product :

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561

จุดจบของกษัตริย์ผู้ชั่วช้า ที่ตั้งตนเป็นพระเจ้าเทียบเคียงอัลเลาะฮ์

จุดจบของกษัตริย์ผู้ชั่วช้า ที่ตั้งตนเป็นพระเจ้าเทียบเคียงอัลเลาะฮ์



กองทัพนักรบของกษัตริย์นัมรูด กับ กองทัพยุงของพระองค์อัลเลาะฮ์


ได้รายงานโดยท่านอับดุลรอซาก ท่านอิบนุล ญารีร ท่านอิบนุลมุนซีร ท่านอิบนุอาบีฮาติม อาบูอัลเชค ในหนังสือ อัลอุซมะ จากท่านเชคบินอัสลัม กล่าวว่า “ผู้ที่เริ่มกดขี่ข่มเหงบนหน้าแผ่นดินคือ นัมรูด เมื่อฝูงชนของเขาได้ออกไปรับอาหารจากนัมรูด ซึ่งอิบรอฮีมก็ได้ออกไปรับอาหารในครั้งนั้นด้วย เมื่อฝูงชนเดินผ่านหน้านัมรูด เขาจะถามทีละคนว่า “ใครคือพระเจ้าของเจ้า?” ทุกคนก็ตอบว่า “ท่านนั่นแหละคือพระเจ้าของเรา” จนกระทั่งอิบรอฮีมเดินผ่านนัมรูด นัมรูดก็ถามเหมือนกับที่ถามคนอื่นๆ ว่า ใครคือพระเจ้าของเจ้า?” ท่านอิบรอฮีมจึงตอบว่า “ผู้ซึ่งสร้างความเป็นและความตาย” นัมรูดตอบว่า “ฉันก็ทำให้เป็นและให้ตายได้” ท่านตอบว่า “แท้จริงอัลลอฮ์ให้ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ท่านจงทำให้มันขึ้นทางทิศตะวันตกสิ” สร้างความงงงวย และความขุ่นเคืองแก่นัมรูดเป็นอย่างมาก จึงไม่อนุญาตให้อิบรอฮีมรับอาหารไป อิบรอฮีมจึงกลับไปหาครอบครัว ในขณะที่ท่านเดินผ่านกองทรายสีเหลือง แล้วกล่าวกับตัวเองว่า หรือฉันจะเอาสิ่งนี้นำไปฝากครอบครัวของฉัน เขาก็เลยนำทรายใส่ภาชนะกลับไป และวางไว้ก่อนที่จะเข้านอน เมื่อเช้ามาภรรยาของท่านก็เปิดออกดู ก็เจออาหารที่ดีที่สุดซึ่งนางไม่เคยพบเห็นมาก่อน นางเลยจัดแจงอาหารและตระเตรียมสำรับไว้ให้อิบรอฮีม ซึ่งอิบรอฮีมเองก็รู้ดีว่า ท่านไม่ได้นำอาหารอะไรกลับมาให้พวกเขาเลย ท่านจึงถามภรรยาว่า “ท่านเอาอาหารเหล่านี้มาจากไหน” และนางก็ตอบว่า “ก็เป็นอาหารที่ท่านนำกลับมายังไงเล่า” ท่านอิบรอฮีมเลยรู้ว่า อาหารเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้ท่าน เขาจึงกล่าวสรรเสริญและขอบคุณพระองค์ หลังจากนั้น อัลลอฮ์ได้ส่งมลาอีกะห์ไปหากษัตริย์ผู้กดขี่ดังกล่าว เพื่อเชิญชวนให้เขาศรัทธาในพระเจ้า สิ่งที่นัมรูดตอบกลับมาว่า “มีพระเจ้าอื่นนอกจากฉันอีกหรือ?” มลาอีกะห์ก็กลับไป และไปหาเขาอีก เป็นครั้งที่สองและสาม แต่คำตอบที่ได้รับคือเหมือนเดิม เขาปฏิเสธ (และยังท้ารบกับพระเจ้าของอิบรอฮีมอีกด้วย) มาลาอีกะห์ก็กล่าวกับเขาว่า ท่านจงรวบรวมไพร่พลของท่านภายในเวลา 3 วัน นัมรูดจึงรวบรวมกำลังพลของเขา (กองทัพของนัมรูด เป็นกองทัพที่ไม่เคยพ่ายแพ้ เป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในขณะนั้น) อัลลอฮ์จึงรับสั่งให้มลาอีกะห์เปิดประตูของยุงเข้ามาในขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังส่องสว่าง อยู่ๆ ท้องฟ้าเริ่มมืดมัวลง เนื่องจากฝูงยุงที่มากมายปิดบังแสงอาทิตย์หมด อัลลอฮ์ส่งพวกยุงมาเพื่อทำลายพวกเขา มันเข้าไปกัดกินเนื้อตัวของพวกเขา และดูดกินเลือดพวกเขาจนกระทั่งร่างกายของพวกเขาไม่มีอะไรหลงเหลือนอกจากโครงกระดูก กองทัพที่แข็งแกร่งของนัมรูดแตกกระเจิง แต่ตัวกษัตริย์ผู้กดขี่ยังไม่โดนฝูงยุงเข้าทำร้าย อัลลอฮ์ได้ส่งยุงเพียงตัวเดียวให้เข้าไปในโพรงจมูกของนัมรูด ทำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมานอยู่หลายสิบปี ด้วยการตีหัวตัวเองด้วยรองเท้า เนื่องจากความเจ็บปวดที่เขาได้รับจนทนไม่ไหว ในขณะที่ผู้พบเห็นการกระทำของเขาดังกล่าวก็รู้สึกเวทนา ทั้งนี้เนื่องจากเขากดขี่ข่มเหงผู้อื่นเป็นเวลาหลายสิบปี อัลลอฮ์ก็ลงโทษเขาให้ทนทุกข์ทรมานเป็นเวลาเท่ากัน และสุดท้ายอัลลอฮ์ก็ให้มาลาอีกะห์เอาชีวิตเขา ผู้ซึ่งเคยสร้างหอคอยสูงเสียดฟ้า และตั้งใจว่าจะขึ้นไปต่อสู้กับพระเจ้าของอิบรอฮีม

สัจจริงคำกล่าวของพระองค์ (แท้จริงบรรดาผู้ฝ่าฝืนอัลลอฮ์ และรอซูลของพระองค์ ชนเหล่านี้อยู่ในหมู่ผู้อัปยศอดสู) ซูเราะห์ อัลมูญาดาละห์ อายะห์ที่ 20 สำหรับผู้ที่พิเคราะห์พิจารณาถึงหน้าประวัติศาสตร์จะเห็นบทสุดท้ายของผู้หยิ่งยะโส ซึ่งจะเป็นบทเรียนและข้อเตือนใจ และแสดงให้เห็นว่าความยิ่งใหญ่นั้นเป็นกรรมสิทธิ์และสิทธิของพระองค์อัลลอฮ์เท่านั้น ผู้เป็นผู้ปกครองแต่เพียงพระองค์เดียว ดังกุรอ่านซูเราะห์ อัลญาซียะ อายะห์ที่ 36-37 ความว่า (ฉะนั้นมวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์พระเจ้าแห่งชั้นฟ้า และพระเจ้าแห่งแผ่นดิน พระเจ้าแห่งสากลโลก ความยิ่งใหญ่ในชั้นฟ้าทั้งหลาย และในแผ่นดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์เท่านั้น และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ)

แหล่งที่มา : Al - Ameen


#ประวัติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
#ปาฏิหาริย์แห่งอิสลาม_Islamic_Society_Online
#เรื่องเล่าคติเตือนใจ_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "จุดจบของกษัตริย์ผู้ชั่วช้า ที่ตั้งตนเป็นพระเจ้าเทียบเคียงอัลเลาะฮ์"

วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561

การเข้าสู่เดือนรอมฎอน

การเข้าสู่เดือนรอมฎอน




จะเข้าสู่เดือนรอมาดอน ด้วยประการหนึ่งจากสองประการดังต่อไปนี้ 


หนึ่ง : เห็นหิลาล ( ดวงจันทร์เสี้ยว ) ในเวลากลางคืนของวันที่สามสิบ ( หมายถึงวันที่ยี่สิบเก้าค่ำลง ) ของเดือนชะบาน ทั้งนี้โดยมีพยานที่มีคุณธรรมหนึ่งคนมายืนยันต่อหน้ากอดี ว่าตนได้เห็นดวงจันทร์เสี้ยวแล้ว

สอง : ครบเดือนชะบานสามสิบวัน ในกรณีที่เห็นดวงจันทร์เสี้ยวได้ลำบากเพราะมีเมฆบดบังหรือไม่มีพยานทีมีคุณธรรมมาให้การยืนยันว่าตนได้เห็นเดือนเสี้ยวแล้ว ดังนั้นให้ปล่อยเดือนชะบานไปจนครบสามสิบวัน เพราะถือว่าเป็นต้นเดิมเมื่อไม่มีอะไรมาโต้แย้งเป็นอย่างอื่น

หลักฐานในทั้งสองประการนี้ : ได้แก่คำของท่านนบี ( ซ.ล ) ที่ว่า :

ท่านทั้งหลายจงถือศิลอดเพราะเห็นเดือนเสี้ยว และจงละศิลอดเพราะเห็นเดือนเสี้ยว ดังนั้นถ้าหากมีเมฆเกิดขึ้นเหนือพวกท่าน ก็ให้พวกท่านปล่อยเดือนชะบานให้ครบสามสิบวันเถิด รายงานโดยบุคอรี ( 1810 ) และมุสลิม ( 1080 )

เล่าจากอิบนิอับบาส (ร.ฎ.) ได้กล่าวว่า มีชาวอาหรับจากชนบทคนหนึ่งมาหาท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ( ซ.ล ) แล้วพูดขึ้นว่า แท้จริงฉันเห็นเดือนเสี้ยวของรอมฎอน ท่านกล่าวว่า เจ้าจะปฏิญาณได้ไหมว่าไม่พระเจ้าที่ถูกสักการะโดยเที่ยงแท้นอกจากอัลเลาะห์ เท่านั้น เขาตอบว่า ครับ ท่านกล่าวอีกว่า เจ้าจะปฏิญาณได้ไหมว่า มุฮำหมัดเป็นศาสนทูตของอัลเลาะห์ เขาตอบว่าได้ครับ ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ จึงกล่าวขึ้นว่า บิลานเอ๋ย เจ้าจงประกาศให้ประชาชนทราบเถิดว่า พวกเขาจงถือศีลอดในวันพรุ่งนี้ อิบนุฮิบบานกล่าวว่าเป็นฮาดิษซอเฮียะฮ์ ( มะวาริด ซอมอาน 870 ) และฮากิม ( 1/ 424 )

เมื่อเห็นเดือนเสี้ยวในเมืองหนึ่งชาวเมืองใกล้เคียงจำเป็นต้องถือศีลอดตามชาวเมืองในเมืองที่เห็นด้วย แต่ชาวเมืองที่ห่างไกลกันไม่จำเป็นต้องถือศิลอดตาม เพราะเมืองที่ใกล้กัน เช่น ดามัสกัด ฮิมด์ และฮะลับ มีสภาพเหมือนเป็นเมืองเดียวกัน ซึ่งไม่เหมือนกับเมืองที่ไกลๆ กัน เช่น ดามัสกัด ไคโร และมักกะห์

หลักที่ใช้ในการพิจารณาว่าเป็นเมืองที่ไกลกันก็คือมีมัตละอ์ (ตำแหน่งขึ้นตกของดวงอาทิตย์) ต่างกัน

หลักฐานในเรื่องดังกล่าว :

ฮาดิษ ที่มุสลิม ( 1087 ) ได้รายงานจากกุรัยบ์ ว่า :

ข้าพเจ้าได้เข้าสู่รอมฎอนขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ในเมืองชาม ข้าพเจ้าเห็นเดือนเสี้ยวในคืนวันศุกร์ หลังจากนั้นข้าพเจ้าได้เดินทางมาที่เมืองมะดีนะห์ ในตอนปลายเดือนนั้น อิบนุอับบาส (ร.ฎ.) ได้ถามข้าพเจ้าว่า พวกท่านเห็นเดือนเสี้ยวเมื่อไหร่? ข้าพเจ้าว่า พวกเราเห็นเดือนเสี้ยวในคืนวันศุกร์ เขาถามอีกว่า ท่านเห็นมันด้วยหรือ ข้าพเจ้าตอบว่า ถูกแล้ว และประชาชนก็เห็นมัน พวกเขาได้ถือศิลอด และมุอาวียะห์ ก็ได้ถือศีลอด เขากล่าวขึ้นว่า พวกเราเห็นมันคืนวันเสาร์ ดังนั้นเราจะต้อถือศีลอดเรื่อยไปจนกว่าจะครบสามสิบวัน หรือจนกว่าเราจะเห็นมัน ฉันถามว่า ท่านยังไม่พอหรือที่มุอาวียะห์เห็นและถือศีลอด เขาตอบว่า ไม่ ดังที่กล่าวนี้ ท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ( ซ.ล ) ได้ใช้พวกเรา .

ผู้รู้กล่าวว่า : ในกรณีของชาวเมืองที่อยู่ไกล ที่ยังไม่จำเป็นต้องถือศีลอดนั้น ถ้าหากมีคนจากเมืองที่เห็น เดินทางไปยังเมืองที่อยู่ไกล ให้เขาถือศีลอดตามชามเมืองนั้น แม้ตัวเขาเองจะถือศิลอดครบสามสิบวันแล้วก็ตาม เพราะการที่เขาเดินทางไปยังเมืองนั้นทำให้เขากลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งของเมืองนั้นไป ข้อบังคับที่ใช้อยู่กับชาวเมืองนั้นก็จะต้องนำมาใช้บังคับเขาด้วยเช่นกัน ส่วนคนที่เดินทางไปจากเมืองที่ยังไม่เห็นฮิลาล ไปยังเมืองที่เห็นฮิลาลกันแล้ว ให้เขาออกจากการถือศิลอดพร้อมกับชาวเมืองนั้น โดยไม่คำนึงว่าเขาจะถือศิลอดได้ยี่สิบแปดวัน เพราะเดือนนั้นอาจเป็นเดือนขาดที่มียี่สิบเก้าวัน หรือเขาถือศีลอดได้ยี่สิบเก้าวัน เพราะเดือนนั้นอาจเป็นเดือนเต็มที่มีสามสิบวัน ก็ตาม แต่ในกรณีที่เขาถือศิลอดได้เพียงยี่สิบแปดวันนั้นเขาจำเป็นต้องถือศิลอดชดใช้ (กอดออ์) อีกหนึ่งวัน เพราะเขายังถือศิลอดไม่ครบเดือนทั้งนี้เพราะเดือนอาหรับจะไม่มียี่สิบแปดวัน อย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่ายี่สิบเก้าวัน และอย่างมากไม่เกินสามสิบวัน

คนหนึ่งออกเดินทางจากเมืองที่กำลังเป็นอีด ไปยังเมืองหนึ่งอยู่ห่างไกลและชาวเมืองกำลังถือศีลอดกัน เขาจำเป็นต้องอดอาหาร (อิมซาก) ตลอดวันนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับชาวเมืองนั้น


read more "การเข้าสู่เดือนรอมฎอน"

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561

การขอ ชาฟะอะฮ์ ของท่านรอซูล (ซ.ล) แก่อุมัตของท่าน

การขอ ชาฟะอะฮ์ ของท่านรอซูล (ซ.ล) แก่อุมัตของท่าน



วันกิยามะฮ์

ท่านยิบรีลได้มาหาท่านรอซูล ขณะนั้นท่านรอซูลกำลังนั่งอยู่กับบรรดานบีต่างๆ และสาวกของท่าน แล้วท่านยิบรีลก็ได้กล่าวสลาม "อัสลามูอาลัยก้า ยารอซูลุลลอฮ์" ท่านรอซูลก็ตอบรับสลาม "ว่าอะลัมกุมุสลาม" แล้วท่านก็เห็นยิบรีลร่ำไห้ ท่านรอซูลจึงถามว่า... "โอ้ท่านยิบรีล ท่านอย่าร้องไห้ วันนี้มิใช่เป็นวันที่เศร้าโศก แต่เป็นวันที่ปลาบปลื้ม" ท่านยิบรีล จึงกล่าวตอบว่า "ยารอซูลุลอฮ์ ข้าพเจ้ามิได้ร้องไห้ในส่วนตัวของข้าพเจ้าเลย แต่ความเป็นจริงคือ ประชากรของท่านอีกจำนวนนึงยังอยู่ในนรก พวกเขาได้ถูกทรมานอย่างแสนสาหัส" พวกเขาได้ฝากสลามถึงท่านด้วย และพวกเขาได้กล่าวว่า... "ท่านมีความสุขอยู่ในสรวงสวรรค์ แต่พวกเขาต่างก็ทนทุกข์ทรมานอยู่ในนรก"
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ท่านรอซูลถึงกับร่ำไห้พร้อมกับกล่าวว่า "ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องเลยว่าพวกเขาเหล่านั้นอยู่ในนรกอีกเป็นจำนวนมาก" แล้วท่านรอซูลจึงกล่าวว่า... "โอ้ บรรดานบีทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงลุกขึ้นไปพร้อมกับข้าพเจ้าเพื่อไปเข้าเฝ้าพระองค์อัลเลาะฮ์ด้วยกันเถิด"
เมื่อไปถึงท่านรอซูลก็กราบซูญูดต่ออัลเลาะฮ์ และพระองค์อัลเลาะฮ์ทรงตรัสว่า.."เจ้าจงวิงวอนต่อเรา และเราจะประทานให้เจ้า" ท่านรอซูลจึงกล่าวสรรเสริญพระองค์ และท่านได้กราบทูลว่า... "อันความจริงมีจำพวกนึงจากประชากรของข้าพเจ้า พวกเขาได้ถูกทรมานอยู่ในนรก โดยที่ข้าพเจ้ามิได้ทราบมาก่อนเลย"
พระองค์อัลเลาะฮ์ทรงมีโองการแก่ยิบรีลว่า "เจ้าพร้อมกับมุฮำหมัดจงไปหาท่านมาเล็กฯ และบอกให้ท่านมาเล็กฯ ปลดปล่อยบรรดาผู้นับถือพระเจ้าองค์เดียว แต่เขาประพฤติชั่วให้ออกจากนรกได้แล้ว"
หลังจากนั้นท่านรอซูลพร้อมกับยิบรีล ก็ไปหาท่านมาเล็กฯ และกล่าวว่า... "ยา-มาเล็กฯ ท่านไม่ละอายใจบางหรือ ? ในการที่ทำทัณฑ์ทรมานปวงประชากรของข้าพเจ้า"
ท่านมาเล็กฯ ก็กล่าวตอบ พร้อมกับมีความละอายว่า... "ที่ข้าพเจ้ากระทำไปนั้น ก็เพราะได้รับโองการจากพระองค์อัลเลาะฮ์ หาได้กระทำโดยลำพังไม่"
แล้วท่านรอซูลก็สั่งให้จัดการปล่อยอุมัตของท่านออกจากขุมนรก ท่านมาเล็กกล่าวว่า.."ยามุฮำหมัด ท่านจงนั่งอยู่ตรงนี้ก่อน เพราะท่านไม่อาจทนดูการทรมานในนรกได้" แต่ท่านรอซูลได้กล่าวขออนุญาตท่านมาเล็ก เพื่อดูว่า ไฟนรกได้ทำอะไรกับประชากรของท่านบาง แล้วท่านรอซูลและยิบรีล ก็ได้เข้าไปในขุมนรก ท่านรอซูล (ซ.ล) ได้ร้องเรียกว่า "ยาอุมม่าตี ยาอุมม่าตี โอ้อุมัตของข้า โอ้อุมัตของข้า" แล้วพวกเขาทั้งหมดก็พากันมาหาท่านรอซูล ทุกคนต่างก็ร่ำไห้ ท่านรอซูลก็พลอยร่ำไห้ตามพวกเขาไปด้วย
ท่านรอซูลกล่าวว่า.. "ข้าพเจ้าไม่ทราบเลยว่า ท่านทั้งหลายต้องทุกข์ทรมานอยู่ในนรกเป็นเวลานานเช่นนี้"
หลังจากนั้น ท่านรอซูลได้มองไปยังรอบๆ นรก เห็ํนเด็กน้อยจำนวนมากกำลังร้องให้อยู่ขอบๆ นรก ในมือของเด็กเหล่านั้นถือน้ำทิพย์จากสระน้ำเกาซัร ท่านรอซูลก็ร่ำไห้อีก เพราะความเวทนาสงสาร
เด็กๆ เหล่านั้นได้กล่าวต่อท่านรอซูลว่า... "ยารอซูลุลลอฮ์ ท่านได้ทอดทิ้งบิดา-มารดาของพวกเราไว้ในขุมนรก ปล่อยให้ถูกทรมานอย่างแสนสาหัส"
หลังจากนั้น ท่านรอซูลได้กล่าวว่า... "จงเอาปวงประชากรของข้าฯ ออกจากนรกให้หมด"
เมื่อกาฟิรได้ยิน พวกเขากล่าวว่า... "ยา-มาเล็กฯ พวกเราจะขอออกจากนรกด้วย"
ท่านมาเล็กฯ กล่าวว่า... "โอ้ พวกคนชั่วช้า ประชากรที่ได้ออกจากนรกนั้นคือประชากรของท่านรอซูลุลอฮ์ต่างหาก เพราะท่านรอซูลได้ให้ความสงเคราะห์พวกเขา" พวกกาฟิร กล่าวอย่าง ลมๆ แล้งๆ ว่า "หวังว่าพวกเราจะเป็นประชากรของท่านรอซูลด้วยเหมือนกัน"
เมื่อประชากรเหล่านั้นได้ออกจากนรก พวกเขาก็ไปหาลูกๆ ของเขาพร้อมกับกล่าวว่า "โอ้ลูกรัก จงให้น้ำดื่มข้าหน่อย ข้ากระหายน้ำเหลือเกิน"
บรรดาเด็กๆ เหล่านั้นตอบว่า... ท่านไม่ใช่ บิดา-มารดา ของเรานี่ ? ฝ่ายบิดา-มารดาก็กล่าวยืนยันว่า... "เราทั้งสองนี่แหละคือ บิดา-มารดาของเจ้า การที่ดวงหน้าของเราเปลี่ยนแปลง เนื่องจากถูกไฟนรกเผาผลาญนั้นเอง"
เมื่อได้ฟังคำยืนยันแล้ว เด็กๆ เหล่านั้นก็ให้น้ำดื่มแก่บิดา-มารดาของตนได้ดื่มจนพอเพียง
จากนั้น อัลเลาะฮ์ทรงตรัสว่า... ให้ยิบรีลพาพวกเขาไปชำระล้างร่างกาย ที่บะห์ริลฮ่ายาต (ทะเลแห่งความเป็น) เมื่ออกมาจากทะเลแห่งนั้น ร่างกายของพวกเขาจะผุดผ่องมีราศี รูปงามเหมือนนบียูซุป มารยาทและอุปนิสัยเหมือนท่านนบีมุฮำหมัดฯ แต่ที่หน้าผากของพวกเขายังมีรอยจารึกว่า "นีคือผู้ซึ่งถูกปลดปล่อยออกจากนรก" เมื่อพวกเขาได้เข้าไปยังสวรรค์ ชาวสวรรค์กล่าวกันว่า "พวกเราไปต้อนรับประชากรผู้พ้นโทษจากนรกกันเถิด" และพวกเขาก็ได้เห็นข้อความที่จารึกอยู่ที่หน้าผากของประชากรเหล่านั้นว่า "อุติก้อมีนันนารฺ" "ผู้ซึ่งถูกปลดปล่อยออกจากนรก"
ประชากรผู้พ้นโทษเหล่านั้น เห็นประชากรชาวสวรรค์ได้แลข้อความซึ่งจารึกอยู่ที่หน้าผากของพวกตน พวกเขาจึงรู้สึกละอายอย่างยิ่ง จึงได้กราบทูลต่อท่านรอซูลว่า... "ยา-รอซูลุลลอฮ์ ความจริงพวกเราทั้งหลายรู้สึกมีความละอายต่อประชากรชาวสวรรค์เหลือเกิน เพราะพวกเราทุกคนต่างก็มีข้อความจารึกที่หน้าผากว่า.."อุติก้อมีนันนารฺ" "ขอให้ท่านรอซูลวิงวอนขอต่ออัลเลาะฮ์ให้ทรงลบล้างข้อความนั้นให้หายไปจากหน้าผากของพวกเราด้วยเถิด"
จากนั้นพระองค์อัลเลาะฮ์ก็ทรงลบล้างข้อความดังกล่าวออกจากใบหน้าของพวกเขา..

จากหนังสือ... ตัมบีฮุ้ลกอฟิลีน.

แหล่งที่มา : Al - Ameen


#ปาฏิหาริย์แห่งอิสลาม_Islamic_Society_Online
#God_Islamic_Society_Online
#เรื่องเล่าคติเตือนใจ_Islamic_Society_Online
#นานาทัศนคติ_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "การขอ ชาฟะอะฮ์ ของท่านรอซูล (ซ.ล) แก่อุมัตของท่าน "

วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561

คำนิยาม : การถือศีลอด

คำนิยาม : การถือศีลอด


การถือศีลอด (อัซซิยาม)


ข้อกำหนดทางนิติศาสตร์ หลักฐาน และเคล็ดลับการถือศีลอด

คำนิยาม :

อัซซิยาม ตามหลักภาษา : หมายถึง การอดกลั้น ไม่ว่าจะเป็นการอดกลั้นคำพูด หรือการอดกลั้นอาหาร

หลักฐานในเรื่องนี้ได้แก่คำดำรัสของอัลเลาะห์ ตาอาลา ที่เล่าถึงมัรยัมว่า :

ฉันได้บนบานว่าจะอดกลั้นไม่พูดจา เพื่อผู้ทรงเมตตายิ่ง ( มัรยัม 26 )

อัซซิยาม : ตามหลักศาสนา หมายถึง การอดกลั้นไม่กระทำการใดๆ ที่จะทำให้เสียการถือศิลอดตั้งแต่แสงอรุณขึ้นจนตะวันลับขอบฟ้า พร้อมด้วยเนียต

ประวัติการบัญญัติให้ถือศิลอด


การถือศิลอดในเดือนรอมฎอน ถูกบัญญัติให้เป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ในเดือนชะอฺบาน ปีฮิจเราะห์ที่สอง ก่อนหน้านั้นการถือศิลอดได้เป็นสิ่งที่รู้กันในประชาชาติยุคก่อนๆ เป็นอย่างดีอยู่แล้ว และในหมู่ชาวคัมภีร์ที่อยู่ในสมัยเดียวกับท่านรอซูลุ้ลเลาะห์ ( ซ.ล ) อัลเลาะห์ ตาอาลา ทรงตรัสว่า

ผู้มีศรัทธาทั้งหลายเอ๋ย การถือศิลอดได้ถูกกำหนดเป็นหน้าที่เหนือพวกเจ้า เช่นเดียวกับที่ได้กำหนดเหนือบุคคลในยุคก่อนพวกเจ้ามาแล้ว แน่นอนพวกเจ้าจะมีคุณธรรม ( อัลบากอเราะห์ 183 )

แต่การกำหนดให้ถือศิลอดในเดือนรอมาฎอนนั้น ยังไม่เคยถูกบัญญัติมาก่อนเลย ประชากรของท่านนบีมุฮำหมัด ( ซ.ล ) กับประชากรในยุคก่อนๆ มีส่วนร่วมกันในการถือศิลอดเท่านั้น แต่การกำหนดให้ถือศิลอดในเดือนรอมาดอนโดยเฉพาะนั้น เกิดแก่ประชากรของท่านนบีมุฮำหมัด ( ซ.ล ) เพียงประชาชาติเดียว

หลักฐานในการบัญญัติให้ถือศิลอดเดือนรอมาดอน


หลักฐานในการบัญญัติให้การถือศิลอดในรอมฎอนเป็นหน้าที่จำเป็น ( ฟัรดู ) ได้แก่คำดำรัสของอัลเลาะห์ ตาอาลา ที่ว่า :

เดือนรอมาฎอน เป็นเดือนที่กรุอานถูกประทานลงมาเป็นทางนำแก่มวลมนุษย์ เป็นคำแจกแจง ที่มาจากแนวทางถูกต้องและแยกสัจจธรรม ออกจากความมดเท็จ ดังนั้นคนใดในหมู่พวกท่านที่ปรากฏตัวอยู่ (ไม่ได้เดินทาง) ในเดือนนี้ให้เขาจงถือศิลอดเถิด ( อัลบากอเราะห์ 185 )

และได้แก่คำดำรัสของท่านนบี ( ซ.ล ) ที่ว่า :

อิสลามถูกตั้งอยู่บนหลักห้าประการ ได้แก่ปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าที่ถูกสักการะโดยเที่ยงแท้ นอกจากอัลเลาะห์เท่านั้น และมูฮำหมัดเป็นศาสนทูตของอัลเลาะห์ ดำรงละหมาด จ่ายซะก๊าต ประกอบพิธีฮัจย์ และถือศิลอดในเดือนรอมาดอน รายงานโดย บุคอรี ( 8 ) มุสลิม ( 6 ) และท่านอื่นๆ

ข้อกำหนดของผู้ที่ไม่ถือศิลอดในเดือนรอมาดอนโดยไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ :


เมื่อการถือศีลอดเดือนรอมฎอน เป็นเสาหลักสำคัญประการหนึ่งของอิสลาม และเป็นหน้าที่จำเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป ผู้ปฏิเสธการถือศิลอดว่าไม่ใช่เป็นหน้าที่ ( ฟัรดู ) ที่ต้องปฏิบัติ ผู้นั้นสิ้นสภาพการเป็นมุสลิม หมายความว่าให้ปฏิบัติต่อเขาในฐานะเป็นมุรตัด ให้เรียกตัวมาเพื่อทบทวนให้สำนึกผิด ( เตาบัต ) ถ้าหากเขาสำนึกผิดให้ยอมรับการสำนึกผิดของเขา และถ้าเขาไม่สำนึกผิด ก็จะถูกลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต ทั้งนี้มีข้อแม้ว่าเขาไม่ใช่เป็นผู้ที่เพิ่งเข้ารับอิสลามใหม่ๆ หรือเขาอยู่ห่างไกลผู้รู้ ส่วนผู้ที่ๆ ไม่ถือศีลอดโดยไม่มีความจำเป็นใดๆ แต่เขาไม่ได้ปฏิเสธการถือศีลอดว่าไม่ใช่เป็นหน้าที่ ( ฟัรดู ) ที่เขาต้องปฏิบัติ เช่นเขาพูดว่า การถือศีลอดเป็นหน้าที่ของฉัน แต่ฉันไม่ปฏิบัติ ดังนี้ถือว่าเขาเป็นคนละเมิด เป็นคนชั่ว ไม่ถึงขั้นการสิ้นสภาพการเป็นมุสลิม และถือเป็นหน้าที่ของผู้นำมุสลิมจะต้องคุมขังเขา และให้เขางดอาหารและเครื่องดื่มในเวลากลางวันเพื่อให้เขาได้ถือศีลอด แม้เป็นเพียงรูปภายนอกก็ตาม

เคล็ดลับ ( ฮิกมะห์ ) และคุณประโยชน์บางประการของการถือศีลอด :


มุสลิมทุกคนต้องทราบก่อนว่า การถือศีลอดเดือนรอมฎอนเป็นอิบาดะห์ที่อัลเลาะห์กำหนดให้เป็นหน้าที่ต้องปฏิบัติ ความหมายที่ว่าเป็นอิบาดะห์ ก็คือมุสลิมจะต้องน้อมรับมาปฏิบัติด้วยความเต็มใจในฐานะเป็นบ่าวของอัลเลาะห์ โดยไม่ต้องมองไปที่ผลลัพธ์ของการถือศีลอดว่าจะให้ผลแก่เขาเป็นประการใดเมื่อได้ปฏิบัติเช่นนี้แล้ว ก็ไม่ขัดข้องที่จะมองดู และพิจารณาเคล็ดลับต่างๆ ของพระเจ้าที่แฝงไว้กับการถือศีลอด และอิบาดะห์อื่นๆ ไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่าข้อกำหนดต่างๆ ของอัลเลาะห์ทั้งหมดนั้นมีเคล็ดลับแฝงอยู่และเป็นคุณประโยชน์แก่บ่าวของพระองค์ แต่ไม่บังคับให้บ่าวของพระองค์ต้องรับรู้คุณประโยชน์และเคล็ดลับเหล่านั้น

เป็นที่แน่นอนว่าในการถือศีลอดนั้น ย่อมมีคุณประโยชน์และเคล็ดลับแฝงอยู่มากมาย ซึ่งบางส่วนก็ได้รับการเปิดเผยแล้ว แต่คงเหลืออีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผย และส่วนหนึ่งที่ได้รับการเปิดเผยแล้วก็คือ :

  1. การถือศีลอดที่ปฏิบัติถูกต้อง จะปลุกและเร่งเร้าจิตใจของมุสลิมให้เกิดสำนึกขึ้นว่าตนเองถูกควบคุม และติดตามดูพฤติการณ์จากอัลเลาะห์ ตาอาลา ทั้งนี้เพราะในเวลากลางวันผู้ที่ถือศีลอดจะเกิดความหิวและกระหาย เขาเกิดความอยากอาหารและเครื่องดื่ม แต่ความรู้สึกของเขาที่ว่ากำลังถือศีลอดอยู่จะขัดขวางเขาไว้ไม่ให้เขากระทำตามความต้องการและตามจิตปรารถนา เพื่อสนองคำบัญชาของอัลเลาะห์เจ้า และในช่วงของการต่อสู้กันนี้ หัวใจของเขาจะตื่น ความสำนึกว่าถูกควบคุมและติดตามดูพฤติการณ์ จากอัลเลาะห์ ตาอาลา เพิ่มสูงขึ้น เขาจะรำลึกอยู่เสมอถึงความยิ่งใหญ่และเกรียงไกรของพระองค์ และจะรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าเขาเป็นบ่าวที่ต้องยอมรับและสนองตอบคำบัญชาของพระองค์
  2. เดือนรอมฎอนเป็นเดือนศักศิทธิ์และสำคัญยิ่ง ที่อัลเลาะห์ให้บ่าวของพระองค์บรรจุความดีและกุศลต่างๆ ให้เต็มทั้งเดือนและเพื่อทำให้ความหมายของความเป็นบ่าวของอัลเลาะห์ เป็นจริงขึ้นมา ซึ่งการดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นได้ยาก ตราบที่ยังมีสำรับอาหารและถาดเครื่องดื่มวางอยู่เบื้องหน้ากระเพาะเต็มไปด้วยอาหารที่คอยรบกวนสมาธิและมันสมอง การถือศีลอดในเดือนนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้ภารกิจและหน้าที่ของความเป็นบ่าวสมบูรณ์
  3. การถือศีลอดจะช่วยขัดเกลาและขำระนิสัยที่หยาบกร้านตลอดจนความเห็นแก่ตัวให้นุ่มนวลและลดน้อยลง
  4. หลักสำคัญที่ทำให้สังคมมุสลิมเจริญรุ่งเรืองก็คือการที่มุสลิมมีความเอื้ออาทรและเมตตาสงสารซึ่งกันและกัน เป็นการยากที่คนรวยจะเกิดมีความเมตตาสงสารคนยากจนอย่างแท้จริงขึ้นได้ โดยไม่มีความเจ็บปวดของความขัดสน และความขืนขมของความหิวโหยมาสลับฉากความร่ำรวย และความอิ่มหนำสำราญ ดังนั้นการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน จะเป็นตัวกระตุ้นและเร่งเร้าคนรวยให้มีความเมตตาและสงสารคนยากจนได้ดีที่สุด

แหล่งที่มา : https://siammuslim.wordpress.com/


#นิติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
#เรื่องเล่าคติเตือนใจ_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "คำนิยาม : การถือศีลอด"

วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561

ดัจญาล

ดัจญาล



"ดัจญาล" มาจากรากศัพท์ในภาษาอาหรับว่า ดะ-ญะ-ละ แปลว่า " เขาได้ปกปิด...หรือปิดบัง" อีกความหมายก็คือ "พูดเท็จ ผู้หลอกลวง" 

เมื่อเทียบกับความหมายทางศาสนศาตร์ ของคริสเตียนแล้ว คำนี้ก็คือ "แอนตี้ไครสต์" หรือผู้ที่ต่อต้าน ขัดขวางพระคริสต์ ซึ่งก็คือ นบีอีซา (อ.ล.) ในศาสนาอิสลาม

ดัจญาลเป็นมนุษย์เพศชาย ซึ่งจะปรากฏตัวในวาระสุดท้ายของโลก มันจะอ้างตนเองว่าเป็นพระผู้เป็นเจ้า โดยจะปรากฏตัวครั้งแรก ณ เมืองคุรอซาน (ปัจจุบันอยู่ในอิหร่าน - ผู้แปล) จากนั้นมันจะเดินทางเข้าไปยังทุกหนแห่ง ยกเว้น มัสยิดบัยตุลมักดิส (ปาเลสไตน์) มัสยิดอัฏฏูร (แหลมซีนาย ประเทศอียิปต์) เมืองมักกะฮฺ และมะดีนะฮฺ มันไม่สามารถเข้าไปยังสถานที่ดังกล่าวได้เพราะมีมลาอิกะฮฺคอยพิทักษ์รักษาอยู่ (เมื่อมันไม่สามารถเข้าเมืองมะดีนะฮฺได้) มันจะหยุดอยู่ ณ พื้นที่แห้งแล้งไม่มีต้นไม้ (อัส-สะบะเคาะฮฺ) แล้วเมืองมะดีนะฮจะสั่นไหวสามครั้ง เมื่อนั้นบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาและพวกมุนาฟิก (กลับกลอก) จะถูกขับกระเด็นออกจากเมืองมะดีนะฮฺทั้งหมด และในช่วงนั้นมะดีนะฮฺจะบริสุทธิจากสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย

จากอับดุลลอฮฺ บิน อุมัร รอฏิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า

كُنَّا قُعُودًا عِنْدَ رَسُولِ اللَّهِ، فَذَكَرَ الْفِتَنَ فَأَكْثَرَ فِي ذِكْرِهَا حَتَّى ذَكَرَ فِتْنَةَ الأَحْلَاسِ، فَقَالَ قَائِلٌ : يَا رَسُولَ اللَّهِ وَمَا فِتْنَةُ الأَحْلاَسِ ؟ قَالَ : هِيَ هَرَبٌ وَحَرْبٌ ، ثُمَّ فِتْنَةُ السَّرَّاءِ ، دَخَنُهَا مِنْ تَحْتِ قَدَمَيْ رَجُلٍ مِنْ أَهْلِ بَيْتِي يَزْعُمُ أَنَّهُ مِنِّي ، وَلَيْسَ مِنِّي ، وَإِنَّمَا أَوْلِيَائِي الْمُتَّقُونَ ، ثُمَّ يَصْطَلِحُ النَّاسُ عَلَى رَجُلٍ كَوَرِكٍ عَلَى ضِلَعٍ ، ثُمَّ فِتْنَةُ الدُّهَيْمَاءِ ، لاَ تَدَعُ أَحَدًا مِنْ هَذِهِ الأُمَّةِ إِلاَّ لَطَمَتْهُ لَطْمَةً ، فَإِذَا قِيلَ : انْقَضَتْ ، تَمَادَتْ يُصْبِحُ الرَّجُلُ فِيهَا مُؤْمِنًا ، وَيُمْسِي كَافِرًا ، حَتَّى يَصِيرَ النَّاسُ إِلَى فُسْطَاطَيْنِ ، فُسْطَاطِ إِيمَانٍ لاَ نِفَاقَ فِيهِ ، وَفُسْطَاطِ نِفَاقٍ لاَ إِيمَانَ فِيهِ ، فَإِذَا كَانَ ذَاكُمْ فَانْتَظِرُوا الدَّجَّالَ ، مِنْ يَوْمِهِ ، أَوْ مِنْ غَدِهِ

ความว่า “พวกเราได้นั่งใกล้กับท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วท่านได้กล่าวถึง ฟิตนะฮฺ วิกฤติการณ์ต่างๆ มากมายจนกระทั้งท่านได้กล่าวถึง ฟิตนะฮฺ อัล-อะห์ลาส มีเศาะหะบะฮฺถามท่านว่า โอ้ รอซูลุลลอฮฺ ฟิตนะฮฺ อัล-อะห์ลาส (อะห์ลาส เชิงภาษาหมายถึง พรมหรืออานที่ติดบนหลังอูฐ ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบว่าวิกฤติการณ์นี้จะยืดเยื้อต่อเนื่อง - ผู้แปล) มันคืออะไร? ท่านนบีตอบว่า มันคือ การหลบหนีและการฆ่าฟันกัน จากนั้นจะมี ฟิตนะฮฺ อัส-สัรรออ์ (การทดสอบด้วยความสบาย ความปลอดภัย) ฟิตนะฮฺดังกล่าวจะเผยแพร่โดยชายคนหนึ่งที่มาจากวงค์ตระกูลของฉัน อ้างว่าเขามาจากฉัน (คือปฏิบัติตามแนวทางของฉัน) แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ (เพราะผู้สืบสกุลของฉันที่แท้จริงจะไม่สร้างฟิตนะฮฺความวุ่นวายแก่สังคม) หากแต่เขาจะเป็นผู้ที่ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ จากนั้นมวลมนุษย์จะตกลงให้สัตยาบันแก่ชายคนหนึ่งเหมือนกับกระดูกสะโพกบนซี่โครง (เป็นการเปรียบถึงความไม่มีเสถียรภาพไม่มั่นคงของการปกครองและชายคนดังกล่าวไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่) จากนั้นจะมีฟิตนะฮฺ อัด-ดุฮัยมาอ์ (ภัยมืด) ประชาชาติมุสลิมทุกคนจะต้องประสบกับฟิตนะฮฺอันนี้ เมื่อผู้คนคิดว่ามันได้สิ้นสุดสงบลงแล้ว มันก็ยังยืดเยื้อออกไปอีก จนผู้ชายบางคนตอนเช้าเป็นผู้ศรัทธา (ในกลางวันพวกเขาจะรักษาคุ้มครองชีวิต ทรัพย์สิน เกียรติพี่น้องมุสลิมด้วยกัน) พอตกเย็นกลายเป็นกาฟิรปฏิเสธศรัทธา (ในตอนกลางคืนพวกเขากลับละเมิดในชีวิต ทรัพย์สิน เกียรติพี่น้องมุสลิมด้วยกัน) จนกระทั่งมนุษย์จะมีพลับพลาสองแห่ง (เป็นการเปรียบเทียบถึงพรรคพวกหรือเมือง) แห่งที่หนึ่งเป็นพลับพลาที่เต็มไปด้วยอีมาน (ศรัทธา) ไม่มีการกลับกลอกใดๆ และแห่งที่สองเป็นพลับพลาที่เต็มไปด้วยการกลับกลอกไร้ซึ่งความศรัทธาใดๆ เมื่อพวกเจ้าประสบภัยเช่นนั้นก็จงรอการปรากฏตัวของของดัจญาลในวันนั้นหรือวันรุ่งขึ้น“ (หะดีษเศาะฮีหฺ, บันทึกโดย อะห์มัด : 6168, อบู ดาวูด : 4242, ดู อัส-สิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮ : 947)

ฟิตนะฮฺของดัจญาล


การปรากฏตัวของดัจญาล เป็นบททดสอบอีมานอันยิ่งใหญ่สำหรับผู้ศรัทธาเพราะอัลลอฮฺให้มันมีความสามารถทำอภินิหารให้ผู้คนแปลกใจ มีหลักฐานจากตัวบทว่าดัจญาลนั้นมีสวรรค์และนรก (ปลอม) นรกของมันก็คือสวรรค์ที่แท้จริง ส่วนสวรรค์ของเขาก็คือนรกที่แท้จริง มันมีภูเขาขนมปัง มีแม่นํ้า มันสามารถสั่งฟ้าให้หลั่งนํ้าฝน สามารถสั่งพื้นดินให้พืชพันธุ์งอกเงยได้ ทรัพยากรมีค่าในดินก็ทำตามมัน มันสามารถเดินทางบนพื้นแผ่นดินอย่างรวดเร็ว เหมือนกับฝนเมื่อมีลมพายุพัด มันจะอยู่ในพื้นพิภพนี้นาน 40 วัน โดยจะมี 1 วันที่นานเหมือน 1 ปี มี 1 วันที่นานเหมือน 1 เดือน และมี 1 วันที่นานเหมือน 1 อาทิตย์ส่วนวันที่เหลือจะเหมือนวันปกติธรรมดาทั่วไป จากนั้น นบีอีซา อะลัยฮิสสลาม จะเป็นผู้ลงมือฆ่ามัน ณ ประตูลุ๊ด ในประเทศปาเลสไตน์

มีรายงานหะดีษจากเนาวาส บิน สัมอาน ว่า

قُالوا : يَا رَسُولَ اللَّهِ وَمَا لَبْثُهُ فِي الْأَرْضِ؟، قَالَ: أَرْبَعُونَ يَوْمًا، يَوْمٌ كَسَنَةٍ، وَيَوْمٌ كَشَهْرٍ، وَيَوْمٌ كَجُمُعَةٍ، وَسَائِرُ أَيَّامِهِ كَأَيَّامِكُمْ»، قُلْنَا : يَا رَسُولَ اللَّهِ فَذَلِكَ الْيَوْمُ الَّذِي كَسَنَةٍ أَتَكْفِينَا فِيهِ صَلَاةُ يَوْمٍ؟ قَالَ : «لَا، اقْدُرُوا لَهُ قَدْرَهُ»، قُلْنَا : يَا رَسُولَ اللَّهِ وَمَا إِسْرَاعُهُ فِي الْأَرْضِ؟، قَالَ: «كَالْغَيْثِ اسْتَدْبَرَتْهُ الرِّيحُ، فَيَأْتِي عَلَى الْقَوْمِ فَيَدْعُوهُمْ فَيُؤْمِنُونَ بِهِ وَيَسْتَجِيبُونَ لَهُ، فَيَأْمُرُ السَّمَاءَ فَتُمْطِرُ وَالْأَرْضَ فَتُنْبِتُ، فَتَرُوحُ عَلَيْهِمْ سَارِحَتُهُمْ أَطْوَلَ مَا كَانَتْ ذُرًا وَأَسْبَغَهُ ضُرُوعًا وَأَمَدَّهُ خَوَاصِرَ، ثُمَّ يَأْتِي الْقَوْمَ فَيَدْعُوهُمْ فَيَرُدُّونَ عَلَيْهِ قَوْلَهُ فَيَنْصَرِفُ عَنْهُمْ فَيُصْبِحُونَ مُمْحِلِينَ لَيْسَ بِأَيْدِيهِمْ شَيْءٌ مِنْ أَمْوَالِهِمْ، وَيَمُرُّ بِالْخَرِبَةِ فَيَقُولُ لَهَا أَخْرِجِي كُنُوزَكِ فَتَتْبَعُهُ كُنُوزُهَا كَيَعَاسِيبِ النَّحْلِ، ثُمَّ يَدْعُو رَجُلًا مُمْتَلِئًا شَبَابًا فَيَضْرِبُهُ بِالسَّيْفِ فَيَقْطَعُهُ جَزْلَتَيْنِ رَمْيَةَ الْغَرَضِ، ثُمَّ يَدْعُوهُ فَيُقْبِلُ وَيَتَهَلَّلُ وَجْهُهُ يَضْحَكُ، فَبَيْنَمَا هُوَ كَذَلِكَ إِذْ بَعَثَ اللَّهُ الْمَسِيحَ ابْنَ مَرْيَمَ فَيَنْزِلُ عِنْدَ الْمَنَارَةِ الْبَيْضَاءِ شَرْقِيَّ دِمَشْقَ بَيْنَ مَهْرُودَتَيْنِ وَاضِعًا كَفَّيْهِ عَلَى أَجْنِحَةِ مَلَكَيْنِ، إِذَا طَأْطَأَ رَأْسَهُ قَطَرَ وَإِذَا رَفَعَهُ تَحَدَّرَ مِنْهُ جُمَانٌ كَاللُّؤْلُؤِ، فَلَا يَحِلُّ لِكَافِرٍ يَجِدُ رِيحَ نَفَسِهِ إِلَّا مَاتَ وَنَفَسُهُ يَنْتَهِي حَيْثُ يَنْتَهِي طَرْفُهُ، فَيَطْلُبُهُ حَتَّى يُدْرِكَهُ بِبَابِ لُدٍّ فَيَقْتُلُهُ، ثُمَّ يَأْتِي عِيسَى ابْنَ مَرْيَمَ قَوْمٌ قَدْ عَصَمَهُمْ اللَّهُ مِنْهُ فَيَمْسَحُ عَنْ وُجُوهِهِمْ وَيُحَدِّثُهُمْ بِدَرَجَاتِهِمْ فِي الْجَنَّةِ»

ความว่า...
บรรดาเศาะหาบะฮฺ ได้กล่าวถามท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า “ดัจญาลจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้นานเท่าไหร่ครับท่าน?
รอซูลุลลอฮฺ “มันจะอยู่นานถึง 40 วัน วันแรกมีความยาวนานเหมือนกับหนึ่งปี วันที่สองยาวนานเหมือนกับหนึ่งเดือน อีกวันยาวนานเหมือนกับหนึ่งสัปดาห์ ส่วนวันที่เหลือก็เหมือนๆ กับวันปกติของพวกท่าน
บรรรดาเศาะหาบะฮฺ “หนึ่งวันที่ยาวนานเหมือนกับหนึ่งปี พวกเราจะละหมาดเพียงวันเดียวหรือครับท่าน ?
รอซูลุลลอฮฺ “ไม่ได้ แต่พวกท่านต้องคาดคะเนตามเวลาปกติเอาเอง
บรรรดาเศาะหาบะฮฺ “แล้วความเร็วของดัจญาลเป็นอย่างไรหรือครับท่าน?
รอซูลุลลอฮฺ “รวดเร็วดั่งสายฝนที่มีสายลมพัดพามา มันมาเรียกร้องชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพวกเขาตอบรับศรัทธาต่อมัน ดัจญาลจึงสั่งให้ท้องฟ้าหลั่งน้ำฝนลงมา สั่งให้แผ่นดินงอกพืชพันธุ์ออกมาให้แก่พวกเขา
หลังจากนั้นมันได้มาเรียกร้องชนอีกกลุ่มหนึ่งแต่พวกเขาปฏิเสธ เมื่อวันรุ่งขึ้นทรัพย์สินของพวกเขาไม่เหลือแม้แต่น้อย พื้นดินที่เคยสดชื่นกลับแห้งแล้ง เมื่อดัจญาลผ่านมายังพื้นที่แห้งแล้งแห่งหนึ่ง เขาจึงมีคำสั่งว่าเจ้าจงคายทรัพย์ในตัวของเจ้าออกมา แล้วทุกสิ่งก็ทะลักออกมามีเสียงดังหึ่งเหมือนเสียงฝูงผึ้งบิน แล้วเขาได้เรียกเด็กหนุ่มคนหนึ่งออกมาแล้วฆ่าเขาและตัดเขาออกเป็นสองท่อน หลังจากนั้นเขาเรียกเด็กคนดังกล่าว เด็กก็มาหาเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ในขณะนั้นเองอัลลอฮฺได้ส่งท่านนบีอีซาลงมายังปราสาทขาวทางทิศเหนือของซีเรีย สวมเสื้อผ้าสองชั้น วางมือบนปีกของมะลาอิกะฮฺสองท่าน หากท่านก้มศีรษะลงจะมีหยดน้ำตกลงมา แต่เมื่อท่านเงยขึ้นก็จะเห็นน้ำหยดลงมาดั่งเม็ดไข่มุก ผู้ปฏิเสธ
(กาฟิร) ที่ได้กลิ่นหายใจของท่านจะสิ้นลมหายใจทันที และลมหายใจของท่านจะไปถึงสุดสายตา ท่านจะตามหาล่าดัจญาล จนกระทั่งมาถึงสถานที่ใกล้กับบัยตุลมักดิสซึ่งมีชื่อว่าบาบ ลุดด์” (ประตู ลุดด์) ในที่สุดท่านก็สามารถฆ่าดัจญาลได้ ณ สถานที่ตรงนั้น ต่อมาท่านนบีอีซาได้มาหากลุ่มชนที่ได้รับการคุ้มครองจากดัจญาล ท่านได้ลูบใบหน้าของพวกเขา (เพื่อความศิริมงคล หรืออีกความหมายหนึ่งคือใบหน้าของพวกเขาเบิกบานเมื่อทราบข่าวการตายของดัจญาล) แล้วท่านได้กล่าวถึงการตอบแทนที่พวกเขาจะได้รับในสวรรค์” (รายงานโดยมุสลิม หมายเลขหะดีษ 2937)

ลักษณะของดัจญาล


ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ตักเตือนพวกเราไม่ให้หลงเชื่อดัจญาล ดังนั้นท่านจึงอธิบายแก่พวกเราถึงคุณลักษณะของมันเพื่อให้พวกเราได้ระวังตัว ท่านได้ระบุว่ามันเป็นชายวัยฉกรรณ์มีผิวสีแดง มีตาพิการ เป็นหมันไม่ให้กำเนิดลูก บนหน้าผากจะมีอักษรอาหรับเขียนว่ากาฟิรฺ มุสลิมทุกคนเมื่อเห็นแล้วสามารถอ่านออกได้ ดังหะดีษ

จากอุบาดะฮฺ บิน อัศ-ศอมิต รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

إِنَّ مَسِيحَ الدَّجَّالِ رَجُلٌ قَصِيرٌ ، أَفْحَجُ ، جَعْدٌ ، أَعْوَرُ مَطْمُوسُ الْعَيْنِ ، لَيْسَ بِنَاتِئَةٍ ، وَلاَ حَجْرَاءَ ، فَإِنْ أُلْبِسَ عَلَيْكُمْ ، فَاعْلَمُوا أَنَّ رَبَّكُمْ تبارك وتعالى لَيْسَ بِأَعْوَرَ

ความว่า “แท้จริงดัจญาลผู้ตาบอดนั้นเป็นชาย รูปร่างเตี้ย เดินขาถ่าง ผมหยิก ตาข้างหนึ่งของมันพิการ (บอด) ไม่มีแวว ดวงตาของมันโปนบวมและยื่นออกมา (ผิวบริเวณตาจะเรียบ) ถ้าหากมันมาหลอกลวงพวกท่าน พึ่งรู้เถิดว่าแท้จริงพระผู้เป็นเจ้าของท่านไม่ได้มีตาพิการ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยอะห์มัด : 23144, อบู ดาวูด : 4320, ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อบี ดาวูด : 3630)

สถานที่ดัจญาลจะปรากฏตัว


จากอันเนาวาส บิน สัมอาน รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวถึงดัจญาลซึ่งมีบางตอนว่า

... إِنَّهُ خَارِجٌ خَلَّةً بَيْنَ الشَّأْمِ وَالْعِرَاقِ ، فَعَاثَ يَمِينًا وَعَاثَ شِمَالاً

ความว่า “...แท้จริงมันจะออกมาตามเส้นทางระหว่างประเทศชามกับอิรัก อีกทั้งทำความเสียหายให้เกิดขึ้นทางด้านขวาและด้านซ้าย” (มุสลิม : 2937)

สถานที่ดัจญาลไม่สามารถเข้าได้


จากอะนัส บิน มาลิก รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

لَيْسَ مِنْ بَلَدٍ إِلاَّ سَيَطَؤُهُ الدَّجَّالُ ، إِلاَّ مَكَّةَ وَالْمَدِينَةَ

ความว่า “ไม่มีเมืองใดนอกจากดัจญาลจะย่ำผ่านเข้าไปนอกจากเมืองมักกะฮฺและเมืองมะดีนะฮฺ” (อัล-บุคอรีย์ : 1881 และมุสลิม : 2943)

จากเศาะหาบะฮฺชายคนหนึ่ง กล่าวว่า แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวถึงดัจญาลว่า

وَلاَ يَقْرَبُ أَرْبَعَةَ مَسَاجِدَ مَسْجِدَ الْحَرَامِ ، وَمَسْجِدَ الْمَدِينَةِ ، وَمَسْجِدَ الطُّورِ ، وَمَسْجِدَ الأَقْصىْ

ความว่า “...และมันจะไม่เข้าใกล้มัสยิด 4 แห่ง คือ มัสยิดอัล-หะรอม (มักกะฮฺ) มัสยิดอัลมะดีนะฮฺ มัสยิดอัฏ-ฏูร (ภูเขาซีนาย) และมัสยิดอัลอักศอ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยอะห์มัด : 24085, ดู อัสสิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮฺ : 2934)

สาวกของดัจญาล


สาวกหรือผู้ที่หลงเชื่อดัจญาลส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชาวยิว ชาวอะญัม (ไม่ใช่คนอาหรับ) ชาวเติร์ก และชนชาติอื่นๆ ส่วนใหญ่จะเป็นสตรีและผู้คนทั่วไปตามชนบท ดังในหะดีษจากอะนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ แท้จริงท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า

يَتْبَعُ الدَّجَّالَ مِنْ يَهُودِ أَصْبَهَانَ ، سَبْعُونَ أَلْفًا عَلَيْهِمُ الطَّيَالِسَةُ

ความว่า “จะมีผู้ตามดัจญาลจากพวกยิวอัศบะฮาน (เมืองหนึ่งในประเทศอิหร่านปัจจุบัน) จำนวนเจ็ดหมื่นคนโดยทั้งหมดจะสวมเสื้อคลุม (เสื้อคลุมบ่าโดยไม่มีการตัดเย็บ)” (มุสลิม : 2944)

การป้องการภัยจากดัจญาล


ภัยจากดัจญาลนั้นสามารถป้องกันได้ด้วยการศรัทธามั่นในอัลลอฮฺและขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้พ้นจากภัยการล่อลวงของมันโดยเฉพาะการดุอาอ์ (วิงวอน) ในเวลาละหมาด อีกวิธีหนึ่งคือการหลีกหนีให้พ้นเมื่อพบกับมัน ดังในหะดีษ

مَنْ حَفِظَ عَشَرَ آياَتٍ مِنْ أَوَّلِ سُوْرَةِ الْكَهْفِ عُصِمَ مِنَ الدَّجَّالِ

ความว่า “ผู้ใดท่องจำสิบอายะฮฺตอนต้นของสูเราะฮฺ อัล-กะฮฺฟิ เขาจะปลอดภัยจากการล่อลวงของดัจญาล

وفي لفظ : فَمَنْ أَدْرَكَهُ مِنْكُمْ ، فَلْيَقْرَأْ عَلَيْهِ فَوَاتِحَ سُورَةِ الْكَهْفِ

อีกสำนวนหนึ่ง “ดังนั้นบุคลคลใดในหมู่พวกท่านพบมันก็จงอ่านใส่มันอายะฮฺต้นๆ ของสูเราะฮฺอัล-กะฮฺฟิ” (มุสลิม)

วัลลอฮูอะห์ลัม

แหล่งที่มา :  Al - Ameen


#ปาฏิหาริย์แห่งอิสลาม_Islamic_Society_Online
#God_Islamic_Society_Online
#การเมือง_ลัทธิและความเชื่อ_Islamic_Society_Online
#ประชาชาติอิสลาม_Islamic_Society_Online
#เรื่องเล่าคติเตือนใจ_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "ดัจญาล"

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2561

ปวงปราชญ์ในนิติศาสตร์อิสลาม กับอิทธิพลของสำนักนิติศาสตร์ทั้ง 4 มัซฮับ ในโลกอิสลาม

ปวงปราชญ์ในนิติศาสตร์อิสลาม กับอิทธิพลของสำนักนิติศาสตร์ทั้ง 4 มัซฮับ ในโลกอิสลาม


อิทธิพลของสำนักนิติศาสตร์ทั้ง 4 มัซฮับ


อิหม่ามทั้งสี่ได้ก่อให้เกิดการพัฒนานิติศาสตร์อิสลามอย่างกว้างขวางและลึก ซึ้ง งานของท่านก่อให้เกิดสำนักนิติศาสตร์ที่กระจายตัวไปทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้ ดังต่อไปนี้

  1. มัซฮับ ฮะนะฟียฺ มีผู้ดำเนินตามกันในกลุ่มประเทศแถบเอเชียกลาง, ส่วนใหญ่ของชมพูทวีป, ตุรกีและยุโรปตะวันออก เป็นต้น เป็นแนวนิติศาสตร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของโลกมุสลิมมาตลอดจนถึงทุกวันนี้
  2. มัซฮับ มาลิกียฺ ในยุคก่อนได้รับความนิยมในสเปน เป็นอย่างมาก ปัจจุบันได้รับความนิยมกันมากในประเทศแถบอัฟริกาเหนือและแอฟริกาตะวันตกเป็น ส่วนใหญ่
  3. มัซฮับ ชาฟิอียฺ ได้รับความนิยมมากในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศเยเมน บางส่วนของประเทศอียิปต์ ภาคใต้ของอินเดีย และแอฟริกาตะวันออก เป็นต้น
  4. มัซฮับ ฮัมบะลียฺ กระจัดกระจายโดยทั่วไปในคาบสมุทรอาหรับและประเทศอาหรับข้างเคียง

นอกจากสำนักนิติศาสตร์ทั้งสี่แล้ว ในยุคแรกเริ่มยังมีสำนักอื่นๆ อีกหลายสำนัก เพียงแต่ไม่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จึงทำให้ไม่มีผู้สืบทอด จนทำให้เหลือเพียงทฤษฎีในตำรับตำรา เช่น แนวซอฮีรียะฮฺ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามนิติศาสตร์อิสลามนั้น ไม่จำเป็นต้องสังกัดสำนักใดๆ สำนักหนึ่งใน 4 สำนักนี้ตายตัวอย่างเปลี่ยนแปลงมิได้ หรือแม้กระทั่งไม่จำเป็นต้องมีสำนักสังกัดเป็นทางการก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ถ้าเป็นคนทั่วไปก็ยังคงจำเป็นต้องอาศัยนักฟัตวาที่เขาต้องปฏิบัติตาม แต่ถ้าเป็นคนที่มีความรู้เพียงพอในการเลือกพิจารณาในประเด็นปัญหาต่างๆ ก็สามารถเลือกเฟ้นปฏิบัติตามทัศนะที่มีน้ำหนักและปฏิบัติได้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงได้ ยิ่งกว่านั้นหากเป็นบุคคลระดับมุจญหิดก็ย่อมให้ข้อมูลทางนิติศาสตร์ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องยึดอยู่กับมัซฮับใดๆ

อบุล อะอฺลา อัล-เมาดูดียฺ ได้วิเคราะห์ความสำเร็จของอีหม่ามทั้งสี่เอาไว้ว่าไว้ว่า

... แม้ว่าจะมีมุจญตะหิด (ผู้สามารถทำการอิจญติหาดได้) ที่นอกเหนือจากเขาทั้งสี่ เป็นจำนวนมาก แต่ก็มีเหตุผลบางอย่างที่ได้ทำให้พวกท่านทั้งสี่อยู่ในฐานะที่เหนือกว่ามุจญตะหิดท่านอื่นๆ และทำให้ท่านทั้งสี่นี้ถูกขนานนามว่า มุญัดดิด (นักฟื้นฟู) แห่งอิสลาม นั่นก็คือ

ประการที่ 1 การที่อิมามทั้งสี่มีความเป็นเลิศ ด้วยการที่มีมุมมองที่ลึกซึ้งและมีพลังทางปัญญาที่เด่นเป็นพิเศษ เห็นได้จากความคิดทางศาสนาและการก่อเกิดสำนักคิดอันทรงพลัง ซึ่งการกระตุ้น (ทางปัญญา) ที่มีพลังของพวกท่านยังคงดำเนินต่อไปด้วยการผลิตมุจญตะหิดไปจนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 8 ของฮิจญเราะฮฺ นอกจากนี้ พวกท่านยังได้ร่วมกันพัฒนาหลักการพื้นฐานที่ลึกซึ้งในการประยุกต์ใช้ที่เป็นสากลเพื่อการผลิตรายละเอียดต่างๆ ที่ได้มาจากรากฐานคำสอนอิสลาม และเพื่อนำกฎชะรีอะฮฺ (กฎหมายอิสลาม) ไปใช้แก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตได้ผลของงานเหล่านี้ของพวกท่าน ได้รับการยืนยันอย่างหนักแน่นว่า งานทั้งหมดในยุคหลังที่เกี่ยวข้องกับวิธีการอิจญติฮาดนั้นถูกผลิตมากจากแนวคิดที่ได้มาจากหลักการของพวกท่าน และคงจะไม่มีมุจญตะฮิดคนใดในอนาคตยอมสูญเสียสายตา โดยก้าวไปตามเส้นทางอย่างอิสระ ด้วยการละทิ้งหลักการที่พวกท่านได้วางไว้

ประการที่ 2 การที่อิมามทั้งสี่กระทำสิ่งต่างๆข้างต้นอย่างอิสระ โดยปราศจากความช่วยเหลือใดๆ จากรัฐบาล ในบางโอกาสพวกท่านต้องหนีห่างจากการแทรกแซงของทางการ เพื่อที่จะได้ทุ่มเทกับงานของท่านอย่างสงบ การวางความสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้พวกท่านต้องประสบกับความยากลำบากและการถูกลง โทษอย่างหนักหน่วง ...แม้ว่าต้องพบกับความทุกข์ยากเช่นไร บรรดาอิหม่ามผู้มีเกียรติเหล่านี้ไม่เคยยอมให้อิทธิพลของทางการมาหน่วงเหนี่ยวหรือส่งผลกระทบต่องานรวบรวบและค้นคว้าวิจัยในความรู้ต่างๆ ของอิสลาม เลย

เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงสามารถจัดวางรูปแบบความรู้ดังกล่าวขึ้นมาได้ ด้วยแบบอย่างของพวกท่าน ซึ่งแม้ว่าพวกท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่งานด้านอิจญติหาด และการรวบรวมความรู้ของพวกท่านก็ยังคงอยู่ โดยปลอดจากการแทรกแซงจากราชสำนักในระยะเวลานานไม่น้อยเลยทีเดียว

แท้จริง ผลของการทำงานหนักและพากเพียรของพวกเขาทำให้งานที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับ อัล-กุรอานและกฏหมายอิสลาม รวมทั้งการรวบรวมหะดีษที่ถูกต้องทั้งหมดมาถึงเรานั้น อยู่ในสภาพที่บริสุทธิ์โดยไม่แปดเปื้อนตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมาอย่างน่าประหลาดใจ …

การปรากฏสำนักนิติศาสตร์อิสลามก็สะท้อนให้เห็นการเคลื่อนไหวอิสลามในยุคแรก ที่มองการณ์ไกลว่า หากปล่อยให้ผู้คนที่ขาดความรู้ในอิสลามที่กว้างขวางปฏิบัติศาสนากันเอาเอง โดยขาดระเบียบแบบแผนทางนิติศาสตร์ที่เป็นระบอบและมีขั้นตอนจะนำไปสู่ พฤติกรรมที่ออกนอกลู่นอกทาง ...

ประวัติศาสตร์อิสลามพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สำนักนิติศาสตร์อิสลามช่วยทำให้ผู้คนในดินแดนอันกว้างใหญ่ของอิสลามสามารถนำ อิสลามไปปฏิบัติได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้นิติศาสตร์อิสลามที่นำเสนอผ่านสำนักต่างๆ นั้นได้รับการตอบสนองแตกต่างกันออกไปตามพื้นที่ที่แตกต่างกัน สิ่งนี้ช่วยย้ำว่าการตัดสินใจของพวกเขานั้นถูกต้องและก่อประโยชน์อย่าง ยิ่งยวดต่อโลกมุสลิม

นิยามของมัซฮับ


มัซฮับตามหลักภาษา หมายถึง ที่ไป หรือ ทางไป ตามหลักวิชาการ หมายถึง ข้อเท็จจริงที่เกียวกับธรรมเนียมในเชิงปฏิบัติของปวงปราชญ์ที่ถูกนำมาใช้กับ ฮุกุ่มต่างๆ ที่อิมามในขั้นระดับมุจญฮิดได้วินิจฉัยออกมา หรือหมายถึงฮุกุ่มต่างๆ ที่ได้วินิจฉัยออกมาตรงตามกฎเกณฑ์และหลักการของอิมามที่อยู่ในขั้นระดับมุจญฮิด โดยบรรดาสานุศิษย์ที่อยู่ในระดับมุจญฮิดที่ปฏิบัติตามหลักการต่างๆ ของอิมามในการวิเคราะห์วินิจฉัยฮุกุ่มออกมา

การมีมัซฮับตามความที่กล่าวมานี้ จึงหมายถึง หนทางหรือแนวทางของบรรดาปวงปราชญ์ได้ยึดถือปฏิบัติกัน ไม่ว่าจะเป็นนักหะดิษ นักนิติศาสตร์ นักธิบายอัลกุรอาน และอักษรศาสตร์ ซึ่งในเรื่องนี้นั้น ไม่มีนักวิชาการท่านใดที่โลกยอมรับจะให้การปฏิเสธ เพราะท่านจะพบว่า บรรดานักวิชาการทั้งหลายเขาปฏิบัติตามมัซฮับที่ตนพึงพอใจทั้งสิ้นโดยเขานำมา ฟัตวาและตัดสินแก่ผู้คนทั้งหลาย

ท่าน มุฮัมมัด อัลค่อฏิร อัชชันกีฏีย์ ซึ่งเป็นปรมจารณ์แห่งปวงปราชญ์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือที่มีชื่อว่า “ก๊อมอุ อะฮ์ลิลอิจญฮาด อัน อัฏเฏาะอฺนิ ฟี ตักลีด อะอิมมะฮ์ อัลอิจญฮาด” หน้าที่ 75 ว่า “ส่วนเรื่องการที่คนเอาวามต้องปฏิบัติตามผู้รู้ที่เป็นมุจญฮิดนั้น มีหลักฐานจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์ และยังเป็นมติแห่งปวงปราชญ์ใน 3 ศตวรรษแรกของอิสลามที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นประชาชาติที่ดีเลิศจากท่าน นบี (ซ.ล.) ผู้ทรงสัจจะและได้ถูกรับรองความสัจจะจากอัลเลาะฮ์ (ซ.บ.) รวมทั้งมติของปวงปราชญ์แห่งโลกอิสลามหลังจากนั้น นอกจากความขัดแย้งของกลุ่มมั๊วะตะซิละฮ์ที่อยู่ในกรุงแบกแดดที่มาขัดมติของ ปวงปราชญ์ตลอดยุคสมัยที่ผ่านมา

ความจริงแล้ว การตักลีดเป็นที่ระบือในยุคสมัยของซอฮาบะฮ์ผู้มีเกียรติและไม่มีซอฮาบะฮ์คน ใดที่ปฏิเสธเรื่องนี้หรอก เพราะท่านอิมาม อิบนุ หะญัร อัลอัสก่อลานีย์ ซึ่งเป็นอะมีรุลมุอ์มินีนนั้น (หมายถึงผู้ที่จดจำหะดิษและสายรายงานหะดิษ ต่างๆ เป็นจำนวนกว่า 3 แสนหะดิษ) ได้กล่าวให้เราทราบไว้ในหนังสือของท่านที่ชื่อว่า อัล-อิซอบะฮ์ ฟี ตัมยีซฺ อัลซ่อฮาบะฮ์ เล่ม 4 หน้า 148 โดยมีสายรายงานมาจากท่านฏอวูส (ขออัลเลาะฮ์ทรงเมตตา) เขากล่าวว่า ข้าพเจ้าได้พบเห็น ซอฮาบะฮ์ของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ (ซ.ล.) ถึง 70 ท่าน เมื่อพวกเขาเกิดข้อพิพาทกันขึ้นในเรื่องหนึ่งเรื่องใด พวกเขาจะกลับไปยึดคำพูดของท่าน อิบนุ อับบาส (ร.ฏ.)

วิเคราะห์คำรายงานที่ได้กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่า บรรดาซอฮาบะฮ์ของท่านนบี (ซ.ล.) จำนวนมากจะตักลีดตามท่านอิบนุอับบาสในปัญหา ต่างๆ ที่พวกเขาไม่รู้ จึงเป็นเรื่องที่ชี้ชัดว่า ซอฮาบะฮ์เขาก็มีมัซฮับและตักลีดอีกด้วย ความจริงแล้วเหล่าซอฮาบะฮ์ของท่านนบี (ซ.ล.) มีจำนวนกว่าแสนคน แต่ในขณะที่ฟัตวาได้ออกมาจากพวกเขา ที่ได้มีการจดจำ มีราวๆ 130 กว่าคน เรื่องนี้ท่านอิบนุก๊อยยิม ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านที่ชื่อว่า เอี๊ยะอฺลาม อัลมุวักกิอีน เล่ม 1 หน้า 10 ว่า “นี่ไง ท่านอิมามแห่งซุนนะฮ์ อะหฺมัด อิบนุ หัมบัล ก็ยังตักลีดตามอิมามชาฟีอีย์ (ร.ฮ.)” ซึ่งเรื่องนี้ ท่านอิบนุอะซากิร ได้รายงานไว้ในหนังสือของท่านที่มีชื่อว่า ตารีค ดิมัช เล่ม 51 หน้า 351 ท่านอิบนุหะญัร อัลอัสก่อลานีย์ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ตะฮ์ซีบ อัตตะฮ์ซีบ เล่ม 9 หน้า 25 โดยรายงานจากฮุมัยด์ อิบนุ อะหฺมัด อับบะซอรีย์ ซึ่งเขาได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าอยู่กับท่านอะหฺมัด อิบนุ หัมบัล ซึ่งในขณะที่เรากำลังศึกษาเกี่ยวกับปัญหาหนึ่ง ก็มีชายคนหนึ่งได้กล่าวกับท่านอะหฺมัด บิน หัมบัลว่า ท่านอบูอับดิลลาห์ครับ หะดิษในประเด็นนี้ไม่ซอฮิหฺ ท่านอะห์มัดจึงตอบว่า ถึงแม้ว่าหะดิษในประเด็นนี้ไม่ได้ซอฮิหฺก็ตาม แต่มันก็มีคำพูดของท่านอิมามอัชชาฟิอีย์ รับรองอยู่ และการยึดมั่นในคำพูดของท่านอิมามชาฟิอีย์ ย่อมเป็นสิ่งที่มีความแน่นแฟ้นอย่างที่สุดในเรื่องนี้” ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาปวงปราชญ์แห่งโลกอิสลามโดยทั่วไป ไม่ว่าจะอยู่ในมัซฮับหะนะฟีย์ , มาลิกีย์ ,ชาฟิอีย์ , และหัมบาลีย์ ต่างก็ยึดถือปฏิบัติตามแนวทางแห่งการมีมัซฮับและตักลีด และในเรื่องนี้ มีนักวิชาการหรือปวงปราชญ์แห่งโลกอิสลามที่ถูกยอมรับนั้น ต่างก็มีมัซฮับและตักลีดตามบรรดาอิมามทั้งสี่ทั้งสิ้น แม้กระทั่ง ท่านอิบนุตัยมียะฮ์ ท่านอิบนุก๊อยยิม ก็อยู่ในมัซฮับหัมบาลีย์ ท่านอิบนุกะษีร ซึ่งเป็นนักปราชญ์หะดิษและอรรถาธิบายอัลกุรอาน ก็อยู่ในมัซฮับชาฟิอีย์ ท่านอัซซะฮะบีย์ ก็อยู่ในมัซฮับชาฟิอีย์

ความจริงแล้ว บรรดาปวงปราชญ์ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเล็กและรุ่นอาวุโสก็ยึดบรรดามัซฮับของอะฮ์ลิ สซุนนะฮ์ที่ได้มีการสืบทอดหลักการต่อๆ กันมา

ปวงปราชญ์มัซฮับหะนะฟีย์

ท่านอิมามอบูยูซุฟ, ท่านอิมามมุหัมมัด บิน อัล-หะซัน, ท่านอับดุลเลาะฮ์ บิน อัลมุบาร๊อก, ท่านซุฟัร, ท่านญะฟัร อัฏเฏาะหาวีย์, ท่านอัซซัรค่าชีย์, อันนะซะฟีย์, อะห์มัด บิน มุหัมมัด อัลบุคอรีย์, ท่านอัซซัยละอีย์, ท่านอัลกะมาล บิน อัลฮุมาม, ท่านอิบนุ อันนุญัยม์, ท่านอิบนุอาบิดีน, และบรรดาปวงปราชญ์อีกหลายพันคนที่ได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือประวัติส่วนบุคคล ในมัซฮับหะนะฟีย์ ที่มีชื่อว่า “ฏ่อบะก๊อต อัลหะนะฟียะฮ์” ถ้าจะพิจารณาประเทศต่างๆ ที่ปฏิบัติตามมัซฮับหะนะฟีย์โดยส่วนใหญ่แล้ว คือ อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ สินธุ อัฟกานิสถาน กลุ่มประเทศอาหรับในแถบชาม เช่นซีเรีย อิรัก และกลุ่มประเทศยุโรป ก็คือตามมัซฮับหะนะฟีย์ทั้งสิ้น

ปวงปราชญ์มัซฮับมาลิกีย์

ท่านอิมามอิบนุ อัลกอซิม, ท่านอัลอัชฮับ, ท่านซั๊วะหฺนูน, ท่านอะซัด บิน อัลฟุร๊อด, ท่านอัซบั๊ฆฺ, ท่านอิบนุ อับดุลบัรร์, ท่านกอฏีย์ อัลอิยาฏ, ท่านอิบนุ อัลอะรอบีย์ อัลมาลิกีย์, ท่านอบูบักร อัฏฏุรฏูชีย์, ท่านอิบนุ อัลหาญิบ, ท่านอิบนุ อัลมุนัยยิร, ท่านอิบนุ รุชด์, อัลบากิลลานีย์, ท่านอัลบาญี, ท่านอัลกุรฏุบีย์, ท่านอัลกุรอฟีย์, ท่านอัชชาฏิบีย์, ท่านอิบนุ คอลดูน, และบรรดาปวงปราชญ์อีกหลายท่านที่ถูกรวมอยู่ในตำรับตำราที่เกี่ยวกับประวัติ ส่วนบุคคลของมัซฮับมาลิกีย์ ซึ่งเรียกว่า “ฏ่อบะก๊อต มาลิกียะฮ์” นักปราชญ์เหล่านี้อยู่ในมัซฮับของอิมามมาลิกทั้งสิ้น และท่านสามารถกล่าวได้ว่า นักปราชญ์แห่งเมืองต่างๆ ในกลุ่มประเทศอาหรับตะวันตกในทวีปอาฟริกา เริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 แห่งฮิจเราะฮ์ จวบจนถึงทุกวันนี้ ได้ยึดถือตามมัซฮับมาลิกีย์ทั้งสิ้น

ปวงปราชญ์มัซฮับชาฟิอีย์

ท่านอิมามอัลมุซะนีย์, ท่านอิมามอัลบุวัยฏีย์, ท่านอิบนุ อัลมุนซิร, ท่านมุหัมมัด บิน ญะรีร อัฏฏ๊อบรีย์, ท่านอิบนุ สุรัยจฺญ์, ท่านอิบนุ คุซัยมะฮ์, ท่านอัลก๊อฟฟาล, ท่านอัลบัยฮะกีย์, ท่านอัลค๊อฏฏอบีย์, ท่านอบู อิสหาก อัลอัสฟิรอยีนีย์, ท่านอบู อิสหาก อัชชีรอซีย์, ท่านอัลมาวัรดีย์, ท่านอบูฏ๊อยยิบ อัศเศาะลูกีย์, ท่านอบูบักร อัลอิสมาอีลีย์, ท่านอิมาม อัลหะร่อมัยน์, ท่านหุจญฺตุลอิสลาม อัลฆ่อซาลีย์, ท่านอัลบะฆอวีย์, ท่านอัรรอฟิอีย์, ท่านอบู ชามะฮ์, ท่านอิบนุ ริฟอะฮ์, ท่านอิบนุ ศ่อลาห์, ท่านอิมามอันนะวาวีย์, ท่านอิซซุดีน บิน อับดุสลาม, ท่านอิบนุ ดะกีก อัลอีด, ท่านอัลหาฟิซฺ อัลมุซซีย์, ท่านตายุดดีน อัศศุบกีย์, ท่านอัซซะฮะบีย์, ท่านอิรอกีย์, ท่านอัซซัรกาชีย์, ท่านอิบนุหะญัร อัลอัสก่อลานีย์, ท่านอัสศะยูฏีย์, ท่านชัยคุลอิสลาม ซะกะรียา อัลอันซอรีย์, และบรรดานักปราชญ์อีกเป็นพันๆ ที่ไม่สามารถเอ่ยนามพวกเขาได้ทั้งหมด และบรรดานักปราชญ์มัซฮับชาฟิอีย์ได้ถูกระบุไว้ในหนังสือ “อัฏฏ่อบะก๊อต อัชชาฟิอียะฮ์” ก็มีถึง 1419 ท่าน

ปวงปราชญ์มัซฮับหัมบาลีย์

ท่านอิมามอาญุรรีย์, ท่านอบู อัลค๊อฏฏอบ อัลกัลป์วาซะนีย์, ท่านอบูบักร อันนัจญาร, ท่านอบูยะอฺลา, ท่านอัลอัษรอม, ท่านอิบนุ อบีมูซา, ท่านอิบนุ อัซซ๊อยรอฟีย์, ท่านอิบนุ ฮุบัยเราะฮ์, ท่านอิบนุ อัลเญาซีย์, ท่านอิบนุ ตัยมียะฮ์, ท่านอิบนุ รอญับ, ท่านอิบนุ รุซัยน์, ท่านอิบนุรอญับ, และบรรดานักปราชญ์ท่านอื่นๆ อีกมากมาย และนักปราชญ์มัซฮับหัมบาลีย์ที่ได้ถูกกล่าวไว้ในหนังสือ “อัลมักซิด อัลอัรชัด” มีถึง 1315 ท่าน

ดังนั้น ประชาชาติอิสลามศตวรรษแล้วศตวรรษเล่าได้ให้การยอมรับในการตักลีดตามนัก ปราชญ์มุจญฮิดผู้วินิจฉัย ทั้งที่ในสิ่งดังกล่าวนี้ ก็ไม่ใช่เป็นความคลั่งไคล้และแบ่งพรรคแบ่งพวก แต่ความเป็นพี่น้องในศาสนา จึงทำให้พวกเขาอยู่ร่วมกัน และบรรดาวงล้อมที่ทำการศึกษาวิชาความรู้ ก็ได้สมานฉันท์พวกเขาเอาไว้ พวกเขาต่างศึกษาความรู้ซึ่งกันและกัน และยกย่องสรรเสริญกันและกัน โดยที่ท่านเกือบจะไม่พบถึงประวัตินักปราชญ์มัซฮับ หะนะฟีย์ มาลิกีย์ ชาฟิอีย์ และหัมบาลีย์ นอกจากว่า ปราชญ์ท่านหนึ่งได้เคยเป็นศิษย์และศึกษากับบรรดานักปราชญ์ที่ไม่ได้อยู่ใน มัซฮับของเขา

ดังนั้น มุสลิมคนหนึ่งได้ดำเนินตามมัซฮับเดียว ย่อมถูกนับว่าเป็นการยึดติดและสังกัด แต่มันเป็นการยึดติดและสังกัดที่ถูกสรรเสริญ ไม่ใช่ถูกตำหนิ

ท่านชัยค์ สะอีด หะวา ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “เญาลาต ฟี อัลฟิกฮัยน์” ว่า “การยึดติดบรรดาปราชญ์ผู้วินิจฉัยหรือมัซฮับของพวกเขาเหล่านั้น เราขอกล่าวว่า การสังกัดมัซฮับนั้น หากเป็นเสมือนดังผลสืบเนื่องจากความพึงพอใจในประเด็นหนึ่งที่เป็นเรื่อง สัจจะธรรม และเขาก็ยึดมันมาเป็นทัศนะและนำมาปฏิบัติ แล้วเขาปกป้องมันด้วยหลักการที่เป็นความสัจจริงและยุติธรรม โดยไม่ใช่หลักการตามอารมณ์ หรือปกป้องมันด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่ใช่เพื่อดุนยา หรือปกป้องด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นพี่น้องในอิสลาม ไม่ใช่ด้วยจิตวิญญาณแห่งความแตกแยก ดังนั้น สิ่งดังกล่าว ย่อมไม่เป็นบาปแต่ประการใด ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเป็นแบบฉบับของบรรดาซอฮาบะฮ์ที่พวกเขาดำเนินอยู่ แต่ทว่า การที่มนุษย์คนหนึ่งได้ทำให้คับแคบกับสิ่งที่กว้างขวาง ด้วยการกล่าวหาผู้ที่มีความเห็นต่างกับเขา หรือกล่าวหาลุ่มหลงและโง่เขลากับผู้อื่นเกี่ยวกับประเด็นข้อวินิจฉัย แน่แท้ว่า สิ่งดังกล่าวนั้น เป็นความผิดพลาดอย่างชัดเจน เพราะอิมามชาฟิอีย์ (ร.ฮ.) กล่าวว่าบรรดาปวงปราชญ์ได้ลงมติว่า อัลเลาะฮ์ (ซ.บ.) จะไม่ลงโทษเกี่ยวกับประเด็นที่อุลามาอ์มีความเห็นแตกต่างกันและการยึดมัซฮับหนึ่งที่เปรียบเสมือนผลที่เกิดขึ้นมาจากความไว้วางใจต่อ บรรดาอุลามาอ์และหลักการต่างๆ และที่เปรียบเสมือนผลที่เกิดขึ้นจากความไว้วางใจต่อประชาชาติอิสลามที่ลงมติ เห็นพร้องกับการให้เกียรติต่อมัซฮับทั้งสี่และกับบรรดานักปราชญ์ที่มีมัซฮับ ในยุคสมัยที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น การยึดมัซฮับจึงไม่ได้มีการแอบแฝงความรังเกียจหรือแสดงท่าทีอันไม่ดีต่อมัซฮับอื่นเลย แต่ยิ่งไปกว่านั้น การมีมัซฮับกลับมีการให้เกียรติและเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งย่อมไม่เป็นบาปแต่ประการใด แต่ถ้าหากมนุษย์คนหนึ่งได้ยึดถือแนวคิดอื่นจากมัซฮับของเขาที่เป็นผลมาจากการตรวจสอบของเขาเองหรือผู้ที่เขาเชื่อถือ แน่นอนว่า สิ่งดังกล่าวย่อมไม่เป็นบาปแต่ประการใด

ส่วนการยึดติดมัซฮับที่น่าตำหนิ ก็คือ มุสลิมคนหนึ่งยึดมั่นว่า มัซฮับที่เขายึดถืออยู่นั้น เป็นมัซฮับที่ถูกต้องและบรรดามัซฮับอื่นนั้นหลงผิด ซึ่งการคลั่งไคล้เช่นนี้ คือสิ่งที่บรรดานักปราชญ์จากมัซฮับทั้งสี่ทั้งหมดให้การตำหนิ และพวกเขายังให้การยืนยันว่า บรรดามัซฮับอะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์นั้น อยู่บนทางนำ

ท่านอิมาม อิบนุ หะญัร อัลฮัยตะมีย์ (ร่อฮิมะฮุลลอฮ์) ได้กล่าว “ท่านอิมามชาฟิอีย์ ท่านอิมามอบูหะนีฟะฮ์ ท่านอิมามมาลิก ท่านอิมามอะหฺมัด และบรรดาปวงปราชญ์ท่านอื่นๆ ล้วนอยู่บนทางนำของอัลเลาะฮ์ (ซ.บ.)  ดังนั้น จึงขอโปรดองค์อัลเลาะฮ์ทรงตอบแทนพวกเขาจากการเสียสละเพื่ออิสลามและบรรดามุ สลิมีนอย่างดีเยี่ยมและสมบูรณ์ด้วยเทอญ และเมื่อพวกเขาล้วนอยู่บนทางนำของอัลเลาะฮ์ (ซ.บ.) ดังนั้น จึงไม่เป็นบาปแต่ประการใดต่อผู้ที่ชี้นำผู้อื่นให้ยึดมัซฮับใดมัซฮับหนึ่ง จากมัซฮับทั้งสี่ หากแม้ว่าการแนะนำนั้น จะขัดกับมัซฮับที่เขาเองยึดถือก็ตาม เนื่องจากเขาได้ชี้แนะผู้อื่นไปสู่สัจจะธรรมและทางนำ” ดู อัล-ฟะตาวา อัลฟิกฮียะฮ์ อัลก๊อบรอ เล่ม 4 หน้า 326


แหล่งที่มา : http://muslimchiangmai.net/


read more "ปวงปราชญ์ในนิติศาสตร์อิสลาม กับอิทธิพลของสำนักนิติศาสตร์ทั้ง 4 มัซฮับ ในโลกอิสลาม"

วันเสาร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2561

4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับละหมาดอิซติคอเราะฮฺ

4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับละหมาดอิซติคอเราะฮฺ



อิสติคอเราะฮฺ คือ การขอทางเลือกจากอัลลอฮฺในการตัดสินใจเลือกเอาสิ่งหนึ่งจากหลายๆ สิ่งที่เป็นวาญิบหรือสิ่งที่เป็นสุนัต เมื่อมันเป็นสองสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน หรือสิ่งที่เป็นมุบาหฺ (อนุญาตให้ทำได้ทั้งสองอย่าง) เมื่อไม่รู้ว่าอย่างไหนมีประโยชน์มากกว่า

เมื่อเราประสบปัญหาวุ่นวายใจ ไม่รู้ว่าจะเลือกหนทางไหน หรือตัดสินใจแบบใดดี

การปรึกษาอัลลอฮฺ พระเจ้าผู้ทรงเดชานุภาพ คือ ทางออกที่ดีที่สุด

การละหมาดอิซติคอเราะฮ คือ การขอคำปรึกษาจากอัลลอฮฺ ให้พระองค์เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเรา
แต่ไม่ใช่แค่เรื่องความรักเท่านั้น ที่จะทำให้เราละหมาดอิซติคอเราะฮฺ
ทุกเรื่องในชีวิตของเรา จะเกี่ยวกับการงานหรือส่วนตัว อัลลอฮฺคือที่ปรึกษาที่ดีที่สุด

อิซติคอเราะฮฺ มาจาก คำว่า คอยรุน แปลว่า ความดี

อิซติคอเราะฮฺ แปลว่า การขอความดีให้เกิดขึ้นกับตัวของเรา โดยเราขอจากอัลลอฮฺ


เคล็ดลับของการละหมาดอิซติคอเราะฮฺ คือ เพื่อมอบหมายกิจการงานต่าง ๆ ของเราให้กับอัลลอฮฺ โดยขอให้มีความดีงามในสิ่งที่เราจะกระทำ และเป็นผลประโยชน์ในทั้งดุนยาและอาคิเราะฮ์
การละหมาดอิซติคอเราะฮฺ สามารถทำได้ทั้งเมื่อวุ่นวายใจ ตัดสินใจไม่ได้
หรือจะละหมาดหลังจากที่ตัดสินใจเลือกแล้วก็ได้ แต่ละหมาดเพื่อขอให้เกิดความดีงามในสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ว

ละหมาดอิสติคอเราะฮฺ (صلاةالاستخارة) เป็นซุนนะห์ มี 2 รอกอะห์ เหมือนะละหมาดซุนนะห์ทั่วไป รอกอะห์ที่ 1 หลังอ่านซูเราะห์อัล-ฟาติหะห์ควรอ่านซูเราะห์อัล-กาฟิรูน และในรอกอะห์ที่ 2 อ่านซูเราะห์อัล-อิคลาศ

การขอดุอาอฺอิซติคอเราะฮฺนั้นต้องขอผ่านการละหมาด 2 รอกาอัต

โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

ละหมาดอิซติคอเราะฮฺต้องทำอย่างไรบ้าง?


1. ก่อนละหมาดต้องแปรงฟันก่อน จากนั้นอาบน้ำละหมาด แต่งตัวให้สะอาด ใส่เครื่องหอมเล็กน้อยแล้ว

2. การละหมาดอิซติคอเราะฮฺ คือ การละหมาด 2 รอกาอัต

3. ละหมาดจบแล้ว อ่านดุอาอฺ ดังนี้


«اللَّهُـمَّ إنِّي أَسْتَـخِيرُكَ بِـعِلْـمِكَ، وَأَسْتَقْدِرُكَ بِقُدْرَتِكَ، وَأَسْأَلُكَ مِنْ فَضْلِكَ العَظِيمِ، فَإنَّكَ تَقْدِرُ وَلا أَقْدِرُ، وَتَعْلَـمُ وَلا أَعْلَـمُ، وَأَنْتَ عَلَّامُ الغُيُوبِ، اللَّهُـمَّ إنْ كُنْتَ تَعْلَـمُ أَنَّ هَذَا الأَمْرَ خَيْرٌ لِي فِي دِينِي وَمَعَاشِي وَعَاقِبَةِ أَمْرِي-أَوْ قَالَ: فِي عَاجِلِ أَمْرِي وآجِلِـهِ- قَاقْدُرْهُ لِي. وَإنْ كُنْتَ تَعْلَـمُ أَنَّ هَذَا الأَمْرَ شَرٌّ لِي فِي دِينِي وَمَعَاشِي، وَعَاقِبَةِ أَمْرِي -أَوْ قَالَ فِي عَاجِلِ أَمْرِي وآجِلِـهِ- فَاصْرِفْهُ عَنِّي وَاصْرِفْنِي عَنْـهُ، وَاقْدُرْ لِيَ الخَيْرَ حَيْثُ كَانَ، ثُمَّ رَضِّنِي بِـهِ»


คำอ่าน อัลลอฮุมมะ อินนี อัสตะคีรุกะ บิอิลมิกะ, วะอัสตักดิรุกะ บิกุดร่อติกะ, วะอัสอะลุกะ มินฟัฎลิกั๊ลอะซีม, ฟะอินนะกะ ตักดิร วะลาอั๊กดิร, วะตะอฺละมุ วะลาอะอฺลัม, วะอันตะ อั๊ลลามุ้ลฆุยู๊บ, อัลลอฮุมมะ อินกุนตะ ตะอฺละมุ อันนะฮาซัลอัมร่อ ...(ระบุงานที่จะขอตรงนี้) ... คอยรุน ลี , ฟีดีนี วะมะอาชี วะอากิบะติ อัมรี, (หรือกล่าวว่า ฟี อฺาญิลิ อัมรี วะ อาญิลิฮี), ฟักดุรฮุลี วะยัสสิรฺฮุ ลี ษุมมะบาริก ลีฟีฮิ, วะอินกุนตะ ตะอฺละมุ อันนะฮาซัล อัมร่อ ชัรรุน ลี, ฟีดีนี วะมะอาชี วะอากิบะติอัมรี (หรือกล่าวว่า ฟี อฺาญิลิ อัมรี วะ อาญิลิฮี), ฟัศริฟฮุ อันนี วัศริฟนี อันฮุ, วักดุร ลิยัลค็อยร่อ ฮัยษุกานะ, ษุมมัรฎินี บิฮี


ความหมายดุอาอ์ โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอให้พระองค์ช่วยเลือกสิ่งที่ดีด้วยความรอบรู้ของพระองค์ และขอให้พระองค์บันดาลให้ข้าพระองค์มีความสามารถที่จะลงมือทำ ด้วยพระเดชานุภาพของพระองค์ และข้าพระองค์วิงวอนต่อพระองค์จากพระมหากรุณาอันใหญ่หลวงของพระองค์ (ให้เปิดใจเพื่อคุณธรรมความดีด้วยเถิด) แน่แท้พระองค์ทรงมหาอำนาจ ข้าพระองค์ไม่มีอำนาจใดๆ เลย พระองค์ทรงรอบรู้ยิ่ง ส่วนข้าพระองค์ไม่มีความรู้อะไรเลย พระองค์ทรงไว้ซึ่งความรอบรู้ยิ่งในสิ่งเร้นลับทั้งหลาย โอ้ อัลลอฮฺ หากพระองค์ทรงทราบว่านี้...(กล่าวชื่อของงาน เป็นภาษาใดก็ได้) เป็นส่วนดีแก่ข้าพระองค์ ในการศาสนาของข้าพระองค์ และในการครองชีพ ของข้าพระองค์ และในอวสานแห่งงานของข้าพระองค์แล้ว (ทั้งในระยะใกล้และระยะไกล)ดังนั้น ขอพระองค์กำหนดงานนั้นให้ข้าพระองค์และให้มันสะดวก ง่ายดายแก่ข้าพระองค์แล้วขอประทานความศิริมงคลในงานนี้ให้แก่ข้าพระองค์ด้วย แต่ถ้าพระองค์ทรงรู้ว่างานนี้เป็นผลร้ายแก่ข้าพระองค์ ในการศาสนาของข้าพระองค์ และในการครองชีพของข้าพระองค์ และในตอนสุดท้ายแห่งงานของข้าพระองค์แล้ว (ทั้งในระยะใกล้และระยะไกล) ขอพระองค์ได้ทรงโปรดให้งานนี้หลีกพ้นไปจากข้าพระองค์ด้วย และขอให้ข้าพระองค์รอดพ้นจากนี้ด้วยเถิด และขอพระองค์ทรงบันดาลความดีให้แก่ข้าพระองค์ ไม่ว่าสถานใด แล้วขอได้ทรงประทานความโปรดปรานให้แก่ข้าพระองค์ในงานนั้นๆ ด้วย


ควรละหมาดตอนกลางคืน จะดีมาก ละหมาดขอจากอัลลอฮฺขณะที่ผู้คนนอนหลับ

หรือว่าจะละหมาดตอนกลางวันก็ได้

จะไปละหมาดที่มัสยิดก็ได้

หรือจะละหมาดที่บ้านก็ได้

4. เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอัลลอฮฺจะเลือกสิ่งไหนกับเรา

เราจะรู้ได้จากการที่คืออัลลอฮฺจะให้เราคิดถึงทางออกนั้นบ่อยๆ คิดถึงสิ่งนั้นบ่อยๆ

แต่ไม่ใช่ว่าละหมาดครั้งเดียวน่ะ ต้องละหมาดหลายๆ ครั้ง สัก 7 – 8 วัน แล้วอัลลอฮฺจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเรา อินชาอัลลอฮฺ

แหล่งที่มา: สวรรค์ในบ้าน


#นิติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
#เรื่องเล่าคติเตือนใจ_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับละหมาดอิซติคอเราะฮฺ"

วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2561

ทำไมต้องอิสติฆฟาร ?

ทำไมต้องอิสติฆฟาร ?




ตามเดิมคำว่า อิสติฆฟาร ในภาษาอาหรับหมายถึง การขอให้อัลลอฮฺปกปิดและอภัยโทษให้กับบาปและความผิดที่บ่าวได้กระทำลงไป อุละมาอ์บางท่านเช่น อิบนุ ก็อยยิม อธิบายว่า

อิสติฆฟารคือการกลับตัวหรือการเตาบะฮฺ นั่นคือการขอให้อัลลอฮฺอภัยโทษ ลบล้างบาป ขจัดพิษภัยและร่องรอยของมันให้หมด พร้อมกับขอให้พระองค์ปกปิดมันไว้ (ดู มะดาริจญ์ อัส-สาลิกีน 1:307)

ความสำคัญของอิสติฆฟารเห็นชัดเจนยิ่ง จากการที่พระองค์อัลลอฮฺได้ระบุถึงไว้อย่างมากมายและด้วยสำนวนที่หลากหลายในพระดำรัสของพระองค์ บางครั้งด้วยสำนวนสั่งใช้ เช่นในสูเราะฮฺ อัล-มุซซัมมิล อายะฮฺที่ 20, สูเราะฮฺ ฮูด อายะฮฺที่ 3 บางครั้งด้วยการชื่นชมผู้อิสติฆฟาร เช่นในสูเราะฮฺ อาล อิมรอน อายะฮฺที่ 17 และ 135 และบางครั้งด้วยการบอกเล่าว่าทรงอภัยโทษให้กับผู้ที่กล่าวอิสติฆฟาร เช่นในสูเราะฮฺ อัน-นิสาอ์ อายะฮฺที่ 110 (ดู ญามิอฺ อัล-อุลูม วัล-หิกัม ของ อิบนุ เราะญับ 2:407) ในขณะที่หะดีษซึ่งเกี่ยวข้องกับอิสติฆฟารนั้นมีมากมายจนนับแทบไม่ถ้วน (ดู อัล-อัซการ ของ อัน-นะวะวีย์ หน้า 504)

โดยหลักๆ แล้วคุณค่าและความสำคัญของอิสติฆฟารพอสรุปได้ดังนี้


(1) อิสติฆฟารเป็นเครื่องหมายของตักวา มีบางอายะฮฺในอัลกุรอานที่อัลลอฮฺได้กล่าวถึงคุณลักษณะต่างๆ ของมุตตะกีน หรือบรรดาผู้ยำเกรงต่อพระองค์ โดยระบุอิสติฆฟารเป็นหนึ่งในคุณลักษณะที่ชัดเจนของพวกเขา

(ดู อาล อิมรอน : 15-17, อัซ-ซาริยาต : 15-18)

(2) อิสติฆฟารเป็นเครื่องป้องกันจากการลงโทษของอัลลอฮฺ ในอัลกุรอานอัลลอฮฺได้ตรัสว่า


«وَمَا كَانَ اللّهُ لِيُعَذِّبَهُمْ وَأَنتَ فِيهِمْ وَمَا كَانَ اللّهُ مُعَذِّبَهُمْ وَهُمْ يَسْتَغْفِرُونَ» (الأنفال : 33 )

"และอัลลอฮฺจะไม่ลงโทษพวกเขาในขณะที่มีเจ้า(มุหัมมัด)อยู่ระหว่างพวกเขา และอัลลอฮฺจะไม่ลงโทษพวกเขาทั้งๆ ที่พวกเขานั้นได้อิสติฆฟาร"


โองการนี้ได้พูดถึงบรรดาพวกมุชริกีนมักกะฮฺที่ปฏิเสธการเชิญชวนของท่านนบีศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม และเยาะเย้ยท่านด้วยการเรียกร้องให้ท่านนำการลงโทษของอัลลอฮฺมาให้พวกเขาเห็น แต่อัลลอฮฺก็มิได้ทรงลงโทษพวกเขาในทันทีทันใดทั้งนี้เพราะเหตุที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม อยู่พร้อมกับพวกเขา และตัวพวกเขาเองนั้นถึงแม้จะเหยียดหยามท่านนบีอย่างไร ก็ล้วนรู้อยู่แก่ใจว่าการกระทำนั้นเป็นสิ่งที่เลวทราม และกลัวอยู่ลึกๆ ว่าอัลลอฮฺจะลงโทษพวกเขาจริง จึงได้กล่าวอิสติฆฟารต่ออัลลอฮฺ นี่คือความหมายของประโยคที่ว่า "และอัลลอฮฺจะไม่ลงโทษพวกเขาทั้งๆ ที่พวกเขานั้นได้อิสติฆฟาร" การอิสติฆฟารของพวกเขาเป็นเหตุป้องกันไม่ให้อัลลอฮฺส่งการลงโทษของพระองค์ลงมา

(ดู ตัฟซีร อัส-สะอฺดีย์ หน้า 297)

มีรายงานจากเศาะหาบะฮฺบางท่านกล่าวว่า มนุษย์ทั้งหลายมีมูลเหตุแห่งความปลอดภัยจากการลงโทษอยู่สองประการ นั่นคือ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม และการอิสติฆฟาร ท่านนบีนั้นได้จากไปแล้ว ในขณะที่อิสติฆฟารจะยังคงอยู่จนถึงวันกิยามะฮฺ

(ดู ตัฟซีร อัต-เฏาะบะรีย์ 2:381)

(3) อิสติฆฟารเป็นสาเหตุของการบรรเทาความลำบากและเพิ่มปัจจัยยังชีพ
อัลลอฮฺได้ตรัสว่า


«وَأَنِ اسْتَغْفِرُواْ رَبَّكُمْ ثُمَّ تُوبُواْ إِلَيْهِ يُمَتِّعْكُم مَّتَاعاً حَسَناً إِلَى أَجَلٍ مُّسَمًّى وَيُؤْتِ كُلَّ ذِي فَضْلٍ فَضْلَهُ» (هود : 3 )

"และจงอิสติฆฟารต่อพระผู้อภิบาลของพวกท่านและจงเตาบะฮฺต่อพระองค์ แล้วพระองค์จะประทานความสุขสบายที่งดงามจนถึงวาระที่กำหนด และจะประทานความประเสริฐให้กับผู้ที่สมควรได้รับตามนั้น"


นี่เป็นคำสั่งให้อิสติฆฟารจากบาปทั้งหลายที่ผ่านมา พร้อมกลับตัวกลับตนสู่อัลลอฮฺในอนาคตและยืนหยัดเช่นนี้ตลอดไป ซึ่งผลบุญของการกระทำดังกล่าวคือการที่อัลลอฮฺจะทรงประทานการยังชีพที่ดีในโลกนี้จนสิ้นอายุขัย และจะทรงประทานความประเสริฐตามที่สมควรได้รับในโลกหน้า

(ดู ตัฟซีร อิบนุ กะษีร 2:537)

คำสั่งในทำนองเดียวกันนี้ท่านนบีนูหฺ และ นบีฮูด อะลัยฮิมัสสลาม ได้เคยเชิญชวนประชาชาติของท่านมาแล้ว โดยได้บอกให้พวกเขาทราบว่าการอิสติฆฟารจะเป็นเหตุให้อัลลอฮฺประทานความกว้างขวางของริสกีและปัจจัยยังชีพจากพระองค์แก่พวกเขา อัลกุรอานกล่าวถึงการเชิญชวนของนบีสองท่านนี้ว่า


«فَقُلْتُ اسْتَغْفِرُوا رَبَّكُمْ إِنَّهُ كَانَ غَفَّاراً، يُرْسِلِ السَّمَاء عَلَيْكُم مِّدْرَاراً، وَيُمْدِدْكُمْ بِأَمْوَالٍ وَبَنِينَ وَيَجْعَل لَّكُمْ جَنَّاتٍ وَيَجْعَل لَّكُمْ أَنْهَاراً» (نوح : 10-12 )

"แล้วฉัน(นบีนูหฺ)ก็กล่าวแก่พวกเขาว่า จงอิสติฆฟารต่อพระผู้อภิบาลของพวกท่านเถิด แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ที่อภัยยิ่ง แล้วพระองค์จะประทานให้มีฝนชุกมาจากฟ้า จะทรงประทานทรัพย์สมบัติและลูกหลาน จะทรงทำให้มีสวนไม้และสายน้ำมากมายแก่พวกท่าน"


«وَيَا قَوْمِ اسْتَغْفِرُواْ رَبَّكُمْ ثُمَّ تُوبُواْ إِلَيْهِ يُرْسِلِ السَّمَاء عَلَيْكُم مِّدْرَاراً وَيَزِدْكُمْ قُوَّةً إِلَى قُوَّتِكُمْ وَلاَ تَتَوَلَّوْاْ مُجْرِمِينَ» (هود : 52 )

"(นบีฮูดได้กล่าวว่า) โอ้ เผ่าของฉัน จงอิสติฆฟารต่อพระผู้อภิบาลของพวกท่าน แล้วจงเตาบะฮฺต่อพระองค์เถิด แล้วพระองค์จะประทานให้มีฝนชุกแก่พวกท่าน และจะทำให้ความแข็งแกร่งของพวกท่านเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก และอย่าได้เมินหลังให้พระองค์เช่นเหล่าอาชญากร"


(4) อิสติฆฟารเป็นตัวกระตุ้นให้ลดและขจัดปัจจัยของการทำบาป การทำบาปอย่างเป็นประจำแม้จะเป็นบาปเล็กๆ ถือว่ามีอันตรายใหญ่หลวงยิ่ง พฤติกรรมเช่นนี้ถูกเรียกว่า "อิศรอร" ซึ่งหมายถึงการนิ่งเงียบ (ไม่ยอมละ) จากบาปและละทิ้งการอิสติฆฟาร

(ดู ตัฟซีร อัต-เฏาะบะรีย์ 4:97)

การอิสติฆฟารเป็นประจำจะทำให้พฤติกรรมที่ถูกเรียกว่า อิศรอร นั้นหมดความหมาย เช่นที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้สอนว่า

"ไม่มีการ อิศรอร พร้อมๆ กับการอิสติฆฟาร แม้ว่าเขาจะทำบาปครั้งแล้วครั้งเล่าถึงวันละเจ็ดสิบครั้งก็ตาม"

(บันทึกโดย อบู ดาวูด หมายเลข 1514, อิบนุ กะษีร กล่าวว่าเป็นหะดีษหะสัน ดู ตัฟซีรของท่าน 1:499)


และนี่ก็คือคุณลักษณะแห่งผู้ตักวาอีกประการหนึ่งที่อัลลอฮฺได้ตรัสในอัลกุรอานว่า


«وَالَّذِينَ إِذَا فَعَلُواْ فَاحِشَةً أَوْ ظَلَمُواْ أَنْفُسَهُمْ ذَكَرُواْ اللّهَ فَاسْتَغْفَرُواْ لِذُنُوبِهِمْ وَمَن يَغْفِرُ الذُّنُوبَ إِلاَّ اللّهُ وَلَمْ يُصِرُّواْ عَلَى مَا فَعَلُواْ وَهُمْ يَعْلَمُونَ» (آل عمران : 135 )

"และบรรดาผู้คนที่เมื่อกระทำสิ่งเลวทรามหรือก่อความอธรรมแก่ตัวพวกเขาเองแล้ว พวกเขาจะรำลึกถึงอัลลอฮฺและอิสติฆฟารต่อบาปต่างๆ ของพวกเขา และมีผู้ใดอีกเล่าที่จะอภัยโทษนอกเหนือไปจากอัลลอฮฺ พวกเขาจะไม่ดำเนินอยู่บนบาปที่พวกเขากระทำทั้งๆ ที่พวกเขารู้"


ความหมายของโองการนี้คือ พวกเขาจะขออภัยโทษจากบาปและกลับตัวสู่อัลลอฮฺทันที และจะไม่ดำเนินอยู่บนบาปนั้นหรือนิ่งเงียบไม่ยอมปลดตัวเองออกจากมัน และหากความผิดบาปได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกพวกเขาก็จะขออภัยโทษอีก

(ดู ตัฟซีร อิบนุ กะษีร เล่มเดิม)


(5) อิสติฆฟารเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่อัลลอฮฺจะประทานอภัย ในหะดีษกุดสีย์บทหนึ่งอัลลอฮฺได้ตรัสว่า

"โอ้ มนุษย์ผู้เป็นลูกแห่งอาดัม แท้จริงเจ้าจะไม่วอนขอและไม่หวังต่อข้า เว้นแต่ข้าจะอภัยโทษให้เจ้าต่อบาปที่อยู่กับตัวเจ้าโดยข้าจะไม่สนใจเลย(ว่ามันจะมากมายแค่ไหนก็ตาม)

โอ้ มนุษย์ผู้เป็นลูกแห่งอาดัม หากบาปของเจ้ามากมายก่ายกองจนเกือบล้นฟ้า แล้วเจ้าก็วอนขออภัยต่อข้า ข้าก็จะอภัยให้โดยไม่สนใจเลย(ว่ามันจะมากมายแค่ไหน)

โอ้ มนุษย์ผู้เป็นลูกแห่งอาดัม หากเจ้ามาหาข้าด้วยบาปที่เต็มเกือบเท่าพื้นปฐพี แล้วเจ้าเข้าพบข้าโดยที่ไม่มีการตั้งภาคีใดๆ กับข้า ข้าก็จะเข้าหาเจ้าด้วยการอภัยโทษที่เต็มเท่าพื้นแผ่นดินนี้เช่นเดียวกัน
"

(อัต-ติรมิซีย์ : 3540, อิบนุ เราะญับกล่าวว่า หะดีษนี้ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสายรายงาน กล่าวคือเป็นหะดีษที่ใช้ได้ ดู ญามิอฺ อัล-อุลูม วัล-หิกัม 2:400)


ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า

"ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺผู้ซึ่งชีวิตข้าอยู่ในพระหัตถ์แห่งพระองค์ หากพวกเจ้าไม่มีการพลาดพลั้งทำบาปเลย แน่แท้อัลลอฮฺจะทรงให้พวกเจ้าสูญสิ้นไป และพระองค์ก็จะทรงนำชนกลุ่มอื่นที่ทำบาปให้มาสืบทอดแทนพวกเจ้า พวกเขาจะกล่าวอภัยโทษต่ออัลลอฮฺและพระองค์ก็จะทรงอภัยให้เขา"

(มุสลิม : 2749)


เพราะอิสติฆฟารมีความสำคัญเยี่ยงนี้ อัลลอฮฺจึงสอนให้บรรดานบีรู้จักการอิสติฆฟาร นับตั้งแต่นบีอาดัม อะลัยฮิสสลาม จนถึงท่านนบี มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ทั้งหมดล้วนได้ทำแบบอย่างที่ดียิ่งในการอิสติฆฟารขออภัยโทษจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา

ดัชนีต่อไปนี้แสดงให้เห็นตัวอย่างเกี่ยวกับการอิสติฆฟารของนบีบางท่าน ที่มีระบุในอัลกุรอาน :

  • อิสติฆฟารของนบีอาดัม อะลัยฮิสสลาม (อัล-บะเราะเราะฮฺ : 37, อัล-อะอฺรอฟ : 23)
  • นบีนูหฺ อะลัยฮิสสลาม (ฮูด : 47)
  • นบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 128, อิบรอฮีม : 41)
  • นบีมูซา อะลัยฮิสสลาม (อัล-อะอฺรอฟ : 151, 155, อัล-เกาะศ็อศ : 16)
  • นบีดาวูด อะลัยฮิสสลาม (ศอด : 24)
  • นบีสุลัยมาน อะลัยฮิสสลาม (ศอด : 35)
  • นบียูนุส อะลัยฮิสสลาม (อัล-อันบิยาอ์ : 87)

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เองได้ทำแบบอย่างที่สมบูรณ์เกี่ยวกับอิสติฆฟาร ท่านจะกล่าวอิสติฆฟารมากที่สุดกว่าคนอื่นๆ (อัน-นะสาอีย์ ใน อะมัล เยาม์ วัล ลัยละฮฺ : 10215) โดยจะกล่าวอิสติฆฟารไม่น้อยกว่า 70-100 ครั้งในแต่ละวัน

(อัล-บุคอรีย์ : 6307, อัน-นะสาอีย์ ใน อะมัล เยาม์ วัล ลัยละฮฺ : 10205)

บางทีเศาะหาบะฮฺได้นับจำนวนการกล่าวอิสติฆฟารในวงสนทนาแต่ละครั้งของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ถึงหนึ่งร้อยครั้ง (อบู ดาวูด : 1516, อัต-ติรมิซีย์ : 3434, อิบนุ มาญะฮฺ : 3814, เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ : 3486)

ข้อเท็จจริงทางหลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของอิสติฆฟาร และไม่ควรอย่างยิ่งที่ผู้เป็นมุสลิมจะเฉยเมยและไม่มีอาการตอบสนองต่อความสำคัญของมัน ด้วยการนิ่งดูดายไม่สนต่อความผิดบาปที่ก่อตัวและพอกพูนขึ้นทุกวันๆ โดยมิพักจะนึกถึงอัลลอฮฺและกล่าวขออภัยโทษต่อพระองค์ ทั้งๆ ที่การอิสติฆฟารนั้นไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นแสนเข็ญแต่อย่างใดเลย

อย่างน้อยสำนวนอิสติฆฟารเช่น أَسْتَغْفِرُ اللهَ وَأَتُوْبُ إِلَيْهِ "อัสตัฆฟิรุลลอฮฺ วะอะตูบุอิลัยฮิ"

(หมายความว่า ฉันขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺและฉันขอกลับตัวสู่พระองค์) ควรจะเป็นสิ่งที่ติดปากของพวกเราทุกคนทุกที่ทุกเวลา และหากเป็นไปได้ควรศึกษาและท่องจำสำนวนอิสติฆฟารที่มีระบุในหะดีษต่างๆ ซึ่งท่านนบีได้สอนให้เรากล่าวตามวาระต่างๆ เช่น

(1) สำนวนที่ใช้กล่าวก่อนให้สลามในละหมาด (อัล-บุคอรีย์ : 799)

«اللّٰهُمَّ إِنِّي ظَلَمْتُ نَفْسِي ظُلْمًا كَثِيرًا، وَلَا يَغْفِرُ الذُّنُوبَ إِلَّا أَنْتَ، فَاغْفِرْ لِي مَغْفِرَةً مِنْ عِنْدِكَ، وَارْحَمْنِي إِنَّك أَنْتَ الْغَفُورُ الرَّحِيمُ»

(2) สำนวนที่ใช้กล่าวทุกเช้า-เย็น ที่เรียกว่า สัยยิดุล อิสติฆฟาร หรือ แม่บทแห่งการกล่าวอิสติฆฟารนั่นเอง (อัล-บุคอรีย์ : 6306)

«اللّٰهُمَّ أَنْتَ رَبِّي لَا إِلٰهَ إِلَّا أَنْتَ، خَلَقْتَنِي وَأَنَا عَبْدُكَ وَأَنَا عَلَى عَهْدِكَ وَوَعْدِكَ مَا اسْتَطَعْتُ، أَعُوذُ بِكَ مِنْ شَرِّ مَا صَنَعْتُ، أَبُوءُ لَكَ بِنِعْمَتِكَ عَلَيَّ، وَأَبُوءُ لَكَ بِذَنْبِي، فَاغْفِرْ لِي فَإِنَّهُ لَا يَغْفِرُ الذُّنُوبَ إِلَّا أَنْتَ»

(3) สำนวนที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม มักจะกล่าวบ่อยในวงสนทนาของท่าน (อบู ดาวูด : 1516, อัต-ติรมิซีย์ : 3434, อิบนุ มาญะฮฺ : 3814, เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ : 3486)

«رَبِّ اغْفِرْ لِي وَتُبْ عَلَيَّ، إِنَّكَ أَنْتَ التَّوَّابُ الْغَفُورُ»

(4) สำนวนที่ใช้กล่าวเมื่อเสร็จจากการพูดคุยหรือที่เรียกว่า กัฟฟาเราะตุล มัจญ์ลิส (อัต-ติรมิซีย์ : 4333, เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ : 6192)

«سُبْحَانَكَ اللّٰهُمَّ وَبِحَمْدِكَ، أَشْهَدُ أَنْ لَا إِلٰهَ إِلَّا أَنْتَ، أَسْتَغْفِرُكَ وَأَتُوبُ إِلَيْكَ»

ในคัมภีร์อัลกุรอานเองก็มีสำนวนต่างๆ ของอิสติฆฟารให้เราได้เลือกปฏิบัติหรือสับเปลี่ยนสำนวนได้ เพื่อเป็นการกระตุ้นไม่ให้เบื่อหน่ายกับสำนวนที่ใช้กล่าวเพียงอันเดียว (ดู สูเราะฮฺ อาละอิมรอน : 16, 147, 193, อัล-อะอฺรอฟ : 23, อิบรอฮีม : 41, อัล-อันบิยาอ์ : 87, อัล-มุมินูน : 109, 118, อัล-เกาะศ็อศ : 16, อัล-หัชร์ : 10)

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกล่าวอิสติฆฟารให้ติดปากเสมอ ไม่ว่าจะด้วยสำนวนใดก็ตาม หากไม่สามารถที่จะท่องจำสำนวนที่ยาวๆ ก็เป็นการเพียงพอด้วยการกล่าวสั้นว่าๆ

أَسْتَغْفِرُ اللهَ وَأَتُوْبُ إِلَيْهِ "อัสตัฆฟิรุลลอฮฺ วะอะตูบุอิลัยฮิ"


นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ง่ายมากๆ อีกประการหนึ่ง แต่น้อยคนที่สามารถปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอได้ จึงควรอย่างยิ่งที่เราต้องมุ่งมั่นฝึกฝนและเอาจริงเอาจังเพื่อแบบฉบับแห่งคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าอันงดงามนี้ได้กลายเป็นเสมือนเครื่องประดับติดกายเราอยู่ตลอดเวลา เพื่อการยกย่องจากอัลลอฮฺและการอภัยโทษต่อความผิดบาปที่เกิดขึ้นกับเราทุกคนโดยยากที่จะหลีกเลี่ยงได้พ้นแม้จะพยายามสุดความสามารถแค่ไหนก็ตาม

ท่ามกลางโลกอันวุ่นวายและเต็มไปด้วยสิ่งยั่วยวนให้หลงผิดและกระทำบาปต่อพระผู้เป็นเจ้า มนุษย์ยังมีอิสติฆฟารเป็นของขวัญจากอัลลอฮฺ ที่จะใช้เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้บาปมาปกคลุมหัวใจจนมิด ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะยับยั้งการลงโทษจากพระองค์ผู้ทรงเกรียงไกรตามที่ได้ทรงสัญญาไว้กับเรา

ขออัลลอฮฺประทานความช่วยเหลือ อามีน

แหล่งที่มา : อ.ซุฟอัม อุษมาน / Islam House


#God_Islamic_Society_Online
#มหัศจรรย์อัลกรุอาน_Islamic_Society_Online
#เรื่องเล่าคติเตือนใจ_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "ทำไมต้องอิสติฆฟาร ?"

วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561

7 เทคนิคให้ได้ใกล้ชิดกับอัลกุรอาน

7 เทคนิคให้ได้ใกล้ชิดกับอัลกุรอาน




คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่ไม่ค่อยได้สัมผัสกับอัลกุรอาน หรือ คุณอ่านมันทุกวันแต่ไม่ได้พบสิ่งที่มีผลกระทบต่อตัวคุณเลย ไม่ว่าคุณจะเป็นแบบไหน เราขอเสนอเทคนิคที่จะให้ได้ใกล้ชิดกับอัลกุรอานดังนี้

1. ก่อนที่คุณจะสัมผัสกับอัลกุรอาน ซึ่งเป็นคัมภีร์จากอัลลอฮฺนั้น ตรวจสอบหัวใจคุณดูก่อนว่า คุณอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อสิ่งใด คุณเพียงอ่านเพื่อหาข้อความบางข้อความ หรือเพียงอ่านแล้วก็จบจากไป ได้โปรดถามตัวคุณเองอย่างซื่อสัตย์และจริงใจกับตัวเองว่าอ่านเพื่อสิ่งใด ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ.ล.) ได้ถูกท่านหญิงอาอีชะห์ กล่าวถึงท่านว่า ท่านคือ “อัลกุรอานที่เดินได้” ทั้งนี้เพราะท่านศาสดา (ซ.ล.)ไม่ได้เพียงแค่อ่านเท่านั้น แต่ท่านทำให้สิ่งที่อยู่ในกุรอานนั้นอยู่ในชีวิตของท่าน

2. คุณมีน้ำละหมาดหรือยัง? การเอาน้ำละหมาดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด อีกทั้งยังเป็นการเตือนตัวคุณเองด้วยว่าคุณกำลังจะอ่านหนังสือที่ต่างไปจากหนังสือทั่วไปที่คุณอ่าน คุณกำลังจะสัมผัสกับหนังสือของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) เพื่อที่จะเข้าใกล้ชิดกับพระองค์ ดังนั้นความสะอาดจึงเป็นสิ่งที่คุณควรคำนึงเป็นสิ่งแรก

3. เริ่มด้วยการอ่านวันละ 5 นาที การอ่านอัลกุรอานเป็นชั่วโมง อาจจะดูมากเกินไป ยิ่งถ้าคุณอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมพอที่ใช้เวลามาก ขอให้เริ่มด้วยวันละ 5 นาทีเท่านั้น และพยายามรักษามันไว้ จากนั้นอิชชาอัลลอฮฺ คุณจะสังเกตเห็นว่า มันจะค่อยๆ เพิ่มเป็นวันละ 10 , 15 นาที และอาจเป็นชั่วโมงได้เลยทีเดียว

4. คุณได้เข้าใจในสิ่งที่คุณอ่านหรือเปล่า การใช้เวลาอ่านอัลกุรอาน 5 นาทีต่อวันเป็นภาษาอาหรับนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่คุณควรจะถามตัวเองด้วยว่าคุณได้เข้าใจในสิ่งคุณอ่านหรือเปล่า คุณควรจะมีหนังสือที่แปลกรุอานที่คุณอ่านอยู่นั้นเป็นภาษาที่คุณเข้าใจ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าคุณได้เข้าใจในสิ่งที่คุณอ่านนั้น

5. โปรดจำไว้ ว่าหนังสือคัมภีร์อัลกุรอานนั้นเข้าถึงได้ดีกว่าซีดี ปัจจุบันนี้มีกุรอานที่เป็นซีดี และโปรแกรมคอมพิวเตอร์มากมาย ผู้คนมักเบื่อหน่ายสิ่งที่เป็นรูปเล่มหนังสือ แต่กุรอานไม่ได้เป็นเช่นนั้น โปรดจำไว้ว่า เมื่อคุณอ่านอัลกุรอานคุณกำลังพยายามให้ได้อยู่ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ (ซ.บ.) เสมือนพระองค์กำลังพูดอยู่กับคุณผ่านกุรอานนั้น ดังนั้นโปรดอ่านด้วยความตั้งใจ

6. อย่าเพียงแต่อ่านปาวๆ หรือฟังเท่านั้น ปัจจุบันมี เทปคาสเซท ซีดี กุรอาน มีทั้งแปลและไม่ได้แปล จะเป็นการดีมากถ้าคุณได้ใส่สิ่งเหล่านี้ ในวอล์คแมน (ซาวดอะเบาท์) ของคุณ หรือในเครื่องเล่นเครื่องเสียงในรถของคุณ เพี่อที่คุณจะได้ฟังขณะที่กำลังเดินทาง ขอให้ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเพิ่มเติมในชีวิตประจำวันของคุณ แต่ไม่ใช่เป็นการแทนที่คือเปลี่ยนพฤติกรรมจากการอ่านจากเล่มเป็นฟังเครื่องเสียงแทน

7. ขอดุอาอฺจากพระองค์ การขอดุอาอฺจากพระองค์เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ขอให้พระองค์ได้ให้ทางนำแก่เรา ในขณะที่เราอ่าน ขอด้วยความซื่อสัตย์ มั่นคง ด้วยความรัก ในพระองค์ สื่อสารกับพระองค์ด้วยการอ่าน ทำความเข้าใจ และสรรเสริญในพระองค์

ที่มา: kaireyah.igetweb.com

#Quran_Islamic_Society_Online
#God_Islamic_Society_Online
#มหัศจรรย์อัลกรุอาน_Islamic_Society_Online
#เรื่องเล่าคติเตือนใจ_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "7 เทคนิคให้ได้ใกล้ชิดกับอัลกุรอาน"

วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561

เศรษฐศาสตร์อิสลาม

เศรษฐศาสตร์อิสลาม

(อาลี เสือสมิง)


ในภาษาอาหรับเรียก เศรษฐศาสตร์อิสลามว่า อิลมุล-อิกติซอดฺ อัลอิสลามีย์ (عِلْمُ الإقتصادالإسلامي) หมายถึง  ภาควิชาที่ประมวลเอาไว้ซึ่งบรรดาหลักการและกฎเกณฑ์ทางศาสนบัญญัติอันเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ และวิธีการพัฒนาสินทรัพย์ให้งอกงามโดยมีที่มาจากคัมภีร์อัลกุรฺอานและอัส-สุนนะฮฺตลอดจนการวินิจฉัยทางสติปัญญาของบรรดานักวิชาการ (ดร.อุมัร สุลัยมาน อับดุลลอฮฺ อัล-อัชก๊อร ; นะฮะว่า สะกอฟะฮฺ อิสลามียะฮฺ อะซีละฮฺ ; (2002) หน้า 316)

คำว่า “อัลอิกติซอดฺ” หมายถึง ความพอดีหรือความเป็นกลางระหว่างความฟุ่มเฟือย, สุรุ่ยสุร่ายและความตระหนี่ถี่เหนียว (อะบุลบะกออฺ ; อัลกุลลี่ยาตฺ หน้า 160)

ที่มาของเศรษฐศาสตร์อิสลาม


บรรดาหลักการและกฎเกณฑ์ต่างๆ ในภาควิชาเศรษฐศาสตร์อิสลาม มีที่มาจากแหล่งเดียวกันกับภาควิชากฎหมายอิสลาม และหลักคำสอนของท่านนบี (صلى الله عليه وسلم) ที่ปรากฏในอัส-สุนนะฮฺ อาทิเช่น พระดำรัสที่ว่า :


وَالَّذِينَ إِذَا أَنفَقُوا لَمْ يُسْرِفُوا وَلَمْ يَقْتُرُوا وَكَانَ بَيْنَ ذَلِكَ قَوَامًا

และบรรดาผู้ซึ่ง เมื่อพวกเขาได้ใช้จ่าย พวกเขาก็ไม่ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย และพวกเขาก็ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว และระหว่างทั้งสองสภาพนั้น พวกเขาอยู่สายกลาง

(สูเราะฮฺอัลฟุรกอน อายะฮฺที่ 67)


และหะดีษที่ระบุว่า

مَاعَالَ مَنِ اقْتَصَدَ

บุคคลที่มีความพอดี (ไม่ฟุ่มเฟือยในการใช้จ่ายและไม่ตระหนี่) ย่อมไม่ขัดสนยากจน

(รายงานโดยอะฮฺหมัด) เป็นต้น


นอกจากนี้หลักเศรษฐศาสตร์อิสลามยังมีปรากฏอยู่ในตำรับตำราของบรรดานักวิชาการมุสลิมอีกเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นตำรา อรรถาธิบายอัลกุรฺอาน ตำราอรรถกถาอัลหะดีษ และตำราเฉพาะที่ถูกเขียนขึ้นในเรื่องของทรัพย์สิน เช่น ตำราอัลอัมว๊าลของท่านอบีอุบัยฺด์ หรือตำราอัลค่อรอจฺญ์ของท่านอบูยูซุฟ ในเรื่องของภาษีตลอดจนตำรากฎหมายอิสลามที่กล่าวถึงเรื่องซะกาตฺหรือการค้าขายและธุรกรรมในรูปต่าง ๆ

โดยเฉพาะตำรากฎหมายอิสลาม (อัลฟิกฮุล อิสลามีย์) ซึ่งถูกแต่งและรวบรวมมามากกว่า 1 พันปีนั้นจะมีระบอบเศรษฐศาสตร์ที่เป็นเอกเทศ ซึ่งบรรดานักปราชญ์มุสลิมได้อรรถาธิบายถึงแหล่งที่มาของรายได้กองคลังบัยตุ้ลม้าลและแหล่งที่จะจ่ายงบประมาณจากกองคลังออกไป ตลอดจนพูดถึงภาษีที่ดิน ภาษีอัลญิซยะฮฺ ทรัพย์สงคราม และประเภทของซะกาต การจัดเก็บซะกาต และกลุ่มบุคคลที่มีสิทธิรับซะกาต

นอกเหนือจากกฎหมายอิสลามในภาคของการทำธุรกรรมต่างๆ การค้าขาย แม้กระทั่งเรื่องของการแบ่งมรดก ซึ่งบรรดานักปราชญ์มุสลิมได้ศึกษาวิเคราะห์เอาไว้อย่างละเอียดภายในกรอบของหลักมูลฐานที่มาจากคัมภีร์อัลกุรฺอานและอัสสุนนะฮฺ โดยประมวลกฎเกณฑ์และหลักการต่างๆ เอาไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งนักวิชาการร่วมสมัยเรียกว่า “เศรษฐศาสตร์อิสลาม” (อ้างแล้ว หน้า 316-317)

หลักพื้นฐานสำคัญของเศรษฐศาสตร์อิสลาม มีดังต่อไปนี้

ความมีลักษณะเป็นเอกเทศ

ระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลามเป็นระบอบที่แยกเป็นเอกเทศจากระบอบเศรษฐศาสตร์อื่นๆ โดยมีความแตกต่างทั้งในด้านเป้าหมาย วิธีการ และการตราบัญญัติต่างๆ เพื่อปกป้องควบคุม ส่งเสริม และขับเคลื่อนระบอบอย่างเป็นรูปธรรม การที่ปรากฏว่า ระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลามได้สอดคล้องกับระบอบเศรษฐศาสตร์อื่นๆ ในข้อปลีกย่อยบางส่วน มิได้หมายความว่าระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลามเป็นระบอบสังคมนิยมหรือเป็นระบอบทุนนิยมแต่อย่างใด

ความเป็นส่วนหนึ่งจากองค์รวมของหลักคำสอนในศาสนาอิสลาม

กล่าวคือ ระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลามมีความผูกพันอยู่กับหลักความเชื่อ, จริยธรรมอิสลาม และหลักบัญญัติทางศาสนาอิสลามข้ออื่นๆ อย่างยิ่งยวด ทั้งนี้เราไม่สามารถแยกส่วนระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลามออกจากระบอบอิสลามอื่นๆ ได้เลย เนื่องจากระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลามไม่อาจแสดงบทบาทที่ถูกต้องในการปฏิรูปเรื่องการเงินการคลังของประชาชาติได้เลย ตราบใดที่ระบอบนี้ไม่นำเอาหลักคำสอนทางจิตวิญญาณมาเป็นปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาจิตใจของปัจเจกบุคคล การปลูกฝังคุณค่าทางจริยธรรมในจิตใจของผู้คนเหล่านั้น ตลอดจนการล้อมสังคมด้วยรั้วทางจริยธรรมอันงดงามอันเป็นสิ่งกำหนดวิถีทางของปัจเจกบุคคลและสังคมโดยรวม

เศรษฐศาสตร์อิสลาม เป็นระบอบที่สอดคล้องกับธรรมชาติและสัญชาตญาณของมนุษย์

กล่าวคือมนุษย์มีธรรมชาติของความรักในการครอบครอง และการมีกรรมสิทธิ์ อิสลามได้อนุมัติในเรื่องดังกล่าวด้วยภาพลักษณ์ที่เปิดกว้าง อิสลามเพียงแต่กำหนดเงื่อนไขต่างๆ เพื่อควบคุมไม่ให้ธรรมชาติในการรักที่จะครอบครองและมีกรรมสิทธิ์นั้นส่งผลกระทบต่อปัจเจกบุคคลและสังคม ตลอดจนยังอนุมัติในเรื่องการทำงาน การประกอบสัมมาอาชีพที่ไม่ส่งผลร้ายต่อตัวเองหรือผู้อื่น ซึ่งในกรณีนี้ระบอบอิสลามจึงมีความแตกต่างจากระบอบเศรษฐศาสตร์แบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์และระบอบศักดินาของพวกชนชั้นเจ้าขุนมูลนาย

ความเป็นทางสายกลางและความมีดุลยภาพ

ปัญหาของระบอบเศรษฐศาสตร์อื่นๆ ก็คือ การมองถึงด้านหนึ่งด้านใดเป็นการเฉพาะจากข้อเท็จจริง ดังปรากฏในระบอบเศรษฐศาสตร์แบบทุนนิยมซึ่งมีการตรากฎหมายมากมายเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิในการครอบครองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล และความเสรีในการทำงานและการประกอบอาชีพ แต่ระบอบทุนนิยมก็ละเลยเป็นอันมากในการให้ความสำคัญต่อสิทธิของสังคมส่วนรวม บรรดาคนร่ำรวยและเศรษฐีในระบอบดังกล่าวได้รับอภิสิทธิมากเกินไป จึงเกิดความไม่เป็นธรรมในสังคมและสร้างผลกระทบต่อคนอื่นอย่างมากมาย

ส่วนระบอบเศรษฐศาสตร์แบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์กลับมุ่งเป้าหมายไปยังการคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ของสังคมมากเกินไป จนเกิดความไม่เป็นธรรมต่อปัจเจกบุคคลและลิดรอนสิทธิของพวกเขาในด้านการครอบครองกรรมสิทธิและการทำงานแต่ในระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลามได้มีการกำหนดระเบียบที่เหมาะสมต่อการดำรงอยู่ของปัจเจกบุคคลและวิถีชีวิตของสังคมส่วนรวม ทั้งสองภาคส่วนได้รับการคุ้มครองสิทธิของตนอย่างมีความสมดุลและเป็นธรรม ซึ่งสิ่งนี้จะไม่มีระบอบอื่นนอกจากระบอบอิสลาม อันเป็นระบอบที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานลงมาให้กับมนุษยชาติ

ความเมตตาซึ่งกันและกันและการเกื้อกูลอย่างเป็นรูปธรรม

การตราบัญญัติในระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลามมุ่งชี้นำให้บรรดาผู้ร่ำรวยได้พยายามทุ่มเทไปในการเกื้อหนุนสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของเหล่าผู้ยากจน ขัดสน ให้หยิบยื่นความช่วยเหลือแก่คนเหล่านั้น ซึ่งมิใช่เป็นเพียงเรื่องของความเวทนาสงสาร หากแต่เป็นคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า ที่ผู้ใดเบี่ยงเบนออกจากคำสั่งนั้นย่อมถูกลงโทษ อิสลามได้ประกาศอย่างชัดเจนต่อเหล่าอิสลามิกชนว่า “พวกท่านคือพี่น้องกัน และทรัพย์สินที่พวกท่านมีอยู่ในครอบครองเป็นทรัพย์สินของพระผู้เป็นเจ้า และบรรดาผู้ยากจนขัดสนย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมในทรัพย์สินของพวกท่าน”

และเพื่อทำให้สิ่งดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อิสลามจึงได้บัญญัติเรื่องซะกาฮฺ ภาษีที่ดินและส่งเสริมให้มีการบริจาคทานและการใช้จ่ายในรูปต่างๆ อันเป็นการลดช่องว่างหรือระยะห่างระหว่างคนรวยกับคนจน ซึ่งนำไปสู่สภาพสังคมที่เต็มไปด้วยความรักและการเกื้อกูลกันระหว่างสมาชิกในสังคมนั้น

การปฏิเสธระบบชนชั้นวรรณะ

ในระบอบอิสลามไม่มีระบบชนชั้นวรรณะ ถึงแม้ว่าความรวยความจนจะเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในทุกสังคม แต่ระบอบอิสลามก็ไม่ยอมรับระบบชนชั้นวรรณะที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความร่ำรวยและความยากจน หากแต่ความประเสริฐของบุคคลขึ้นอยู่กับความยำเกรง และการประกอบความดีทั้งนี้หลักคำสอนของอิสลามได้กำหนดแนวทางในการขจัดระบอบชนชั้นวรรณะให้หมดไปจากจิตใจของผู้ศรัทธาด้วยการประกอบศาสนกิจในรูปต่างๆ ที่เน้นถึงความเสมอภาคและภราดรภาพ บรรดาผู้ปกครองในยุคต้นของอิสลามต่างก็ถือว่าบรรดาผู้ที่อ่อนแอต้องได้รับการเอาใจใส่และคำนึงถึงมากกว่าบรรดาผู้มีฐานะสูงส่งในสังคม

ดังปรากฏว่า ในสมัยท่านอุมัร (ร.ฎ.) นั้นมีคำสั่งห้ามบุคคลสำคัญต่างๆ ของตระกูลกุรอยช์ออกไปตั้งหลักแหล่งอยู่ในเขตแคว้นต่างๆ ทั้งนี้เพื่อมิให้พวกเขากลายเป็นชนชั้นที่มีอภิสิทธิเหนือผู้คนทั้งหลาย (ดร.อับดุลมุนอิม ; ดิรอซะฮฺ มุกอรอนะฮฺฯ หน้า 67)

การสร้างความใกล้ชิดระหว่างคนรวยกับคนจน

ระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลามยอมรับว่า ความรวยความจนเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในทุกสังคม ดังปรากฏในคัมภีร์อัลกุรฺอานว่า


نَحْنُ قَسَمْنَا بَيْنَهُم مَّعِيشَتَهُمْ فِي الْحَيَاةِ الدُّنْيَا وَرَفَعْنَا بَعْضَهُمْ فَوْقَ بَعْضٍ دَرَجَاتٍ لِيَتَّخِذَ بَعْضُهُم بَعْضًا سُخْرِيًّا

เรา (อัลลอฮฺ) ได้จัดสรรปันส่วนการดำรงชีพในชีวิตแห่งโลกนี้ของพวกเขาระหว่างพวกเขา และเราได้ยกให้บางส่วนของพวกเขาเหนือกว่าอีกบางส่วนหลายขั้นนัก ทั้งนี้เพื่อพวกเขาจักได้อำนวยความสะดวกซึ่งกันและกัน

(สูเราะฮฺอัซ-ซุครุฟ อายะฮฺที่ 32)


ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเพราะว่าผู้คนในสังคมย่อมมีความเหลื่อมล้ำกันในด้านศักยภาพทางความคิดและวัตถุตลอดจนมีความแตกต่างกันในเรื่องโอกาสและสถานภาพในการแสวงหาปัจจัยยังชีพ อิสลามได้พยายามในการเยียวยาปัญหาความยากจน ด้วยการขจัดปัญหาที่ต้นตอของมันเพื่อทำให้ระยะห่างระหว่างคนรวยกับคนจนแคบลงมาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยกำหนดลู่ทางหลายประการด้วยกัน อาทิเช่น ส่งเสริมให้แสวงปัจจัยยังชีพ, การทำงานด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองเป็นสิ่งที่มีเกียรติในทัศนะของอิสลาม, ปฏิเสธการกระจุกตัวของสินทรัพย์ในกลุ่มชนส่วนน้อย, กำหนดค่าปรับ, ค่าไถ่ และบทลงโทษในรูปการเลี้ยงอาหารแก่คนยากจน และบัญญัติเรื่องการจ่ายซะกาตและการทำทาน เป็นต้น

ทรัพย์สินคือสื่อกลางมิใช่เป้าหมายสูงสุด

อิสลามถือว่าทรัพย์สินเป็นเครื่องประดับและเป็นเพียงปัจจัยของความสุขในโลกนี้ ซึ่งไม่จีรัง การใช้ทรัพย์สินเป็นสื่อกลางในการประกอบคุณงามความดี และแสวงหาความโปรดปรานของพระองค์อัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) ในโลกหน้าคือสิ่งที่อิสลามเรียกร้องผู้ศรัทธา

ระบอบอื่นๆ นอกจากอิสลามต่างก็มุ่งสู่การกำหนดให้ความร่ำรวย การมีชีวิตที่สุขสบายแบบวัตถุนิยมและการได้มาซึ่งทรัพย์สินเป็นเป้าหมายสูงสุดโดยไม่คำนึงถึงหลักคำสอนของศาสนาและหลักจริยธรรมอันดีงาม จนในที่สุดผู้คนในปัจจุบันได้ตกเป็นทาสของเงินตราและบูชาวัตถุไปเป็นจำนวนมาก

หลักแห่งความเป็นธรรม

ในระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลามจะมุ่งให้ความสำคัญในเรื่องความเป็นธรรมของราคาสินค้า, ค่าจ้างที่เป็นธรรม ตลอดจนผลกำไรที่เป็นธรรม การเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค การปลอมแปลงสินค้า การผูกขาด และการแสวงหากำไรที่เกินจริง เป็นสิ่งที่ระบอบอิสลามปฏิเสธ

และเพื่อรักษาหลักการข้อนี้เอาไว้ อิสลามจึงอนุญาตให้ผู้มีอำนาจสามารถเข้าไปแทรกแซงการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบได้ กล่าวคือ รัฐอิสลามสามารถห้ามการผูกขาดสินค้า, ห้ามเพิ่มราคาสินค้า ตลอดจนห้ามการโกงตาชั่ง และการปลอมปนสินค้า โดยมีระบบอัล-ฮิสบะฮฺ (اَلْحِسْبَةُ) อันเป็นระบบในการตรวจสอบและควบคุม

หลักมูลฐานทางศาสนบัญญัติ

อันหมายถึง เรื่องที่อนุมัติ (ฮะล้าล) และเรื่องที่ไม่อนุมัติ (ฮะรอม) ทั้งในด้านการค้าขายและการธุรกรรมในรูปต่างๆ สิ่งที่เป็นลักษณะเฉพาะของระบอบเศรษฐศาสตร์อิสลามก็คือ การห้ามในเรื่องดอกเบี้ยและการประกอบอาชีพที่ต้องห้ามตามหลักคำสอนของศาสนา อาทิเช่น อาชีพที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสุรา, ธุรกิจการพนัน, ธุรกิจสถานบันเทิงเริงรมย์ และการค้าประเวณี เป็นต้น

เศรษฐกิจพอเพียงกับหลักการอิสลาม

ความหมาย

คำว่า เศรษฐกิจ เป็นคำที่เกิดจากการนำเอาคำ 2 คำมาสนธิกัน คือ คำว่า เศรษฐ- (เสดถะ) ซึ่งเป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง ดีเลิศ, ดีที่สุด, ยอดเยี่ยม, ประเสริฐ กับคำว่า กิจ (กิด) หมายถึง ธุระ, งาน ดังนั้นคำว่า “เศรษฐกิจ” จึงหมายถึง งานอันเกี่ยวกับการผลิต การจำหน่ายจ่ายแจก และการบริโภคใช้สอยสิ่งต่างๆ ของชุมชน (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 หน้า 786)

ซึ่งหากพิจารณาความหมายตามรากศัพท์เดิมก็จะได้ความหมายแบบง่ายๆ ว่า : งานที่ยอดเยี่ยม หรืองานที่ดีเลิศ ซึ่งมีความหมายและนัยกว้างโดยครอบคลุมถึงการผลิต การจำหน่ายจ่ายแจก การบริโภคใช้สอยสิ่งต่างๆ ทั้งในส่วนของปัจเจกบุคคลและสังคมโดยรวม

ส่วน คำว่า “พอเพียง” หรือ “เพียงพอ” เป็นคำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน คือ หมายถึง ได้เท่าที่ต้องการ หรือได้เท่าที่กะไว้ หรือ เหมาะควรในระดับปานกลาง ดังนั้นความหมายโดยรวมของคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” จึงมีนัยบ่งชี้ที่อยู่ในกรอบหลักการของศาสนาอิสลาม ซึ่งยึดทางสายกลางเป็นหลัก ดังมีหลักคำสอนระบุว่า :

خَيْرُ الأُمُوْرِ أَوْسَطُهَا  “ที่ดีที่สุดของกิจการทั้งหลายคือ ตรงกลางของมัน

(รายงานโดยอิบนุ อัสสัมอานีย์-ฎ่ออีฟ)


ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริในการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เอาไว้แก่พสกนิกรของพระองค์ ดังนี้

  1. ยึดถือความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้านลดละความฟุ่มเฟือยในการใช้ชีวิต
  2. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต
  3. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง
  4. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ด้วยการขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้น จนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ
  5. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่ว ประพฤติตนตามหลักศาสนา

(ที่มา : มูลนิธิชัยพัฒนา)

จะเห็นได้ว่า แนวพระราชดำริในการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวทรงวางเอาไว้ทั้ง 5 ประการนั้นมีความสอดคล้องกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม ซึ่งมีปรากฏอย่างชัดเจนในคัมภีร์อัลกุรฺอานและอัล-หะดีษ ดังมีรายละเอียด ตามลำดับดังนี้


1. ประหยัด คือ ใช้จ่ายแต่พอควรแก่ฐานะ ไม่สุรุ่สุร่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ พระองค์อัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) ทรงดำรัสว่า :


وَكُلُواْ وَاشْرَبُواْ وَلاَ تُسْرِفُواْ إِنَّهُ لاَ يُحِبُّ الْمُسْرِفِينَ

และพวกสูเจ้าจงกินและจงดื่ม และพวกสูเจ้าอย่าได้สุรุ่ยสุร่าย แท้จริงพระองค์มิทรงรักบรรดาผู้ที่สุรุ่ยสุร่าย

(สูเราะฮฺอัล-อะอฺรอฟ อายะฮฺที่ 31)


การรู้จักตัดทอนค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นตลอดจนการลดละความ ฟุ่มเฟือยในการใช้ชีวิต ถือเป็นคุณธรรมสำหรับบ่าวของพระผู้ทรงเมตตา (عِبَادُ الرَّحْمنِ) ดังปรากฏในพระดำรัสที่ว่า


وَالَّذِينَ إِذَا أَنفَقُوا لَمْ يُسْرِفُوا وَلَمْ يَقْتُرُوا وَكَانَ بَيْنَ ذَلِكَ قَوَامًا

และ(คือ)บรรดาผู้ซึ่งเมื่อพวกเขาใช้จ่าย พวกเขาก็ไม่สุรุ่ยสุร่าย และพวกเขาก็ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว และปรากฏว่าระหว่างสิ่งดังกล่าวคือความเป็นกลาง (ระหว่างการสุรุ่ยสุร่ายและความตระหนี่)

(สูเราะฮฺอัล-ฟุรกอน อายะฮฺที่ 67)


ในพระดำรัสนี้บ่งชี้ถึงความพอดีใน การใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีวิต โดยยึดหลักของความประหยัด ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย อิสลามถือว่าความฟุ่มเฟือยและความสุรุ่ยสุร่ายเป็นลักษณะของกลุ่มชนที่ สังกัดตามแนวทางของมารร้าย ดังมีพระดำรัสระบุว่า :


إِنَّ الْمُبَذِّرِينَ كَانُواْ إِخْوَانَ الشَّيَاطِينِ وَكَانَ الشَّيْطَانُ لِرَبِّهِ كَفُورًا

แท้จริงบรรดาผู้ที่สุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยในการใช้จ่ายนั้น พวกเขาเป็นพี่น้องกับเหล่ามารร้าย และมารร้ายนั้นมันเนรคุณต่อพระผู้อภิบาลของมัน

(สูเราะฮฺอัลอิสรออฺ อายะฮฺที่ 27)


นักอรรถาธิบายอัลกุรฺอานกล่าวว่า ความฟุ่มเฟือยและความสุรุ่ยสุร่ายที่อัลกุรฺอานประนามก็คือการใช้จ่ายไปใน สิ่งที่มิได้เป็นไปเพื่อการภักดีต่ออัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) ตลอดจนการใช้จ่ายไปในสิ่งที่ศาสนาอนุมัติให้แต่เกินความจำเป็นและไร้ ประโยชน์

ในขณะเดียวกัน การประหยัดก็จะต้องไม่นำไปสู่ความเห็นแก่ตัวและความตระหนี่ถี่เหนียว อันหมายถึง การปฏิเสธจากการใช้จ่ายทรัพย์สินไปในสิ่งที่เป็นภารกิจจำเป็น เช่น การจ่ายค่าเลี้ยงดูแก่ภรรยาและครอบครัว การจ่ายซะกาต เป็นต้น พระองค์อัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) ทรงดำรัสว่า


الَّذِينَ يَبْخَلُونَ وَيَأْمُرُونَ النَّاسَ بِالْبُخْلِ وَيَكْتُمُونَ مَا آتَاهُمُ اللهُ مِن فَضْلِهِ وَأَعْتَدْنَا لِلْكَافِرِينَ عَذَابًا مُّهِينًا

และ(คือ)บรรดาผู้ซึ่งตระหนี่ถี่เหนียว และใช้ผู้คนให้มีความตระหนี่ถี่เหนียว ตลอดจนพวกเขาจะปิดบังสิ่งที่พระองค์อัลลอฮฺทรงนำมาให้แก่พวกเขาจากความโปรดปรานของพระองค์ และเราได้เตรียมการลงทัณฑ์อันอัปยศไว้แล้วแก่บรรดาผู้เนรคุณทั้งหลาย

(สูเราะฮฺอันนิสาอฺ อายะฮฺที่ 37)


ความตระหนี่ถี่เหนียวมีรากเหง้ามาจากการหลงรักในทรัพย์สิน และถือว่าทรัพย์สินคือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ซึ่งผลร้ายของความตระหนี่ถี่เหนียวนั้นจะทำให้ศรัทธาของบุคคลอ่อนแอและได้ รับความวิบัติในบั้นปลาย ดังปรากฏในอัลหะดีษว่า :


خَصْلَتَانِ لاَتَجْتَمِعَانِ لِمُؤمِنٍ ، الْبُخْلُ ، وَسُوءُ الْخُلُقِ

2 ประการจะไม่ร่วมอยู่ด้วยกันสำหรับผู้ศรัทธา คือ ความตระหนี่และการมีมารยาทที่เลวทราม

(รายงานโดยติรมีซี)


และอัลหะดีษที่ระบุว่า

وَاتَّقُواالشُّحَّ فإنَّه أَهْلَكَ مَنْ كَانَ قَبْلَكُمْ … الحديث

และพวกท่านจงป้องกัน (ตัวของพวกท่านให้ห่างไกล) ความตระหนี่ เพราะแท้จริงความตระหนี่ได้ทำให้ผู้คนในยุคก่อนหน้าพวกท่านวิบัติมาแล้ว

(รายงานโดยมุสลิม -2538-)


ดังนั้นการยับยั้ง (ไม่ยอมจ่าย) ทรัพย์สินจากด้านที่จำเป็นต้องจ่าย ถือว่าเป็นความตระหนี่ และการจ่ายทรัพย์สินไปในด้านที่จำเป็นต้องยับยั้ง (ห้ามจ่าย) ถือเป็นความสุรุ่ยสุร่าย และระหว่างกรณีทั้งสองนั้นคือทางสายกลาง ไม่ฟุ่มเฟือยและไม่ตระหนี่ถี่เหนียว

นักวิชาการมุสลิมได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้จ่ายที่เป็นทางสายกลางเอาไว้ 4 ประการดังนี้

  1. พยายามแสวงหาทรัพย์สินที่หะล้าล
  2. ทุ่มเทอย่างสุดความสามารถในการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่พอประมาณ พอเพียงต่อความต้องการเท่านั้น
  3. พยายามในการใช้จ่ายทรัพย์สินไปในกรณีที่จำเป็นต้องใช้จ่าย และระงับยับยั้งจากการใช้จ่ายทรัพย์สินไปในสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นต้องจ่าย ทั้งนี้เพื่อหลีกห่างจากการตกไปในภาวะของความตระหนี่และความสุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย
  4. พยายามรักษาความบริสุทธิ์ใจในเจตนาให้เป็นไปเพื่อพระองค์อัลลอฮฺ ในการปฏิบัติตามหลักการที่กล่าวมาข้างต้น (ยาซีน,รุชดีย์;อัลมะฮฺซูรอต. หน้า 88-89)

2. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้องซื่อสัตย์สุจริต

อิสลามถือว่าการประกอบอาชีพเป็นสิ่งมีเกียรติและความเกียจ คร้านเป็นสิ่งที่ถูกประณาม โดยเฉพาะการละทิ้งการทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพของบุคคลที่มีความสามารถนั้นถือ เป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) และไม่อนุญาตให้มุสลิมเกียจคร้านจากการแสวงหาปัจจัยยังชีพ ด้วยข้ออ้างว่าจะปฏิบัติศาสนกิจเพียงอย่างเดียวหรือมอบหมายต่ออัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) โดยไม่ยึดหลักของการกระทำปัจจัยเหตุและผลของเหตุแห่งการกระทำนั้น ทั้งนี้มีหลักคำสอนระบุเอาไว้ว่า :


لاَيَقْعُدَنَّ أَحَدُكُمْ عَنْ طَلَبِ الرِّ زْقِ

คนหนึ่งในหมู่พวกท่านอย่าได้นั่ง (งอมืองอเท้า) จากการแสวงหาปัจจัยยังชีพ


ดังนั้นมุสลิมสามารถที่จะแสวงหาปัจจัยยังชีพด้วยการประกอบ อาชีพหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเกษตรกรรม การค้าขาย หรือการประดิษฐ์หัตถกรรม หรืออุตสาหกรรม หรือมีตำแหน่งในบริษัท องค์กร หรือเป็นข้าราชการ ตราบใดที่การประกอบอาชีพนั้น ไม่ใช่สิ่งต้องห้าม หรือมีส่วนเกื้อหนุนต่อสิ่งต้องห้าม กล่าวคือ ต้องเป็นอาชีพหรืองานที่ศาสนาอนุมัติให้กระทำได้ ถูกต้องตามศาสนาบัญญัติและกฎหมายของบ้านเมือง ซึ่งในกรณีหลังนี้ต้องเป็นกฎหมายที่ไม่ขัดต่อศาสนบัญญัติ

ฉะนั้น การขายลอตเตอรี่ การขายสุรา การเลี้ยงสุกร การเปิดบ่อนที่มีใบอนุญาต และการทำธุรกิจสถานบริการเริงรมย์ ตลอดจนการทำธุรกรรมที่มีดอกเบี้ย มุสลิมไม่สามารถกระทำได้ถึงแม้จะถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมืองก็ตาม

นักวิชาการมุสลิมมีความเห็นต่างกันว่า การประกอบอาชีพใดมีความประเสริฐที่สุดตามคำสอนในศาสนาอิสลาม ฝ่ายหนึ่งระบุว่า การประกอบอาชีพเกษตรกรรม เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง ถือว่าอาชีพหัตถกรรมและการทำงานที่ใช้มือเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด และนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งถือว่าการค้าขาย เป็นอาชีพที่ประเสริฐที่สุด

อย่าง ไรก็ตามนักวิชาการที่สันทัดกรณี ระบุว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ที่แตกต่างกันไป ในยามที่มีความต้องการอาหารหลักมากที่สุด การประกอบอาชีพเกษตรกรรมในยามนั้นย่อมถือเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด และในยามที่มีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคมากที่สุด การทำอาชีพค้าขายก็ย่อมเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด และในยามที่ผู้คนต้องการสินค้าจำพวกหัตถกรรมหรือผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม การประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตสินค้าดังกล่าวก็ย่อมถือว่า เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ซึ่งการให้รายละเอียดเช่นนี้นับว่าสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและหลักวิชาการ เศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน

เนื่องจากประเทศไทยของเรา เป็นประเทศเกษตรกรรมมาแต่ครั้งโบราณ การประกอบอาชีพเกษตรกรรมจึงเป็นอาชีพหลักของคนไทย ถึงแม้ว่าในยุคปัจจุบันจะมีแนวโน้มในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่อุตสาหกรรมส่วนหนึ่งก็ยังคงมีความเกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรมซึ่งนำเอา ผลิตผลทางการเกษตรมาแปรรูป อาทิเช่น อุตสาหกรรมผลไม้กระป๋อง,อาหารกึ่งสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์จากพืชเกษตร ตลอดจนการปลูกพืชทดแทนพลังงานน้ำมัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การประกอบอาชีพเกษตรกรรมก็มีความเสี่ยงอยู่หลายประการ อาทิเช่น ความเสี่ยงด้านราคาสินค้าเกษตรความเสี่ยงในราคาและการพึ่งพาปัจจัยการผลิต สมัยใหม่จากต่างประเทศ,ความเสี่ยงด้านน้ำที่ใช้มนการเกษตร,ปัญหาภัยธรรมชาติ และโรคระบาด ตลอดจนความเสี่ยงด้านแบบแผนการผลิต เป็นต้น

เหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้พระราชทานพระราชดำริว่าด้วย “ทฤษฎีใหม่” เพื่อเป็นแนวทางหรือหลักการในการบริหารการจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งมีองค์ประกอบหลักดังนี้

  1. ที่ดิน
  2. พืชเกษตร
  3. น้ำ

การบริหารการจัดการองค์ประกอบหลัก ทั้ง 3 ประการตามหลัก “ทฤษฎีใหม่” ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้นมีความสอดคล้องกับหลักคำสอนในศาสนาอิสลามดังนี้

1) การฟื้นฟูที่ดินรกร้าง คือการที่มุสลิมมุ่งไปยังที่ดินรกร้างซึ่งมิใช่กรรมสิทธิ์ของผู้หนึ่งผู้ใด แล้วมุสลิมผู้นั้นก็พัฒนาที่ดินให้เกิดประโยชน์ด้วยการปลูกไม้ยืนต้น หรือสร้างอาคารหรือขุดบ่อน้ำเอาไว้ใช้สอย ที่ดินผืนนั้นย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้นั้น ทั้งนี้มีหลักฐานจากอัล-หะดีษระบุว่า :


مَنْ أَحْيَاأَرْضًا مَيِّتَةً فَهَىَ لَه

ผู้ใดทำให้ผืนแผ่นดินที่ตายไปแล้วมีชีวิต (คือการพัฒนามัน) ผืนแผ่นดินนั้นย่อมเป็นสิทธิของเขา

(รายงานโดย อะฮฺหมัด และติรมีซี)


และอัลหะดีษที่ระบุว่า :


مَنْ أَعْمَرَ أَرْضًا لَيْسَتْ لأَحَدٍ فَهُوَ أَحَقُّ بِهَا

ผู้ใดพัฒนาผืนดินหนึ่งซึ่งมิใช่กรรมสิทธิ์ของผู้ใดให้มีความเจริญ เขาผู้นั้นย่อมมีสิทธิต่อที่ดินผืนนั้น

(รายงานโดย บุคอรี)


เมื่อการพัฒนาที่ดินที่รกร้างและ ไม่มีผู้ใดครอบครองกรรมสิทธิ์เป็นสิ่งที่อนุมัติตามหลักคำสอนของศาสนา การพัฒนาที่ดินซึ่งอยู่ในกรรมสิทธิ์ครอบครองของผู้เป็นเจ้าของที่ดินก็ย่อม เป็นสิ่งที่สมควรกว่า ทั้งนี้เพื่อให้ที่ดินที่ครอบครองอยู่นั้นเกิดประโยชน์สูงสุด

2) การเพาะปลูกพืชเกษตร ไม่ว่าจะเป็นธัญพืช จำพวก ข้าว หรือไม้ผลหรือไม้ล้มลุกตลอดจนพืชสมุนไพรเป็นสิ่งที่ศาสนาส่งเสริม เพราะนอกเหนือจากประโยชน์ในการบริโภค การใช้สอย และการจำหน่ายเป็นสินค้าแล้ว ยังถือว่าเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งผลานิสงค์อันมากมายอีกด้วย ดังปรากฏในอัลหะดีษที่ระบุว่า :


مَا مِنْ مُسْلِمٍ يَغْرِسُ غَرْسًا أويَزْ رَ عُ زَرْعًا ، فَيَأكُلُ مِنْهُ طَيْرٌأو إنسَانٌ إلاَّ كَانَ له به صدقَةٌ

ไม่ว่า มุสลิมคนใดได้ปลูกต้นไม้หรือทำการเพาะปลูกแล้วมีนกมากิน หรือแม้ว่ามนุษย์ก็ตามนอกเสียจากย่อมปรากฏเป็นการทำทานสำหรับเขาผู้นั้น แล้ว

(รายงานโดย บุคอรีและมุสลิม)


และมีอัล-หะดีษระบุว่า :


اِلْتَمِسُواالرِّزْقَ فى خَبَايَاالأرْضِ

พวกท่านจงแสวงหาปัจจัยยังชีพในสิ่งที่ถูก ปกปิดไว้ของผืนดิน

(รายงานโดย บุคอรี)


3) การจัดแบ่งที่ดินตามทฤษฎีใหม่นั้นจะมีการแบ่งที่ดินออกเป็นหลายส่วน คือ ส่วนแรก ขุดสระน้ำ ส่วนที่สองทำนาข้าว ส่วนที่สามปลูกพืชไร่ พืชสวน และสมุนไพร และส่วนสุดท้าย เป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆโดยมีอัตราส่วนแตกต่างกันตามความเหมาะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของพื้นที่ดิน ปริมาณน้ำฝน และสภาพแวดล้อม เป็นต้น

ในคัมภีร์อัลกุรฺอานได้ระบุเอาไว้ถึงหลักการข้อนี้ว่า


وَآيَةٌ لَّهُمُ الْأَرْضُ الْمَيْتَةُ أَحْيَيْنَاهَا وَأَخْرَجْنَا مِنْهَا حَبًّا فَمِنْهُ يَأْكُلُونَ وَجَعَلْنَا فِيهَا جَنَّاتٍ مِن نَّخِيلٍ وَأَعْنَابٍ وَفَجَّرْنَا فِيهَا مِنْ الْعُيُونِ لِيَأْكُلُوا مِن ثَمَرِهِ وَمَا عَمِلَتْهُ أَيْدِيهِمْ أَفَلَا يَشْكُرُونَ

และ สัญญาณหนึ่งสำหรับพวกเขานั้นคือ ผืนแผ่นดินที่แห้งแล้งเราได้ให้มันมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งและเราได้นำเมล็ด พืชออกมาจากมัน แล้วพวกเขาก็บริโภคส่วนหนึ่งจากมัน และเราได้ทำให้มีเรือกสวนจากอินทผาลัมและองุ่นในที่ดินนั้นและเราได้ทำให้มี ตาน้ำพุ่งออกมาในผืนดินนั้น เพื่อที่พวกเขาจะได้กินผลไม้ของมันตลอดจนสิ่งที่มือของพวกเขาได้กระทำมัน แล้วพวกเขาจะไม่ขอบคุณกระนั้นหรือ?

(สูเราะฮฺ ยาซีน อายะฮฺที่ 33-35)


จะเห็นได้ว่าในบรรดาอายะฮฺข้างต้น ได้ระบุถึงการพัฒนาที่ดินให้มีผลประโยชน์เกิดขึ้นตามกระบวนการทางธรรมชาติ ที่พระองค์อัลลอฮฺทรงกำหนดเอาไว้ โดยระบุถึงแหล่งน้ำในการเกษตร 2 ประการ คือ น้ำฝนและตาน้ำอันเป็นต้นกำเนิดของลำธารและแม่น้ำลำคลอง, การเพาะปลูกโดยใช้การหว่านเมล็ดพันธุ์พืช เพื่อใช้เป็นอาหารหลักในการบริโภคและการปลูกไม้ผลแบบสวนผสม (อินทผาลัม-องุ่น) ซึ่งในคัมภีร์อัลกุรฺอานได้กล่าวถึงพันธุ์พืชชนิดต่างๆเอาไว้อย่างมากมาย ซึ่งมุสลิมสามารถนำมาเพาะปลูกได้ในที่ดินของตนตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ ตามหลักการของทฤษฎีใหม่ยังได้ระบุถึงการเลี้ยงสัตว์ในที่ดินที่ถูกจัดแบ่ง อีกด้วย โดยให้ที่ดินส่วนแรก ซึ่งถูกขุดเป็นสระน้ำนั้น สามารถเลี้ยงปลาพันธุ์ต่างๆได้ ส่วนพื้นที่บนสระอาจสร้างเล้าไก่และบนขอบสระอาจปลูกไม้ยืนต้นที่ไม่ใช้น้ำ มากโดยรอบได้ในที่ดินส่วนสุดท้าย ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆนั้น สามารถสร้างโรงเพาะเห็ด ปลูกพืชสวนครัว ไม้ดอกไม้ประดับ และทำคอกสัตว์ได้ ซึ่งสัตว์เลี้ยงที่ว่านี้ก็คือ แพะนม, แกะ, วัวนม เป็นต้น ซึ่งสามารถนำมูลของมันมาเป็นอาหารปลาในสระน้ำและทำปุ๋ยหมักก็ได้

ส่วน น้ำนมของสัตว์ก็สามารถใช้บริโภคในครอบครัวหรือจำหน่ายได้กรณีมีมากเกินความ ต้องการ อีกทั้งเนื้อของสัตว์ดังกล่าวยังเป็นแหล่งโปรตีนอีกด้วย ทั้งนี้การเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้สอยงาน เช่นวัว ควาย หรือเพื่อใช้ในการบริโภคเป็นสิ่งที่ศาสนาอนุมัติ และส่งเสริมให้มุสลิมได้กระทำอีกด้วย ดังปรากฏในคัมภีร์ อัลกุรฺอาน ระบุว่า :


وَالأَنْعَامَ خَلَقَهَا لَكُمْ فِيهَا دِفْءٌ وَمَنَافِعُ وَمِنْهَا تَأْكُلُونَ وَلَكُمْ فِيهَا جَمَالٌ حِينَ تُرِيحُونَ وَحِينَ تَسْرَحُونَ وَتَحْمِلُ أَثْقَالَكُمْ إِلَى بَلَدٍ لَّمْ تَكُونُواْ بَالِغِيهِ إِلاَّ بِشِقِّ الأَنفُسِ إِنَّ رَبَّكُمْ لَرَؤُوفٌ رَّحِيمٌ

และปศุ สัตว์ พระองค์ทรงสร้างมันสำหรับพวกท่านในปศุสัตว์นั้นมีความอบอุ่น (คือหนังและขนที่นำมาทำเครื่องนุ่งห่มให้ความอบอุ่น) และประโยชน์หลากหลายและส่วนหนึ่งจากมันนั้นพวกท่านได้บริโภค และสำหรับพวกท่านในฝูงปศุสัตว์นั้นคือความสวยงาม ขณะที่มันกลับจากทุ่งหญ้าและขณะที่มันออกสู่ทุ่งหญ้า และมัน (ปศุสัตว์) ได้แบกสัมภาระของพวกท่านไปยังเมืองที่ไม่ปรากฏว่าพวกท่านไปถึงเมืองนั้นเว้น แต่ด้วยความเหนื่อยยากลำบากใจ แท้จริงพระผู้อภิบาลของพวกท่านทรงเอ็นดูยิ่ง อีกทั้งทรงเมตตาเสมอ

(สูเราะฮฺอัน-นะหฺลุ อายะฮฺที่ 5-7-)


และพระดำรัสที่ว่า :


وَإِنَّ لَكُمْ فِي الأَنْعَامِ لَعِبْرَةً نُّسْقِيكُم مِمَّا فِي بُطُونِهِ مِن بَيْنِ فَرْثٍ وَدَمٍ لَّبَنًا خَالِصًا سَآئِغًا لِلشَّارِبِينَ

และแท้ จริงในปศุสัตว์นั้นย่อมมีข้อคิดที่น่าใคร่ครวญสำหรับพวกท่าน เราได้ให้พวกท่านดื่มจากสิ่งที่อยู่ในท้องของมันจากระหว่างมูลและเลือดเป็น น้ำนมบริสุทธิ์ เป็นโอชาแก่ผู้ดื่มทั้งหลาย

(สูเราะฮฺอัน-นะหฺลุ อายะฮฺที่ 66)


กล่าวโดยสรุป การประกอบอาชีพด้วยความถูกต้องซื่อสัตย์สุจริต โดยเฉพาะอาชีพเกษตรกรรมเป็นสิ่งที่ศาสนาอนุมัติและส่งเสริมให้กระทำ อีกทั้งการประกอบอาชีพเกษตรแบบพอเพียงตามทฤษฎีใหม่ ที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างการเพาะปลูกอาหารหลัก การปลูกไม้ผล การทำเกษตรสวนผสมตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่อยู่ในกรอบที่ศาสนากำหนดวางเอาไว้

ท่าน นบี มุฮัมมัด (صلى الله عليه وسلم) ก็เคยเลี้ยงแพะแกะให้แก่ชาวนครมักกะฮฺ ท่านนบี มูซา (อ.ล) ก็เคยเลี้ยงปศุสัตว์ให้แก่พ่อตาของท่าน ท่านนบี ดาวูด (อ.ล) ก็มีอาชีพเป็นช่างตีเหล็ก ประดิษฐ์เกราะและโล่ ท่านนบี อาดัม (อ.ล) เป็นผู้มีอาชีพเพาะปลูกและทำนาไถหว่าน,ท่านนบีนัวะฮฺ (อ.ล) เป็นช่างไม้ และท่านนบีอิดรีส (อ.ล) เป็นช่างเย็บผ้า (รายงานโดย อัล-หากิม) การประกอบอาชีพจึงเป็นแบบฉบับของบรรดาศาสดาทั้งหลายที่มุสลิมควรถือเอาเป็น แบบอย่างในการดำเนินชีวิต


3. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง

แนวพระราชดำริของในหลวงข้อนี้สอดคล้องกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลามที่มีระบุเอาไว้ในคัมภีร์อัลกุรฺอานและอัล-หะดีษ ดังนี้

พระองค์อัลลอฮฺ ทรงดำรัสว่า :


يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ لاَ تَأْكُلُواْ أَمْوَالَكُمْ بَيْنَكُمْ بِالْبَاطِلِ إِلاَّ أَن تَكُونَ تِجَارَةً عَن تَرَاضٍ مِنكُمْ وَلاَ تَقْتُلُواْ أَنفُسَكُمْ إِنَّ اللّهَ كَانَ بِكُمْ رَحِيمًا وَمَن يَفْعَلْ ذَلِكَ عُدْوَانًا وَظُلْمًا فَسَوْفَ نُصْلِيهِ نَارًا

โอ้บรรดา ศรัทธาชนทั้งหลาย พวกท่านอย่าได้กินทรัพย์สินของพวกท่าน ระหว่างพวกท่านโดยมิชอบ ยกเว้นที่เป็นการค้าขายอันเกิดจากความพึงพอใจจากพวกท่าน และพวกท่านอย่าได้ฆ่าตัวของพวกท่านทั้งหลาย แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺนั้นทรงเมตตาต่อพวกท่านเสมอ และผู้ใดกระทำสิ่งดังกล่าวโดยละเมิดและอธรรม เราจะนำเขาผู้นั้นเขาสู่นรกอเวจี

(สูเราะฮฺ อัน-นิสาอฺ อายะฮฺที่ 29-30)


อายะฮฺนี้ได้กำหนดเงื่อนไขในบัญญัติว่าด้วยการค้าขายเอาไว้ 2 ประการคือ

การค้าขายนี้ต้องเกิดจากความพึงพอใจระหว่างสองฝ่ายที่ตกลงค้าขายกัน

การได้รับประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งจะต้องไม่ตั้งอยู่บนความเสียหายหรือขาดทุนของอีกฝ่ายหนึ่ง


ดังนั้น ศาสนาอิสลามไม่อนุญาตให้ศาสนิกชนทำการแสวงหาทรัพย์สินหรือผลกำไรในการค้าโดย ไม่คำนึงถึงวิธีการและแนวทางที่ได้มาซึ่งทรัพย์สินนั้น หากแต่อิสลามได้จำแนกแยกแยะเอาไว้ว่า แนวทางใดเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามศาสนบัญญัติ และวิธีการใดไม่ถูกต้องตามศาสนบัญญัติในการแสวงหาปัจจัยยังชีพ

โดย ตั้งอยู่บนหลักมูลฐานที่ว่า แนวทางและวิธีการในการแสวงหาทรัพย์สินใดๆ ก็ตามที่บุคคลได้รับประโยชน์บนความสูญเสียหรือขาดทุนของผู้อื่น สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ต้องห้าม (หะรอม) และแนวทางหรือวิธีการใดที่ต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์โดยมีความพึงพอใจ ระหว่างกันและเป็นธรรม สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่อนุมัติตามศาสนบัญญัติ ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ จะกล่าวถึงต่อไปในหมวดที่ว่าด้วยเรื่องการค้าขายและการแลกเปลี่ยน

กล่าวโดยสรุป ก็คือ การค้าขายใดๆก็ตามที่มีการเอารัดเอาเปรียบ, อธรรม, หลอกลวง การฉวยโอกาส และการทำให้สิ่งต้องห้ามตามหลักการของศาสนาแพร่หลายย่อมเป็นสิ่งต้องห้าม ในขณะเดียวกันผู้ใดทำการค้าขายในสิ่งที่อนุมัติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ผู้นั้นย่อมได้รับฐานันดรอันสูงส่ง ดังปรากฏในอัล-หะดีษระบุว่ะ :


التَّاجِرُ الأَمِيْنُ الصَّدُوْقُ مَعَ الشُّهَدَاءِ يَوْمَ القِيَامَةِ

ผู้ค้าขายที่มีความสุจริต ซื่อสัตย์ ย่อมได้อยู่พร้อมกับบรรดาผู้พลีชีพเพื่อปกป้องศาสนาในวันกิยามะฮฺ

(รายงานโดย อิบนุ มาญะฮฺ และอัลหากิม)


การค้าขายและการทำธุรกิจในปัจจุบันที่มุ่งเน้นการหากำไรและ กอบโกยทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือกลุ่มธุรกิจที่มีอำนาจและ โอกาสโดยขาดคุณธรรมและหลักจริยธรรมเป็นสิ่งที่อิสลามประณาม เพราะเป็นความอธรรม (อัซ-ซุลฺม์) ซึ่งอัลกุรฺอานได้คาดโทษเอาไว้อย่างรุนแรงว่า:


وَمَن يَظْلِم مِنكُمْ نُذِقْهُ عَذَابًا كَبِيرًا

และผู้ใดก็ตามจากพวกท่านได้อยุติธรรม เราจะให้เขาผู้นั้นได้ลิ้มรสการลงทัณฑ์อันใหญ่หลวง

(สูเราะฮฺอัล-ฟุรกอน อายะฮฺที่ 19)


และมีปรากฏในอัลหะดีษระบุว่า


اتقُو االظُّلم فإنَّ الظُّلمَ ظُلُمَا تٌ يَوْمَ القِيَامة

พวกท่านจงเกรงกลัวความอธรรม เพราะแท้จริงความอธรรมนั้นคือบรรดาความมืดมนในวันกิยามะฮฺ

(รายงานโดยอะฮฺหมัดและอัล-หากิม)


4. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยากด้วยการขวนขวายใฝ่หา ความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้นจนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ

พระราชดำริข้อนี้สอดคล้องกับหลักคำสอนของอิสลามที่มุ่งเน้น ให้ผู้ศรัทธาทุ่มเทในการทำงานตามสาขาอาชีพของตน ดังที่มีพระดำรัสในอัลกุรฺอานระบุว่า


وَقُلِ اعْمَلُواْ فَسَيَرَى اللهُ عَمَلَكُمْ وَرَسُولُهُ وَالْمُؤْمِنُونَ الآية

และจง กล่าวเถิดว่า พวกท่านจงทำงานเถิด แล้วต่อไปพระองค์อัลลอฮฺ ตลอดจนศาสนทูตของพระองค์ และมวลผู้ศรัทธาจักได้ประจักษ์ถึงงานของพวกท่าน

(สูเราะฮฺอัต-เตาบะฮฺ อายะฮฺที่ 105)


และการทำงานที่ประณีตละเอียดลออเป็นสิ่งที่พระองค์อัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) ทรงโปรดปรานดังปรากฏในอัลหะดีษที่ระบุว่า


إنَّ اللهُ يَحِبُّ إذاعَمِلَ أَحَدُكُمْ عَمَلاً أَنْ يُتْقِنَه

แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺทรงโปรดปรานเมื่อคนหนึ่งในหมู่พวกท่านได้กระทำงานหนึ่งในการที่เขามีความประณีต

(รายงานโดยอบูยะอฺลา)


งานที่ประณีตก็คือการทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ การวางแผนอย่างมีหลักมีเกณฑ์ โดยมีเป้าหมายในการผลิตผลงานที่ยังประโยชน์แก่สังคมส่วนรวมและยกระดับการ ครองชีพให้พอเพียงต่อความต้องการในการดำรงชีพ การประกอบอาชีพทุกอย่าง จำต้องอาศัยความรู้และทักษะที่เกิดจากการฝึกฝนและการสั่งสมประสบการณ์ ท่านอิหม่ามอัชชาฟิอีย์ (ร.ฮ.) ได้กล่าวว่า


مَنْ أَرَادَالدُّنْيَا فَعَلَيْهِ بِالْعِلْمِ وَمَنْ أَرَادَالآخِرَةَ فعلَيْهِ بالعِلْمِ

ผู้ใดปรารถนาโลกนี้ ผู้นั้นต้องเรียนรู้วิชา และผู้ใดปรารถนาโลกหน้า ผู้นั้นก็ต้องเรียนรู้วิชา

(กิตาบอัล-มัจญฺมูอฺ เล่มที่ 1 –คำนำ-)


ดังนั้นมุสลิมต้องเป็นผู้ใฝ่รู้และรู้จักเพิ่มพูนความรู้ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งการเรียนรู้เพื่อเพิ่มรายได้และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าย่อม เป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับฐานะของตน ความยากจนที่เกิดขึ้นกับผู้คนในการยกระดับฐานะของตน ความยากจนที่เกิดขึ้นกับผู้คนในสังคมนั้นถึงแม้จะเป็นปรากฏการณ์ที่มีอยู่จริง

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ให้ผู้ศรัทธายอมจำนนต่อความยากจนนั้น โดยไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงหรือคิดที่จะสร้างฐานะที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ การที่บุคคลมีอันจะกินและสำนึกในบุญคุณของพระองค์อัลลอฮฺย่อมเป็นสิ่ง ประเสริฐและมีผลานิสงค์เท่าเทียมกับผู้ถือศีลอดที่มีความอดทน และบุคคลจะมีสถานภาพในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้นก็ต้องมีความเพียร และมุ่งมานะในการทำงาน และงานที่ดีและมีคุณภาพก็ต้องเกิดจากความรู้ความเข้าใจและความชำนาญการ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีการแข่งขันในเรื่องค่าครองชีพสูง ความรู้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับการประกอบอาชีพและการบริหาร การจัดการต้นทุนของปัจเจกบุคคลให้สามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้


5. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่ว ประพฤติตนตามหลักศาสนา

แนวพระราชดำริในการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงข้อ นี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด เพราะหากขาดข้อนี้เพียงข้อเดียว ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็จะล้มเหลวและเป็นเพียงทฤษฎีที่ไม่สามารถประยุกต์ใช้ ได้จริงทั้งนี้ บุคคลจะมีความประหยัดและลดละความฟุ่มเฟือยได้ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีศรัทธา และความเชื่อมั่นต่อแนวทางและพยายามปฏิบัติตนให้เป็นไปตามแนวทางนั้น ซึ่งหลักคำสอนของศาสนาที่สอนให้ประพฤติดี และหลีกห่างความชั่วย่อมเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลสูงสุดในการควบคุมพฤติกรรมของ บุคคล มีปรากฏในอัลหะดีษระบุว่า


قَدْأَفْلَحَ مَنْ أَسْلَمَ ورُزِقَ كَفَافًا ، وقنَّعَهُ الله بِمَاآتَاهُ

แน่แท้ ผู้ที่ยอมจำนนตามวิถีอิสลามย่อมได้รับความสำเร็จ อีกทั้งเขาได้รับปัจจัยยังชีพที่พอเพียง และอัลลอฮฺได้ให้เขาผู้นั้นมีความพึงพอใจต่อสิ่งที่พระองค์ทรงนำมาให้แก่ เขา

(รายงานโดยบุคอรีและมุสลิม)


ในอัลหะดีษบทนี้มีหลักคำสอนอยู่ 3 ประการคือ


  1. การประพฤติตนในฐานะอิสลามิกชนด้วยการละเลิกสิ่งที่ฝ่าฝืนและขัดต่อหลักคำสอน ของศาสนาและมุ่งปฏิบัติคุณงามความดีที่ศาสนามีคำสอนสั่งใช้
  2. การมีปัจจัยยังชีพที่พอเพียงต่อความต้องการ
  3. การมีความพึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ไม่มักมาก ไม่โลภ หรือแสวงหาสิ่งที่เกินความจำเป็น


ทั้ง 3 ประการเป็นเงื่อนไขที่ทำให้บุคคลได้รับความสำเร็จทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

การที่บุคคลยึดมั่นในหลักคำสอนของศาสนาด้วยการประพฤติดีและ ละเว้นความชั่ว ย่อมเป็นบ่อเกิดของคุณธรรมในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ ผู้ที่มีศาสนาประจำใจและเคร่งครัดในการปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาจะไม่ ฟุ่มเฟือยและสุรุ่ยสุร่ายในการใช้จ่าย แต่จะรู้จักความพอดีและความเหมาะสมในการใช้จ่าย รู้จักทำมาหาเลี้ยงชีพ ไม่เกียจคร้าน และรู้จักบาปคุณโทษ ไม่ประกอบอาชีพที่ผิดต่อหลักศาสนบัญญัติ ไม่ฉ้อโกง หรือเอาเปรียบผู้อื่น แต่จะมีความสุจริตและซื่อสัตย์ รักในการเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์อยู่ตลอดเวลา จึงสามารถกล่าวได้ว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกำหนดวางเอาไว้เป็นหลัก 5 ประการนั้นมีความสอดคล้องกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลามโดยรวม

read more "เศรษฐศาสตร์อิสลาม"

บทความแนะนำ

World Clock

Featured Posts

เรื่องราวของสองอารยธรรม : อารยธรรมของชาวไวกิ้งและมุสลิม

เรื่องราวของสองอารยธรรม : อารยธรรมของชาวไวกิ้งและมุสลิม โดย : Cem Nizamoglu และ Sairah Yassir-Deane ย้อนหลังไปถึงมีนาคม 2015 ข่าวเกี่ยวก...