product :

วันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

พระศพของจักรพรรดิ์นำรูดผู้ยิ่งใหญ่ ในสมัยอาณาจักรโบราณ

พระศพของจักรพรรดิ์นำรูดผู้ยิ่งใหญ่ ในสมัยอาณาจักรโบราณ




เนื้อหาข่าว

มีการขุดพบกุโบร์ของราชานัมรูตและมเหษี ที่เมืองกัรกูก ทางตอนเหนือของประเทศอิรัค มัมมี่ของนัมรูตและมเหษีสวมใส่ทองคำและเพชรนิลจินดามีมูลค่าถึง 300 ล้านดอลล่าร์ การขุดค้นจะดำเนินการต่อกับหลุมศพอื่นๆในบริเวณใกล้เคียงต่อไป

เป็นอุทธาหรณ์สอนใจ...ตายแล้วเอาสมบัติอะไรติดตัวไปไม่ได้ซักอย่างจริงๆ








ยิ่งใหญ่ขนาดไหน เอาไปไม่ได้สักชิ้นเดียว โอ้! ราชานัมรูดผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยนบีอิบรอฮีม ครอบครองดินแดนเมโสโปเตเมีย หรืออาณาจักรเสี้ยววงเดือน ครอบคุมทั้งสองลุ่มน้ำ ไทกีส และยูเฟตีส หรือแม่น้ำฟูรอต สมคำล่ำลือ จริงๆ สุดท้าย ถูกยุง ทำให้ปวดหัว จนตีศรีษะตัวเอง ฉนั้น เมื่อมีอำนาจและทรัพสิน เงินทองมากมาย ให้บริจาคเยอะๆ นะครับ เพื่อนๆ ทุกๆ คน อย่ามัวหวงเก็บไว้ เพราะมันไม่สามารถนำติดตัวไปได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว สิ่งที่จะไปกับเราก็คือ อะม้าน อิบาดัต และคุณงามความดีที่เราได้ทำไว้ในดุนยานี้เท่านั้น


แหล่งที่มา : Google+YoutubeFacebook


#NEWS_Islamic_Society_Online
#God_Islamic_Society_Online
#ปาฏิหาริย์แห่งอิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "พระศพของจักรพรรดิ์นำรูดผู้ยิ่งใหญ่ ในสมัยอาณาจักรโบราณ"

วันพุธที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

พหุวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์โลกมุสลิม

พหุวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์โลกมุสลิม

(อาลี เสือสมิง)




บทนำ


มุสลิม คือ ผู้นับถือศาสนาอิสลามซึ่งศรัทธาต่อพระองค์อัลลอฮฺ ﷻ พระผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวงที่มีความแตกต่างและความหลากหลาย ศรัทธาต่อท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ศาสนทูตผู้ประกาศสาส์นสุดท้ายจากพระองค์อัลลอฮฺ ﷻ สู่มนุษยชาติทุกชาติพันธุ์ สีผิว ภาษาทั่วทุกภูมิภาคของโลก นับแต่ปีค.ศ.610 และสาส์นแห่งอิสลามจะยังคงแผ่สู่ประชาคมโลกตามวิถีแห่งสันติวิธีตราบจนวันโลกาวินาศ

ปัจจุบันมีประชากรโลกที่เป็นมุสลิมนับพันล้านคนอาศัยอยู่ในประเทศต่างๆ ในทุกทวีป ประชาคมมุสลิมเป็นกลุ่มศาสนิกชนที่มีความหลากหลายในด้านวัฒนธรรมและการดำรงชีวิต แต่ความหลากหลายในเรื่องดังกล่าวต่างอยู่ในกรอบแห่งหลักคำสอนของศาสนาอิสลามและถูกหล่อหลอมให้มีอัตลักษณ์แบบหลากหลายในความเป็นหนึ่งเดียว (เอกภาพ+พหุวัฒนธรรมแบบมุสลิม)

ประชาคมมุสลิมเป็นส่วนหนึ่งของประชากรโลกและอยู่ร่วมกับพหุวัฒนธรรมอื่นอย่างปกติสุขตลอดระยะเวลานับพันปีที่ผ่านมา ในกลุ่มประเทศมุสลิมสัญชาติอาหรับยังคงมีผู้นับถือศาสนาคริสต์ราว 14 ล้านคน และในกลุ่มประเทศมุสลิมอื่นๆ ทั่วโลกยังคงมีศาสนิกชนในศาสนาอื่นๆ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากตราบจนทุกวันนี้ เหตุนั้นจึงเป็นข้อยืนยันได้ว่า ประชาคมมุสลิมสามารถอยู่ร่วมกับผู้คนต่างลัทธิ ศาสนา ความเชื่อ และต่างวัฒนธรรมนับแต่อดีต และผู้คนที่มิใช่มุสลิมก็สามารถอยู่ร่วมกับประชาคมมุสลิมได้ ความวุ่นวายในกลุ่มประเทศมุสลิมในช่วงทศวรรษนี้ ตลอดจนมายาคติที่ทำให้ภาพลักษณ์ของชาวมุสลิมถูกมองจากชนต่างศาสนิกในเชิงลบและบิดเบือน ย่อมมิอาจทำลายข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ของชาวมุสลิมกับพลเมืองต่างวัฒนธรรมที่เคยอยู่ร่วมกันมาตลอดระยะเวลาพันกว่าปีที่ผ่านพ้นได้เลย

นิยาม : สังคมพหุวัฒนธรรม


สังคม หมายถึง คนจำนวนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันตามระเบียบกฏเกณฑ์ โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน

พหุ หมายถึง มาก, มากกว่าหนึ่ง, หลากหลาย

วัฒนธรรม หมายถึง สิ่งที่ทำให้เจริญงอกงามแก่หมู่คณะ, วิถีชีวิตของหมู่คณะ ทางวิทยาการ หมายถึง พฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมู่ผลิตสร้างขึ้นด้วยการเรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตน

สังคมพหุวัฒนธรรม จึงหมายถึง ประชาคมที่มีความสัมพันธ์และความเกี่ยวเนื่องในระหว่างกันโดยประชาคมนั้นมีวิถีชีวิตของกลุ่มชนที่หลากหลาย มีการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ความเจริญงอกงามในระหว่างกัน ตลอดจนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ การใช้สอยและมีวัตถุประสงค์สำคัญร่วมกัน

อัลกุรอาน : องค์ความรู้ในเชิงพหุวัฒนธรรม


คัมภีร์อัล-กุรอาน คือพระดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺ ﷻ ซึ่งประกาศว่ามนุษยชาติมีต้นกำเนิดจากอาดัมและหะวาอฺผู้เป็นปฐมของเผ่าพันธุ์มนุษย์ซึ่งแพร่กระจายไปทั่วแผ่นดินโลก และกลายเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย และความหลากหลายของชาติพันธุ์มนุษย์เป็นบ่อเกิดของพหุวัฒนธรรม เมื่อพัฒนาการทางสังคมของมนุษย์มีความเจริญและมีการแผ่ขยายมากขึ้นตามลำดับโดยเป้าหมายในการกำหนดให้มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์และพหุวัฒนธรรมคือการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ การเรียนรู้ซึ่งกันและกันในระหว่างเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ซึ่งต่างชาติพันธุ์ ต่างวัฒนธรรม และต่างวิถีการดำเนินชีวิตจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและสัมฤทธิผลได้ตามเจตนารมณ์ของพระผู้ทรงสร้าง จำต้องมีองค์ประกอบดังนี้

(1) องค์ความรู้ (มะอฺริฟะฮฺ) เกี่ยวกับความหลากหลายของพหุวัฒนธรรมซึ่งเป็นผลมาจากความหลากหลายของชาติพันธุ์และพัฒนาการของสังคมมนุษย์

(2) การยอมรับ (อัล-อิอฺติรอฟ) ในความหลากหลายและความแตกต่างของกลุ่มวัฒนธรรมในความเป็นชาติพันธุ์ที่มีความต่างในด้านกายภาพ (ญิสมานียฺ) และจิตภาพ (รูหานียฺ)

(3) ขนบธรรมเนียมและจารีต (อัล-อุรฟ์) ของแต่ละกลุ่มวัฒนธรรมซึ่งมีพัฒนาการในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง ตลอดจนวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในแต่ละกลุ่มวัฒนธรรม อันเป็นเนื้อหาในการเรียนรู้ การทำความเข้าใจ และการและเปลี่ยนในระหว่างกัน

(4) การทำความรู้จักในระหว่างกัน (อัต-ตะอารุฟ) โดยผ่านกระบวนการปฏิสัมพันธ์ในเชิงบวกและการสร้างสรรค์ ตลอดจนการสานเสวนาแบบสันติวิธี องค์ประกอบทั้ง 4 ประการถูกประมวลอยู่ในถ้อยความที่ว่า “เพื่อที่สูเจ้าจะได้เรียนรู้และทำความรู้จักซึ่งกันและกัน” ดังที่อัล-กุรอานได้ระบุว่า:

﴾ يَـٰٓأَيُّهَا ٱلنَّاسُ إِنَّا خَلَقْنَـٰكُم مِّن ذَكَرٍ وَأُنثَىٰ وَجَعَلْنَـٰكُمْ شُعُوبًا وَقَبَآئِلَ لِتَعَارَفُوٓا۟ ۚ إِنَّ أَكْرَمَكُمْ عِندَ ٱللَّـهِ أَتْقَىٰكُمْ ﴿ 

الحجرات : ١٣

โอ้ มนุษยชาติ แท้จริงเราได้สร้างสูเจ้าจากชายและหญิง และเราได้บันดาลให้สูเจ้าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าเพื่อที่สูเจ้าจะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติมากที่สุดของสูเจ้า ณ พระองค์อัลลอฮฺคือผู้ที่สังวรตนมากที่สุดของสูเจ้า แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺนั้นทรงรู้ยิ่ง อีกทั้งทรงทราบยิ่ง
(บทอัล-หุญุรอต: 13)


﴾ لِكُلٍّۢ جَعَلْنَا مِنكُمْ شِرْعَةً وَمِنْهَاجًا ۚ وَلَوْ شَآءَ ٱللَّـهُ لَجَعَلَكُمْ أُمَّةً وَٰحِدَةً وَلَـٰكِن لِّيَبْلُوَكُمْ فِى مَآ ءَاتَىٰكُمْ ۖ فَٱسْتَبِقُوا۟ ٱلْخَيْرَٰتِ ۚ إِلَى ٱللَّـهِ مَرْجِعُكُمْ جَمِيعًا فَيُنَبِّئُكُم بِمَا كُنتُمْ فِيهِ تَخْتَلِفُونَ ﴿

المائدة : ٤٨

สำหรับทั้งหมดจากสูเจ้า เราได้วางบัญญัติและมรรคาอันชัดแจ้งไว้แล้ว และหากว่าพระองค์อัลลอฮฺทรงมีพระประสงค์แล้วไซร้ พระองค์ย่อมทรงบันดาลให้สูเจ้าเป็นประชาคมเดียวกัน แต่ (ที่สูเจ้ามีความแตกต่างกันในการถือตามบัญญัติและมรรคานั้น) เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงทดสอบสูเจ้าในสิ่งที่พระองค์ทรงนำ (สิ่งนั้น) มายังสูเจ้า ดังนั้นสูเจ้าจงแข่งกันใน (การประกอบ) คุณงามความดีเถิด ยังอัลลอฮฺคือที่กลับคืนของสูเจ้าทั้งหมด แล้วพระองค์จะทรงบอกสูเจ้าถึงสิ่งที่สูเจ้าเคยมีความแตกต่างกันในสิ่งนั้น
(อัล-มาอิดะฮฺ : 48)


ในศาสนาอิสลามมีหลักคำสอนที่บ่งถึงการยอมรับความแตกต่างและความหลากหลายในเชิงพหุวัฒนธรรมทั้งในด้านกายภาพ พฤติกรรม ความเชื่อ และวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนซึ่งทั้งหมดเป็นเผ่าพันธุ์ของอาดัม (อะลัยฮิสลาม)


﴾ وَمِنْ ءَايَـٰتِهِۦ خَلْقُ ٱلسَّمَـٰوَٰتِ وَٱلْأَرْضِ وَٱخْتِلَـٰفُ أَلْسِنَتِكُمْ وَأَلْوَٰنِكُمْ ۚ إِنَّ فِى ذَٰلِكَ لَـَٔايَـٰتٍ لِّلْعَـٰلِمِينَ ﴿

الروم : ٢٢

และส่วนหนึ่งจากบรรดาสัญญาณของพระองค์คือการสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน ตลอดจนความแตกต่างของภาษาพูดและสีผิวของสูเจ้า แท้จริงในสิ่งดังกล่าวนั้นคือบรรดาสัญญาณสำหรับบรรดาผู้รู้
(อัร-รูม : 22)


ความแตกต่างของภาษาที่ประชากรโลกใช้ในการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ และความหลากหลายของสีผิวเป็นข้อเท็จจริงทางกายภาพที่รับรู้กันและไม่มีผู้ใดปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ได้ เมื่อประชากรโลกมีสีผิวและภาษาต่างกัน วัฒนธรรมและวิถีของการดำรงชีวิตจึงมีความแตกต่างกัน ศาสนาอิสลามจึงยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว และถือว่าความแตกต่างของภาษาและสีผิวเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงมหิทธานุภาพและพระปรีชาญาณของพระองค์อัลลอฮฺพระผู้ทรงสร้าง



﴾ وَلَوْ شَآءَ رَبُّكَ لَجَعَلَ ٱلنَّاسَ أُمَّةً وَٰحِدَةً ۖ وَلَا يَزَالُونَ مُخْتَلِفِينَ ﴿

هود : ١١٨


และมาตรแม้นพระผู้อภิบาลของสูเจ้าทรงมีพระประสงค์แล้วไซร้ พระองค์ก็ย่อมทรงบันดาลให้มวลมนุษย์เป็นประชาคมเดียวกัน (คือถือในศาสนาเดียวกัน) และมวลมนุษย์ยังคงมีความแตกต่างกัน (เพราะความแตกต่างในด้านความเชื่อของมนุษย์เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์
(ฮูด : 118)


﴾ لَآ إِكْرَاهَ فِى ٱلدِّينِ ۖقَد تَّبَيَّنَ ٱلرُّشْدُ مِنَ ٱلْغَىِّ ﴿

البقرة : ٢٠٦


ไม่มีการบังคับในการถือศาสนา แน่แท้ความถูกต้องเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนแล้วจากความหลงผิด
(อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 256)

ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ประชากร คาบสมุทรอาหรับ


คาบสมุทรอาหรับ ยุคเริ่มต้นการประกาศศาสนาอิสลามของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ณ นครมักกะฮฺ ปีค.ศ.610 ถือเป็นภูมิภาคของโลกที่มีความหลากหลายทั้งในด้านภูมิศาสตร์และสังคมศาสตร์ วิถีชีวิตของผู้คนในคาบสมุทรอาหรับเป็นพหุวัฒนธรรมในหลายมิติ เช่น การดำรงชีวิตแบบสังคมเมือง (อัล-หะเฏาะรียฺ) ในนครมักกะฮฺ มะดีนะฮฺ อัฏ-ฏออิฟ และศอนอาอฺ เป็นต้น การดำรงชีวิตแบบเร่ร่อน (อัล-บะดะวียฺ) ของชนเผ่าเบดูอิน การประกอบอาชีพค้าขายแบบกองคาราวานสินค้าในช่วงฤดูร้อน (อัศ-ศอยฟียฺ) และฤดูหนาว (อัช-ชัตวียฺ) การเลี้ยงปศุสัตว์ในทุ่งหญ้า และการประกอบอาชีพหัตถกรรม, การถือในลัทธิและศาสนาซึ่งมีทั้งกลุ่มพหุเทวนิยม คริสต์ศาสนา ศาสนายูดาย และศาสนาโซโรอัสเตอร์ (มะญูสียะฮฺ) เป็นต้น

นครมักกะฮฺ : คือสถานที่กำเนิดของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ และการประกาศศาสนาของท่านเริ่มต้นขึ้นที่นครแห่งนี้ นครมักกะฮฺเป็นชุมทางสำคัญในเส้นทางการค้าสมัยโบราณของคาบสมุทรอาหรับซึ่งมีเส้นทางหลักถึง 9 เส้นทาง พลเมืองในนครมักกะฮฺดำรงชีวิตแบบกึ่งสังคมเมืองมีเผ่ากุรอยช์เป็นผู้นำโดยเผ่ากุรอยช์มี 2 ตระกูลใหญ่ ประกอบด้วย ตระกูลอุมัยยะฮฺ และตระกูลฮาชิม นครมักกะฮฺเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของชนเผ่าอาหรับในคาบสมุทรอาหรับเพราะเป็นที่ตั้งของอัล-กะอฺบะฮฺ (อาคารรูปทรงสี่เหลี่ยม) และเป็นที่ตั้งของสถานที่ประกอบพิธีกรรมฮัจญ์

นครมักกะฮฺจึงเป็นจุดบรรจบของพหุวัฒนธรรมที่ผ่านกองคาราวานสินค้าและการประกอบพิธีกรรมฮัจญ์ซึ่งมีมาก่อนการประกาศศาสนาของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ส่วนหนึ่งจากผลพวงดังกล่าวคือ ภาษาอาหรับที่ชาวกุรอยช์ได้รับมาจากชนเผ่าอื่นๆ และนำมาสังเคราะห์จนตกผลึก ทำให้ภาษาอาหรับของชาวกุรอยช์มีพัฒนาการจนถึงจุดสูงสุดทั้งในด้านความร่ำรวยของคำศัพท์ ไวยากรณ์ วาทศิลป์ และบทกวี เหตุนั้นคัมภีร์อัล-กุรอานจึงถูกประทานลงมาเป็นภาษาอาหรับในสำเนียงของชนเผ่ากุรอยช์

กลุ่มศาสนาและลัทธิความเชื่อในคาบสมุทรอาหรับ


ยุคสมัยก่อนอิสลาม (อัล-ญาฮิลียะฮฺ) และช่วงการประกาศศาสนาอิสลามของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ในคาบสมุทรอาหรับมีกลุ่มศาสนาและลัทธิความเชื่อหลากหลาย ชนเผ่าอาหรับส่วนใหญ่มีความเชื่อแบบพหุเทวนิยมและกราบไหว้รูปเคารพ เฉพาะในนครมักกะฮฺ มีเทวรูปสำคัญที่ชาวกุรอยช์และชนเผ่าอาหรับเคารพสักการะ เช่น ฮุบัล, มะนาต, อัล-ลาต, อัล-อุซซา, อิสาฟ, นาอิละฮฺ เป็นต้น

ในช่วงการประกาศศาสนาอิสลามของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ณ นครมักกะฮฺตลอดระยะเวลา 13 ปี ท่านประกาศศาสนาบนพื้นฐานของความไม่เกี่ยวข้องระหว่างลัทธิพหุเทวนิยมและความเชื่อในเอกานุภาพของศาสนาอิสลาม ดังปรากฏในคัมภีร์อัล-กุรอานว่า


قُلْ يَـٰٓأَيُّهَا ٱلْكَـٰفِرُونَ ﴿١﴾ لَآ أَعْبُدُ مَا تَعْبُدُونَ ﴿٢﴾ وَلَآ أَنتُمْ عَـٰبِدُونَ مَآ أَعْبُدُ ﴿٣﴾ وَلَآ أَنَا۠ عَابِدٌ مَّا عَبَدتُّمْ ﴿٤﴾ وَلَآ أَنتُمْ عَـٰبِدُونَ مَآ أَعْبُدُ ﴿٥﴾ لَكُمْ دِينُكُمْ وَلِىَ دِينِ ﴿٦

الكافرون : ١-٦

(โอ้ศาสนทูต) จงกล่าวเถิด โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธ * ฉันจะไม่เคารพสักการะสิ่งที่พวกท่านเคารพสักการะ (ในปัจจุบัน) * และพวกท่านไม่ใช่ผู้เคารพสักการะต่อสิ่งที่ฉันเคารพสักการะ (ในอดีต) * และพวกท่านมิใช่ผู้เคารพสักการะ (ในอนาคต) ต่อสิ่งที่ฉันเคารพสักการะ (ในปัจจุบันและอนาคต) * สำหรับพวกท่านคือศาสนาของพวกท่านและสำหรับฉันคือศาสนาของฉัน *
(อัล-กาฟิรูน:1-6)


﴾ ٱتَّبِعْ مَآ أُوحِىَ إِلَيْكَ مِن رَّبِّكَ ۖ لَآ إِلَـٰهَ إِلَّا هُوَ ۖ وَأَعْرِضْ عَنِ ٱلْمُشْرِكِينَ ﴿

โอ้ ศาสนทูต ท่านจงปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกดลใจมายังท่านจากพระผู้อภิบาลของท่าน ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ถูกเคารพสักการะโดยเที่ยงแท้นอกจากพระองค์ และท่านจงผินออกจากบรรดาผู้ตั้งภาคี
(อัล-อันอาม : 106)


﴾ وَلَا تَسُبُّوا۟ ٱلَّذِينَ يَدْعُونَ مِن دُونِ ٱللَّـهِ فَيَسُبُّوا۟ ٱللَّـهَ عَدْوًۢا بِغَيْرِ عِلْمٍ ﴿

และสูเจ้าอย่าได้บริภาษบรรดาสิ่งที่พวกเขา (เหล่าผู้ตั้งภาคี) วิงวอนขออื่นจากพระองค์อัลลอฮฺ เพราะ (การบริภาษสิ่งเหล่านั้น) จะเป็นเหตุให้พวกเขา (เหล่าผู้ตั้งภาคี) บริภาษพระองค์อัลลอฮฺโดยละเมิดด้วยสิ่งที่มิใช่ความรู้ชัด
(อัล-อันอาม : 108)


ในคาบสมุทรอาหรับ ศาสนาคริสต์ได้แพร่หลายในหมู่ชนเผ่าอาหรับซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในแคว้นชาม (ซีเรีย) และทางตอนเหนือของคาบสมุทรอาหรับ เช่น ชนเผ่ากัลบ์ อิบนุ วับเราะฮฺ, ตัฆลิบ อิบนุ วาอิล, อัน-นะมิรฺ อิบนุ กอสิฏ, ฏ็อยยิอฺ และตระกูลกุฎออะฮฺบางส่วน เช่น ญุซาม อิบนุ อะดียฺ, บะลียฺ อิบนุ อัมรฺ และบุลกีน เป็นต้น

ส่วนชนเผ่าอาหรับที่ใหญ่ที่สุดซึ่งถือในศาสนาคริสต์นิกายโมโนฟิสต์ก่อนยุคอิสลามคือพวกเฆาะสาสินะฮฺที่สวามิภักดิ์ต่อจักวรรดิ์โรมันไบแซนไทน์ ศาสนาคริสต์ยังแพร่หลายในแคว้นนัจญ์รอนทางตอนเหนือของยะมัน (เยเมน) และพวกมะนาซิเราะฮฺทางตอนเหนือคาบสมุทรอาหรับซึ่งสวามิภักดิ์ต่อจักวรรดิ์เปอร์เซียก็ถือในศาสนาคริสต์เช่นกัน

สำหรับชาวยิวได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ในนครยัษริบ (นครมะดีนะฮฺ) 3 เผ่าด้วยกันคือ ก็อยนุกออฺ, อัน-นะฎีรฺ และกุรอยเซาะฮฺ รวมถึงชาวยิวในคอยบัรฺและตัยมาอฺ ชาวยิวในช่วงก่อนการอพยพ (ฮิจญ์เราะฮฺ) ของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ เป็นพันธมิตรกับชาวอาหรับพื้นเมืองเผ่าเอาวฺส์และค็อซรอจญ์

วัฒนธรรมและหลักปฏิบัติของชาวยิวในคัมภีร์อัต-เตารอตได้มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวอาหรับพื้นเมืองทั้ง 2 เผ่าในนครยัษริบ (นครมะดีนะฮฺ) เนื่องจากชาวยิวมีธรรมบัญญัติจากคัมภีร์เป็นของตนเอง มีปุโรหิตและธรรมาจารย์ที่ทำหน้าที่ในการประกอบพิธีกรรมและศาสนกิจในมิดรอส (ธรรมศาลา) ตลอดจนการตัดสินชำระความตามที่คัมภีร์อัต-เตารอตบัญญัติ ชาวอาหรับเผ่าเอาวฺส์และค็อซรอจญ์จึงมองชาวยิวว่าเป็นกลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมสูงกว่าและบ่อยครั้งที่ชาวอาหรับได้อาศัยปุโรหิตและธรรมาจารย์ชาวยิวในการตัดสินและชำระคดีคดีความที่เกิดการพิพาทในระหว่างชาวอาหรับด้วยกัน

ในคาบสมุทรอาหรับมีศาสนาโซโรอัสเตอร์ (มะญูสียะฮฺ) แพร่หลายอยู่ในยะมัน (เยเมน) และโอมาน

คาบสมุทรอาหรับตั้งอยู่ระหว่างการแผ่อิทธิพลของ 2 จักวรรดิ์ใหญ่ คือ จักวรรดิ์เปอร์เซีย วงศ์แสดสานิด (ค.ศ.224-651) ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรอาหรับ และจักรวรรดิ์โรมันไบแซนไทน์ (ค.ศ.324-1453) ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของคาบสมุทรอาหรับ

จักรวรรดิ์เปอร์เซียแผ่อำนาจสู่อีรักและเขตอัล-ญะซีเราะฮฺทางตอนเหนือของคาบสมุทรอาหรับ (ด้านทิศตะวันออก) และบะห์เรน, โอมาน ตลอดจนยะมัน (เยเมน) อารยธรรมเปอร์เซียมีอิทธิพลต่อชาวอาหรับในด้านภาษา วรรณกรรม การปกครอง พิชัยสงคราม และการแพทย์ซึ่งมีความเจริญก้าวหน้าในนครญุนดีสาปูรฺ แคว้นคูซิสตาน กล่าวกันว่า อัล-หาริษ อิบนุ กะละดะฮฺ (เสียชีวิตค.ศ.670) นายแพทย์ชาวอาหรับที่อยู่ร่วมสมัยกับท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ เคยศึกษาวิชาแพทย์ในนครญุนดีสาปูรฺ อิทธิพลทางภาษาของอารยธรรมเปอร์เซียคือคำศัพท์จำนวนมากที่ชาวอาหรับได้นำมาใช้และมีปรากฏคำศัพท์เปอร์เซีย (ภาษาฟาริสียฺ) ที่กลายเป็นคำอาหรับจำนวนมากในคัมภีร์อัล-กุรอาน

จักรวรรดิ์โรมันไบแซนไทน์แผ่อำนาจสู่แคว้นชามทางตอนเหนือของคาบสมุทรอาหรับ (ด้านทิศตะวันตก) แคว้นชาม ดินแดนทางตอนใต้ของคาบสมุทรอนาโตเลีย (ตุรกี) ซีเรีย เลบานอน จอร์แดน และปาเลสไตน์ อาณาเขตของจักรวรรดิ์โรมันไบแซนไทน์ยังรวมถึงคาบสมุทรไซนาย อียิปต์ และแอฟริกาเหนือ ชาวอาหรับในแคว้นชามได้รับอิทธิพลของโรมัน-กรีกในด้านการปกครอง ภาษา ศาสนา และศิลปะสถาปัตยกรรม

ในยุคก่อนอิสลามกองคาราวานสินค้าของชาวอาหรับจะมุ่งหน้าในฤดูร้อนเพื่อทำการค้ากับพลเมืองอาหรับและโรมันในแคว้นชาม ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ เคยเดินทางสู่แคว้นชามพร้อมกับอบูฏอลิบ ลุงของท่านในขณะเยาว์วัย และเมื่อครั้งที่ท่านเข้าสู่วัยหนุ่มก่อนการสมรสกับพระนางเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.)

การผ่องถ่ายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของผู้คนต่างดินแดนในอดีตจะผ่านการค้าแบบกองคาราวานที่ล่องสินค้าจากดินแดนหนึ่งสู่อีกดินแดนหนึ่ง เส้นทางการค้าทั้งทางบก (เช่น เส้นทางสายไหม) และทางทะเลหรือพาณิชย์นาวี (เช่น เส้นทางสายเครื่องเทศ) เปรียบเสมือนเครือข่ายที่เชื่อมต่อกันในชุมทางหรือสถานีทางการค้าจึงเป็นจุดบรรจบของวัฒนธรรมที่หลากหลายและเป็นแหล่งที่ผู้คนต่างวัฒนธรรมมาพบปะกันจนเกิดพหุวัฒนธรรม ซึ่งสภาพการณ์ดังกล่าวยังคงมีพัฒนาการสืบต่อมาแม้ภายหลังการอุบัติขึ้นของศาสนาอิสลามในคาบสมุทรอาหรับ

และความเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมอิสลามในช่วงยุคกลางส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ชาวมุสลิมในดินแดนที่อยู่ในเส้นทางการค้าได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชนต่างถิ่น ความเป็นพหุวัฒนธรรมจึงเป็นเอกลักษณ์ของอารยธรรมอิสลามประการหนึ่งซึ่งรวมผู้คนต่างวัฒนธรรมในดินแดนทั่วโลกอิสลามเข้าไว้ด้วยกัน

พหุวัฒนธรรมในสายตระกูล


ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ เป็นชาวอาหรับในตระกูลกุรอยช์ที่สืบเชื้อสายถึงท่านนบีอิสมาอีล (อะลัยฮิสสลาม) ซึ่งเป็นบุตรคนหัวปีของท่านนบีอิบรอฮีม (อะลัยฮิสสลาม) กับพระนางฮาญัรฺ ท่านนบีอิบรอฮีม (อะลัยฮิสสลาม) เป็นชาวเมืองอู๊รฺในดินแดนเมโสโปเตเมีย (อีรัก) ส่วนพระนางฮาญัรฺเป็นสตรีชาวอียิปต์ และเมื่อท่านนบีอิสมาอีล (อะลัยฮิสสลาม) เติบใหญ่ที่นครมักกะฮฺ ท่านได้สมรสกับสตรีในชนเผ่าญุรฺฮุม ซึ่งเป็นชาวอาหรับแท้ที่ย้ายถิ่นฐานจากยะมัน (เยเมน) มาอยู่ที่นครมักกะฮฺ และบรรพบุรุษของตระกูลกุรอยช์คือท่านอัดนาน เป็นผู้ที่สืบเชื้อสายถึงท่านนบีอิสมาอีล (อะลัยฮิสสลาม)

กลุ่มชาติพันธุ์อาหรับแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

1) อัล-อาริบะฮฺ คือชาวอาหรับเดิมในแคว้นยะมัน (เยเมน) ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเกาะหฺฏอน

2) อัล-มุสตะอฺริบะฮฺ คือชาวอาหรับที่เป็นพลเมืองในแคว้นอัล-หิญาซและแคว้นนัจญด์ เป็นกลุ่มที่สืบเชื้อสายถึงอัดนานซึ่งเป็นลูกหลานของท่านนบีอิสมาอีล (อะลัยฮิสสลาม) และท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ สืบเชื้อสายถึงอัดนาน

เฉพาะการสืบเชื้อสายของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ถึงท่านนบีอิบรอฮีม (อะลัยฮิสสลาม) จะมีชาติพันธุ์ที่หลากหลายร่วมผสมพงษ์อยู่ ได้แก่ คัลดาเนียน (เมโสโปเตเมีย-อีรัก) ค็อปติก (อียิปต์) อาหรับแท้ (ญุรฺฮุม) และอาหรับลูกผสม (อัดนานียูน) ความเป็นพหุวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นเซมิติก (อัส-สามียะฮฺ) มากกว่าหนึ่งกลุ่มได้กลายเป็นสายตระกูลของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ และพลเมืองอาหรับในคาบสมุทรอาหรับ

เหตุนี้จึงกล่าวได้ว่าในสายเลือดของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ที่ย้อนกลับไปสู่บรรพบุรุษคือท่านนบีอิบรอฮีม (อะลัยฮิสสลาม) มีความเป็นพหุวัฒนธรรมอย่างชัดเจน ทั้งนี้ยังไม่นับรวมเชื้อสายของท่านนบีอิบรอฮีม (อะลัยฮิสสลาม) ผ่านท่านนบีอิสหาก (อะลัยฮิสสลาม) และท่านนบียะอฺกู๊บ (อะลัยฮิสสลาม) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพงษ์พันธุ์อิสราเอล (บะนู อิสรออีล) ที่เป็นชาวยิวและชาวคริสต์ในยุคก่อนการประกาศศาสนาของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ เพราะหากนับรวมเชื้อสายของฝ่ายนี้เข้าไปด้วยก็ยิ่งชี้ชัดความเป็นพหุวัฒนธรรมมากขึ้นไปอีก

การแผ่อิทธิพลของ 2 มหาอำนาจในคาบสมุทรอาหรับ


ในคริสตศตวรรษที่ 6 (ปลายสมัยอัล-ญาฮิลียะฮฺ) ดินแดนทางตอนเหนือของคาบสมุทรอาหรับเป็นภูมิภาคแบบกึ่งทะเลทรายมีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่ตั้งอยู่ระหว่างจักรวรรดิ์เปอร์เซียและจักรวรรดิ์โรมันไบแซนไทน์ ชาวอาหรับเรียกดินแดนส่วนนี้ว่า “บาดิยะตุชชาม” (เขตทุรกันดารของแคว้นชาม) เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สองจักวรรดิ์แข่งขันกันแผ่อำนาจเพื่อยึดครอง ดินแดนบาดิยะตุชชามมีพื้นที่ติดต่อกับดินแดนอัล-ฮิลาล อัล-เคาะศีบ (จันทร์เสี้ยวสมบูรณ์)

ฝ่ายจักวรรดิ์เปอร์เซียต้องการยึดครองดินแดนส่วนนี้เพื่อเปิดเส้นทางสู่เมืองท่าทางการค้าริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนฝ่ายจักรวรรดิ์โรมันไบแซนไทน์ได้ย้ายราชธานีจากกรุงโรมสู่นครคอนสแตนติโนเปิ้ล นับตั้งแต่ค.ศ.ที่ 330 จึงถือว่าการแผ่อิทธิพลของจักรวรรดิ์เปอร์เซียสู่ดินแดนบาดิบะตุชชาม และอัล-ฮิลาล อัล-เคาะศีบเป็นภัยคุกคามต่อจักรวรรดิ์โรมันไบแซนไทน์ การทำสงครามขับเคี่ยวระหว่าง 2 มหาอำนาจของโลกยุคก่อนอิสลามจึงเป็นสงครามตัวแทนโดยอาศัยชนเผ่าอาหรับที่ทรงอิทธิพล 2 กลุ่มได้แก่ ชนเผ่าตะนูคียูนหรือลัคมียูนซึ่งสวามิภักดิ์ต่อจักรวรรดิ์เปอร์เซีย เรียกผู้ปกครองชาวอาหรับกลุ่มนี้ว่า “วงศ์อัล-มะนาซิเราะฮฺ” และชนเผ่าอัล-เฆาะสาสินะฮฺหรือวงศ์อาล ญัฟนะฮฺ ซึ่งสวามิภักดิ์ต่อจักรวรรดิ์โรมันไบแซนไทน์ ดินแดนทางตอนเหนือคาบสมุทรอาหรับจึงเป็นเขตอิทธิพลของวัฒนธรรมเปอร์เซียและโรมันตะวันออกที่มีชนเผ่าอาหรับฝ่ายเหนือทั้ง 2 กลุ่มเป็นตัวแทนของแต่ละฝ่าย

ดินแดนทางตอนใต้ของคาบสมุทรอาหรับ ในแคว้นยะมัน (เยเมน) กลุ่มชาวยิวได้อพยพจากดินแดนที่อยู่ใต้อาณัติของจักรวรรดิ์โรมันภายหลังจักรวรรดิ์โรมันยอมรับคริสตศาสนาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยกลุ่มชาวยิวได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ในดินแดนของพวกหิมยัรฺ ซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจเก่าในแคว้นยะมัน ต่อมาในคริสตศตวรรษที่ 6 กษัตริย์ซุนนูวาสได้เข้ารีตในศาสนายูดายและเริ่มพิพาทกับชาวคริสต์ที่เข้ามาก่อนหน้านั้นแล้วโดยผ่านเส้นทางการค้าจากโรมันไบแซนไทน์และเอธิโอเปีย ทั้งนี้คณะทูตของโรมันได้เดินทางมาถึงยะมันพร้อมกับคริสตศาสนาในปีค.ศ. 356 และมีการจัดตั้งคริสจักรขึ้น 3 แห่งในดินแดนของพวกหิมยัรฺ

ต่อมาในปีค.ศ.ที่ 500 พลเมืองในเขตนัจญ์รอนก็เข้ารีตในคริสตศาสนาโดยบาทหลวงฟีโมน ซึ่งเดินทางมาจากแคว้นชาม และในคริสตศตวรรษที่ 6 กษัตริย์ซุนนูวาส อัล-หิมยะรียฺได้เข้ารีตในศาสนายูดาย และได้รับการสนับสนุนจากจักรวรรดิ์เปอร์เซีย กษัตริย์ซุนนูวาสได้กดขี่ชาวคริสต์ในเมืองนัจญ์รอนและเผาชาวคริสต์ในเหตุการณ์ของชาวคันคู (อัศหาบ อัล-อุคดูค) ปีค.ศ. 523 ซึ่งถูกระบุถึงในคัมภีร์อัล-กุรอานบทอัล-บุรูจญ์

หลังเหตุการณ์ชาวคันคู จักรพรรดิ์จัสติเนียนแห่งโรมันไบแซนไทน์เข้าแทรกแซงแคว้นยะมันโดยบัญชาให้กษัตริย์เนกุส (อัน-นะญาชียฺ) แห่งอัล-หะบะชะฮฺ (เอธิโอเปีย) ส่งกองทัพข้ามทะเลแดงภายใต้การนำทัพของอัรยาฏเพื่อขับไล่กษัตริย์ซุนนูวาสและยึดครองแคว้นยะมัน ต่อมาอับเราะฮะฮฺ อัล-อัชร็อมก็ปกครองแคว้นยะมันต่อจากแม่ทัพอัรยาฏ โดยแคว้นยะมันอยู่ใต้อาณัติของเอธิโอเปียนับแต่ปีค.ศ. 525 และในปีค.ศ. 571 อับเราะฮะฮฺ อัล-อัชร็อมได้ยกกองทัพช้างเพื่อหวังทำลายอัล-กะอฺบะฮฺในนครมักกะฮฺ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เหตุการณ์ของกองทัพช้างถูกระบุถึงในคัมภีร์อัล-กุรอานบทอัล-ฟีล และในปีค.ศ. 571 อันเป็นปีช้าง ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ได้ถือกำเนิด

และในปีค.ศ. 575 สัยฟ์ บุตร ซียะซันได้รับการสนับสนุนจากคุสโรว์ อะนูชัรวาน แห่งจักรวรรดิ์เปอร์เซียในการต่อสู้และขับไล่ชาวเอธิโอเปียซึ่งมีจักวรรดิ์โรมันหนุนหลังออกจากดินแดนยะมัน ชนเผ่าอาหรับในคาบสมุทรอาหรับจึงส่งคณะผู้แทนเพื่อไปแสดงความยินดีกับสัยฟ์ บุตร ซียะซัน และคณะผู้แทนของตระกูลกุรอยช์จากนครมักกะฮฺมีท่านอับดุลมุฏเฏาะลิบเป็นผู้นำในครั้งนั้น อับดุลมุฏเฏาะลิบคือปู่ของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ นั่นเอง

พหุวัฒนธรรมในหมู่สาวกของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ


บรรดาสาวก (เศาะหาบะฮฺ) ของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ มิได้มีแต่เฉพาะชนชาติอาหรับเท่านั้น แต่ในบรรดาสาวกคนสำคัญของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ มีบุคคลต่างเชื้อชาติและต่างวัฒนธรรมได้ศรัทธาต่อท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ทั้งในช่วงการประกาศศาสนา ณ นครมักกะฮฺและภายหลังการอพยพ (ฮิจญ์เราะฮฺ) สู่นครมะดีนะฮฺ อาทิ

1) บรรดาสาวกทั้ง 4 ท่านได้แก่ อบูบักรฺ, อุมัรฺ, อุษมาน และอะลี (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม) เป็นชาวอาหรับร่วมเชื้อสายกับท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ในตระกูลกุรอยช์

2) ท่านบิล๊าล อิบนุ เราะบาหฺ เป็นทาสผิวดำชาวเอธิโอเปียน

3) ท่านศุฮัยบฺ อิบนุ สินาน เป็นชาวรูม (โรมัน)

4) ท่านสัลมาน อัล-ฟาริสียฺ เป็นชาวเปอร์เซียน

5) ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ สลาม และบรรดาสหายของท่านที่เป็นชาวยิวในนครมะดีนะฮฺ เป็นต้น

และภรรยาท่านหนึ่งของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ คือ อุมมุลมุอฺมินีน เศาะฟียะฮฺ บินตุ หุยัยฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) เป็นสตรีชาวอิสรออีลียฺที่สืบเชื้อสายมาจากลูกหลานของท่านนบีฮารูณ อิบนุ อิมรอน (อะลัยฮิสสลาม) ซึ่งเป็นลูกหลานในตระกูลลาวียฺ หนึ่งในบุตร 12 คนของท่านนบียะอฺกู๊บ (อะลัยฮิสสลาม) ผู้เป็นบิดาแห่งพงษ์พันธุ์อิสรออีล 12 ตระกูล

นอกจากนี้ยังมีท่านหญิงมารียะฮฺ บินตุ ชัมอูน สตรีชาวอียิปต์เชื้อสายคอปติก (อัล-กิบฏียะฮฺ) ที่อัล-มุเกาวฺกิส อุปราชโรมันแห่งนครอเล็กซานเดรียได้ส่งท่านหญิงมารียะฮฺและชีรีน น้องสาวของท่านหญิงมาพร้อมกับบรรณาการแก่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ซึ่งต่อมาท่านหญิงมารียะฮฺ อัล-กิบฏียะฮฺได้ให้กำเนิดท่านอิบรอฮีม บุตรชายของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ แต่ท่านอิบรอฮีมเสียชีวิตในขณะที่มีอายุได้เพียงขวบครึ่งเท่านั้น

สตรีอีกท่านหนึ่ง คือ ท่านหญิงรอยหานะฮฺ บินตุ ชัมอูน เป็นเชลยศึกของเผ่าชาวยิวกุรอยเซาะฮฺ ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ได้ปล่อยท่านหญิงให้เป็นไทและรับท่านหญิงรอยหานะฮฺเป็นภรรยา

การลี้ภัยสู่ดินแดนต่างวัฒนธรรม


ดินแดนอัล-หะบะชะฮฺ (อบิสซีเนีย-เอธิโอเปีย) ช่วงการประกาศศาสนาอิสลาม ณ นครมักกะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ตั้งอยู่ในฝั่งทวีปแอฟริกาตะวันออก มีทะเลแดงคั่นอยู่ระหว่างแอฟริกาตะวันออกกับคาบสมุทรอาหรับในแคว้นอัล-หิญาซ อะสีร และยะมัน การเดินทางสู่ดินแดนอัล-หะบะชะฮฺจะต้องลงเรือจากเมืองท่าญิดดะฮฺ ข้ามฝั่งมาขึ้นที่เมืองมุเศาว์วะอฺ ริมฝั่งทะเลแดงของดินแดนอัล-หะบะชะฮฺ และเดินทางสู่นครอักสูม ราชธานีของกษัตริย์อัน-นะญาชียฺ (เนกุส)

พลเมืองในดินแดนอัล-หะบะชะฮฺเป็นชาวคริสต์ออเธอร์ดอกซ์ขึ้นกับสังฆบิดรแห่งนครอเล็กซานเดรีย (ค็อปติก) อียิปต์ ในยุคก่อนอิสลาม กษัตริย์อัน-นะญาชียฺ (เนกุส) แห่งอัล-หะบะชะฮฺเคยแผ่อิทธิพลเข้ายึดครองแคว้นยะมันทางตอนใต้ของคาบสมุทรอาหรับ พลเมืองอัล-อะหฺบ๊าชของเอธิโอเปียได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองต่างวัฒนธรรมในคาบสมุทรอาหรับ

เมื่อพลเมืองมักกะฮฺได้เข้ารับอิสลามและถูกชาวกุรอยช์กดขี่ ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ จึงอนุญาตให้สาวกบางส่วนของท่านลี้ภัยไปยังดินแดนอัล-หะบะชะฮฺซึ่งท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ เรียกดินแดนอัล-หะบะชะฮฺว่า “แผ่นดินแห่งความซื่อสัตย์” และชื่นชมกษัตริย์อัน-นะญาชียฺ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นชาวคริสต์ว่า “กษัตริย์ผู้ทรงธรรม” บรรดาสาวกของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ จำนวน 12 คนทั้งชายและหญิงได้ลี้ภัยสู่ดินแดนอัล-หะบะชะฮฺก่อนที่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ จะอพยพลี้ภัยสู่นครมะดีนะฮฺ และอีกครั้งหนึ่งมีจำนวน 83 คน

และเหตุการณ์การอพยพลี้ภัยของบรรดาศรัทธาชนสู่ดินแดนอัล-หะบะชะฮฺคือเครื่องบ่งชี้ว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ยอมรับความซื่อสัตย์ของพลเมืองและความยุติธรรมของกษัตริย์ชาวคริสต์แห่งดินแดนอัล-หะบะชะฮฺซึ่งเป็นชนต่างศาสนาและต่างวัฒนธรรม อีกทั้งยังบ่งชี้ว่าชาวคริสต์กับชาวมุสลิมสามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมพหุวัฒนธรรม

พหุวัฒนธรรมในรัฐอิสลามแห่งนครมะดีนะฮฺ


นครมะดีนะฮฺ (ยัษริบเดิม) เป็นดินแดนทางตอนเหนือของแคว้นอัล-หิญาซฺ ซึ่งท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ พร้อมด้วยเหล่าสาวกของท่านได้อพยพลี้ภัยจากการกดขี่ของชาวกุรอยช์แห่งนครมักกะฮฺมายังดินแดนแห่งนี้ในปีค.ศ. 622 ซึ่งเป็นปีที่หนึ่งแห่งปฏิทินฮิจเราะฮฺศักราช

พลเมืองแห่งนครมะดีนะฮฺ เมื่อท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ได้สถาปนารัฐอิสลามขึ้นที่นั่น ประกอบไปด้วย

؄ พลเมืองดั้งเดิมซึ่งเป็นชาวอาหรับเผ่าเอาวฺส์และค็อซรอจญ์ รวมกันเรียกว่า “ชาวอันศอรฺ” (บรรดาผู้ให้การช่วยเหลือ) พลเมืองส่วนนี้ได้ส่งตัวแทนจำนวน 12 คน มาพบท่านนบี ﷺ ที่อัล-อะเกาะบะฮฺ ช่วงเทศกาลหัจญ์ปีที่ 11 นับแต่การประกาศศาสนา ณ นครมักกะฮฺ และเข้ารับอิสลามพร้อมกับให้สัตยาบันแก่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ เหตุการณ์ครั้งนั้นเรียกว่าการให้สัตยาบัน ณ อัล-อะเกาะบะฮฺ ครั้งที่ 1

เมื่อคณะตัวแทนเดินทางกลับสู่นครมะดีนะฮฺ ท่านนบี ﷺ ได้ส่งท่านมุศอับ อิบนุ อุมัยรฺ (ร.ฎ.) ไปยังนครมะดีนะฮฺพร้อมกับคณะผู้แทนเพื่ออ่านอัล-กุรอานและสั่งสอนหลักธรรมในศาสนาอิสลามแก่พลเมืองมะดีนะฮฺ ในปีถัดมาท่านมุศอับ อิบนุ อุมัยรฺ (ร.ฎ.) พร้อมด้วยพลเมืองมะดีนะฮฺจำนวน 73 คน (ชาย) และสตรี 2 คนได้เดินทางมาพบท่านนบี ﷺ และให้สัตยาบัน ณ อัล-อะเกาะบะฮฺครั้งที่ 2 ในช่วงเทศกาลหัจญ์ เมื่อตัวแทนพลเมืองมะดีนะฮฺเดินทางกลับสู่นครมะดีนะฮฺพวกเขาได้เผยแผ่ศาสนาอิสลามจนพลเมืองส่วนใหญ่ของนครมะดีนะฮฺเข้ารับอิสลามก่อนที่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ จะอพยพสู่นครมะดีนะฮฺในเวลาต่อมา

؄ พลเมืองนครมักกะฮฺและปริมณฑลที่เข้ารับอิสลามมาก่อนแล้ว ต่อมาได้อพยพสู่นครมะดีนะฮฺ เรียกพลเมืองส่วนนี้ว่า ชาวมุฮาญิรูน (บรรดาผู้อพยพ)

؄ พลเมืองเชื้อสายยิว (ยะฮูด) ซึ่งตั้งหลักแหล่งอยู่ในนครมะดีนะฮฺมานับแต่อดีตก่อนสมัยอิสลาม ประกอบด้วยชาวยิวเผ่ากุรอยเซาะฮฺ, อัน-นะฎีรฺ และกอยนุกออฺ ตลอดจนชาวอาหรับเผ่าเอาวฺฟ์ที่เข้ารีตในศาสนายูดาย เมื่อท่านนบี ﷺ ได้ทำสัญญาประชาคม (อัล-วะษีเกาะฮฺ) หรือธรรมนูญการปกครองรัฐอิสลาม พลเมืองชาวยิวและชาวอาหรับที่เข้ารีตในศาสนายูดายได้กลายเป็นพลเมืองของรัฐอิสลาม มีเสรีภาพในการถือศาสนาและดำรงวัฒนธรรมของตน เรียกพลเมืองส่วนนี้ว่า อะฮฺลุซซิมมะฮฺ (กลุ่มชนแห่งพันธสัญญา) คือมีพันธสัญญาระหว่างพวกเขากับรัฐอิสลามในการได้รับความคุ้มครองและมีข้อตกลงร่วมกันในเรื่องสิทธิและหน้าที่พลเมืองภายใต้ธรรมนูญการปกครองรัฐอิสลามแห่งนครมะดีนะฮฺ

การสถาปนารัฐอิสลามแห่งนครมะดีนะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ เป็นการยอมรับความเป็นพหุวัฒนธรรมของพลเมืองมะดีนะฮฺและคุ้มครองพลเมืองต่างวัฒนธรรม ศาสนา และความเชื่อภายใต้สัญญาประชาคมหรือธรรมนูญการปกครองรัฐอิสลาม ซึ่งนี่เป็นข้อเท็จจริงที่ว่าในรัฐอิสลามและภายใต้หลักนิติธรรมอิสลาม (ชะรีอะฮฺ อิสลามียะฮฺ) พลเมืองต่างวัฒนธรรมและต่างความเชื่อทางลัทธิและศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข ทั้งนี้เมื่อพลเมืองต่างวัฒนธรรมมิได้กระทำตนหรือมีพฤติกรรมบ่อนทำลายเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐอิสลาม พวกเขาย่อมมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับพลเมืองมุสลิมในรัฐอิสลามและได้รับการคุ้มครองตามพันธสัญญาที่ตกลงกันไว้

พหุวัฒนธรรมในด้านภาษา


ภาษาอาหรับมีพัฒนาการและบรรลุถึงจุดสุดยอดในด้านการสื่อสาร วรรณกรรม และวาทศิลป์นับแต่ยุคก่อนการประกาศศาสนาอิสลามของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ และคัมภีร์อัล-กุรอานได้ถูกประทานลงมาเป็นภาษาอาหรับที่ฉะฉานตามสำเนียงของชาวอาหรับเผ่ากุรอยช์ ความมหัศจรรย์ของคัมภีร์อัล-กุรอานในด้านภาษาเป็นปาฏิหารย์ (มุอฺญิซะฮฺ) ที่ท้าทายมนุษยชาติทั้งที่เป็นชาวอาหรับและมิใช่ชาวอาหรับ เมื่อศาสนาอิสลามได้แผ่ขยายทั่วดินแดนคาบสมุทรอาหรับและดินแดนนอกคาบสมุทรอาหรับ ภาษาอาหรับซึ่งเป็นภาษาของคัมภีร์อัล-กุรอานและพระวจนะของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ จึงแพร่หลายไปทั่วทุกทิศานุทิศ

ความเป็นพหุวัฒนธรรมของภาษาอาหรับมี 3 ลักษณะได้แก่

1. คำศัพท์และสำเนียงที่หลากหลายของชนเผ่าอาหรับจำนวนมากถูกเลือกสรรค์ สังเคราะห์ และตกผลึกโดยชาวกุรอยช์ที่รับเอาคำศัพท์และสำเนียงจากชนเผ่าอาหรับต่างๆ ซึ่งเดินทางมาค้าขายและประกอบพิธีหัจญ์ ณ นครมักกะฮฺ รากศัพท์ของคำอาหรับที่ชาวกุรอยช์ได้สังเคราะห์และเลือกสรรค์จึงมีทั้งคำที่ชาวอาหรับเหนือและใต้ของคาบสมุทรอาหรับใช้สื่อสารในชนเผ่าเดียวกัน

คำศัพท์จากวัฒนธรรมทางภาษาในกลุ่มภาษาตระกูลเซมิติก เช่น ภาษาอารอมียะฮฺ (อราเมี่ยน) สุรยานียะฮฺ (ซีเรียโบราณ) นะบะฏียะฮฺ (เนบาเตียน) อิบรอนียะฮฺ (ฮิบรูว์) หะบะชียะฮฺ (เอธิโอเปียน) กิบฏียะฮฺ (ค็อปติก) และภาษาในตระกูลอินโด-อารยัน เช่น ภาษาปาสียฺหรือเปอร์เซียนและสันสกฤต เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีภาษาอื่นๆในอารยธรรมโบราณ เช่น ภาษากรีก (ละติน) ถูกนำมาใช้และกลายเป็นภาษาอาหรับในเวลาต่อมาอีกด้วย

2. พยัญชนะหรือตัวอักษรภาษาอาหรับที่ถูกดัดแปลงตามอักขระวิธีในการเขียนภาษาอื่นๆ ที่ชาวมุสลิมซึ่งมิใช่ชาวอาหรับรับมาจากชาวอาหรับในการเขียนภาษาของตน เช่น ภาษาปาสียฺ (ปาฮฺเลวียฺ-อีหร่าน) เติร์กิช (ภาษาตุรกี) บัรบะเรียน (ภาษาของชนเผ่าเบอร์เบอร์ในแอฟริกาเหนือ) ภาษามลายู (ตูลิสสัน ญาวียฺ) ภาษาอุรดูและกลุ่มภาษาในเอเชียใต้ เป็นต้น นอกจากนี้ คำศัพท์ภาษาอาหรับยังถูกถ่ายทอดไปยังภาษาของประชาคมมุสลิมทั่วโลกโดยเฉพาะคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมคำสอนและการประกอบศาสนกิจในศาสนาอิสลามซึ่งส่วนมากจะทับศัพท์คำอาหรับหรือไม่ก็ออกเสียงตามสำเนียงของภาษาถิ่น

3. การหยิบยืมคำศัพท์เฉพาะที่มีรากศัพท์เป็นภาษาอาหรับของชนต่างศาสนาและวัฒนธรรมผ่านการแปลตำรับตำราของนักปราชญ์ชาวอาหรับในช่วงยุคกลางและช่วงยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการของชาวตะวันตกหรือการรับเอาวัฒนธรรมของชาวอาหรับสำหรับพลเมืองที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของชาวอาหรับและมุสลิม ทำให้มีคำศัพท์อาหรับปรากฏอยู่ในภาษาโปรตุเกส ภาษาสเปน ภาษาอิตาเลียน ภาษาฝรั่งเศส และภาษาอังกฤษ เป็นต้น

อาจกล่าวได้ว่า ภาษาอาหรับในยุคที่อารยธรรมอิสลามมีความเจริญรุ่งเรือง เป็นภาษาแห่งพหุวัฒนธรรมที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดภาษาหนึ่งของโลกทั้งในยุคอดีตและปัจจุบัน

ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ท่านพูดภาษาอาหรับเพราะท่านเป็นชาวอาหรับโดยกำเนิด กระนั้นท่านก็เคยพูดภาษาเปอร์เซียในบางครั้ง ดังมีรายงานจากท่านญาบิรฺ อิบนุ อับดิลลาฮฺ (ร.ฎ.) ระบุว่า : ท่านนบี ﷺ ได้กล่าวกับบรรดาสาวกของท่านว่า :



قوموا ، فقد صنع لكم جابر سورا

พวกท่านจงลุกขึ้นเถิด แน่แท้ญาบิรฺได้ทำ “ซิวร์” (อาหารที่เลี้ยงผู้คนโดยการเชิญมาร่วมรับประทาน) แก่พวกท่านเอาไว้แล้ว” (คำว่า “ซิวร์” เป็นคำในภาษาเปอร์เซีย)
(อัน-นิฮายะฮฺ: 2/420)


และมีรายงานระบุว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านนบี ﷺ เคยถามท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ (ร.ฎ.) ว่า:


يا أبا هريرة ، إشكنب درد؟

โอ้ อบูฮุรอยเราะฮฺ ท่านหิวจนแสบท้องหรือไม่?” (เป็นประโยคในภาษาเปอร์เซียว่า “อิชกันบ์ ดะรอด”)
(ชัมสุลอาฟาก; หน้า 223)


นอกจากนี้ ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ยังได้ใช้ให้ท่านซัยดฺ อิบนุ ษาบิต (ร.ฎ.) เรียนภาษาของชาวยิวเพื่อเขียนสาส์นโต้ตอบกับชาวยิวในนครมะดีนะฮฺ ซึ่งท่านซัยดฺ (ร.ฎ.) ใช้เวลาในการศึกษาภาษายิวเพียงแค่หนึ่งเดือนครึ่งเท่านั้น (บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ, อะหฺมัด, อัล-หากิม, อบูดาวูด และอัต-ติรฺมิซียฺ) และท่านนบี ﷺ ยังได้ใช้ให้ท่านซัยดฺ (ร.ฎ.) ศึกษาภาษาสุรยานียะฮฺ (ภาษาซีเรียโบราณ) ซึ่งท่านซัยดฺ (ร.ฎ.) ใช้เวลาในการศึกษาภาษาสุรฺยานียะฮฺจนแตกฉานเพียงแค่เวลา 17 วันเท่านั้น (บันทึกโดยอะหฺมัด, อัล-หากิม และอิบนุสะอฺด์ ในอัฏ-เฏาะบะกอต)

การที่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ พูดภาษาเปอร์เซียในบางโอกาสกับสาวกของท่าน และการที่ท่านได้ใช้ให้ท่านซัยดฺ อิบนุ ษาบิต (ร.ฎ.) ศึกษาภาษาฮิบรูว์ของชาวยิวและภาษาสุรฺยานียะฮฺซึ่งเป็นภาษาของชนต่างศาสนาที่เป็นพวกอัศ-ศอบิอะฮฺ นั่นเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการยอมรับในพหุวัฒนธรรมและการเรียนรู้ภาษาตลอดจนวัฒนธรรมของชนต่างศาสนาโดยการส่งเสริมของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ และการมีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของท่าน

นักปราชญ์ทางภาษาและไวยากรณ์อาหรับส่วนมากเป็นชาวอาหรับโดยกำเนิด แต่นักไวยากรณ์อาหรับผู้ช่ำชองซึ่งไม่ใช่ชาวอาหรับโดยเชื้อสายก็มีเป็นจำนวนมาก เช่น นักไวยากรณ์อาหรับผู้เจนจัดนามว่า สีบะวัยฮฺ (เสียชีวิตราวค.ศ.796) เป็นชาวเมืองชีราซในอิหร่านที่เติบโตในนครอัล-บัศเราะฮฺ (อีรัก) และเป็นผู้นำของสำนักไวยากรณ์แห่งนครอัล-บัศเราะฮฺ และอิบรอฮีม นิฟเฏาะวัยฮฺ (ค.ศ.858-935) ก็มีบรรพบุรุษเป็นชาวเปอร์เซีย

ในขณะที่อะลี อิบนุ อัล-อับบาส ที่รู้จักกันในนาม อิบนุ อัรฺรูมียฺ (ค.ศ.836-896) นักกวีเอกแห่งนครแบกแดดในสมัยอัล-อับบาสียะฮฺ มีบิดาเป็นชาวรูมและมารดาเป็นสตรีชาวเปอร์เซีย และอิบนุ อาญุรฺรูม (เสียชีวิตค.ศ.1323) เจ้าของตำราไวยากรณ์อาหรับที่รู้จักกันในชื่อ อัล-อาญุรฺรูมียะฮฺ มีเชื้อสายเบอร์เบอร์จากเผ่าอัศ-ศอนฮาญะฮฺในแอฟริกาเหนือ ส่วนในเอ็นดะลูเซีย (สเปน) ก็มีนักภาษาศาสตร์นามว่า อิบนุ อัล-กูฏียะฮฺ (เสียชีวิตค.ศ.977) ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากพวกโกธิก เป็นต้น

การยอมรับแบบแผนจากประชาคมต่างวัฒนธรรม


เดือนเชาว้าลปีฮ.ศ.ที่ 5/ค.ศ.627 พวกกุรอยช์แห่งนครมักกะฮฺพร้อมด้วยชนเผ่าอาหรับเฆาะเฏาะฟาน, บะนูมุรฺเราะฮฺ, อัช-ญะอฺ, สุลัยม์ และอะสัด ได้ยกทัพสู่นครมะดีนะฮฺ เรียกสงครามครั้งนั้นว่า “สงครามอัล-อะหฺซาบ” ฝ่ายท่านนบี ﷺ และพลเมืองมะดีนะฮฺรับมือการโจมตีของพวกกุรอยช์และพันธมิตรด้วยการขุดสนามเพลาะเป็นคันคูยาว 5,544 เมตร กว้าง 4.62 เมตร ลึก 3.234 เมตร ทางตอนเหนือของนครมะดีนะฮฺ ยุทธวิธีในการขุดสนามเพลาะเป็นวิธีของชาวเปอร์เซียซึ่งท่านสัลมานอัล-ฟาริสียฺ (ร.ฎ.) ได้เสนอแนะแก่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ สงครามอัล-อะหฺซาบจึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สงครามอัล-คอนดัก (สงครามสนามเพลาะ)

สกุลเงินที่ใช้แลกเปลี่ยนในการซื้อขายและการค้าตลอดช่วงสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ คือ สกุลเงินดีนารฺ (ดีน่าร์) ของโรมันไบแซนไทน์ และสกุลเงินดิรฺฮัม (เดอร์แคม) ของเปอร์เซีย ทั้งสองสกุลเงินเป็นเหรียญกษาปณ์ที่ถูกตีขึ้น เหรียญดีนารฺเป็นทองคำ และเหรียญดิรฺฮัมเป็นเงิน ทั้งสองด้านของเหรียญกาษปณ์ดีนารฺและดิรฺฮัมมักจะมีรูปของจักรพรรดิ์โรมันและเปอร์เซีย หรือมีสัญลักษณ์ทางศาสนา เช่น ไม้กางเขน ปรากฏอยู่ในด้านหนึ่งของเหรียญกษาปณ์ ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ มิได้ปฏิเสธในการใช้เหรียญกษาปณ์ทั้ง 2 สกุลเงินในการแลกเปลี่ยนเพื่อการค้า การชำระหนี้ และการใช้สอยแต่อย่างใด และในพระวจนะของท่านนบี ﷺ มีการระบุสกุลเงินทั้งสองไว้เช่นกัน

ปฏิสัมพันธ์แบบสันติวิธีกับชนต่างวัฒนธรรม


หลังการทำสนธิสัญญาอัล-หุดัยบียะฮฺในฮ.ศ.ที่ 6/ค.ศ. 628 สงครามระหว่างรัฐอิสลามแห่งนครมะดีนะฮฺกับพวกกุรอยช์แห่งนครมักกะฮฺยุติลง ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ได้ส่งสาวกจำนวน 8 ท่านพร้อมด้วยสารเรียกร้องสู่อิสลามโดยสันติวิธียังผู้ครองแคว้นสำคัญและจักพรรดิ์โรมันไบแซนไทน์และเปอร์เซีย การส่งสารไปยังผู้ปกครองประชาคมต่างศาสนาและวัฒนธรรม เป็นการเผยแผ่ศาสนาอิสลามและเป็นการเจริญสัมพันธ์ไมตรีทางการทูตโดยสันติวิธี ตลอดจนเป็นข้อยืนยันว่าศาสนาอิสลามมิได้เผยแผ่ด้วยคมดาบหรือการทำสงครามอย่างที่ผู้อคติต่อศาสนาอิสลามและมุสลิมกล่าวอ้าง อย่างน้อยการทำสนธิสัญญาพักรบอัล-หุดัยบียะฮฺก็เป็นสิ่งที่หักล้างคำกล่าวหาที่ว่ามุสลิมเป็นผู้กระหายสงครามหรือมุสลิมเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพของประชาคมที่ต่างศาสนาและวัฒนธรรม

ในปีฮ.ศ.ที่ 8/ค.ศ.630 ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ และเหล่าสาวกของท่านได้พิชิตนครมักกะฮฺ พวกกุรอยช์และพลเมืองมักกะฮฺได้รับการนิรโทษกรรมและยอมรับศาสนาอิสลามด้วยความสมัครใจ เมื่อนครมักกะฮฺถูกพิชิตและพลเมืองมักกะฮฺยอมรับศาสนาอิสลามแล้ว บรรดารูปเคารพที่ถูกตั้งขึ้นรายล้อมอาคารอัล-กะอฺบะฮฺ และเทวรูปประจำเผ่าของชาวอาหรับที่เข้ารับอิสลามก็ถูกทำลายลง เพราะไม่มีเหตุผลอันใดในการปล่อยให้บรรดารูปเคารพและเทวรูปเหล่านั้นคงอยู่ต่อไปในเมื่อผู้คนที่เคยเคารพสักการะและบูชารูปเคารพเหล่านั้นได้ยอมรับศาสนาอิสลามเป็นสรณะแล้ว เพราะศาสนาอิสลามห้ามบูชารูปเคารพและวัตถุ แต่กระนั้น ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ก็ยังคงสภาพของอาคารอัล-กะอฺบะฮฺเอาไว้เช่นเดิมดังที่ชนเผ่ากุรอยช์ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์เอาไว้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ส่วนศาสนสถานของชนต่างศาสนา เช่น ธรรมศาลาของชาวยิว โบสถ์ของชาวคริสต์ สำนักสงฆ์ของบาทหลวงในคริสตศาสนา หรือแม้แต่โบราณสถานของกลุ่มชนในยุคอดีตซึ่งตั้งอยู่ในเขตแดนของรัฐอิสลาม ทั้งหมดได้รับการคุ้มครองหรือไม่ก็ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการทำลาย แม้ในยุคของรัฐอิสลามหลังท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ได้สิ้นชีวิตไปแล้วซึ่งแผ่ขยายดินแดนครอบคลุมแหล่งอารยธรรมของชนชาติกรีก โรมัน และเปอร์เซีย ชาวมุสลิมก็ไม่ได้แตะต้องโบราณสถานที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในดินแดนของพวกเขา เหตุนี้เราจึงพบแหล่งโบราณสถานมากมายที่ยังคงหลงเหลืออยู่ทั้งที่มีสภาพสมบูรณ์หรือกลายเป็นซากปรักหักพังในกลุ่มประเทศมุสลิมในทุกวันนี้

การเปิดโลกทัศน์ในการสังเคราะห์วัฒนธรรมจากประชาคมอื่น


ในสมัยการปกครองของบรรดาเคาะลีฟะฮฺแห่งรัฐอิสลาม ณ นครมะดีนะฮฺ (ฮ.ศ.11-40/ค.ศ.632-661) สารของเคาะลีฟะฮฺจะถูกประทับตราด้วยแหวนเงินของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ซึ่งท่านเคยใช้เป็นตราประทับเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ การประทับตราลงในสารเป็นวัฒนธรรมของพวกโรมันและเปอร์เซียที่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ให้การยอมรับ และแหวนที่เป็นตราประทับนี้ตกทอดมายังเคาะลีฟะฮฺอบูบักรฺ, อุมัรฺ และอุษมาน (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม) ตามลำดับ

ในสมัยเคาะลีฟะฮฺอุมัรฺ อิบนุ อัล-คอฏฏอบ (เสียชีวิตฮ.ศ.23/ค.ศ.644) มีการจัดทำทะเบียนรายชื่อของทหารที่ได้รับเบี้ยหวัดและบัญชีรายชื่อผู้ที่ได้รับเงินสวัสดิการจากรัฐอิสลาม เรียกทะเบียนหรือบัญชีดังกล่าวว่า “ดีวาน” ซึ่งเป็นการรับเอาวัฒนธรรมแบบเปอร์เซียมาใช้ในการจัดระบบการบริหาร ต่อมาดีวานได้พัฒนาเป็นกรมกองที่เป็นหน่วยงานของรัฐในด้านต่างๆ เช่น กรมอาลักษณ์ กองทะเบียนสวัสดิการสังคม เป็นต้น

ระบบการจัดทำทะเบียนหรือบัญชีแบบดีวานยังถูกนำมาใช้ในการรวบรวมและเก็บฐานข้อมูลของการจัดเก็บและแจกจ่ายซะกาตตลอดจนภาษีญิซยะฮฺและเคาะรอจญ์ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐอิสลามจัดเก็บจากพลเมืองชาวคริสต์หรือชาวยิวหรือเจ้าของที่ดินซึ่งมีรายได้จากการเพาะปลูกและการทำเกษตรกรรมในที่ดินของตนอีกด้วย

ในสมัยเคาะลีฟะฮฺอุมัรฺ (ร.ฎ.) มีการกำหนดปฏิทินศักราชอิสลามที่เรียกว่า “ฮิจญ์เราะฮฺศักราช” ตามปฏิทินทางจันทรคติ โดยถือเอาเหตุการณ์การอพยพลี้ภัย (ฮิจญ์เราะฮฺ) ของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ จากนครมักกะฮฺสู่นครมะดีนะฮฺ (ปีค.ศ.622) เป็นปีที่ 1 และการกำหนดปีปฏิทินศักราชอิสลามนี้เป็นการรับเอาวัฒนธรรมของพวกโรมันและเปอร์เซียมาใช้ถึงแม้ว่าปฏิทินศักราชอิสลามจะถือเอาการอพยพลี้ภัย (ฮิจญ์เราะฮฺ) เป็นการเริ่มต้นในการนับศักราชก็ตาม ต่างจากการนับศักราชของชาวโรมันและเปอร์เซียที่มักจะถือเอาปีที่จักรพรรดิ์ซีซ่าของโรมันและจักพรรดิ์คุสโรว์ของเปอร์เซียครองราชย์ในแต่ละรัชกาล

การสร้างเมืองใหม่ในภูมิภาคต่างๆ ของรัฐอิสลามนับตั้งแต่สมัยเคาะลีฟะฮฺ อุมัรฺ อิบนุ อัล-คอฏฏอบ (ร.ฎ.) เช่น อัล-ฟุสฏอฏ ในอียิปต์, อัล-บัศเราะฮฺและอัลกูฟะฮฺ ในอีรัก เป็นต้น เป็นการรับเอาวัฒนธรรมของพวกกรีก-โรมันและเปอร์เซียมาใช้ในด้านการขยายชุมชนเมือง การวางผังเมืองและการกำหนดเมืองศูนย์กลางในการบริหารส่วนภูมิภาค ตลอดจนยุทธศาสตร์ในการกำหนดศูนย์บัญชาการทางทหารส่วนภูมิภาคเพื่อปกป้องอธิปไตยของรัฐอิสลามในเขตพรมแดนที่ห่างไกลจากศูนย์กลางการปกครอง ณ นครมะดีนะฮฺถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเจริญแบบสังคมเมือง การเศรษฐกิจ และภูมิศาสตร์ประชากร รวมถึงการขยายแหล่งการเรียนรู้และเผยแผ่วิทยาการของศาสนาอิสลามแก่พลเมืองในส่วนภูมิภาค

นครอัล-ฟุสฏอฏ, อัล-บัศเราะฮฺ และอัล-กูฟะฮฺได้กลายเป็นแหล่งรวมของบรรดานักปราชญ์และสำนักคิดในด้านอัล-หะดีษ, นิติศาสตร์อิสลาม, ภาษาและวรรณกรรม ยังผลให้อารยธรรมอิสลามมีความเจริญรุ่งเรืองและแผ่ขยายสู่ดินแดนในทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของโลกอิสลามในเวลาต่อมา

ในสมัยเคาะลีฟะฮฺอุษมาน อิบนุ อัฟฟาน (ฮ.ศ.23-35) ในน่านน้ำของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นเขตอิทธิพลของโรมันไบแซนไทน์ ต่อมาท่านมุอาวียะฮฺ อิบนุ อบีสุฟยาน (เสียชีวิตฮ.ศ.60/ค.ศ.680) ข้าหลวงประจำแคว้นชาม (ซีเรีย) ได้ส่งกองทัพเรือเข้าพิชิตเกาะโรดส์ในปีฮ.ศ.28/ค.ศ.648 และเกาะไซปรัส (กุบรุศ) ในปีฮ.ศ.33/ค.ศ.653 และท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ สะอฺด์ อิบนิ อบีสัรฺห์ (เสียชีวิตฮ.ศ.37/ค.ศ.657) ข้าหลวงของเคาะลีฟะฮฺ อุษมาน (ร.ฎ.) ประจำอียิปต์ได้สร้างกองทัพเรือขึ้นในอียิปต์ และนำกองทัพเรือของอียิปต์และซีเรียซึ่งนำโดยบุสร์ อิบนุ อบีอัรฺเฏาะอะฮฺ (เสียชีวิตราวฮ.ศ.86/ค.ศ.705) สนธิกำลังเข้าด้วยกันในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนใกล้กับริมฝั่งเมืองโฟนิการ์ทางตอนใต้ของเมืองอันตอเกีย และทำยุทธนาวีกับกองทัพเรือของโรมันไบแซนไทน์ในปีฮ.ศ.34/ค.ศ.654 ในยุทธนาวี ซาตุศ เศาะวารียฺ (สมรภูมิเสากระโดงเรือ) ทำให้แสนยานุภาพทางทะเลของโรมันไบแซนไทน์สิ้นสุดลง และชาวมุสลิมสามารถครอบครองเมืองท่าสำคัญนับจากทริโปลีตะวันออกจนถึงเมืองกุรฺฏอญินะฮฺในตูนีเซีย การสร้างกองทัพเรือของชาวมุสลิมในสมัยเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) เป็นการพลิกประวัติศาสตร์ทางการทหารและการทำสงครามทางทะเลของโลกมุสลิมซึ่งในสมัยท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ไม่เคยมีกองทัพเรือมาก่อน และนี่เป็นส่วนหนึ่งจากการรับเอายุทธวิธีในการทำสงครามทางทะเลมาจากจักวรรดิโรมันและเปอร์เซีย

การแผ่ขยายอาณาเขตของรัฐอิสลามกับการขยายตัวของสังคมพหุวัฒนธรรม


รัฐอิสลามช่วงสมัยการปกครองของวงศ์อัล-อุมาวียะฮฺ (ฮ.ศ.40-132/ค.ศ.661-750) แห่งนครดามัสกัส ซีเรีย และวงศ์อัล-อุมาวียะฮฺแห่งนครโคโดบาฮฺ (กุรฺฏุบะฮฺ) ในอัล-อันดะลุส (เอ็นดะลูเซีย-สเปน) (ฮ.ศ.138-422/ค.ศ.756-1031) พลเมืองในรัฐอิสลามที่กินอาณาเขตนับจากเขตแดนทางทิศตะวันตกของประเทศจีน (แคว้นซินเกียง-ตุรกีสถานตะวันออก) และแคว้นสินธุของอินเดียจรดมหาสมุทรแอตแลนติกด้านแอฟริกาเหนือ (มอรอคโค) และคาบสมุทรไอบีเรีย (สเปน-โปรตุเกส) ทางทิศตะวันตกฉียงใต้ของทวีปยุโรป เป็นพลเมืองที่มีความเป็นพหุวัฒนธรรมทั้งในด้านชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีการดำเนินชีวิต

ถึงแม้ว่าพลเมืองส่วนใหญ่ในอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลของรัฐอิสลามจะเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามแล้วภายหลังการพิชิตดินแดนของชาวมุสลิม แต่พลเมืองอีกเป็นจำนวนมากยังคงดำรงอัตลักษณ์และสืบสานวัฒนธรรมเดิมของตนภายใต้การปกครองของชาวมุสลิมอาหรับโดยเสรีและอยู่ร่วมกับชาวมุสลิมอย่างปกติสุข ชาวยิวในนครดามัสกัสซีเรียและนครคอร์โดบาฮฺ (สเปน) ได้ตั้งชุมชนอยู่ท่ามกลางชุมชนของชาวมุสลิม สถานภาพของชาวยิวในรัฐอิสลามได้รับการคุ้มครองจากชาวมุสลิมในฐานะกลุ่มชนแห่งคัมภีร์ (อะฮฺลุลกิตาบ) และกลุ่มชนแห่งพันธสัญญา (อะฮฺลุซซิมมะฮฺ) ต่างจากชาวยิวที่ถูกกดขี่ในดินแดนของยุโรป

ในขณะเดียวกันชาวคริสต์ต่างนิกายในรัฐอิสลามก็สามารถอาศัยอยู่ร่วมกับชาวมุสลิมอาหรับได้อย่างเสรีและเป็นปกติสุข ต่างจากกรณีของจักรวรรดิโรมันไบแซนไทน์ที่เคยกดขี่ชาวคริสต์ต่างนิกายในอียิปต์และสเปน ชาวคริสต์ในสเปนภายใต้การปกครองของชาวมุสลิมที่เรียกกันว่า “ชาวโมซาราเบสค์” ได้รับเอาวัฒนธรรมของชาวอาหรับมุสลิมทั้งในด้านการแต่งกาย ภาษา วัฒนธรรม อาหารการกินและหลงใหลในวัฒนธรรมแบบชาวอาหรับซึ่งถูกเรียกขานในสเปนว่า “พวกมัวร์” ทั้งๆ ที่พวกเขายังคงถือศาสนาคริสต์

ในแคว้นฟาริส (เปอร์เซีย-อิหร่าน) และดินแดนเบื้องหลังแม่น้ำในเอเชียกลางของพวกเติร์ก-มองโกล วัฒนธรรมของชนเผ่าและอิทธิพลของอารยธรรมจีนก็ยังคงดำรงอยู่ถึงแม้ว่าศาสนาอิสลามจะเริ่มแผ่เข้าสู่กลุ่มชนพื้นเมืองบางเผ่าแล้วก็ตาม



เส้นทางการค้าทางบกที่เชื่อมพลเมืองในทวีปเอเชียจากตะวันออกถึงตะวันตกเข้าด้วยกัน ซึ่งเรียกกันว่า “เส้นทางสายไหม” เริ่มต้นจากเมือง “ฉางอาน” (ซีอาน) ราชธานีของราชวงศ์ถังในประเทศจีน มุ่งหน้าสู่ดินแดนทางทิศตะวันตก ผ่านเอเชียกลางเข้าสู่อิหร่าน อีรัก และซีเรียตามลำดับ มีปลายทางที่เมืองท่าในเอเชียไมเนอร์ ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และไปถึงกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ลของจักรวรรดิ์โรมันไบแซนไทน์ เส้นทางสายไหมคือเส้นทางของการผ่องถ่ายพหุวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนภาคพื้นทวีปเอเชียในสมัยโบราณ วัฒนธรรมของกรีก เปอร์เซีย อินเดีย และโรมัน ตลอดจนวัฒนธรรมจีนต่างก็มีการเคลื่อนย้ายและแลกเปลี่ยนในระหว่างกันผ่านเส้นทางสายไหมทั้งสิ้น

ชาวฮินดู-พราหมณ์ในเมืองมุลตาน แคว้นสินธุก็ยังคงดำรงวัฒนธรรมและความเชื่อของพวกตนภายใต้การปกครองของชาวมุสลิม ส่วนแคว้นแคชเมียร์-ศรีนาคานั้นเจ้าผู้ครองแคว้นได้เข้ารับอิสลามตามการเผยแผ่ของเคาะลีฟะฮฺอุมัร อิบนุ อับดิลอะซีซ (ฮ.ศ.61-101/ค.ศ.681-720) แห่งวงศ์อัล-อุมาวียะฮฺที่มีสารไปถึง ทำให้พลเมืองในแคว้นแคชเมียร์-ศรีนาคาเข้ารับอิสลามตามเจ้าผู้ครองนครและกลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิสลามโดยสมบูรณ์และสันติวิธี

รัฐอิสลามในสมัยการปกครองของวงศ์อัล-อับบาสียะฮฺแห่งนครแบกแดด อีรัก (ฮ.ศ.132-656/ค.ศ.750-1259) ซึ่งเป็นยุคทองของอารยธรรมอิสลามในช่วงยุคกลาง พลเมืองต่างวัฒนธรรมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอารยธรรมอิสลาม มีการตั้ง “บัยตุลหิกมะฮฺ” เพื่อรวบรวมตำรับตำราของกลุ่มชนต่างวัฒนธรรมและแปลเป็นภาษาอาหรับ บัยตุลหิกมะฮฺแห่งนครแบกแดดกลายเป็นหอสมุดขนาดใหญ่ที่สุดในช่วงยุคกลางและเป็นแหล่งวิทยาการที่รวบรวมนักแปล นักเขียน นักกวี ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา นักดาราศาสตร์ นักการแพทย์ นักคณิตศาสตร์-พีชคณิต ฯลฯ ที่สร้างผลงานในด้านศิลปะวิทยาของศาสตร์ทุกแขนง ซึ่งบรรดานักปราชญ์ที่ได้รับการอุปถัมภ์จากบรรดาเคาะลีฟะฮฺแห่งนครแบกแดดมีทั้งชาวอาหรับ ชาวยิว ชาวคริสต์หลากหลายนิกาย ชาวศอบิเอียน (สุรยาเนียน) ชาวเปอร์เซียและอินเดีย เป็นต้น

อาจกล่าวได้ว่า รัฐอิสลามในสมัยการปกครองของวงศ์อัล-อับบาสียะฮฺแห่งนครแบกแดด เป็นยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองของพหุวัฒนธรรมในช่วงยุคกลางซึ่งชาวมุสลิมและกลุ่มชนต่างวัฒนธรรมได้มีส่วนร่วมในการสรรค์สร้างอารยธรรมอิสลามที่เจริญสุดขีดในช่วงยุคกลาง อารยธรรมอิสลามจึงเป็นผลของพหุวัฒนธรรมที่ถูกหลอมรวมภายใต้วิสัยทัศน์ของบรรดาเคาะลีฟะฮฺแห่งนครแบกแดดอย่างไม่ต้องสงสัย

ในช่วงเวลาที่เคาะลีฟะฮฺจากวงศ์อัล-อับบาสียะฮฺแห่งนครแบกแดดเรืองอำนาจ มีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่ชาวอาหรับได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในราชสำนักและการปกครองหัวเมือง เช่น กลุ่มชาติพันธุ์อารยันซึ่งเป็นชาวเปอร์เซียเดิมจากเมืองบะลัค (บักเตรีย) เรียกว่า “พวกอัล-บะรอมิกะฮฺ” ดำรงตำแหน่งวะซีรฺ (มหาเสนาบดี) อาทิ คอลิด อิบนุ บัรฺมัก (เสียชีวิตค.ศ.782) เป็นผู้ทรงอิทธิพลในรัชสมัยเคาะลีฟะฮฺอบุลอับบาส อัส-สัฟฟาหฺ ต้นราชวงศ์อัล-อับบาสียะฮฺ, ยะหฺยา อิบนุ คอลิด (เสียชีวิตค.ศ.805) เป็นราชครูของเคาะลีฟะฮฺฮารูน อัร-เราะชีดและเป็นมหาเสนาบดีของพระองค์, อัล-ฟัฎล์ อิบนุ ยะหฺยา เป็นพี่น้องร่วมแม่นมกับเคาะลีฟะฮฺฮารูน อัร-เราะชีดและเป็นราชครูของเจ้าชายอัล-อะมีน องค์รัชทายาท และญะอฺฟัร อิบนุ ยะหฺยา อัล-บัรฺมะกียฺ เป็นต้น

เมื่อวงศ์อัล-อับบาสียะฮฺแห่งนครแบกแดดมีอำนาจอ่อนแอลง ตระกูลของเหล่าขุนนางเชื้อสายเปอร์เซียในหัวเมืองภาคตะวันออกของอาณาจักรอัล-อับบาสียะฮฺ เช่น แคว้นคุรอสาน เป็นต้น ได้ตั้งตนขึ้นเป็นรัฐอิสระ อาทิ รัฐอิสระอัฏ-ฏอฮิรียะฮฺ (ค.ศ.820-872) รัฐอิสระอัศ-ศอฟฟารียะฮฺ (ค.ศ.867-903) และรัฐอิสระอัส-สามานียะฮฺ (ค.ศ.873-999) รัฐอิสระทั้งสามนิยมในวัฒนธรรมแบบเปอร์เซียแต่ยอมรับในเชิงสัญลักษณ์ต่อสถานภาพของเคาะลีฟะฮฺแห่งนครแบกแดด ส่วนรัฐอิสระอัล-ฆอซนะวียะฮฺ (ค.ศ.962-1187) ซึ่งปกครองดินแดนภาคตะวันออกของอิหร่าน อัฟกานิสถาน และแคว้นปัญจาบนั้นเป็นพวกเติร์ก เผ่าอัล-ฆอซฺ แต่นิยมวัฒนธรรมแบบเปอร์เซียในด้านภาษาและวรรณกรรม

นักกวีเอกชาวเปอร์เซียนามว่า อัล-ฟิรฺเดาสียฺ (ราวค.ศ.932-1020) ผู้เป็นเจ้าของวรรณกรรม “ชาฮฺ นามะฮฺ” ที่มีบทกวี 60,000 บทก็อยู่ในยุคเรืองอำนาจของสุลฏอนมะหฺมูด อัล-ฆอซนะวียฺ (ค.ศ.998-1030) และได้รับการอุปถัมภ์จากพระองค์ นักปราชญ์อบู อัรฺ-รอยหาน อัล-บีรูนียฺ อัล-คุวาริซมียฺ (เสียชีวิตค.ศ.1048) นักคณิตศาสตร์, เคมี, ดาราศาสตร์ และประวัติศาสตร์ ก็เป็นชาวเปอร์เซียที่สร้างผลงานทางวิชาการภายใต้การอุปถัมภ์ของเหล่าสุลฏอนแห่งรัฐอิสระอัล-ฆอซนะวียะฮฺเช่นกัน

ในขณะที่รัฐอิสระอัส-สามานียะฮฺก่อนหน้านั้นได้ฟื้นฟูภาษาเปอร์เซีย และอุปถัมภ์บรรดานักปราชญ์ นักวรรณกรรม และนักกวีเปอร์เซียจำนวนมาก เช่น ญะอฺฟัรฺ รูดกียฺ (เสียชีวิตค.ศ.940) นักกวีผู้เรียบเรียงวรรณกรรม “กะลีละฮฺ ว่า ดิมนะฮฺ” และ “เรื่องเล่าของซินแบด” และอบุลกอสิม อัล-ฟิรเดาสียฺก่อนที่จะย้ายไปรับใช้ราชสำนักแห่งนครอัล-ฆอซนะฮฺของวงศ์อัล-ฆอซนะวียะฮฺ นอกจากนี้ อบูบักร์ มุฮัมมัด อิบนุ ซะกะรียา อัร-รอซียฺ (ค.ศ.865-923) นักการแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกมุสลิม ซึ่งถูกขนานนามว่า “กาลิโนสของชาวอาหรับ” และเป็นนักปราชญ์ในสาขาคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ปรัชญา การแพทย์ ตรรกวิทยา และวรรณกรรม ตลอดจน อิบนุ สีนา (อะวีเคนน่า) อบูอะลี (ค.ศ.980-1037) นักปราชญ์และนักการแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ในอารยธรรมอิสลาม ทั้งสองนี้ก็เป็นผู้ได้รับการอุปถัมภ์จากเหล่าผู้ปกครองของรัฐอิสระอัส-สามานียะฮฺเช่นกัน

วัฒนธรรมเปอร์เซียได้รับการฟื้นฟูด้วยการอุปถัมภ์ของเหล่าผู้ปกครองของรัฐอิสระซึ่งแผ่อำนาจในเขตแดนเดิมของจักวรรดิ์เปอร์เซีย โดยการฟื้นฟูวัฒนธรรมที่มิใช่อาหรับนี้เป็นผลงานของผู้ปกครองที่เป็นชาวมุสลิม มิใช่ชาวเปอร์เซียที่ถือในศาสนาโซโรอัสเตอร์ (มะญูสียะฮฺ) ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ประเด็นนี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่า ชาวมุสลิมยังคงยอมรับวัฒนธรรมเดิมที่ไม่ขัดกับหลักคำสอนในศาสนาอิสลาม เช่น ศิลปวิทยาการ และภาษา-วรรณกรรม เป็นต้น และชาวมุสลิมรู้จักในการประยุกต์ใช้ข้อดีของวัฒนธรรมเดิมและพัฒนาต่อยอดวัฒนธรรมดังกล่าวได้อย่างกลมกลืนและแยบยล เป็นผลทำให้อารยธรรมอิสลามในยุครุ่งเรืองมีความหลากหลายและมีความเป็นสากล อย่างที่ไม่เคยมีอารยธรรมใดๆ ของมนุษยชาติบรรลุถึงมาก่อน

ในรัชสมัยเคาะลีฟะฮฺอัล-มุอฺตะศิม บิลลาฮฺ แห่งวงศ์อัล-อับบาสียะฮฺ (ค.ศ.833-842) เป็นต้นมา ราชสำนักแห่งนครแบกแดดถูกกุมอำนาจโดยกลุ่มชาติพันธุ์ “เติร์ก” ซึ่งเข้ามาในฐานะกองทหารรักษาพระองค์ของเคาะลีฟะฮฺ และมีบทบาทในฐานะขุนนางฝ่ายทหารที่ทรงอิทธิพลต่อราชสำนัก ตลอดจนมีอำนาจปกครองหัวเมืองสำคัญในแคว้นชามและอียิปต์ เช่น อัล-อัฟชีน, บักบาก และยัรฺกูค เป็นต้น

กลุ่มชาวเติร์กได้สถาปนารัฐอิสระในแคว้นชาม (ซีเรีย) และอียิปต์ อาทิ รัฐอิสระอัฏ-ฏูลูนียะฮฺ (ค.ศ.868-905) รัฐอิสระอัล-อิคชีดียะฮฺ (ค.ศ.935-969) เป็นต้น กลุ่มชาติพันธุ์เติร์ก “เผ่าเติร์กกะเมน” นับเป็นกลุ่มชนต่างวัฒนธรรมที่มิใช่อาหรับและเปอร์เซียที่มีอิทธิพลมากที่สุดในช่วงปลายรัชสมัยวงศ์อัล-อับบาสียะฮฺ มี “เลสญูกเติร์ก” เป็นสายตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจปกครองแคว้นฟาริส (อิหร่าน), อีรัก, รูม (อนาโตเลีย) และซีเรีย ในช่วงระหว่างคริสตศตวรรษที่ 11-13

ในรัชสมัยสุลฏอนอัลบ์ อัรฺสะลาน (เสียชีวิตค.ศ.1072) แห่งเสลญูก เติร์ก ได้เกิดสมรภูมิมานซิเคิร์ด (มะลาซกุรฺด์) ระหว่างกองทัพของชาวเติร์กมุสลิมกับกองทัพของจักพรรดิ์โรมานุส ดิโอจิเนส แห่งโรมันไบแซนไทน์ ในปีค.ศ.1071 ซึ่งกองทัพของเสลญูก เติร์กได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด ทำให้คาบสมุทรอนาโตเลียกลายเป็นเขตแดนของชาวมุสลิม และเป็นฐานที่มั่นของเสลญูกแห่งรูมที่ทรงอิทธิพลจนถึงปลายคริสตศตวรรษที่ 14 และสมรภูมิมานซิเคิร์ดเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดสงครามครูเสดในปีค.ศ.1096 ระหว่างโลกมุสลิมกับชาวคริสต์ในยุโรปซึ่งกินเวลานับร้อยปี สงครามครูเสดอาจจะเป็นตัวอย่างสำหรับการปะทะของกลุ่มประชาคมต่างวัฒนธรรม แต่ทว่าในการปะทะของสองวัฒนธรรมใหญ่ก็มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในระหว่างกันตามมาด้วยในคราเดียวกัน

และเมื่ออาณาจักรเสลญูก เติร์กอ่อนแอลง กลุ่มชาติพันธุ์เคิร์ดก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในช่วงสงครามครูเสด ดังกรณีของสุลฏอนเศาะลาหุดดีน อัล-อัยยูบียฺ (ค.ศ.1138-1193) และราชวงศ์อัล-อัยยูบียะฮฺในอียิปต์และซีเรีย (ค.ศ.1173-1249) เป็นชาวเคิร์ด มิใช่ชาวอาหรับหรือเติร์ก ต่อมาพวกทาสในราชวงศ์อัล-อัยยูบียะฮฺซึ่งถูกเรียกขานว่า “พวกมะมาลีก” ที่มีทั้งเติร์ก เจอร์กิส (คอเคเซียน) และมองโกล ได้สืบอำนาจและรับภารกิจในการต่อสู้กับกองทัพครูเสดต่อมาจนถึงสมัยการแผ่อำนาจของอุษมานียะฮฺตุรกี (ออตโตมาน เติร์ก)

จักวรรดิอุษมานียะฮฺ (ออตโตมาน เติร์ก) ที่ถูกสถาปนาขึ้นโดยอุษมานที่ 1 (ค.ศ.1281) และแผ่ขยายดินแดนจากคาบสมุทรอนาโตเลียสู่คาบสมุทรบอลข่าน (ยุโรปตะวันออก) และกลุ่มประเทศอาหรับทั้งในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้รวมถึงแอฟริกาเหนือ โดยสุลฏอนมุฮัมมัด (เมหฺเมด) อัล-ฟาติหฺสามารถพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล ราชธานีของจักรวรรดิ์ไบแซนไทน์ในปีค.ศ.1453 และย้ายศูนย์กลางการปกครองจากเอเดรียโนเปิ้ล (อะดิรฺนะฮฺ) มายังกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล (อิสตันบูล) ต่อมาสุลฏอนสะลีม ข่าน ที่ 1 ได้แผ่อำนาจเข้าสู่ดินแดนของชาวอาหรับและผนวกซีเรีย ปาเลสไตน์ อียิปต์ และแอฟริกาเหนือ รวมถึงคาบสมุทรอาหรับบางส่วนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ์อุษมานียะฮฺนับแต่ปีค.ศ.1516 ส่วนดินแดนในคาบสมุทรบอลข่านทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรปนั้น กองทัพของอุษมานียะฮฺสามารถผนวกดินแดนส่วนนี้นับแต่ตอนปลายคริสตศตวรรษที่ 14 แล้ว

การพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ลในปีค.ศ.1453 ของสุลฏอนมุฮัมมัด (เมหฺเมด) อัล-ฟาติหฺ ถือเป็นการรุกคืบของประชาคมมุสลิมจากฝั่งทวีปเอเชียข้ามสู่ฝั่งทวีปยุโรปและเข้าครอบครองศูนย์กลางของอารยธรรมกรีก-โรมันตะวันออกและวัฒนธรรมแบบกรีก-ออธอดอกซ์ซึ่งมีนครคอนสแตนติโนเปิ้ลเป็นราชธานี (นับตั้งแต่ค.ศ.395) กอปรกับการพิชิตคาบสมุทรบอลข่านของเหล่าสุลฏอนแห่งอุษมานียะฮฺก่อนหน้าปีค.ศ.1453 นับแต่รัชสมัยลุสฏอนมุร็อด ข่าน ที่ 1 (ค.ศ.1359) เป็นการผนวกดินแดนของพลเมืองพหุวัฒนธรรมในภูมิภาคตะวันออกฉียงใต้ของทวีปยุโรปเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ์อุษมานียะฮฺ โดยชาวมุสลิมตุรกีได้ปกครองกรีซ, บัลแกเรีย, โรมาเนีย, ฮังการี, เซอร์เบีย, มัลดาเฟีย, แอลบาเนีย, บอสเนีย-เฮเซอร์โกวิน่าประชิดเส้นพรมแดนของออสเตรียนับเป็นเวลาหลายร้อยปี

จักรวรรดิ์อุษมานียะฮฺ (ออตโตมาน เติร์ก) เจริญสุดขีดในรัชสมัยสุลฏอนสุลัยมาน ข่าน (อัล-กอนูนียฺ) ที่ 1 (ค.ศ.1520-1566) ซึ่งเป็นยุคทองของวรรณกรรม ศิลปะวิทยาการ และสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมของอุษมานียะฮฺในการก่อสร้างอาคารมัสยิดขนาดใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากมหาวิหารอายา โซเฟีย (สร้างในรัชสมัยจักรพรรดิ์จัสติเนียนที่ 1 แห่งโรมันไบแซนไทน์ ปีค.ศ.532)

พลเมืองชาวคริสต์นิกายกรีก-ออธอดอกซ์ในจักรวรรดิ์อุษมานียะฮฺซึ่งเป็นพลเมืองในพหุวัฒนธรรมได้ถูกชาวมุสลิมตุรกีปกครองด้วยความเป็นปกติสุข มีเสรีภาพในการถือศาสนา การประกอบพิธีกรรม และการดำรงวัฒนธรรมของตน ในขณะที่ชาวยิวเป็นจำนวนมากได้รับอนุญาติให้อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งในดินแดนของจักรวรรดิ์อุษมานียะฮฺว่า “ชาวยิวดูนเม่ฮฺ” ซึ่งส่วนใหญ่อพยพมาจากสเปนภายหลังการล่มสลายของนครแกรนาดา-เอ็นดะลูเซีย ในปีค.ศ.1492

สังฆนายกของชาวคริสต์นิกายกรีก-ออธอดอกซ์ได้รับการยกย่องจากสุลฏอนมุฮัมมัด อัล-ฟาติหฺ และมีอำนาจในการปกครองคริสตจักรออธอดอกซ์มากยิ่งกว่าในสมัยโรมันไบแซนไทน์ และยังมีสถานะเป็น “วะซีรฺ” ของสุลฏอนแห่งอุษมานียะฮฺอีกด้วย การเปลี่ยนมหาวิหารอายาโซเฟียเป็นมัสยิดญามิอฺแห่งนครอิสตันบูลของ สุลฏอนมุฮัมมัด อัล-ฟาติหฺถือเป็นเพียงสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ชาวเติร์กมุสลิมได้ยึดครองกรุงคอนสแตนติโนเปิ้ลของจักรวรรดิ์โรมันไบแซนไทน์แล้ว หลังจากที่ชาวมุสลิมเคยพยายามปิดล้อมราชธานีแห่งนี้นับแต่ยุคต้นอิสลามถึง 29 ครั้ง

กระนั้น มหาวิหาร โบสถ์ในคริสตศาสนาและสำนักสงฆ์ของชาวคริสต์อื่นๆ ก็ได้รับการคุ้มครอง ไม่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นมัสยิดญามิอฺ คงมีแต่มหาวิหารอายาโซเฟียแห่งเดียวเท่านั้นที่ถูกเปลี่ยนเป็นมัสยิดญามิอฺ และกลายเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมในการก่อสร้างมัสยิดขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา เช่น มัสยิดญามิอฺ สุลฏอนอะหฺมัดที่ 1 ซึ่งรู้จักกันในนามว่า “มัสยิดสีน้ำเงิน” และตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับมัสยิดญามิอฺ อายาโซเฟีย เป็นต้น

ผู้ปกครองชาวเติร์กแห่งจักรวรรดิ์อุษมานียะฮฺได้อนุญาตให้ชาวคริสต์ในกรีซและคาบสมุทรบอลข่านสร้างโบสถ์ในคริสตศาสนาโดยเสรี แต่ในทางกลับกัน กลุ่มประเทศชาวคริสต์ในยุโรปไม่อนุญาตให้ชาวตุรกีสร้างมัสยิดขึ้นในดินแดนของชาวคริสต์ เพราะถือว่าชาวตุรกีเป็นพวกนอกรีตและเป็นศัตรูกับชาวคริสต์ และอคติเช่นนี้ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรปจวบจนทุกวันนี้



คำกล่าวที่ว่า “ผ้าโพกศีรษะของสุลต่านแห่งออตโตมาน ยังดีกว่ามงกุฏบนศีรษะของโป๊ปแห่งกรุงโรม” ซึ่งชาวคริสต์นิกายกรีก-ออธอดอกซ์ในยุโรปตะวันออกเคยพูดถึงในยุคอาณาจักรอุษมานียะฮฺเรืองอำนาจ ย่อมชี้ให้เห็นว่าชาวมุสลิมตุรกีได้ปฏิบัติอย่างไรกับชาวคริสต์ในดินแดนใต้อาณัติของจักรวรรดิ์มุสลิมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และถึงแม้ว่าชนพื้นเมืองในบัลแกเรีย เซอร์เบีย บอสเนีย และแอลบาเนียเป็นจำนวนมากได้ยอมรับศาสนาอิสลามด้วยความสมัครใจ แต่ประชากรส่วนใหญ่ของยุโรปตะวันออกในคาบสมุทรบอลข่านก็ยังคงถือในศาสนาคริสต์เฉกเช่นบรรพบุรุษของพวกเขา

หากชาวเติร์กเป็นภัยคุกคามต่อพลเมืองชาวคริสต์และบังคับผู้คนให้เข้ารับอิสลามด้วยคมดาบอย่างที่นักเขียนชาวตะวันตกกล่าวอ้าง พลเมืองชาวคริสต์ในยุโรปตะวันออกก็คงถูกบังคับให้เข้ารับอิสลามจนหมดสิ้นแล้วนับแต่ครั้งที่กองทัพของชาวเติร์กได้พิชิตดินแดนส่วนนี้ของยุโรป และโดยข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ชาวบัลแกเรียน (บุลฆอรฺ) ได้เข้ารับอิสลามนับตั้งแต่สมัยรัฐอิสลามอัล-อับบาสียะฮฺแห่งนครแบกแดดโดยอิบนุ ฟัฎลาน ซึ่งเป็นราชทูตของเคาะลีฟะฮฺอัล-มุกตะดิรฺ บิลลาฮฺ (ค.ศ.908-932) ที่ถูกส่งไปเจริญความสัมพันธ์ทางการทูตกับกษัตริย์ของชนชาติสล๊าฟในบัลแกเรียเมื่อปีค.ศ.921 และพลเมืองบอสเนีย (อัล-บุชนาก) ตลอดจนชาวแอลบาเนีย (อัรฺ-นาอูฏ) ก็เข้ารับอิสลามโดยสมัครใจ มิได้ถูกชาวเติร์กบังคับขืนใจแต่อย่างใด

บทสรุป


ศาสนาอิสลามอุบัติขึ้นด้วยการประกาศของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ศาสนทูตท่านสุดท้าย นับตั้งแต่ปีค.ศ.610 พลเมืองในคาบสมุทรอาหรับในช่วงเวลานั้นมีความเป็นพหุวัฒนธรรม มีความหลากหลายในด้านสังคมวิทยา การประกาศศาสนาของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ และเหล่าสาวกของท่านในเวลาต่อมาได้หลอมรวมความเป็นพหุวัฒนธรรมของพลเมืองที่เข้ารับอิสลามภายใต้หลักคำสอนของคัมภีร์อัล-กุรอานและวจนะของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ซึ่งกลายเป็น “ประชาคมมุสลิม” ที่มีเอกภาพในด้านความเชื่อและวิถีปฏิบัติโดดเด่นด้วยอัตลักษณ์ในความเป็นมุสลิม แต่ยังคงความเป็นพหุวัฒนธรรมที่ถูกกำกับด้วยหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม ตราบจนทุกวันนี้

“ประชาคมมุสลิม” ทั่วโลกยังคงมีความเป็นพหุวัฒนธรรม เพราะประชาคมมุสลิมมิใช่กลุ่มชนที่มีชาติพันธุ์เดียว ภาษาเดียว ขนบธรรมเนียมเดียว ถึงแม้ว่าประชาคมมุสลิมจะศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว มีศาสนทูตท่านเดียวกัน มีคัมภีร์และชุมทิศ ตลอดจนการประกอบศาสนกิจเดียวกันก็ตาม แต่ในความเป็นเอกภาพของประชาคมมุสลิมในเรื่องดังกล่าว ก็มีความเป็นพหุวัฒนธรรมที่หลักคำสอนของอิสลามให้การยอมรับและเปิดพื้นที่สำหรับการคงอยู่ของพหุวัฒนธรรมในความเป็นประชาคมมุสลิม

ศาสนาอิสลามคือศาสนาแห่งพระผู้ทรงสร้าง พระผู้ทรงเอกะ ทรงส่งท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ มาประกาศแก่มนุษยชาติซึ่งมีความเป็นพหุวัฒนธรรมและความหลากหลาย ความเป็นสากลของศาสนาอิสลามมิได้ถูกจำกัดอยู่เฉพาะชนชาติอาหรับ ภาษา และวัฒนธรรมของชาวอาหรับเท่านั้น ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมของชาวอาหรับจะมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมของประชาคมอื่นที่ไม่ใช่ชาวอาหรับก็ตาม แต่ศาสนาอิสลามเป็นหลักคำสอนและวิถีอันเป็นทางนำสำหรับมนุษยชาติทั้งมวล

ประชาคมมุสลิมมีพันธกิจในการเผยแผ่หลักคำสอนของศาสนาอิสลามสู่การรับรู้ของมนุษยชาติทั้งมวลซึ่งการเผยแผ่และการเรียกร้องสู่ศาสนาอิสลามจำต้องมีการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน มีการสื่อสาร และการพบปะสังสรรค์ระหว่างกันบนพื้นฐานของสันติวิธี วิทยปัญญา และการสานเสวนา

ความเป็นพหุวัฒนธรรมในกรอบแห่งคำสอนของอิสลามสำหรับประชาคมมุสลิมทั่วโลกคือปรากฏการณ์จริง และความเป็นพหุวัฒนธรรมของประชาคมโลกที่มิใช่มุสลิมก็คือปรากฏการณ์จริง ปรากฏการณ์ทั้งสองเป็นสภาวการณ์ที่อยู่ร่วมกันในสังคมใหญ่ของมนุษยโลกนับแต่การประกาศศาสนาอิสลามของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ

และประวัติศาสตร์นานนับพันปีที่ผ่านมายืนยันเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าประชาคมมุสลิมอุบัติขึ้นท่ามกลางพหุวัฒนธรรมและอยู่ร่วมกับความเป็นพหุวัฒนธรรมของผู้คนหลากหลายซึ่งถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองในรัฐอิสลาม และอารยธรรมอิสลามได้ก่อกำเนิดขึ้นบนพื้นฐานของพหุวัฒนธรรมโดยผู้คนทั้งที่เป็นมุสลิมและมิใช่มุสลิม ทั้งที่เป็นชาวอาหรับและมิใช่ชาวอาหรับ ต่างก็มีส่วนขับเคลื่อนอารยธรรมอิสลามสู่ยุคทองของประวัติศาสตร์มนุษยชาติแล้วทั้งสิ้น และประชาคมมุสลิมยังคงเป็นส่วนหนึ่งของพหุวัฒนธรรมในสังคมโลกตราบจนถึงวาระสุดท้ายของโลกนี้


http://alisuasaming.org/


#ประชาชาติอิสลาม_Islamic_Society_Online
#เรื่องเล่าคติเตือนใจ_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "พหุวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์โลกมุสลิม"

วันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ชาวเกาหลีทั้งหมู่บ้านเข้ารับนับถืออิสลาม

ชาวเกาหลีทั้งหมู่บ้านเข้ารับนับถืออิสลาม



หมู่บ้านหนึ่งอยู่ห่างจากกรุงเซอูล สาธารณรัฐเกาหลี (ใต้) ประมาณ 60 กิโลเมตร ชื่อหมู่บ้าน กวางโจว มีประชากรประมาณ 3,000 คน (พ.ศ.2527) ได้ประกาศตนเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามทั้งหมด ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้กลายเป็นที่กล่าวขวัญกันและรู้จักกันเกือบทั่วโลก

ที่มาของชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้เข้ารับอิสลาม อันเนื่องจาก ชายผู้มีนามว่า “ฮัจญ์ อับดุลลอฮฺ จอหน์” เดิมประกอบอาชีพเป็นอาจารย์สอนวิทยาศาสตร์และเคมี ซึ่งต่อมาได้ประกาศตนเข้ารับอิสลาม

สาเหตุที่“ฮัจญ์ อับดุลลอฮฺ จอหน์” เข้ารับอิสลาม อันเนื่องจากครั้งหนึ่งเขาได้พบประโยคหนึ่งในภาษาเกาหลี ซึ่งมีข้อความว่า “พระเจ้าองค์เดียว” จากข้อความดังกล่าวนี้เองนับเป็นกุญแจที่ทำให้เขาเริ่มศึกษาศาสนาต่างๆ เพื่อจะทราบว่า พระเจ้าองค์เดียวที่แท้จริงนั้น อยู่ในศาสนาใดกันแน่?

เริ่มแรกด้วยการที่เขาไปที่โบสถ์คริสต์ ซึ่งเป็นศาสนาหนึ่งที่มีผู้นับถืออยู่มากในเกาหลี เมื่อได้ศึกษาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถจะพบสิ่งที่ตนต้องการได้ จึงได้หันมาศึกษาศาสนาอิสลาม และได้อ่านหนังสือต่างๆ ที่เขียนกับศาสนาอิสลาม และในที่สุดก็เกิดความเข้าใจในอิสลาม และได้ประกาศตนเข้ารับนับถืออิสลาม เมื่อปี พ.ศ. 2520 หลังจากนั้น ก็ได้ลาออกจากการเป็นอาจารย์ เพื่อใช้เวลาทั้งหมดทุ่มเทไปในการเชิญชวนญาติพี่น้อง ตลอดจนมิตรสหาย และชาวบ้านให้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม

ในปี พ.ศ. 2521 ฮัจญ์ อับดุลลอฮฺ จอหน์ ก็ได้เดินทางไปทำพิธีอัจญ์ ณ ประเทศซาอุดิอาราเบีย และเมื่อเขาเดินทางกลับถึงบ้าน เขาล่าว่า หัวใจของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยการอีมานศรัทธามั่น และมีความรักในอิสลามยิ่งขึ้น

และหลังจากนั้น เขาจึงเริ่มงานด้วยการเชิญชวนภรรยาให้เข้ารับอิสลาม ซึ่งก็เป็นผลสำเร็จและได้ตั้งชื่อใหม่ให้ภรรยาว่า “อามีนะฮฺ” และหลังจากนั้นลูกๆ ของเขาทั้ง 4 คน ก็เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามด้วย และตั้งชื่อใหม่ให้ลูกๆที่เป็นชาย 3 คนว่า “มุฮัมมัด” “อะบูบักรฺ” และ “อุมัร” ส่วนลูกสาวอีกคนหนึ่งนั้นให้ชื่อว่า “ฟาฏิมะฮฺ

และต่อมาก็ได้ทุ่มเท เชิญชวนประชาชนชาวบ้านให้เข้ารับอิสลาม ฮัจญ์ อับดุลลอฮฺ จอหน์ เล่าว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ แต่อย่างไรก็ตาม ก้ได้อาศัยคำสอนของอิสลามที่ใช้ให้เรามีความอดทน และมีจริยธรรมอันดีงาม บางทีก็เชิญชวนผู้ที่สนใจมาพุดคุยกันที่บ้าน บางครั้งก็มีชาวบ้านมาศึกษาศาสนาอิสลามในรายละเอียด และก็แสดงความภาคภูมิใจในศาสนานี้ ด้วยประกาศตนเป็นมุสลิม และพวกเขาเหล่านี้แหละที่ร่วมมือกับข้าพเจ้าในการเชิญชวนชาวบ้านคนอื่นๆ ให้เข้านับถือศาสนาอิสลาม

เวลาผ่านไปไม่นานนัก ศาสนาอิสลามก็กลายเป็นแขกที่เข้าสู่ทุกประตูบ้าน

และหลังที่ชาวบ้านทยอยกันเข้ารับอิสลามเกือบทุกวัน ฮัจญ์ อับดุลลอฮฺ จอหน์ จึงเตรียมห้องที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านให้เป็นที่ละหมาด และขณะเดียวกันก็ใช้เป็นโรงเรียนสอนศาสนาและเป็นที่ชุมนุนนัดพบกัน และเมื่อจำนวนคนเพิ่มมาขึ้น จึงทำให้สถานที่ดังกล่าวคับแคบไม่สามารถจุผู้คนได้ จึงได้ดำเนินการสร้างมัสยิดหลังแรกขึ้น ด้วยการได้รับสนับสนุนงบประมาณ 126,000 เหรียญอเมริกา จากการรวมเงินทุนจากชาวคูเวต โดยมีเชคอับดุลอะซีซ ผู้พิพากษาอยู่ในคูเวต เป็นผู้ประสานในการรับบริจาคเงินทุนดังกล่าว

ผู้ที่มีโอกาสไปเยี่ยมหมู่บ้านกวางโจว จะรู้สึกปลื้มปิติเป็นอย่างมาก เมื่อเขารู้ว่าชาวบ้านทั้งหมดแห่งนี้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

สายสัมพันธ์
เขียนโดย truth islam ที่ 02:43

credit : Beachboy EnjoyWorking


#ประชาชาติอิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "ชาวเกาหลีทั้งหมู่บ้านเข้ารับนับถืออิสลาม"

วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

กฎหมายอิสลามเบื้องต้น : มรดกและการแบ่งมรดก

กฎหมายอิสลามเบื้องต้น : มรดกและการแบ่งมรดก

(อาลี เสือสมิง)


ความหมายและความสำคัญ

มรดก คือ ทรัพย์สินหรือสิทธิที่ผู้ตายได้ทิ้งไว้ ซึ่งทายาทโดยชอบธรรมมีสิทธิได้รับด้วยการสิ้นชีวิตของผู้ตาย (อัลฟิกฮุล-อิสลามีย์ 8/243) การแบ่งมรดก เป็นระเบียบตามหลักการของศาสนาอิสลามที่ได้รับการยืนยันด้วยตัวบทอัลกุรฺอาน อัลหะดีษ และอิจญ์มาอฺ ซึ่งมีความสำคัญเช่นเดียวกับหลักการที่ว่าด้วยการละหมาด การจ่ายซะกาฮฺ การทำธุรกรรมต่างๆและบทลงโทษตามลักษณะอาญา โดยจำเป็นในการบังคับใช้และนำมาปฏิบัติ ไม่อนุญาตให้เปลี่ยนแปลงหรือฝ่าฝืน ไม่ว่ากาลเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปนานเพียงใดก็ตาม (อัลฟิกฮุ้ลมันฮะญีย์ 5/71,72) และผู้ใดปฏิเสธบัญญัติของศาสนาในเรื่องการแบ่งมรดก ผู้นั้นเป็นผู้ปฏิเสธ (กาฟิร) ออกนอกจากศาสนาอิสลาม (อ้างแล้ว 5/68)

ท่านนบีมุฮำหมัด (صلى الله عليه وسلم) ได้กล่าวว่า : “จงแบ่งทรัพย์สินในระหว่างผู้สืบทอดตามนัยแห่งคัมภีร์ของอัลลอฮฺ” (รายงานโดยบรรดาเจ้าของสุนัน)

องค์ประกอบของการแบ่งมรดก

องค์ประกอบของการแบ่งมรดกมี 3 ประการ คือ
  1. เจ้าของมรดกหรือผู้ตาย (อัล-มุวัชริซฺ)
  2. ผู้สืบ (รับ) มรดก (อัล-วาริซฺ)
  3. ทรัพย์สินหรือสิทธิของเจ้าของมรดกหรือผู้ตาย เรียกในภาษาอาหรับว่า อัลเมารูซฺ,อัล-มีรอซฺ และอัล-อิรซฺ (المَوْرُوْثُ ، اَلمِيْرَاثُ ، اَلإِرْثُ) เมื่อขาดองค์ประกอบข้อหนึ่งข้อใดจาก 3 ประการนี้ ก็ไม่มีการสืบมรดก (อัลฟิกฮุลอิสลามีย์ 8/248,249)

สิ่งที่ถือว่าเป็นมรดก

สิ่งที่ถือว่าเป็นมรดกได้แก่
  1. สังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ตาย เช่น ที่ดิน ตึก อาคาร บ้าน สวน ไร่นา รถยนต์ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เป็นต้น
  2. เงินสดในมือ และในธนาคาร
  3. ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีสิทธิโดยชอบธรรม แต่ยังมิได้มีการส่งมอบ เช่น หนี้สินของผู้ตายที่ติดค้างอยู่ที่ผู้อื่น (ลูกหนี้) เงินค่าทำขวัญ เงินค่าทดแทน เงินค่าตอบแทน เป็นต้น
  4. สิทธิทางวัตถุ ซึ่งมิได้เกิดจากตัวทรัพย์สินโดยตรงแต่ทว่าเกิดจากการกระทำโดยทรัพย์สินนั้นหรือมีความผูกพันกับทรัพย์สินนั้น เช่น สิทธิในน้ำดื่ม สิทธิในการใช้ทางสัญจร สิทธิในการอาศัย สิทธิในที่ดินเพื่อการเพาะปลูก สิทธิในการเช่าช่วง เป็นต้น

บรรดาสิทธิที่เกี่ยวพันกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย

มีสิทธิ 5 ประการที่เกี่ยวพันกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยมีความสำคัญก่อนหลังตามลำดับ ดังนี้ คือ

  1. บรรดาหนี้สินที่เกี่ยวพันกับตัวของทรัพย์มรดกก่อนหน้าการเสียชีวิตของผู้ตาย อาทิ เช่น การจำนอง,การซื้อขาย และทรัพย์สินซึ่งจำเป็นต้องออกซะกาฮฺ
  2. การจัดการศพ อันหมายถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดนับแต่การเสียชีวิตของผู้ตายจวบจนเสร็จสิ้นการฝังศพโดยไม่มีความสุรุ่ยสุร่ายหรือความตระหนี่ในการใช้จ่าย
  3. บรรดาหนี้สินที่มีภาระผูกพันกับผู้ตาย ไม่ว่าบรรดาหนี้สินนั้นจะเป็นสิทธิของพระองค์อัลลอฮฺ ()อาทิ เช่น ซะกาฮฺ,สิ่งที่ถูกบน (นะซัร) เอาไว้ และบรรดาค่าปรับ (กัฟฟาเราะฮฺ) หรือจะเป็นสิทธิของบ่าว อาทิ เช่น การยืมหนี้สิน เป็นต้น
  4. พินัยกรรม (วะศียะฮฺ) ที่ผู้ตายทำไว้จากจำนวน 1 ใน 3 ของทรัพย์สินที่ผู้ตายละทิ้งไว้ หลังจากค่าใช้จ่ายในการจัดการศพและการชดใช้หนี้สินของผู้ตาย
  5. ทรัพย์อันเป็นมรดก ซึ่งถือเป็นสิทธิที่เกี่ยวพันกับทรัพย์สินของผู้ตายในลำดับท้ายสุด โดยให้นำมาแบ่งระหว่างทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามสัดส่วนที่ศาสนากำหนด (อัลฟิกฮุล-มันฮะญี่ย์ 5/73,74)

เงื่อนไขของการแบ่งมรดก

การแบ่งมรดกนั้นจะมีเงื่อนไข ดังนี้

  1. เจ้าของมรดกได้เสียชีวิตอย่างแน่นอน หรือด้วยคำสั่งของศาล (ว่าเสียชีวิตหรือสาบสูญ)
  2. ผู้สืบมรดก (ทายาท) ยังมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน หรือด้วยคำสั่งของศาล
  3. จะต้องทราบว่าผู้นั้นเกี่ยวข้องในการสืบมรดกอย่างไร เช่น เป็นสามี เป็นภรรยา ฯลฯ
  4. จะต้องไม่ถูกกันสิทธิในการสืบมรดกตามหลักศาสนบัญญัติ

ผู้ที่ไม่มีสิทธิในกองมรดก

ผู้ที่ไม่มีสิทธิสืบมรดกโดยเด็ดขาด มีดังนี้ คือ
  1. ผู้ที่ทำการสังหารเจ้าของมรดก หรือมีส่วนร่วมในการสังหาร (สมรู้ร่วมคิด) ไม่ว่าจะเป็นการสังหารโดยเจตนาหรือผิดพลาด,จะด้วยสิทธิอันชอบธรรมหรือไม่ก็ตาม หรือตัดสินให้ประหารชีวิตหรือเป็นพยานปรักปรำจนเป็นเหตุให้มีการประหารชีวิตหรือรับรองพยานในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้มีรายงานจากท่าน อัมร์ อิบนุ ชุอัยฺบ์ จากบิดาของเขาจากปู่ของเขาว่า แท้จริงท่านนบี (صلى الله عليه وسلم) ได้กล่าวว่า : – لَيْسَ لِلْقَاتِلِ شَئٌ (أَىْ مِنَ الْمِيْرَاثِ – “สำหรับผู้สังหารย่อมไม่มีสิทธิใดๆเลยจากทรัพย์มรดก” (อบูดาวูด-4564-)
  2. ทาส ทุกชนิด ทั้งนี้เพราะทาสไม่มีสิทธิในการครอบครองทรัพย์สิน
  3. ผู้สืบมรดกเป็นชนต่างศาสนิก หรือสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม (มุรตัด) ท่านนบี (صلى الله عليه وسلم) ได้กล่าวว่า : – لاَيَرِثُ الْمُسْلِم الكَافِرَوَلاَالْكَافِرُالْمُسْلِمَ – “มุสลิมจะไม่สืบมรดกคนต่างศาสนิกและคนต่างศาสนิกก็จะไม่สืบมรดกคนมุสลิม” (รายงานโดย บุคอรี-6383-,มุสลิม-1614-)

ผู้มีสิทธิสืบมรดก اَلْوَارِثُ (อัล–วาริซฺ)

ทายาทผู้ตายที่เป็นชายซึ่งมีสิทธิในการสืบมรดก มีดังนี้

  1. บุตรชายของผู้ตาย
  2. หลานชาย เหลนชาย ฯลฯ
  3. บิดาของผู้ตาย
  4. ปู่ของผู้ตาย (บิดาของบิดา ฯลฯ)
  5. พี่ชายหรือน้องชาย (ทั้งที่ร่วมบิดามารดา หรือร่วมบิดา หรือร่วมมารดากับผู้ตาย
  6. บุตรชายของพี่ชายหรือน้องชาย (ร่วมบิดามารดา)
  7. บุตรชายของพี่ชายหรือน้องชาย (ร่วมบิดากับผู้ตาย)
  8. อาหรือลุง (พี่ชายหรือน้องชายของบิดาที่ร่วมบิดามารดากับบิดาของผู้ตาย)
  9. อาหรือลุง (พี่ชายหรือน้องชายของบิดาที่ร่วมบิดากับบิดาของผู้ตาย)
  10. บุตรชายของลุงหรือของอา (บุตรของพี่ชายหรือน้องชายของบิดาที่ร่วมบิดามารดากับบิดาของผู้ตาย)
  11. บุตรชายของลุงหรือของอา (บุตรของพี่ชายหรือน้องชายของบิดาที่ร่วมบิดากับบิดาของผู้ตาย)
  12. สามีของผู้ตาย
  13. ผู้ปลดปล่อยทาสให้เป็นไท (ในกรณีที่อดีตทาสที่เขาปล่อยนั้นเป็นเจ้าของมรดก)
อนึ่งถ้าบุคคลเหล่านี้ทั้งหมดมีชีวิตอยู่ในขณะแบ่งมรดกผู้มีสิทธิสืบมรดกมีเพียง บิดา ลูก และสามีของผู้ตายเท่านั้น

ทายาทผู้ตายที่เป็นหญิงซึ่งมีสิทธิในการสืบมรดก มีดังนี้

  1. บุตรีของผู้ตาย
  2. บุตรีของบุตรชาย (หลานสาว) หรือบุตรีของบุตรชายของบุตรชาย (เหลนสาว) ของผู้ตาย
  3. มารดาของผู้ตาย
  4. ย่า (มารดาของบิดา) ของผู้ตาย
  5. ยาย (มารดาของมารดา) ของผู้ตาย
  6. พี่สาวหรือน้องสาว (ร่วมบิดามารดาหรือร่วมมารดาหรือร่วมบิดากับผู้ตาย)
  7. ภรรยาของผู้ตาย
  8. นายหญิงผู้ปลดปล่อยทาสให้เป็นไท (ในกรณีที่อดีตทาสที่นางปลดปล่อยนั้นเป็นเจ้าของมรดก)

อนึ่ง ถ้าบุคคลเหล่านี้ทั้งหมดมีชีวิตอยู่ในขณะแบ่งมรดกผู้ที่มีสิทธิในการสืบมรดก คือ
  1. บุตรีของผู้ตาย
  2. หลานสาว (บุตรีของบุตรชาย) ของผู้ตาย
  3. ภรรยาของผู้ตาย
  4. มารดาของผู้ตาย
  5. พี่สาวหรือน้องสาวที่ร่วมบิดามารดากับผู้ตาย และถ้าหากนำผู้สืบมรดกทั้งชายและหญิงมารวมกัน ผู้ที่มีสิทธิในการสืบมรดกนั้น คือ 1. บิดาของผู้ตาย 2. มารดาของผู้ตาย 3.บุตรชายของผู้ตาย 4.บุตรีของผู้ตาย 5.สามีหรือภรรยาของผู้ตาย

อนึ่ง เกี่ยวกับผู้สืบมรดกนี้ ยังแบ่งออกเป็นผู้ที่มีสิทธิสืบมรดกตามสัดส่วนที่ถูกกำหนดแน่นอน เรียกว่า อัศหาบุล-ฟัรฎ์ (أَصْحَابُ الْفِرْضَِ) และผู้มีสิทธิสืบมรดกในส่วนที่เหลือ เรียกว่า อะเศาะบะฮฺ (اَلْعَصَبَةُ) ซึ่งสามารถศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเพิ่มเติมต่อไป

อัตราหรือสัดส่วนการแบ่งมรดกตามที่มีปรากฏในคัมภีร์อัลกุรฺอาน คือ
  1. 1/2 เรียกว่า นิศฟุ (نِصْفٌ)
  2. 1/4 เรียกว่า รุบฺอ์ (رُبْعٌ)
  3. 1/3 เรียกว่า สุลุสฺ (ثَلُثٌ)
  4. 2/3 เรียกว่า สุลุสานิ (ثُلُثَانِ)
  5. 1/6 เรียกว่า สุดุสฺ (سُدُسٌ)
  6. 1/8 เรียกว่า สุมุนฺ (ثُمُنٌ)


แหล่งที่มา http://alisuasaming.org/


#นิติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "กฎหมายอิสลามเบื้องต้น : มรดกและการแบ่งมรดก"

วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

กำเนิดมนุษย์จากดิน

กำเนิดมนุษย์จากดิน



อัลลอฮ์ (ตะอาลา) ทรงตรัสถึงการสร้างท่านศาสดาอาดัมและเผ่าพันธุ์มนุษย์ว่า


﴿الَّذِى أَحْسَنَ كُلَّ شَيْءٍ خَلَقَهُ وَبَدَأَ خَلْقَ الإِنْسَانِ مِنْ طِيْنٍ * ثُمَّ جَعَلَ نَسْلَهُ مِنْ سُلاَلَةٍ مِنْ مَّاءٍ مَّهِيْنٍ * ثُمَّ سَوَّاهُ وَنَفَخَ فِيْهِ مِن رُّوْحِهِ وَجَعَلَ لَكُمُ السَّمْعَ وَالأَبْصَارَ وَالأَفْئِدَةَ قَلِيْلاً مَا تَشْكُرُوْنَ﴾


พระองค์ทรงประทานความงามแก่ทุกๆสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างไว้ และทรงเริ่มสร้างมนุษย์จากดินโคลน, หลังจากนั้น ทรงสร้างเผ่าพันธุ์ของเขามาจากเชื้อจากน้ำอันไร้เกียรติ, หลังจากนั้น พระองค์ทำให้เขามีรูปร่างสมบูรณ์ และเป่าลงไปในเขา จากวิญญาณของพระองค์ และพระองค์ทรงสร้างให้พวกเจ้าได้ยินและได้เห็นและให้มีจิตใจ (สติปัญญา) เป็นส่วนน้อยเหลือเกินที่พวกเจ้าจะขอบคุณ” (อัซซะญะดะห์ : ๗-๙)


จากโองการนี้ อัลลอฮ์ทรงเน้นถึงการสร้างมนุษย์หรือการที่คนหนึ่งคนใดจะให้กำเนินบุตรที่แข็งแรงสมบูรณ์นั้น จะต้องมีองค์ประกอบสำคัญนั้นก็คือ "ดิน" ฉะนั้นการที่จะให้กำเนิดบุตรที่แข็งแรงจึงต้องอาศัยการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่สารอาหารที่สำคัญนั้นมาจากดินทั้งสิ้น โดยการแปรรูปมาเป็นพืชผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์

หลักฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ต่อการยืนยันโองการนี้


ความคล้ายคลึงกันระหว่างองค์ประกอบทางเคมีในร่างกายมนุษย์และองค์ประกอบของดิน

ร่างกายมนุษย์เราประกอบด้วย

  • น้ำ 54 -70%
  • โปรตีน 11-17 % 
  •  ไขมัน 14-26% 
  • คาร์โบไฮเดรท 1% 
  • ธาตุอื่นๆที่ไม่ใช่ธาตุชีวะภาค 5 -6%

โดยแต่ละธาตุจะกลับไปยังองค์ประกอบหลักดังนี้

  • Oxygen 65% -
  • Sodium 1% 
  • Calcium 1.4% 
  • Nitrogen 3% 
  • Brimstone 2%
  • Chlorine 1% 
  • Carbon 18% 
  • Potassium 18% 
  • Hydrogen 10% 
  •  Magnesium 00.045% 
  • Phosphorous 7% 
  • องค์ประกอบอื่นๆอีก 00.014%

และบางองค์ประกอบอื่นๆที่เหลือนั้นก็คือ copper – iodine – fluorine – bromine – iron – zinc – chrome – cobalt – nickel – tin – silicon – aluminum – molybdenum – magnet – vanadium ธาตุเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบของร่างกายมนุษย์และก็เป็นองค์ประกอบของดิน(ดินที่มีน้ำผสม)ด้วยเช่นกัน.


รากต้นไม้และพืชผักจะทำหน้าที่ดูดซับน้ำและแร่ธาตุที่อยู่ในดินจนทำให้ส่วนต่างๆ ของพืชมีการเจริญเติบโตและออกผลผลิตซึ่งมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างก็ใช้ชีวิตโดยการรับเอาแร่ธาตุที่อยู่ในดินจากพืชมาอีกที และนี้คือวิทยปัญญาของพระองค์อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ซึ่งพระองค์ได้สร้างพืชพันธ์ธัญหารมาก่อนมนุษย์และสัตว์ เพราะพืชคือสื่อเดียวที่จะทำหน้าที่เปลี่ยนแร่ธาตุในดินให้เป็นธาตุสารในอาหารซึ่งจำเป็นที่มนุษย์และสัตว์จะต้องรับเอาธาตุสารอาหารเหล่านี้เข้าไป แน่นอนอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ทรงยืนยันถึงความเป็นจริงไว้ก่อนไว้ก่อนหน้านี้ถึง 1425 ปีมาแล้วซึ่งพระองค์ได้ทรงตรัสเอาไว้ว่า


﴿مِنْهَا خَلَقْنَاكُمْ وَفِيْهَا نُعِيْدُكُمْ وَمِنْهَا نُخْرِجُكُمْ تَارَةً أُخْرَى﴾


จากแผ่นดินเราได้บังเกิดพวกเจ้า และ ณ แผ่นดินนั้น เราจะให้พวกเจ้ากลับคืนไป และจากแผ่นดินนั้น เราจะให้พวกเจ้ากลับออกมาอีกครั้งหนึ่ง” (ฏอฮา : ๕๕)


และท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ยังได้กล่าวเอาไว้อีกว่า ที่มาของมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นมาบนโลกนี้ถูกรวมอยู่ในปลายกระดูกก้นกบ(Coccyx) ซึ่งมีลักษณ์คล้ายกับเมล็ดพืชและไม่สามารถที่จะทำลายมันได้ไม่ว่าจะวิธีการใดๆ ดังที่มีรายงานจากท่านอบีฮูรอยเราะห์ ว่าแท้จริงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลฯ) กล่าวว่า


กระดูกทุกๆ ชิ้นจากลูกหลานอาดัม (มนุษย์) จะสูญสลายเหลือเพียงแต่กระดูกก้นกบ และในมันนี้เองการสร้าง (มนุษย์) จะถูกประกอบขึ้นอีกครั้งในวันฟื้นคืนชีพ


เรียบเรียงโดย... อะห์หมัด มุสตอฟา อาลี โต๊ะลง


#God_Islamic_Society_Online
#ปาฏิหาริย์แห่งอิสลาม_Islamic_Society_Online
#มหัศจรรย์อัลกรุอาน_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "กำเนิดมนุษย์จากดิน"

วันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ทำไมอิสลามถึงให้ความสำคัญกับหินดำ และหินดำมาจากไหน?

ทำไมอิสลามถึงให้ความสำคัญกับหินดำ และหินดำมาจากไหน?









ทำไมอิสลามถึงให้ความสำคัญกับหินดำ และหินดำมาจากไหน?

หินดำ เป็นหินที่ถูกตั้งอยู่มุมของกะบะห์ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ถูกคลุมรอบด้วยกับเงิน หินดำเป็นจุดเริ่มของการเวียนรอบกะบะห์ (ตอวาฟ) ซึ่งถูกยกเหนือพื้นดินประมาณ 1.5 เมตร เป็นหินที่มีความหนัก เป็นรูปทรงวงรี มีสีดำแดง

หินดำเป็นหินที่ถูกประทานลงมาจากสวรรค์ โดยลงมาในสภาพที่เป็นชิ้นเดียว แต่ปัจจุบันนี้แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจำนวน 8 ชิ้น ถูกเคลือบด้วยกับปูนน้ำมันที่สามารถมองผ่านได้ ซึ่งผสมด้วยขี้ผึ้ง ชะมดเชียง และอัมบัร (ไขจากลำไส้ปลาวาฬนำมาใช้ทำเครื่องสำอางพวกน้ำหอม) ซึ่งถูกวางไว้บนหัวของหินดำ

ผู้ที่นำเอาหินดำมาวางไว้ ณ กะบะห์คือท่านศาสดาอิบรอฮีม เพื่อให้ผู้ตอวาฟเริ่มตอวาฟ ณ จุดเริ่มที่หินดำ เพื่อไม่ให้เกิดการสับสน

สำหรับการจูบหินดำนั้น ท่านศาสดามูฮัมหมัดได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า “หินดำคือการสาบานของอัลลอฮ์ (ผู้ทรงสูงส่งและมีเกียรติ) ในพื้นพิภพนี้ ซึ่งสิ่งถูกสร้างของพระองค์ (มนุษย์) สามารถจับสัมผัสมันได้ เสมือนกับการที่บุรุษได้จับสัมผัสมือของพี่น้องของเขา”

ด้วยเหตุนี้เอง ท่านศาสดาจึงได้จูบหินดำ โดยได้มีรายงานจากท่านอุมัร บุตร อัลค็อฏฏ๊อบว่า ตัวท่านอุมัรเองก็ได้จูบหินดำ ซึ่งในขณะท่านอุมัรจูบหินดำนั้น ท่านอุมัรได้กล่าวกับหินดำว่า “ฉันรู้ว่า ท่านก็คือหินก้อนหนึ่งที่ไม่มีอันตราย ไม่มีประโยชน์ และหากแม้นว่าฉันไม่เห็นท่านศาสดามูฮัหมัดจูบท่านล่ะก็ฉันก็จะไม่จูบท่าน” หลังจากนั้นท่านอุมัรก็ร้องไห้ และหันหลังไปพบท่านอาลี บุตร อบีตอเล็บ ท่านอุมัรจึงได้กล่าวขึ้นว่า “โอ้บิดาแห่งฮูเซนเอ๋ย ที่นี่ใช่ไหม ที่ท่านได้หลั่งน้ำตาและขอพร” ท่านอาลีจึงกล่าวว่า “โอ้ท่านผู้นำแห่งเหล่าศรัทธาชน! เนื่องจากหินก้อนนั้นมีโทษและประโยชน์” ท่านอุมัรกล่าวต่อไปว่า “แล้วอย่างไรล่ะที่มันมีโทษและประโยชน์” ท่านอาลีกล่าวว่า “แน่นอน เมื่ออัลลอฮ์ทรงสัญญาแก่บรรดาดวงวิญญาณในขณะที่อยู่ในโลกแห่งวิญญาณ พระองค์จะทรงบันทึกให้แก่พวกเขาโดยเป็นลายลักษณ์อักษร หลังจากนั้นหินก้อนนี้ก็ได้กลืนการบันทึกนี้ เพื่อเป็นพยานแก่ผู้ศรัทธาถึงการรักษาสัญญา และเป็นพยานแก่ผู้ทรยศถึงการทรยศ” เมื่อท่านผู้อ่านทั้งหลายรู้เรื่องนี้ ท่านก็จะเข้าใจถึงเหตุผลว่าทำไมผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ถึงได้ของพรต่ออัลลอฮฺในขณะจูบหินดำว่า


اللّهُمَّ إيْمَاناً بِكَ ، وَتَصْدِيْقاً بِكِتَابِكَ ، وَوَفَاءً بِعَهْدِكَ

โอ้อัลลอฮฺ! ขอพระองค์ทรงทำให้ฉันศรัทธา โดยศรัทธาต่อท่าน และขอพระองค์ทรงทำให้ฉันเชื่อมั่น ด้วยการเชื่อมันต่อการบันทึกของท่าน และขอพระองค์ทรงทำให้ฉันรักษาสัญญา ด้วยการรักษาสัญญาของท่าน


ได้มีรายงานว่า “เมื่อท่านศาสดาอิบรอฮีม (อะลัยฮิสสลาม) สิ้นสุดการสร้างกะบะฮ์ด้วยกับการนำเอาหินดำมาวาง โดยได้กล่าวกับท่านศาสดาอิสมาแอลผู้เป็นบุตรชายว่า “ท่านจงนำเอาหินก้อนหนึ่งมาให้ฉัน เพื่อที่ฉันจะได้นำมาเป็นสัญลักษณ์ของกการเริ่มตอวาฟ” แล้วท่านศาสดาอิสมาแอลก็ได้ออกไปเอาหินก้อนหนึ่งมา ท่านศาสดาอิบรอฮีมจึงกล่าวว่า “ท่านจงไปเอาหินก้อนอื่นที่มิใช่หินก้อนนี้มา” แล้วท่านศาสดาอิสมาแอลก็ออกไปเอาหินมาอีกก้อน ท่านศาสดาอิบรอฮีมจึงกล่าวเป็นครั้งที่สามว่า “ท่านจงไปเอาหินก้อนอื่นที่มิใช่หินก้อนนี้มา” แล้วท่านศาสดาอิสมาแอลก็ออกไปเอาหินมาเป็นก้อนที่สาม และท่านศาสดาอิบรอฮีมก็ได้กล่าวว่า “ได้มาหาแก่ฉันซึ่งบุคคลที่ทำให้ฉันไม่ต้องการหินของท่าน” แล้วท่านศาสดาอิบรอฮีมก็ได้มองไปยังหินดำที่อยู่ในตำแหน่งของมัน

ปรากฏว่าในยุคก่อนอิสลาม หินก้อนนี้ถูกวางไว้ใกล้ๆ กะบะฮ์ ต่อมาก็ถูกทำเอาออกไปไกลจากกะบะฮ์หลังจากเปิดเมืองมักกะห์ให้เป็นเมืองอิสลาม และได้ถูกนำมาวางไว้ในตำแหน่งของมันในปัจจุบันนี้ ชาวอาหรับกล่าวกันว่า ภายใต้หินก้อนนี้ มีอุปกรณ์ก่อสร้างที่ท่านศาสดาอิบรอฮีมใช้ในการก่อสร้างกะบะฮ์ และอาหรับทั้งก่อนอิสลามและในยุคอิสลามก็เชื่อกันว่า หินก้อนนี้มีความศักดิ์สิทธิ์

ในยุคที่ท่านศาสดาถือกำเนิดมาก่อนที่จะทำการเผยแพร่ศาสนาแห่งอัลลอฮฺ ชาวกุเรชได้ทำการบูรณะกะบะฮ์เสร็จสิ้น พวกเขามีความขัดแย้งกันว่าใครจะเป็นผู้นำเอาหินดำไปวางไว้ในที่ของมัน เหตุการณ์นี้เกือบสร้าง ความวุ่นวายระหว่างลูกหลานชาวเผ่ากุเรช ดังนั้นท่านอบูอุมัยยะห์ อิบนุ อัลมุเฆเราะห์จึงได้ยืนขึ้น แล้วกล่าวว่า โอ้ชาวกุเรชเอ๋ย ! พวกท่านจงให้บุคคลแรกที่เข้ามาทางประตูมัสญิดนี้เป็นผู้ตัดสินความขัดแย้งระหว่างพวกท่านเถิด แล้วพวกเขาก็ปฏิบัติตาม ปรากฏว่าคนแรกที่เดินเข้ามาก็คือท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ดังนั้นเมื่อพวกเขาเห็นท่านศาสดา พวกเขาก็กล่าวว่า ชายคนนี้เป็นผู้ที่ไว้วางใจได้ เรายินดี (ให้เขาเป็นผู้ตัดสิน) ชายคนนี้คือมูฮัมหมัด เมื่อท่านศาสดาเดินมายังพวกเขา แล้วพวกเขาก็บอกเรื่องราวการขัดแย้งระหว่างพวกเขา ท่านศาสดาจึงกล่าวว่า “จงเอาผ้าหนึ่งชิ้นมาให้ฉัน” แล้วผ้าก็ได้ถูกนำมา แล้วท่านศาสดาก็ได้ยกหินดำด้วยกับมืออันมีเกียรติของท่านวางไว้บนผ้าผืนนั้น แล้วท่านศาสดาก็ได้กล่าวว่า “ทุกๆเผ่าจงจับด้านหนึ่งจากผ้านี้ และจงยกมันขึ้นพร้อมๆกัน” แล้วพวกเขาก็ปฏิบัติตามจนกระทั้งถึงที่วางหินดำ ท่านศาสดาก็ได้ใช้มือของท่านยกหินดำไปวางไว้ในที่ของมัน

ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ)ได้กล่าวว่า “หินดำได้ถูกประทานลงมาจากสวรรค์ ในสภาพที่มีความขาวจัดประดุจน้ำนม ต่อมาความชั่วของมนุษย์ได้ทำให้มันเปลี่ยนสีเป็นสีดำ” แน่นอนสีดำนั้นมีอยู่เฉพาะหัวของหินดำเท่านั้น แต่ส่วนที่เหลือเป็นสีขาว ซึ่งบอกเล่าโดยมูฮัมมัด บุตร นาเฟียะอ์ อัลคอซาอีย์ เพราะเขาเห็นด้วยตาของเขาโดยเขากล่าวว่า “ฉันได้สังเกตหินดำในขณะที่มันแตกเป็นชิ้นๆ เห็นว่าความดำนั้นมีอยู่บนหัวของหินดำเท่านั้น และส่วนที่เหลือของมันเป็นสีขาว” หินดำคือการสาบานของอัลลอฮฺบนโลกนี้ เพราะท่านศาสดากล่าวว่า “แท้จริงแล้วหินดำนี้คือการสาบานของอัลลอฮฺในโลกนี้”

หินดำจะเป็นพยานให้กับบุคคลที่จูบหรือสัมผัสมันในวันกิยามะห์ เพราะท่านศาสดามูฮัมหมัดได้กล่าวไว้ว่า “แท้จริงสำหรับหินดำนี้มีลิ้นและมี 2 ริมฝีปาก มันจะเป็นพยานให้กับผู้ที่จูบหรือสัมผัสมันในวันกิยามะห์ด้วยความสัจจริง”

ด้วยเหตุทั้งปวงนี้ ทำให้เราได้รู้ว่า สิ่งต่างๆที่อัลลอฮฺ (ตะอาลา) ทรงสร้างขึ้นมานั้นมีโทษ ประโยชน์ และมีคุณลักษณ์ความพิเศษที่ต่างกันออกไป ดังนั้นหินดำก็คือวัตถุชิ้นหนึ่งที่อัลลอฮฺให้ความพิเศษแก่มัน เช่นเดียวกัน พระอาทิตย์และดวงจันทร์ที่เป็นวัตถุหนึ่งที่อัลลอฮฺทรงสร้างขึ้น โดยพระองค์จะให้ความสามารถแก่มันทั้งสอง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะมนุษย์

จากการวิจัยใหม่ๆ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต่างต้องตะลึงถึงความมหัศจรรย์ของหินดำ พวกเขาได้ศึกษาพบว่า แท้จริงสำหรับทุกๆเรือนร่างและสิ่งต่างๆมีพลังหรือรัศมีที่กระจายอยู่รอบๆตัวของมัน ดังนั้นผู้ที่ใกล้ชิด สัมผัส และจูบหินดำนั้นจะรู้สึกและสัมผัสได้ถึงพลังงานชนิดหนึ่ง และนี่เป็นสิ่งที่ชี้ถึงลักษณะพิเศษ ประโยชน์ในการมอง การจูบ และการสัมผัสหินศักดิ์สิทธิ์นี้ เนื่องจากดังกล่าวจะเป็นการหยิบยื่นพลังงานแก่เขา และแน่นอนทุกคนที่ทำการจูบหินดำนี้จะรู้สึกมีความกระฉับกระเฉง และสัมผัสพลังงานอันน่าประหลาด ซึ่งนี่อาจเป็นความเร้นลับที่ท่านศาสดามูฮัมหมัดได้ปฏิบัติต่อหินดำในขณะเริ่มเวียนรอบกะบะฮ์ด้วยการจูบและสัมผัส และสิ้นสุด ณ หินดิน... วัลลอฮู่อะลัม


จากหนังสือ “อิสลาม...ทำไม” โดย อะห์หมัดมุสตอฟา โต๊ะลง


#ปาฏิหาริย์แห่งอิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "ทำไมอิสลามถึงให้ความสำคัญกับหินดำ และหินดำมาจากไหน?"

วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

รู้จักอัลลอฮฺ (ตอนที่2)

รู้จักอัลลอฮฺ (ตอนที่2)




พระผู้อภิบาลเท่านั้นที่ต้องได้รับการเคารพภักดี

หลักฐานคือพระดำรัสของของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งว่า


                                                                                                                                                               يَٰٓأَيُّهَا ٱلنَّاسُ ٱعۡبُدُواْ رَبَّكُمُ ٱلَّذِي خَلَقَكُمۡ وَٱلَّذِينَ مِن قَبۡلِكُمۡ لَعَلَّكُمۡ تَتَّقُونَ ٱلَّذِي جَعَلَ لَكُمُ ٱلۡأَرۡضَ فِرَٰشٗا وَٱلسَّمَآءَ بِنَآءٗ وَأَنزَلَ مِنَ ٱلسَّمَآءِ مَآءٗ  ﴿
                                                                               
                                                                         فَأَخۡرَجَ بِهِۦ مِنَ ٱلثَّمَرَٰتِ رِزۡقٗا لَّكُمۡۖ فَلَا تَجۡعَلُواْ لِلَّهِ أَندَادٗا وَأَنتُمۡ تَعۡلَمُونَ
                                                               
[البقرة: ٢١-٢٢]


ความว่า “มนุษย์เอ๋ย จงเคารพภักดีพระผู้อภิบาลของสูเจ้า ผู้ทรงสร้างสูเจ้าและบรรดาคนก่อนหน้าสูเจ้า เพื่อสูเจ้าจะได้สำรวมตน(ยำเกรงต่อพระองค์) ผู้ทรงทำแผ่นดินนี้เป็นพื้นปู และชั้นฟ้าเป็นหลังคา และทรงหลั่งน้ำจากฟากฟ้า และทรงให้ผลไม้ต่างๆ งอกเงยออกมาเป็นเครื่องยังชีพสำหรับสูเจ้า ดังนั้น จงอย่าตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺทั้งๆ ที่สูเจ้ารู้อยู่
(อัล-บะเกาะเราะฮฺ 2:21-22)


ท่านอิบนุ กะษีรฺ(ขออัลลอฮฺทรงเมตตาเขา) กล่าวว่า “ผู้ทรงสร้างสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เท่านั้น คือผู้ทรงไว้ซึ่งสิทธิแห่งการได้รับการเคารพภักดี”

แบบต่างๆ ของการเคารพภักดีตามที่อัลลอฮฺทรงบัญชา เช่นการนอบน้อมยอมรับโดยสิ้นเชิง, ความศรัทธา, การบำเพ็ญความดี ซึ่งมีการวิงวอน, ความกลัว(ยำเกรง), ความหวัง, การมอบความไว้วางใจ, ความตระหนก, ความปรารถนา, ความหวาดกลัว, การนอบน้อมถ่อมตน, ความหวาดหวั่น, การลุแก่โทษ, การขอความช่วยเหลือ, การขอความคุ้มครอง, การวิงวอนขอความช่วยเหลือ, การเชือดสัตว์เพื่อเป็นอาหารแก่คนยากจน, การบน และอื่นๆอีกตามแบบของการเคารพภักดีนี้ซึ่ง อัลลอฮฺได้ทรงบัญชาทั้งหมดนี้เพื่อพระองค์ผู้สูงส่ง หลักฐานคือพระดำรัสของพระองค์ว่า


وَأَنَّ ٱلۡمَسَٰجِدَ لِلَّهِ فَلَا تَدۡعُواْ مَعَ ٱللَّهِ أَحَدٗا ﴿

[الجن: ١٨]


ความว่า “และแท้จริง มัสยิด (ที่แห่งการกราบไหว้อัลลอฮฺ)ทั้งหลายนั้นเป็นของอัลลอฮฺ ดังนั้นจงอย่าวิงวอนผู้ใดเคียงคู่อัลลอฮฺ
(อัล-ญิน 72:18)


โดยเหตุนี้ ผู้ใดปฏิบัติสิ่งใดมิใช่เพื่ออัลลอฮฺ เขาก็เป็นผู้ตั้งภาคีต่อพระองค์ เป็นผู้ปฏิเสธหลักธรรม หลักฐานคือพระดำรัสของพระองค์ ผู้ทรงสูงส่งว่า


وَمَن يَدۡعُ مَعَ ٱللَّهِ إِلَٰهًا ءَاخَرَ لَا بُرۡهَٰنَ لَهُۥ بِهِۦ فَإِنَّمَا حِسَابُهُۥ عِندَ رَبِّهِۦٓۚ إِنَّهُۥ لَا يُفۡلِحُ ٱلۡكَٰفِرُونَ  ﴿ 

[المؤمنون : ١١٧]


ความว่า “และผู้ใดวิงวอนขอต่อพระเจ้าอื่นเคียงคู่อัลลอฮฺ ซึ่งเขาไม่มีหลักฐานในข้อนั้น ดังนั้น บัญชีสอบสวนของเขาจะอยู่ที่พระผู้อภิบาลของเขา แท้จริง พวกปฏิเสธนั้นจะไม่พบความสำเร็จ
(อัล-มุอ์มินูน 23:117)

แหล่งที่มา : เรียนรู้อัลกุรอาน อัลฮาดิษและดุอาอฺ วันละบท


#God_Islamic_Society_Online
#มหัศจรรย์อัลกรุอาน_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online


read more "รู้จักอัลลอฮฺ (ตอนที่2) "

วันพฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

จันทรุปราคาเต็มดวงจะกลับมาให้คนไทยได้ชมกันอีกครั้งหนึ่ง

จันทรุปราคาเต็มดวงจะกลับมาให้คนไทยได้ชมกันอีกครั้งหนึ่ง



السلام عليكم ورحمة الله وبركاته


พี่น้องท่านใดอยากจะละหมาดสุนัตคุสูฟเมื่อคืน แต่พลาด และไม่ได้ทำอิบาดัตในส่วนนี้ ซึ่งนานๆ จะมีครั้งหนึ่ง อย่างเพิ่งเสียใจไป ภายในปีนี้ยังจะมีจันทรุปราคาอีกครั้งในวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 เป็นคราสแบบเต็มดวง แต่จะมาช่วงดึกไปแล้ว ในช่วงเวลา 02:30-04:13 น. สำหรับพี่น้องที่รักษาละหมาดตะฮัจญุดอยู่เป็นประจำ ก็ไม่ควรพลาด และสำหรับพี่น้องที่ตั้งใจจะละหมาดสุนัตคุสูฟจริงๆ ก็มีเวลาเตรียมตัวอีกหลายเดือนทีเดียว สามารถศึกษาหาความรู้ และวิธีการละหมาดได้ จากเพจของเรา

วิธีละหมาดสุนัตคุสูฟ : http://islamic-society-online.blogspot.com/

บรรยาย เวลา และวิธีละหมาดสุนัตคุสูฟ : https://www.youtube.com/

ข้อมูลเพิ่มเติมจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

จันทรุปราคาเต็มดวงจะกลับมาให้คนไทยได้ชมกันอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงเช้ามืดก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นของวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 คราสเต็มดวงในช่วงเวลา 02:30-04:13 น. นอกจากนี้ในคืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 ยังเป็นคืนที่ดวงจันทร์เต็มดวงจะปรากฏในตำแหน่งไกลโลกที่สุดในรอบปีที่ระยะห่างประมาณ 406,086 กิโลเมตร คืนดังกล่าวจะสังเกตเห็นดวงจันทร์เต็มดวงมีขนาดปรากฏเล็กกว่าปกติเล็กน้อย หรือเรียกว่า “Micro Full Moon”


#NEWS_Islamic_Society_Online
#God_Islamic_Society_Online
#ปาฏิหาริย์แห่งอิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "จันทรุปราคาเต็มดวงจะกลับมาให้คนไทยได้ชมกันอีกครั้งหนึ่ง"

บทความแนะนำ

World Clock

Featured Posts

เรื่องราวของสองอารยธรรม : อารยธรรมของชาวไวกิ้งและมุสลิม

เรื่องราวของสองอารยธรรม : อารยธรรมของชาวไวกิ้งและมุสลิม โดย : Cem Nizamoglu และ Sairah Yassir-Deane ย้อนหลังไปถึงมีนาคม 2015 ข่าวเกี่ยวก...