวกเขาถือว่าไม่เป็นความละอายที่จะยอมอ่อนข้อต่อท่าน จากนั้นเมืองอักกา เบรุต ซีดอน นาซาเรท กีซาเรีย นับลุส โตรอน ยัฟฟา อัสโกลอนต้องยอมแพ้แก่มุสลิมภายในเวลาเพียงสามเดือน




ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของท่านกับความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของคริสเตียนเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1187 เมื่อบัยตุลมักดิศ (เยรูซาเล็ม) ต้องยอมแพ้แก่กองทัพของสุลต่านหลังจากต้องตกอยู่ในกำมือของพวกแฟรงก์เป็นระยะเวลา 88 ปีนับจากการยึดครองในสมัยสงครามครูเสดครั้งที่ 1 เศาะลาฮุดดีนปฏิบัติต่อเชลยเป็นอย่างดี ท่านได้ปล่อยเชลยจำนวนมากที่ไม่สามารถหาเงินมาไถ่ตัวได้ และยังใช้เงินส่วนตัวไถ่พวกเชลยเหล่านี้ โดยไม่มีการสังหารเชลยแต่อย่างใด ภาพที่ท่านและกองทัพมุสลิมแสดงต่อพวกครูเสดตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับที่พวกเขาเหล่านี้ได้เคยสับมุสลิม แหวะหัวใจเด็ก ฟันขาเหวี่ยงไปในอากาศ บังคับให้มุสลิมกระโดดจากที่สูง ในสมัยที่พวกเขายึดเยรูซาเล็มช่วงสงครามครูเสดครั้งที่ 1 เวลานั้นมุสลิมถูกสับจนเลือดไหลนองท่วมหัวเข่าม้าของพวกเขา

การยึดเยรูซาเล็มกลับคืนมาของเศาะลาฮุดดีนได้ทำให้พวกครูเสดในยุโรปรวมตัวกันอีกครั้งเพื่อจะยึดเยรูซาเล็มคืน อันเป็นการประกาศสงครามครูเสดครั้งที่สาม กองทัพครูเสดครั้งนี้มีผู้นำคือกษัตริย์ริชาร์ด (ใจสิงห์) แห่งอังกฤษ กษัตริย์ฟิลิป ออกัสตัส แห่งฝรั่งเศส และกษัตริย์เฟดเดอริค บาร์บาโรซซ่าแห่งเยอรมันเป็นผู้นำ แต่ปรากฏว่ากษัตริย์เฟดเดอริคจมน้ำตายขณะข้ามแม่น้ำสายหนึ่ง กองทัพเยอรมันจึงไม่มีโอกาสสู้รบกับมุสลิม อย่างไรก็ตามกองทัพทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาสงบศึก ณ เมืองร็อมละฮฺ ในวันที่ 2 พฤษจิกายน ค.ศ. 1192 โดยชายฝั่งใกล้เมืองอักกาและบริเวณโดยรอบตกเป็นของพวกครูเสด และเศาะลาฮุดดีนยินยอมให้คริสเตียนเดินทางไปสู่เยรูซาเล็ม โดยมีเงื่อนไขว่าต้องไม่นำอาวุธเข้าไป สัญญาฉบับนี้เป็นการสิ้นสุดสงครามครูเสดครั้งที่สาม




เมื่อสงครามยุติลง เศาะลาฮุดดีนได้ยกกองทัพไปตรวจเมืองต่างๆ และซ่อมแซมสิ่งที่เสียหาย และได้กลับมาพักกับครอบครัวที่นครดามัสกัส หลังจากที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนหลังม้าท่านก็ได้จากโลกนี้ไปในวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1193 สหายของท่านพบว่าผู้ปกครองของมุสลิมที่ยิ่งใหญ่และมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ได้ทิ้งทรัพย์สินไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่พอแม้แต่จะใช้เพื่อจัดการกับศพของตัวท่าน
...............................

นายฆอซาฟี มะดอหะ
จากเว็บไซต์ fityah

…หลังจากนั้น ครอบครัวของเศาะลาฮุดดีนก็ยังปกครองอียิปต์และแผ่นดินใกล้เคียงต่อไปอีกไม่นานและในที่สุดก็ถูกพวกมัมลู้กเข้ามายึดอำนาจต่อใน ค.ศ.1250

ช่วงวาระสุดท้ายของสุดยอดแม่ทัพแห่งจักรภพอิสลาม ศอลาฮุดดีน อัล-อัยยูบีย์




#ประวัติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "เศาะลาฮุดดีน อัล อัยยูบียฺ (Saladin)"

วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560

การผ่าตัดศพ เพื่อการศึกษาเป็นที่อนุญาตหรือไม่ในอิสลาม?

การผ่าตัดศพ เพื่อการศึกษาเป็นที่อนุญาตหรือไม่ในอิสลาม?




การผ่าตัดศพ เพื่อการศึกษาเป็นที่อนุญาตหรือไม่ในอิสลาม?

การชันสูตรศพ หมายถึง การตรวจศพว่าผู้ตายเป็นใคร ตายเพราะเหตุใด พฤติกรรมแห่งการตายเป็นอย่างไร และเมื่อมีความจำเป็นเพื่อพบเหตุของการตาย เจ้าพนักงานผู้ทำการชันสูตรพลิกศพมีอำนาจสั่งให้ผ่าศพและแยกธาตุได้หรือจะ ส่งทั้งศพ หรือบางส่วนไปยังแพทย์หรือพนักงานแยกธาตุของรัฐก็ได้ (ป.วิ.อาญา มาตรา 151)

ถ้าฝังศพแล้ว กฎหมายให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานผู้ทำการชันสูตรพลิกศพ จัดให้ขุดศพขึ้นเพื่อตรวจดูได้ เว้นแต่จะเห็นว่าไม่จำเป็นหรือจะเป็นอันตรายแก่อนามัยของประชาชน (ป.วิ.อาญา มาตรา 153)

ถาม : การผ่าตัดศพ เพื่อการศึกษาเป็นที่อนุญาตหรือไม่ในอิสลาม?

ตอบ : เหนืออื่นใดอิสลามให้ความระมัดระวังแก่บุคคลเป็นอย่างมากไม่ว่าผู้นั้นจะมีชีวิตหรือตาย, ดังที่ท่านศาสนทูตมุฮัมมัด (ซล.) ได้เน้นย้ำไว้ว่า “อย่าได้หักมัน เพราะการหักกระดูกแม้แต่เจ้าของกระดูกจะตายไปแล้วก็เหมือนกับการหักมันในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่” (รายงานโดยมาลิก, อิบนุมาญะฮฺ และอบูดาวุด)

สำหรับการผ่าตัดศพเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์นั้น โดยความจริงแล้วไม่มีบทบัญญัติทางศาสนาโดยตรงในเรื่องนี้ ยังเป็นประเด็นที่เห็นต่างกันในหมู่นักวิชาการมุสลิม

แต่ทั้งนี้ จากกฏระเบียบทางด้านนิติศาสตร์อิสลาม (ชารีอะฮฺ) ที่กล่าวว่า ความจำเป็นทำให้เกิดการยกเว้น” และมีอีกกฏหนึ่งที่คอยควบคุมอยู่เช่นกันคือ “ความจำเป็นนั้นต้องคิดแล้วว่าเป็นความจำเป็นจริงๆ”

ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการส่วนใหญ่จึงให้ความเห็นว่า เป็นที่อนุญาตให้ผ่าตัดร่างของผู้ตายเพื่อวัตถุประสงค์ในการศึกษาทางด้านการแพทย์

เพื่อรู้ถึงการทำงานและองค์ประกอบของร่างกายมนุษย์
และมีกฏพื้นฐานในชารีอะฮฺอีกว่า อะไรที่จำเป็นเพื่อทำให้หน้าที่ครบถ้วนก็เป็นหน้าที่โดยตัวของมันเอง

และเนื่องจากมันเป็นหน้าที่ที่แพทย์ (รวมถึง นศ.แพทย์และสาขาอืนๆที่เกี่ยวข้อง) จะต้องให้การรักษาผู้คนและเขาจะต้องให้การผ่าตัดเมื่อจำเป็น ดังนั้น การจะทำหน้าที่เหล่านี้ได้ก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาสรีระของมนุษย์และเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว การผ่าศพก็จะต้องทำเมื่อมีความจำเป็น

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องสำคัญที่การนำศพนั้นไปผ่าตัดจะต้องได้รับการยินยอมจากผู้ตายหรือญาติของผู้ตาย ถ้าหากผู้ตายไม่มีญาติและ/หรือร่างนั้นไม่มีญาติ ศพของผู้นั้นก็สามารถนำมาใช้เพื่อการผ่าตัดได้ โดยการขออนุญาติจากเจ้าหน้าที่ทางกฏหมายในท้องถิ่น

“วัลลอฮุอะหฺลัม”

Ref. จากหนังสือ “ทุกคำถาม อิสลามมีคำตอบ” เล่มที่ 2

รวบรวมโดย อ.บรรจง บินกาซัน – Banjong Binkason


#นิติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "การผ่าตัดศพ เพื่อการศึกษาเป็นที่อนุญาตหรือไม่ในอิสลาม?"

วันพุธที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560

ชีวิตก่อนตาย และที่อยู่หลังความตาย

ชีวิตก่อนตาย และที่อยู่หลังความตาย




ที่มา : Alisuasaming Channel
เผยแพร่เมื่อ 10 ก.พ. 2016
งานมัสยิดกามาลุ้ลอีมาน (ปากคลองทับช้าง) 



read more "ชีวิตก่อนตาย และที่อยู่หลังความตาย"

วันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2560

วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560

สังคมอิสลามออนไลน์ 2


الجمعية الإسلامية على الانترنت

  Islamic Society Online  




 المواقف 
นานาทัศนคติ





 التطبيق على الهاتف الذكي 
Application on smartphone





 أنسيد 
Anasyid




read more "สังคมอิสลามออนไลน์ 2"

สังคมอิสลามออนไลน์ 1


الجمعية الإسلامية على الانترنت

  Islamic Society Online  



 القرآن الكريم 
อัล-กุรอ่าน





 محاضرة التدريس 
บรรยายศาสนธรรม





 التاريخ الإسلامي 
ประวัติศาสตร์อิสลาม





 مقالة 
สารพันบทความ




read more "สังคมอิสลามออนไลน์ 1"

ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

الجمعية الإسلامية على الانترنت

  Islamic Society Online  



 عظمة الله 
ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

read more "ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า"

บทความแนะนำ

World Clock

Featured Posts

เรื่องราวของสองอารยธรรม : อารยธรรมของชาวไวกิ้งและมุสลิม

เรื่องราวของสองอารยธรรม : อารยธรรมของชาวไวกิ้งและมุสลิม โดย : Cem Nizamoglu และ Sairah Yassir-Deane ย้อนหลังไปถึงมีนาคม 2015 ข่าวเกี่ยวก...