product :

วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560

บะรอกะฮฺ ข่าน (Berke Khan) บุรุษผู้พิชิตมองโกล

บะรอกะฮฺ ข่าน (Berke Khan) บุรุษผู้พิชิตมองโกล

เขียนโดย อบู อับบาส



ในหน้าประวัติศาสตร์โลกมุสลิม มีความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ภายหลังการเสียชีวิตของท่านนบี (ซ.ล.) อยู่ 3 ครั้งใหญ่ๆ นั่นคือ การรุกรานของมองโกล, สงคราม Crusade, และการล่มสลายของอาณาจักรอุษมานิยะฮฺ (ออตโตมาน) แต่จะขอพูดถึงเรื่องแรกกัน

ในช่วงศตวรรษที่ 12-13 เป็นช่วงที่มองโกลแผ่แสนยานุภาพกระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ เกินกว่าครึ่งโลก ใครจะคาดคิดว่าชาวเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือของจีนจะกล้าหาญและสามารถพิชิตอาณาจักรต่างๆ เรื่อยมาตั้งแต่ จีน เกาหลี รัสเซีย อินเดีย เปอร์เซีย เอเชียกลาง และบางส่วนของอาหรับ การแผ่อิทธิพลของมองโกลสร้างความครั่นคร้ามให้กับโลกอย่างมากมาย เพราะนอกจากทัพมองโกลจะไร้ความปรานีแล้วยังมีความเก่งกาจทางการรบบนหลังม้าเป็นอย่างมาก ว่ากันว่า หากพวกเขาจะครองโลก ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปไม่ได้

แต่แล้วความเกรี้ยวกราดของทัพมองโกลก็หยุดอยู่เพียงชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน เป็นเพราะอะไร เรามาติดตามกัน

สงครามที่เป็นจุดพลิกผันการแผ่ขยายอำนาจของมองโกลนั้นคือ สงครามอัยนฺ ญาลูต ซึ่งสงครามครั้งนี้เป็นสงครามที่นักประวัติศาสตร์บันทึกว่าเป็นสงครามที่มีผลกระทบสำคัญต่อโลกทั้งหมด เนื่องจากหากสงครามครั้งนี้ฝ่ายมองโกลเป็นฝ่ายมีชัย แน่นอนว่า มองโกลจะสามารถบุกเข้าไปยังยุโรป, คาบสมุทรอาหรับ, แอฟริกา ได้ทั้งหมด อันเป็นผลให้โลกสูญเสียอย่างใหญ่หลวง แต่ครั้งนั้น ทัพมุสลิมโดยการนำของราชวงศ์มัมลู๊กของอิยิปต์สามารถหยุดการรุกรานของมองโกลไว้ได้

สงครามครั้งนี้มีอะไรหลายๆ อย่างให้น่าพูดถึง แต่ที่ผมจะนำเสนอกลับเป็นอีกเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครทราบ ในการหยุดมองโกลไม่ให้มีโอกาสกลับมาพิชิตโลกมุสลิมได้อีกต่อไปนั้น มีบุรุษอีกคนที่มีบทบาทอย่างมากในการหยุดการรุกรานของทัพมองโกล นั่นคือ บะรอกะฮฺ ข่าน

ใช่แล้วเจ้าชายมองโกลคนนี้แหละครับ ที่หยุดทัพมองโกล!


ข่านมุสลิมแห่งอาณาจักรโกลเดนฮอร์ด (Golden Horde)


เตมูจิน เจงกิสข่าน มีบุตรชาย 4 คน โจชิ (Jochi) เป็นบุตรคนโต

ภายหลังการตายของเจงกิสข่าน โอเกดิ ข่าน ลูกคนที่ 3 ของเตมูจินได้สืบทอดบัลลังก์ต่อ

เบอร์ก ข่าน เป็นลูกชายคนคนที่ 3 ในจำนวน 14 คนของ โจชิ เป็นหลานแท้ๆ ของเจงกิสข่านผู้ยิ่งใหญ่ ปี ค.ศ. 1236 เบอร์ก ข่าน (Berke Khan) และพี่น้องของเขา ได้รับบัญชาจากข่าน โอเกดิ ข่าน จักรพรรดิ์มองโกลให้ ยกทัพ 150,000 คนเข้าสู่ไซบีเรียและเขตของอาณาจักรมุสลิม หลังจากนั้นท่านได้ถูกส่งไปยังพื้นที่ตอนเหนือของคอเซซัส เพื่อยึดเมืองคิพชัค (Kipchaks) ภายใต้การนำของ บาตู ข่าน (Batu Khan)

บาตู และเบอร์กนำทัพมองโกลที่เข้ายึดครองรัสเซียและประเทศในแถบนั้น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามโกลเดนฮอร์ด ซึ่งต่อมา บาตู ข่าน พี่ชายของเบอร์ก ข่าน ก็ก้าวขึ้นไปเป็นผู้ปกครองชาวมองโกลคนแรกแห่งเมืองคิพชัค

ครั้งหนึ่ง เบอร์ก ข่าน น้องชาย เจ้าเมืองคิพชัค ได้พบกับกองคาราวานมุสลิมที่มาจากเมืองบุคอรอ เบอร์ก ข่านได้สนทนากับพ่อค้าเกี่ยวกับหลักการศรัทธา หลักการยึดมั่นของอิสลาม จนในที่สุด เบอร์ก ข่านก็เข้ารับอิสลามโดย ซัยฟุดดีน อัลเดอวิช จากเมือง คอวาริซ ภายหลัง และใช้ชื่อว่าบะรอกะฮฺ ข่าน จากนั้นเป็นต้นมา เมื่อตนเข้ารับอิสลามก็ได้เรียกร้องเชิญชวน ทัค ทีเมอ (Tukh-timur) น้องชายของตนเข้ารับอิสลามด้วย

ในขณะที่ทัพมองโกลกำลังจะยาตราทัพไปยังยุโรป โอเกดิ ข่าน ก็ถึงแก่ชีวิต ลูกหลานทั้งหมดของเจงกิสข่านจึงต้องกลับไปยังมองโกเลีย เพื่อเลือกและให้สัตยาบันกับข่านคนใหม่ ปี ค.ศ. 1248 บาตู ข่าน ได้ส่งบารอกะฮฺและ ทัค ทีเมอ น้องชายทั้งสอง ไปยังมองโกเลีย บะรอกะฮฺ ข่านและพี่น้องของเขาเสนอ บาตู ข่านแห่งอาณาจักรข่านคิพชัค เป็นจักรพรรดิ์แห่งมองโกล (the great khan) แต่ล้มเหลว คราวนั้น ฮูลากู ข่าน หลานชายคนหนึ่งของเจงกิสข่าน ขึ้นเป็นจักรพรรดิ์ หลังจากนั้นอาณาจักรข่านคิพชัค จึงถูกจัดสถาปณาขึ้นเป็นรัฐอิสลามในดินแดนโกลเดนฮอร์ด เป็นอาณาจักรย่อยในจักรวรรดิมองโกล

ที่มองโกเลีย บารอกะฮฺ ข่านยังมีอีกภารกิจหนึ่งที่ต้องทำ ซึ่งก็คือดะอวะฮฺเชิญชวนพี่น้องของท่านจาก สายของข่านคนอื่นๆ ให้ยอมรับอิสลาม ด้วยวิธีการที่ดีงามหลายต่อหลายครั้ง แต่พวกเขาก็ปฏิเสธ แม้ว่าการศรัทธาจะแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม บะรอกะฮฺยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างมองโกลด้วยกันมาตลอด ท่านพยายามจัดการเรื่องต่างๆ ภายใต้กฏระเบียบที่เคร่งครัด

หลังจากนั้นไม่นานบาตู ข่านก็เสียชีวิต ปี ค.ศ. 1257 บารอกะฮฺ ข่านเป็นผู้ปกครอง โกลเดนฮอร์ด และ ค.ศ. 1266 ซึ่งเกิดจากการรวม Blue Horde และ White Hordes ไว้ด้วยกัน

เมื่อบะรอกะฮฺ ข่านผู้นี้ขึ้นปกครอง โกลเดนฮอร์ด ต่อจากบาตู ข่าน พี่ชาย อาณาจักรข่านแห่งอาณาจักรข่านคิพชัค ท่านก็นำเอาชะรีอะฮฺมาใช้ในการบริหารดินแดนของท่านทันที นับได้ว่าเป็นอาณาจักรของมองโกลแห่งแรกที่ปกครองโดยอิสลามมาแล้ว


ศึกอัยน์ ญาลูต


ขณะเดียวกันอาณาจักรอับบาสียะฮฺอันรุ่งเรืองก็ถึงคราวล่มสลาย ทัพมองโกลบุกเข้าทำลายอารยธรรมอิสลาม ณ กรุงแบกแดดอย่างย่อยยับ บรรดามุสลิมทยอยกันอพยพออกจากแบกแดดไปทางตะวันตก ในสมัยนั้นผู้คนคงคิดว่าเราคงไม่มีทางต่อกรกับทัพมองโกลหรือ ตาตาร์ได้แน่ เนื่องจากพวกเขาโหดร้ายและมีแสนยานุภาพมากมายนัก อาณาจักรอิสลามน้อยใหญ่ถูกตีพ่ายมาเรื่อยๆ ทัดทานไม่อยู่ คล้ายกันมากกับเหตุการณ์ยุคปัจจุบัน แค่เปลี่ยนมองโกลเป็นอเมริกา

แต่แผนการของอัลลอฮฺนั้นดีเลิศยิ่ง

พระองค์ได้เตรียมบรรดาคนของพระองค์ไว้เพื่อหยุดพวกมองโกลและสอนบรรดามุสลิมถึงหลายๆ บทเรียน

ทางฝั่งอียิปต์ อาณาจักรอิสลาม มัมลู๊ก ราชวงศ์ที่มาจากทาส ผู้มีพลกำลังและศักยภาพทางการรบพอสมควร อาสาเข้าปกป้องโลกมุสลิมจากการรุกคืบของทัพมองโกล กูตุซ คอลิฟะฮฺของอาณาจักร์มัมลู๊กได้นำทัพออกไปปะทะกับทัพมองโกลที่ เนินอัยน์ ญาลูต แถบปาเลสไตน์

ในการศึกครั้งนี้หาได้มีเพียงกำลังพลจากมัมลู๊กอย่างเดียวไม่ แต่อาณาจักรอิสลามเล็กๆ รวมทั้งอาณาจักรคริสเตียนใกล้เคียงเข้าร่วมเสริมกำลังรบด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งทัพจาก บะรอกะฮฺ ข่าน ผู้นำมองโกลมุสลิมแห่งโกลเดนฮอร์ด คนแรกเข้าต่อกรกับฮูลากู ข่านด้วยเช่นกัน

ด้วยตักดีรของอัลลอฮฺทัพมองโกลที่พิชิตทุกสมรภูมิได้ลิ้มรสความพ่ายแพ้ในศึกครั้งประวัติศาสตร์ในครั้งนี้และถอยร่นกลับไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรมองโกลแถบเปอร์เซีย

ซุบฮานัลลอฮฺ หลังจากศึกอัยน์ ญาลูตเพียง 15 วัน กูตุซ คอลีฟะฮฺแห่งมัมลู๊กก็กลับไปสู่ความเมตตาของอัลลอฮฺ ราวกับว่าชายผู้นี้ถูกส่งมาเพื่อการณ์ในครั้งนี้เป็นการเฉพาะเจาะจง

มองโกลถูกหยุดสนิท


ผู้นำมัมลู๊กสิ้นแล้ว แต่ฮูลากู ข่าน ผู้นำมองโกลยังคงอยู่

ความคิดที่จะแก้แค้นความพ่ายแพ้ในศึก อัยน์ ญาลูต ยังคงอยู่ สบโอกาสหลายต่อหลายครั้งที่ ฮูลากู ข่านนำทัพเข้าโรมรันอาณาจักรอิสลาม แต่ก็หาเป็นผลสำเร็จไม่ เนื่องจากยังมีชายอีกคนที่รักษาคำมั่นสัญญาที่เคยให้กับพันธมิตรอย่างกูตุซไว้ว่าจะร่วมต้านทัพมองโกล แม้สหายได้สิ้นชีวิตไปแล้ว แต่บะรอกะฮฺ ข่านยังรักษาสัตย์ นำทัพสกัดกั้นความอหังการของฮูลากู ข่านไว้หลายระลอก แม้เรื่องราวภายหลังศึกใหญ่อย่างอัยน์ ญาลูตจะไม่ถูกกล่าวถึงนัก แต่ผมเห็นว่าบทบาทของบะรอกะฮฺ ข่านกลับเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองอันสำคัญที่ทำให้มองโกลไม่สามารถเข้าโจมตีอาณาจักรอิสลามได้อีกต่อไป

บะรอกะฮฺ ข่าน ได้ประกาศว่า “เขา (ฮูลากู ข่าน) บุกทำลายทั่วทุกเมืองของมุสลิม และมอบความตายให้กับคอลีฟะฮฺแห่งอาณาจักรอิสลาม ด้วยความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ, ข้าจะนำเขามาคิดบัญชีต่อเลือดผู้บริสุทธิ์ทุกหยดที่เขาอธรรม” (ในหนังสือ The Mongol Warlords, โดย รอชีด อัดดีน ที่บันทึกคำประกาศของบะรอกะฮฺ ข่าน และปรากฏในหนังสือ The Mamluk-Ilkhanid War)

ไม่นานนัก ฮูลากู ข่านก็เสียชีวิต อันเป็นเหตุให้อาณาจักรมองโกลถูกลดศักยภาพและเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ เนื่องจากภายหลังจากฮูลากู ข่าน ก็หามีชายมองโกลคนใดเทียบเท่าฮูลากู ข่านได้อีกแล้ว

เช่นเดียวกัน ภายหลังฮูลากู ข่าน เสียชีวิต บะรอกะฮฺ ข่าน บุรุษผู้หยุดมองโกลก็กลับสู่ความเมตตาของอัลลอฮฺเช่นเดียวกัน ราวกับว่าเขาถูกจัดเตรียมให้มาทำการณ์นี้โดยเฉพาะ

บทบาทที่มากกว่าการรบ


บทบาทของบะรอกะฮฺ ข่านที่มีต่อโลกมุสลิมนั้น มีมากกว่าการหยุดยั้งมองโกลจากการเข้าทำลายโลกมุสลิม เนื่องจากท่านเข้ารับอิสลามด้วยความเข้าใจ จากการศึกษาจริงๆ อีกทั้งยังเป็นผู้มีความเคร่งครัดในอิสลามอย่างมาก การรักษาสายสัมพันธ์และดำเนินการเชิญชวนผู้คนเข้ารับอิสลามเป็นเหตุให้ชาวมองโกลมากมายเข้ารับอิสลาม การเชื่อมความสัมพันธ์กับราชวงศ์มัมลู๊กแห่งอียิปต์นอกจากจะเสริมความเข้มแข็งทางการทหารให้แก่กันแล้ว ยังทำให้ชาวมองโกลมุสลิมจำนวนมากสามารถเข้ายังอียิปต์และเรียนรู้อิสลามเพิ่มมากขึ้น

บะรอกะฮฺ ข่าน มีชื่อในภาษามองโกเลี่ยน ว่า Berke Khan อันมีความหมายว่า ความยากลำบาก แต่สำหรับมุสลิมแล้วชื่อของท่านคือความบะรอกะฮฺ คือการเพิ่มพูน, ความดีงาม ที่อัลลอฮฺประทานลงมากแก่ประชาชาตินี้ผ่านทางท่าน บะรอกะฮฺ ข่าน บุรุษผู้หยุดมองโกล

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน หนังสือพิมพ์อะซาน


แหล่งที่มา :
https://n0tebook.wordpress.com/



read more "บะรอกะฮฺ ข่าน (Berke Khan) บุรุษผู้พิชิตมองโกล"

วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ทางรถไฟสายฮิญาจซ์ ความฝันที่ถูกทำลายของอาณาจักรออตโตมัน

ทางรถไฟสายฮิญาจซ์ ความฝันที่ถูกทำลายของอาณาจักรออตโตมัน


ก่อนที่โลกจะรู้จักกับเครื่องบิน การเดินทางไปยังเมืองมักกะห์ ประเทศซาอุดิอารเบีย เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์นั้น เป็นเรื่องยากลำบากและใช้เวลาในการเดินทางยาวนานมาก ทางรถไฟสายฮิญาจซ์ (Hijaz railway) จึงได้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้คนที่ต้องการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์

รถไฟสายฮิญาจซ์ วิ่งรับส่งผู้โดยสารจากเมืองดามัสกัส (ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของประเทศซีเรีย) ไปยังเมืองมักกะห์ โดยจะทำการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายรถไฟของอาณาจักรออตโตมัน (อุษมานีนะห์) ที่เป็นเส้นทางเชื่อมต่อตะวันออกกลางกับยุโรปในอดีต ทำให้ผู้คนจากหลายเมืองสามารถเดินทางไปทำฮัจญ์ได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น เช่นผู้คนจากอิสตันบูล จากที่ต้องใช้เวลาเป็นแรมเดือน ก็เหลือเพียงแค่ 5 วันเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าในขณะนั้น โลกยังไม่มีการขีดเส้นแบ่งประเทศ พวกเขาจึงไม่ต้องพกพาสพอร์ตหรือขอวีซ่าให้ยุ่งยาก

นอกจากอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้คนในการเดินทางแล้ว ทางรถไฟสายนี้ยังถูกสร้างขึ้นด้วยเหตุผลทางความมั่นคงของอาณาจักรออตโตมัน เพื่อให้กองทัพของอาณาจักรเข้าถึงเขตปกครองต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีการรุกรานของศัตรู



แผนที่ด้านล่างแสดงเส้นทางจากดามัสกัสไปมักกะห์





ส่วนแผนที่นี้แสดงให้เห็นการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายเส้นทางขนาดใหญ่ของ ออตโตมัน




ด้านล่างเป็นภาพถ่ายที่ถ่ายไว้ ระหว่างการเปิดใช้เส้นทางรถไฟที่สถานีมาดีนะห์

อารคารด้านซ้ายมือคือ มัสยิดอัลอัมบะรียะห์ ด้านขวามือคือ สถานีมาดีนะห์

ปัจจุบันสถานีดังกล่าวได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์



เส้นทางรถไฟดังกล่าวเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อ ปี 1913 โดยมีเมืองดามัสกัสเป็นสถานีแรก และเป็นเส้นทางสำหรับทุกคนไม่ว่าจะเป็นประชาชนคนธรรมดา ข้าราชการ พ่อค้า ที่ตั้งใจจะไปแสวงบุญโดยเฉพาะ

ผู้แสวงบุญต้มน้ำชาด้านหลังขบวนรถไฟ

ภาพภายในตู้รถไฟ

ภาพผู้โดยสารรถไฟ

นอกจากนี้ ยังมีการสร้างสถานีรถไฟตามเมืองต่างๆที่รถไฟสายนี้ผ่าน เช่น อัมมาน ไฮฟา และเยรูซาเล็ม

สถานีรถไฟที่เมือง อัมมาน (จอร์แดน)

สถานีรถไฟที่เมือง ดามัสกัส (ซีเรีย)

สถานีรถไฟที่เมือง ไฮฟา (ปาเลสไตน์)

แต่น่าเสียดายที่เครือข่ายเส้นทางของรถไฟสายนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และยังไปไม่ถึงเมืองมักกะห์ เพราะได่รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 1

ในช่วงที่มีการก่อกบฏของชาวอาหรับต่ออาณาจักรออตโตมัน อังกฤษได้ทีเข้ามาทิ้งระเบิดทำลายบางส่วนของเครือข่ายเส้นทางรถไฟสายนี้ เพื่อยับยั้งไม่ให้กองทหารของออตโตมันส่งกำลังหนุนเข้ามา และกองกำลังทหารเข้ามายึดดินแดนอาหรับไปจากออตโตมาน เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ถูกนำมาเล่าในภาพยนตร์เรื่อง Lawrence of Arabia

ภาพกลุ่มกบฏอาหรับขณะเดินขบวนไประเบิดเส้นทางรถไฟ ซึ่งผู้นำของกลุ่มนี้คือ Faisal Bin Hussein (ซึ่งต่อมาอังกฤษได้แต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ของอิรัก)

ร่องรอยของทางรถไฟสามารถพบเห็นได้ในทะเลทรายอาหรับ




เศษซากรถไฟก็มีให้เห็น








เมื่ออาณาจักร ออตโตมัน ล่มสลาย ทางรถไฟก็หยุดทำงานอย่างถาวร

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ความตั้งใจอันงดงามในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้แสวงบุญต้องมาถูกทำลายไปพร้อมกับสงครามและความขัดแย้ง หวังว่าสักวันหนึ่ง ทางรถไฟสายฮิญาจซ์นี้จะถูกรื้อฟื้นกลับมาสร้างใหม่ เพื่อเชื่อมต่ออุมมะห์(ประชาชาติอิสลาม) ต่างพื้นที่ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้ง

ที่มา : ilmfeed.comhttp://halallifemag.com/


#ประวัติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
#อารยธรรมอิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "ทางรถไฟสายฮิญาจซ์ ความฝันที่ถูกทำลายของอาณาจักรออตโตมัน"

วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560

อัลกุดส์ (เยรูซาเล็ม) ในหน้าประวัติศาสตร์

อัลกุดส์ (เยรูซาเล็ม) ในหน้าประวัติศาสตร์




ประวัติมัสยิดอัลอักซอ ณ.“บัยตุ้ลมักดิส"


ชื่อภาษาอาหรับที่ใช้เรียกบริเวณเมืองเยรูซาเล็ม ตรงที่เป็นที่ตั้งของมัสยิดอัลอักซอ ซึ่งบางครั้งเรียกว่า “บัยตุ้ลมักดิส” หรือ “บัยตุ้ลมุก็อดดัส”

อัลกุดส์ (ดินแดนปาเลสไตน์) มีความสำคัญสำหรับมุสลิมก็เพราะเป็นที่ตั้งของมัสยิดอัลอักซอ มัสยิดที่นบีสุไลมาน (อะลัยฮิสลาม) สร้างขึ้นและถูกใช้เป็นกิบลัตแรก (ทิศที่มุสลิมหันหน้าไป เวลาละหมาด) แห่งแรกมาจนกระทั่งสมัยของท่านนบีมุฮัมหมัด (ศ้อลฯ) ก่อนที่จะมีบัญชาจากอัลลอฮให้เปลี่ยนมาเป็นกะอบะฮแทน นอกจากนี้แล้วมัสยิดอัลอักซอยังเป็นศาสนสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์อิสลามอันเนื่องมาจากการที่มัสยิดแห่งนี้เป็นสถานที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ในการเดินทางของคืนหนึ่ง (อิสรออฺ) สู่บัยตุลมักดิส (เยรูซาเล็ม) ที่ที่ท่านได้เป็นผู้นำละหมาดแก่บรรดาท่านนบีคนอื่นๆ ที่มัสยิดอัลอักซอแห่งนี้ก่อนที่จะถูกนำตัวขึ้นสู่ฟากฟ้าเบื้องสูงในเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า “อิสรออและมิอ์รอจญ์”

 อัลลอฮฺ (ซบ.)ได้กล่าวว่า


سُبْحَانَ الَّذِي أَسْرَىٰ بِعَبْدِهِ لَيْلًا مِّنَ الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ إِلَى الْمَسْجِدِ الْأَقْصَى الَّذِي بَارَكْنَا حَوْلَهُ لِنُرِيَهُ مِنْ آيَاتِنَا إِنَّهُ هُوَ السَّمِيعُ الْبَصِيرُ


“มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์ เดินทางในเวลากลางคืน จากมัสยิดอัลหะรอม ไปยังมัสยิดอัลอักซอ ซึ่งบริเวณรอบมัน เราได้ให้ความจำเริญ เพื่อเราจะให้เขาเห็นบางอย่าง จากสัญญาณต่างๆ ของเรา แท้จริงพระองค์ คือ ผู้ได้ยิน ผู้ทรงเห็น” (ซูเราะฮฺ อัลอิสรออฺ  17-1)

 และเป็นหนึ่งในสามมัสยิด ที่ผู้คนเดินทางมา โดยมีเป้าหมายเพื่อการอิบาดะฮฺต่อ อัลลอฮฺ (ซบ.) ตามหะดีษที่รายงานโดย อิมาม บุคอรียฺและอิมามมุสลิม ซึ่งรายงานมาจาก อบู ซัรรฺ (รอดิยัลลอฮุ อันฮุ) 

โดยเขากล่าวว่า:ครั้งหนึ่ง ฉันได้ถามท่านนบีว่ามัสยิดอะไรเป็นมัสยิด แรกที่ถูกสร้างขึ้นบนโลก “มัสยิดที่ถูกสร้างขึ้นมา บนแผ่นดินเป็นแห่งแรกคือมัสยิด อัลหะรอม (ในมักกะฮฺ) หลังจากนั้น มัสญิดอัล-อักซอ” ฉันถามต่อว่า มีระยะเวลาห่างเท่าไหร่ ระหว่างสองมัสยิดนี้? ท่านตอบว่า “สี่สิบปี ดังนั้น ไม่ว่าเจ้าจะอยู่มัสยิดไหน (ระหว่างสองมัสยิดนี้) เมื่อเข้าเวลาละหมาด เจ้าจงละหมาด เพราะนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด ที่จะปฏิบัติ”

เมื่ออัลกุดส์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิมครั้งแรกในสมัยคอลีฟะห์อุมัร ประมาณปี ค.ศ. 638 คอลีฟะห์อุมัรได้ดำเนินนโยบายเปิดให้อัลกุดส์เป็นแผ่นดินสำหรับผู้ศรัทธาในพระเจ้าไม่ว่าจะเป็นคริสเตียนหรือมุสลิมให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยกำหนดให้ชาวคริสเตียนต้องจ่ายภาษียิซยะห์แก่รัฐบาลกลางเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับความคุ้มครองปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินและเสรีภาพในการนับถือศาสนา อัลกุดส์อยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิมมาเป็นเวลานานนับร้อยปี จึงได้ถูกพวกคริสเตียนเข้ามายึดครองในสมัยสงครามครูเสด

อัลกุดส์ยึดกลับคืนมาเป็นของมุสลิมอีกครั้งหนึ่งใน ค.ศ.1187 โดย ซอลาฮุดดีน อัลอัยยูบี แม่ทัพมุสลิมนามอุโฆษที่โลกตะวันตกรู้จักดีกันในนาม “ซาลาดิน” ซอลาฮุดดีนดำเนินนโยบายการปกครองอัลกุดส์เช่นเดียวกับคอลีฟะห์อุมัร แต่หลังจากนั้นประมาณ 50 ปี อัลกุดส์ก็ตกเป็นของฝ่ายคริสเตียนอีกและหลังจากนั้นไม่นานฝ่ายมุสลิมก็สามารถยึดคืนกลับมาได้ในสมัยของราชวงศ์มัมลู้ก แห่งอียิปต์ 

หลัง ค.ศ. 1516 อัลกุดส์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักอุสมานียะห์ หรือ ออตโตมานเติร์ก นับเป็นเวลาหลายร้อยปี เมื่อยุโรปมีความเจริญเข้มแข็งขึ้นในขณะที่อาณาจักรอุสมานียะห์เสื่อมอำนาจลงในปี ค.ศ.1881 ชาวยิวจากทั่วโลกก็เริ่มอพยพกันเข้าไปในอัลกุดส์มากขึ้นด้วยคำอ้างตามความเชื่อว่าแผ่นดินตรงนี้คือแผ่นดินที่พระเจ้าได้สัญญาไว้ให้แก่พวกตน
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 อัลกุดส์ตกเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินปาเลสไตน์ใต้อาณัติของอังกฤษและพวกยิวได้รับโอกาสให้อพยพเข้ามาอยู่ในดินแดนแห่งนี้มากขึ้นจนเกิดการต่อต้านจากชาวอาหรับที่อาศัยอยู่เดิมตลอดมา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน ค.ศ. 1948 สหรัฐอเมริกา อังกฤษและรัสเซีย ได้สมยอมกันให้ชาวยิวตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นในแผ่นดินปาเลสไตน์ซึ่งผนวกเอาอัลกุดส์เข้าไว้ในอิสราเอลด้วย และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ขบวนการชาตินิยมชาวยิว หรือ ขบวนการไซออนิสต์ก็พยายามหาหนทางที่จะสถาปนาอัลกุดส์หรือเยรูซาเล็มให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอลโดยสมบูรณ์

ท่าน นบีดาวุด อะลัยฮิสลาม ได้เลือกเมืองเยรูซาเล็มตามคำบัญชาของอัลลอฮฺ ประมาณหนึ่งพันปีก่อนคริสตศักราช หลังจากนั้นลูกชายของเขาคือ ท่านนบี สุลัยมาน อะลัยอิสลาม ได้สร้างมัสญิดในเมืองเยรูซาเล็มตามวิวรณ์ที่ท่านได้รับจากอัลลอฮฺ ตะอาลา นับเป็นเวลาหลายศตวรรษที่บรรดานบีและศาสนทูตของอัลลอฮฺได้ใช้มัสญิดแห่งนี้ เพื่อการเคารพสักการะอัลลอฮฺ จนกระทั่งชาวบาบิโลน ได้เข้าทำลายในปี 586 ก่อนคริสตศักราช แต่ไม่นานมันก็ได้รับการบูรณะฟื้นฟูและคืนสู่การใช้เพื่อการเคารพสักการะอัล ลอฮฺในปี 516 ก่อนคริสตศักราช และ ถูกใช้ไปอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้นอีกหลายศตวรรษจนกระทั่งถึงยุคของท่านนบี อีซา อะลัยฮิสลาม เมื่อท่านออกไปจากโลกนี้ พวกโรมันก็เข้ามา ทำลายเมืองแห่งนี้ในปีที่ 70 ของคริสต์ศักราช
มัสยิดที่เป็นสถานที่ละหมาดหลักนั้นไม่ใช่โดมศิลาทอง (Dome of the rock ) หรือมัสยิดอัลซอกห์เราะห์ (Al Sakhrah) แต่เพราะว่ารูปภาพของโดมนั้น มีอย่างแพร่หลาย มีมุสลิมจำนวนไม่น้อย คิดว่าเมื่อพวกเขาเห็นมันแล้ว นั่นก็เป็นมัสยิดอัลอักซอ นี่ไม่ใช่ความจริง มัสยิดนี้ ตั้งอยู่ตอนใต้ของเนิน ส่วนโดมศิลาถูกสร้างคลุมหินลอย (raised rock) ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางของที่ราบสูง


มัสยิดอัลอักซอ ณ.“บัยตุ้ลมักดิส”

มัสยิดอัลอักซอ (Al Aqsa Mosque) ” อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้กล่าวว่า “มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์ เดินทางในเวลากลางคืน จากมัสยิดอัลหะรอม ไปยังมัสยิดอัลอักซอ ซึ่งบริเวณรอบมัน เราได้ให้ความจำเริญ เพื่อเราจะให้เขาเห็นบางอย่าง จากสัญญาณต่างๆ ของเรา แท้จริงพระองค์ คือ ผู้ได้ยิน ผู้ทรงเห็น” (ซูเราะฮฺ อัลอิสรออฺ 17-1)

มัสยิดอัลอักซอ (Al Aqsa Mosque) เป็นศาสนสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์อิสลามอันเนื่องมาจากการที่มัสยิดแห่งนี้เป็นสถานที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ในการเดินทางของคืนหนึ่ง (อิสรออฺ) สู่บัยตุลมักดิส (เยรูซาเล็ม)

ซุ้มประตูทางเขัาอาคารมัสยิดอัลอักซอ (Al Aqsa Mosque)

อีกมุมซุ้มประตูทางเขัาอาคารมัสยิดอัลอักซอ (Al Aqsa Mosque)

ภายนอกอาคารมัสยิดอัลอักซอ (Al Aqsa Mosque)

ฝ้าเพดานของโดมกับข้อความจากอัล-กุรอานภายในมัสยิดอัลอักซอ (Al Aqsa Mosque)

ภายในตรงกลางโดมมัสยิดอัลอักซอ (Al Aqsa Mosque)

ภายในอาคารมัสยิดอัลอักซอ (Al Aqsa Mosque) ส่วนกลางด้านหน้ามิมบัร

ภายในอาคารมัสยิดอัลอักซอ (Al Aqsa Mosque )ส่วนกลางด้านหลังมิมบัร

ภายในอาคารมัสยิดอัลอักซอ (Al Aqsa Mosque) พื้นปูด้วยพรมสีแดง

ชั้นใต้ดินของมัสยิดอัลอักซอ (Al Aqsa Mosque)

มัสยิดอัลอักซอ (Al Aqsa Mosque) มัสยิดที่นบีสุไลมานสร้างขึ้นและถูกใช้เป็นกิบลัตแรก

ด้านทิศตะวันตกของอาณาเขตมัสยิดอัลอักซอ หรือที่เรียกว่า “อัลหะรอม- อัลชารีฟ” เป็นศาสนสถานที่สำคัญเป็นอันดับ 3

บริเวณมัสยิดอัล-อักซอ (Al-aqsa) ในยามคำคืน

มัสยิดอัล-อักซอ (Al-aqsa) ในยามคำคืน

แหล่งที่มา 
บทบรรยาย : http://alisuasaming.org/  


#ประวัติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
#อารยธรรมอิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "อัลกุดส์ (เยรูซาเล็ม) ในหน้าประวัติศาสตร์"

วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560

มุสลิมบ้านแม่ป๋าม

เรื่องราวความเป็นมาของมุสลิมบ้านแม่ป๋าม

พี่น้องส่วนหนึ่งของเราทางภาคเหนือในจังหวัดเชียงใหม่




มีการซื้อที่ดินเมื่อ 23 เมษายน 2553 จากนั้นได้เริ่มปรับปรุงที่ดินและก่อสร้างอาคารเอนกประสงค์ซึ่งเป็นอาคารหลังแรกเมื่อ 21 กรกฎาคม 2555 และได้มีการสร้างอาคารอื่นๆ อีกเป็นลำดับ เช่น อาคารมัสญิด อาคารบ้านพักครู อาคารหอพักสำหรับนักเรียน โรงอาหาร ซึ่งแล้วเสร็จสมบูรณ์เมื่อปลายปี พ.ศ.2556 และศูนย์อิสลามศึกษาแห่งนี้ได้เริ่มเปิดอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปีการศึกษา 2557 โดยเปิดรับเยาวชนชาวเขาที่สนใจเขาอยู่ประจำในศูนย์อิสลามศึกษาแห่งนี้ โดยมีครูประจำคนแรกคือครูอับดุลฮาลีม หะยีสาเมาะคอยดูแลเยาวชนและให้ความรู้ทางด้านศาสนา 

ปัจจุบันศูนย์ฯแห่งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิมุสลิมอาสา มีแซะฮฺอับดุลละตี๊ฟ สุขถาวรเป็นประธานมูลนิธิฯ อาจารย์อับดุลฮาลีม หมัดยูนุ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ และครูอาบีดีน ยอมินเป็นครูประจำอยู่ที่ศูนย์ฯซึ่งขณะนี้มีเยาวชนจากเผ่าต่างๆ อยู่ประจำในศูนย์ฯ 20 คน และศึกษาในกรุงเทพฯ อีก 4 คน รวมเป็น 24 คน 

วัตถุประสงค์ในการก่อตั้งศูนย์ฯ 

  1. ฟื้นฟูบรรยากาศแห่งอิสลามโดยจัดให้มีการเรียนการสอนภาคศาสนาในช่วงเวลาเย็น ของวันจันทร์ – ศุกร์ และในช่วงเช้าวันเสาร์ – อาทิตย์ 
  2. หาทุนเพื่อช่วยเหลือเยาวชนด้านการศึกษาทั้งสายสามัญและศาสนา 
  3. ส่งเสริมสุขภาพอนามัยในด้านต่าง ๆ แก่ชาวชุมชนตามหลักคำสอนของอิสลาม 
  4. ส่งเสริมให้เยาวชนและครอบครัวชุมชนชาวเขาบ้านแม่ป๋าม มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความรักและสามัคคีปรองดองกัน อันจะก่อให้เกิดความสงบสุขแก่ชาติบ้านเมือง มีความรักต่อศาสนา และพระมหากษัตริย์สืบไป














#ประชาชาติอิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "มุสลิมบ้านแม่ป๋าม"

วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560

กองทัพสุดท้ายของมุสลิมที่ปกป้อง มัสยิดอัลอักซอ

กองทัพสุดท้ายของมุสลิมที่ปกป้อง มัสยิดอัลอักซอ




ปาเลสไตน์อยู่ภายใต้การปกครองของออตโตมานเป็นเวลาสี่ศตวรรษจนกระทั่งอังกฤษเข้ามายึดอำนาจการปกครอง ชาวออตโตมานได้ต่อสู้อย่างหนักเพื่อปกป้องเยรูซาเล็มจากการโจมตีของอังกฤษ ทหารได้พลีชีวิตไปประมาณ 25,000 นาย ในที่สุด พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมแพ้ ผู้ว่าการของออตโตมานได้เขียนคำสั่งดังต่อไปนี้

ภาพโดย : ฟิล แม้คเค็นซี่

“เนื่องจากความรุนแรงของการปิดล้อมเมืองและความทุกข์ยากที่ประเทศอันสงบสุขนี้ต้องเผชิญจากปืนที่มีประสิทธิภาพรุนแรงของท่าน และเนื่องจากกลัวว่าระเบิดที่รุนแรงเหล่านี้จะสร้างความเสียหายให้กับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เราจึงจำต้องส่งมอบเมืองนี้ให้แก่ท่าน”
ลงนามโดย อิซซาต มุตาซาร์ริฟของเยรูซาเล็ม

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 1917 นายพลเอ็ดมุนด์ อัลเลนบายของอังกฤษ ได้ดินเท้าเข้ามาในเยรูซาเล็ม บัดนั้นเยรูซาเล็มอยู่ใต้อาณัติของอังกฤษแล้ว และหลายปีต่อมาก็ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของอิสราเอลที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่


นี่คือรูปถ่ายของกองทัพออตโตมานที่มัสยิดอัล-อักซอ ก่อนที่อังกฤษจะเข้าควบคุม






ด้านล่างคือภาพถ่ายทางอากาศของเยรูซาเล็ม ที่แสดงให้เห็นมัสยิดอัล-อักซอ ส่วนที่โดดเด่นคือพื้นที่ครอบคลุมของมัสยิดอัล-อักซอ และอาคารสำคัญสองหลังที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ (โดมแห่งศิลา และมัสยิดอัล-กิบลี) ก็ถูกระบุชื่อด้วยเช่นกัน




โดย รอฟิก อิบนฺ จูเบรฺ
แปลจาก http://ilmfeed.com/the-last-muslim-army-to-defend-masjid-al-aqsa/


#ประวัติศาสตร์อิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "กองทัพสุดท้ายของมุสลิมที่ปกป้อง มัสยิดอัลอักซอ"

ผงะ!! ค้นพบมัมมี่ 3,000 กว่าปี ในสุสานอียิปต์

ผงะ!! ค้นพบมัมมี่ 3,000 กว่าปี ในสุสานอียิปต์




สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ว่า แถลงการณ์ของกระทรวงวัตถุโบราณอียิปต์ กล่าวว่า ซากมัมมี่อายุประมาณ 3,500 ปี พบในสุสาน 1 ใน 2 แห่ง ในเมืองลักซอร์ ประมาณ 650 กม. ทางใต้ของกรุงไคโร ซึ่งเดิมค้นพบโดย น.ส.เฟรเดอริกา คัมป์ นักโบราณคดีชาวเยอรมัน ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990

แต่ขณะนั้นคัมป์เข้าไปถึงเพียงแค่ประตูชั้นนอก ไม่เคยเข้าไปภายในสุสาน และนับตั้งแต่การค้นพบของเธอ สุสานทั้ง 2 แห่งนี้ไม่มีผู้ใดแตะต้อง ซากมัมมี่ที่พบใหม่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าลินิน และจากการศึกษาบ่งชี้ว่า เป็นศพของขุนนางชั้นสูง หรือผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนักอียิปต์โบราณ



สุสานทั้ง 2 แห่งอยู่ใน "ยุคราชวงศ์ใหม่" ที่เรืองอำนาจแถลบลุ่มแม่น้ำไนล์หลายศตวรรษ จนถึงประมาณ 3,000 ปีที่แล้ว

นายคาหลิด อัล-เอนานี รัฐมนตรีกระทรวงวัตถุโบราณอียิปต์ เดินทางไปประกาศการค้นพบที่เมืองลักซอร์ เมื่อวันเสาร์ บริเวณใกล้หุบเขากษัตริย์ ที่ซึ่งร่างของฟาโรห์หลายพระองค์ รวมถึงตุตันคาเมน ถูกฝังไว้








ที่มา : www.dailynews.co.th


#สารพันบทความ_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "ผงะ!! ค้นพบมัมมี่ 3,000 กว่าปี ในสุสานอียิปต์"

ภาพหาดูยาก กะอฺบะอฺ ไร้ผ้าคลุมคิสวะฮ์

ภาพหาดูยาก กะอฺบะอฺ ไร้ผ้าคลุมคิสวะฮ์



ภาพกะอฺบะอฺ ที่ก่อด้วยอิฐสีแดง ปราศจากผ้าคลุมคิสวะฮ์ ถูกถ่ายไว้ในปี ค.ศ. 1940 (พ.ศ.2483) ก่อนที่จะนำผ้าสีดำที่ปักด้วยด้ายสีทอง ราคาประมาณ 22 ล้านซาอุดี้รียัล มาคลุมไว้

ผ้าคลุมกะอฺบะอฺ หรือคิสวะฮ์ ใช้เวลาทำประมาณ 10 เดือน ที่โรงงานในราชอาณาจักรซาอุ ฯ ใช้ไหมแท้ความยาวประมาณ 670 กิโลเมตร โดยมีเส้นไหมเงินที่เคลือบด้วยทองคำแท้ทำหน้าที่เหมือนลวด สำหรับขึ้นรูปตัวอักษรอาหรับ ความยาว 10 กิโลเมตร

ผ้าคิสวะฮ์ ประกอบด้วย 47 ชิ้น แต่ละชิ้นมีความยาว 14 เมตร และกว้าง 95 ซ.ม. ใต้แถบผ้าคิสวะฮ์มีข้อความจากโองการอัลกุรอานปรากฏอยู่



ดร.โมฮัมเหม็ด อับดุลเลาะฮ์ บาญุดา ผู้จัดการทั่วไปของโรงงานผลิตผ้าคลุมกะอฺบะอฺ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ้าคิสวะฮ์ผืนใหม่เริ่มในตอนต้นเดือนซุ้ลฮิจญะฮ์ โดยจะมีพิธีมอบที่จัดขึ้นเพื่อให้คู่ควรกับคุณค่าของผ้าคลุมกะอฺบะอฺ โดยในช่วงรุ่งอรุณของวันที่ 9 เดือนซุ้ลฮิจญะฮ์ จะมีการเคลื่อนเอาผ้าผืนเก่าออก และคลุมลงด้วยผ้าผืนใหม่ ขั้นตอนในการเปลี่ยนผ้าคิสวะฮ์ ใช้เวลาเกือบตลอดวัน และจะเสร็จสิ้นในช่วงเวลาละหมาดอัสริ หลังจากนั้นจะมีการนำผ้าผืนเก่าไปเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยที่โรงงาน

โรงงานดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ทำงานทั้งหมด 240 คน ส่วนหนึ่งเป็นพนักงานทำงานในฝ่ายต่างๆ และอีกส่วนหนึ่งเป็นระดับผู้บริหาร โดยในโรงงานจะมีการติดตั้งเครื่องจักรทันสมัย ทั้งในแผนกย้อมผ้า ทอผ้า พิมพ์ ปัก เย็บ และการประกอบชิ้นส่วนผ้าที่มีคุณค่าเข้าด้วยกัน

โรงงานผลิตผ้าคิสวะฮ์ มีจักรเย็บผ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีความสูงถึง 16 เมตร โดยมีแผนกต่างๆ ที่ทำงานในส่วนส่งเสริมการผลิต เช่น ห้องปฏิบัติการ (ห้องแลป) ฝ่ายบริหาร และแผนกสุขอนามัยสำหรับพนักงาน


ที่มา: www.english.alarabiya.net, สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์



#อารยธรรมอิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online




read more "ภาพหาดูยาก กะอฺบะอฺ ไร้ผ้าคลุมคิสวะฮ์"

แม่คริสเตียนต้องศึกษาอิสลามเพื่อเลี้ยงลูก

แม่คริสเตียนต้องศึกษาอิสลามเพื่อเลี้ยงลูกที่เป็นมุสลิม ในที่สุดเธอเข้ารับอิสลามตามลูก




เรื่องราวของ คามิลล์ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวชาวคริสเตียน ซึ่งมีลูกสาวเล็กๆ เป็นมุสลิม ในภายหลังเธอได้เข้ารับอิสลามในที่สุด ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของอัลลอฮ์

คามิลล์ได้รับฟังความคิดเห็นที่น่ากลัวจากเพื่อน และคนรู้จัก เกี่ยวกับการที่เธอตัดสินใจเดินหน้าต่อไป ในการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เลี้ยงลูกสาวที่เป็นมุสลิม ทั้งๆ ที่ตัวเธอเองถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวคริสเตียน

ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา เธอหัดปฏิบัติตัวแบบมุสลิม ไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์ในการให้ลูกซึมซับความเป็นมุสลิม แต่เพราะเธอสามารถแยกแยะหลายสิ่งได้มากกว่า เธอพบว่าอิสลามเป็นศาสนาที่สวยงาม

คามิลล์ใช้เวลาศึกษาภาษาอาหรับ และฟังการบรรยายศาสนาทางอินเตอร์เน็ตนานกว่า 1 ปี เพื่อเรียนรู้สำหรับตัวเอง และเอาไว้สอนลูก หลังจากผ่านเวลาที่ยากลำบากมาได้ 2-3 ปี เธอเริ่มนำสิ่งที่เธอเรียนรู้จากการบรรยายมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และรู้สึกประหลาดใจที่ได้พบว่า ความมั่นใจในตัวเองของเธอได้กลับคืนมา เธอเริ่มเข้าสังคม พูดคุยกับเพื่อนฝูง สมัครเข้าโรงเรียนสอนกฎหมาย และเริ่มสร้างธุรกิจเล็กๆ

เธอรู้แน่แก่ใจว่า ทุกสิ่งที่ดำเนินมาถึงจุดนี้ก็เป็นเพราะอัลลอฮฺได้กำหนดหนทางไว้ และทำให้ความยากกลายเป็นความง่ายดาย ความปรารถนาที่จะกลับคืนสู่อิสลามถูกกระตุ้นเตือนตลอดมา จนทำให้เธอเข้ารับอิสลามในที่สุด

ที่มา: Revert To Islam, สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์


#ประชาชาติอิสลาม_Islamic_Society_Online
Islamic Society Online



read more "แม่คริสเตียนต้องศึกษาอิสลามเพื่อเลี้ยงลูก"

บทความแนะนำ

World Clock

Featured Posts

เรื่องราวของสองอารยธรรม : อารยธรรมของชาวไวกิ้งและมุสลิม

เรื่องราวของสองอารยธรรม : อารยธรรมของชาวไวกิ้งและมุสลิม โดย : Cem Nizamoglu และ Sairah Yassir-Deane ย้อนหลังไปถึงมีนาคม 2015 ข่าวเกี่ยวก...